เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 551 ท่านจักรพรรดิไฮ่เทียน ในที่สุดก็บรรลุขั้นพรหม
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 551 ท่านจักรพรรดิไฮ่เทียน ในที่สุดก็บรรลุขั้นพรหม
ขั้นเอกเทวะสองคน คนหนึ่งมาจากแดนสวรรค์ คนหนึ่ง
มาจากมหาลัทธิชะตาฟ้าของโลกสวรรค์ พวกเขาล้วนเป็น
ผู้ฝึกยุทธ์ที่เปลี่ยนมาบำเพ็ญเซียน อายุมากกว่าช่วงเวลาที่วิถี
เซียนก่อตั้งมาเสียอีก
เจียงฉางเซิงมองการต่อสู้ในทะเลดาวกลางหาว แม้รู้สึก
สะท้อนใจ แต่เขาไม่คิดสอดมือเข้าไปยุ่ง
ความสงบสุขชั่วนิรันดร์ไม่มีอยู่จริง ระบบระเบียบอัน
ดีงามย่อมมีเงามืดอยู่ตรงไหนสักแห่ง ผู้บำเพ็ญเซียนแต่เดิมก็
คือผู้ต่อสู้กับสวรรค์ นับประสาอะไรกับที่นี่ซึ่งไม่อยู่ใน
อาณาเขตของวิถีเซียน ขอเพียงเคารพกฎภายในขอบเขตก็
เพียงพอแล้ว
“ถึงทะเลดาวกลางหาวแล้ว หนึ่งปีหลังจากนี้ นาวาราชา
แสงสว่างจะไปจากทะเลดาวกลางหาว ทุกท่านโปรดถือป้าย
แสดงตัวตนกลับมาให้ตรงเวลาด้วย หากมาสายจะไม่มีการรอ
”
เสียงกังวานเสียงหนึ่งดังขึ้น ลูกศิษย์ของลัทธิราชา
แสงสว่างคนแล้วคนเล่าเริ่มแจกจ่ายป้าย เจียงฉางเซิงรับ
มาหนึ่งชิ้น แล้วขยับมือเล่นอย่างสบายอารมณ์
เจียงฉางเซิงครุ่นคิดครู่หนึ่งก็ตามตาเฒ่าที่เข้ามาคุยกับ
เขาก่อนหน้านี้ไป
ไม่ว่าอย่างไรการมาหนนี้ก็แค่มาท่องเที่ยว ไม่มี
เป้าหมาย จะตามผู้ใดไปก็เหมือนกัน
เขาแผ่จิตสัมผัสออกไป ทั่วทั้งทะเลดาวกลางหาวเข้ามา
อยู่ในสายตา
เขาค้นพบว่าทะเลดาวกลางหาวเคยได้รับผลกระทบจาก
พลังบางอย่างมาก่อน เหมือนมันเคยถูกพลังบางอย่างย้ายที่
ขนาดปัจจุบันของมันคงเทียบกับขนาดดั้งเดิมไม่ได้อย่าง
แน่นอน
…
ณ โลกสวรรค์ใบที่สาม
มู่หลิงลั่วกับไป๋ฉียืนอยู่ริมหน้าผา ฝั่งขวาคือน้ำตกที่ไหล
เชี่ยวกราก สายน้ำกระเซ็นเป็นหยาดน้ำนับไม่ถ้วน ทำให้
หน้าผาแห่งนี้งดงามดุจห้วงฝัน
“เจ้าเด็กคนนี้ตอนนี้แข็งแกร่งเท่าใดแล้ว”
ไป๋ฉีมองไออำมหิตที่พวยพุ่งจรดฟ้าแล้วตัวสั่นเทา นาง
เอ่ยออกมาอย่างปลงๆ
มู่หลิงลั่วตอบว่า “เขาน่าจะก้าวข้ามจื่ออวี้แล้ว”
“ก้าวข้ามจักรพรรดิสวรรค์แล้วรึ จิ๊ๆ ตราบจนวันนี้แดน
สวรรค์ยังติดประกาศจับเขาอยู่เลย พ่อลูกคู่นี้ช่างทะเลาะกัน
เก่งนัก หรือว่าพวกเขาแสดงละครอยู่กันแน่” ไป๋ฉียิ้มหยอกล้อ
มู่หลิงลั่วไม่คุยเรื่องนี้ต่อ แต่ถามว่า “ระยะนี้เผ่าราชา
แห่งวิถีเซียนก็ดูเหมือนจะพบปัญหายุ่งยากเข้าใช่หรือไม่”
ไป๋ฉีผายมือตอบว่า “ตั้งแต่พวกเขาคิดก้าวออกไปนอก
โลกสวรรค์ใบที่สองก็ถูกลิขิตว่าต้องเผชิญปัญหายุ่งยากนับไม่
ถ้วนแล้ว ไม่ต้องสนใจพวกเขาหรอก ดีเลวอย่างไรพวกเขาก็
ถือกำเนิดมานับหมื่นปี ตอนนี้กลายเป็นเผ่าขนาดใหญ่แล้ว
พวกเขาเผชิญหน้ากับมันได้”
มู่หลิงลั่วพยักหน้าแล้วถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “เจ้ารู้
พรสวรรค์ของพวกเขาหรือยัง”
เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้ ไป๋ฉีก็ตาเป็นประกาย นางพยักหน้า
ราวกับลูกเจี๊ยบจิกข้าวสารแล้วเอ่ยอย่างตื่นเต้น “ก่อนหน้านี้
ข้าก็ฉงนว่าเผ่าพันธุ์แห่งบุญบารมีเผ่าแรกมีสิ่งพิเศษที่ตรงไหน
ตอนนี้ข้าเข้าใจแล้ว เผ่าของพวกเขายิ่งคนตายไปเท่าไร คนที่
เหลืออยู่ก็ยิ่งแข็งแกร่งเท่านั้น สิ่งนี้ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับ
กรรมที่นายท่านเอ่ยถึงสินะ”
เผ่าราชาแห่งวิถีเซียนมีสมาชิกผู้เก่งกาจสามารถตนหนึ่ง
ถือกำเนิดขึ้นมา เขาตระเวนสร้างชื่อในสามพันโลก จนถูก
เรียกขานว่าราชาเซียน
“พูดให้ชัดหน่อยก็คือ ขอเพียงเผ่าราชาไม่ถูกฆ่าล้างเผ่า
ก็จะไม่มีผู้ใดตายทั้งสิ้น”
มู่หลิงลั่วมองไปยังขอบฟ้าแล้วเอ่ยอย่างปลงๆ คล้ายเผ่า
ราชาอยู่ตรงหน้า
ระหว่างที่สตรีทั้งสองสนทนาเกี่ยวกับเผ่าราชาแห่งวิถี
เซียน เจียงอี้ที่อยู่ห่างออกไปตรงขอบฟ้าก็กำลังฝึกวิชา พลาง
สนทนากับดาบกลืนเพลิง
“โลกสวรรค์ใบที่อยู่ด้านข้างนั่นไม่ธรรมดาเลยนะขอรับ
มีกลิ่นอายแปลกๆ อยู่มากมาย ท่านไม่ไปกลืนกินหรือ” เสียง
ของเทพแห่งมหันตภัยดังออกมาจากในดาบกลืนเพลิง
เจียงอี้แค่นเสียงดังเหอะ “จำไว้ ข้ามาจากวิถีเซียน ข้าจะ
ไม่กลืนกินพลังของสิ่งมีชีวิตในวิถีเซียน เว้นเสียแต่พวกเขา
จะรนหาที่ตาย เข้ามาหาเรื่องข้าเอง”
ในฐานะหลานชายแท้ๆ ของมรรคาจารย์ เขาถือว่า
การปกป้องวิถีเซียนเป็นหน้าที่ของตนเองมาตลอด แม้ถูกแดน
สวรรค์ประกาศจับ หัวใจของเขาก็รู้ดีว่าชีวิตนี้ของเขาเป็นของ
วิถีเซียน ความขัดแย้งระหว่างเขากับบิดาเป็นเพียงการ
ทะเลาะเบาะแว้งเล็กน้อย ทะเลาะกันเพราะอารมณ์ก็เท่านั้น
ดาบกลืนเพลิงถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “หรือว่าท่านผู้ที่อยู่
ทุกหนทุกแห่งที่ท่านพูดถึงก่อนหน้านี้จะมาจากวิถีเซียน”
เจียงอี้เอ่ยว่า “แน่นอนอยู่แล้ว วิถีเซียนแข็งแกร่งที่สุด
เจ้าดูข้าสิ กลืนกินพลังไปมากมายแต่ก็ยังผสานเข้ากับวิถีเซียน
ได้อย่างสมบูรณ์ เจ้าเคยเห็นวิถีบำเพ็ญของมหามรรคาสายใด
เป็นเช่นนี้หรือไม่เล่า”
ดาบกลืนเพลิงเงียบไป เขาติดตามเจียงอี้มาเนิ่นนาน
ถึงเพียงนี้ ย่อมรู้จักความทะเยอทะยานกับความหยิ่งผยอง
ของเจียงอี้ดี ตอนเขามาถึงโลกสวรรค์ใบที่สาม เขาตกตะลึง
มากที่เจียงอี้ไม่กลืนกินพลังของสิ่งมีชีวิต แต่มาหลบซ่อนตัว
ฝึกบำเพ็ญวิถีเซียนอยู่ที่นี่ เขาไม่เข้าใจจริงๆ ทว่าเมื่อสัมผัสได้
ว่าคลื่นพลังของเจียงอี้สงบลงมากขึ้นทุกที เขาจึงตระหนักถึง
ความพิเศษของวิถีเซียน
“จริงสิ เจ้าเป็นเทพแห่งมหันตภัย เคยได้ยินเสียง
บางอย่างดังขึ้นในใจเจ้าหรือไม่ บางครั้งก็เหมือนความฝัน”
จู่ๆ เจียงอี้ก็ถามขึ้นมา
ดาบกลืนเพลิงถามอย่างประหลาดใจ “ท่านยังฝันได้อยู่
อีกหรือ”
“พูดอะไรไร้สาระ ก็เพราะว่าพวกเราไม่ฝัน ดังนั้นข้า
ถึงรู้สึกว่าแปลกอย่างไรเล่า เสียงนั่นพูดถึงภารกิจอะไรอยู่
ตลอด” เจียงอี้ขมวดคิ้วเอ่ยต่อ
ดาบกลืนเพลิงเอ่ยอย่างลังเล “เหตุไฉนข้าไม่เคยได้ยิน
หรือเพราะข้าแกร่งสู้ท่านไม่ได้”
ถือโอกาสยกยอปอปั้นเสียหน่อย สิ่งนี้คือทักษะที่เขา
ร่ำเรียนจนชำนาญระหว่างหลายปีที่ผ่านมา หากเจียงอี้
อารมณ์ดี เขาก็จะสบายขึ้น
ตอนนั้นเองในร่างของเจียงอี้ก็มีเสียงแก่ชราเสียงหนึ่งดัง
ขึ้น “มีจริงๆ ข้าเองก็ได้ยิน ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแม้แต่เทพแห่ง
มหันตภัยเช่นพวกข้าก็ไม่รู้จักที่มาของเทพแห่งมหันตภัย
ชัดเจนนัก ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใดที่พวกข้าเชื่อว่าตนเองถือกำเนิด
มาจากมหามรรคา แต่พวกเจ้าลองคิดดูสิ มหามรรคาคือสิ่งที่
มิอาจทำลายได้ แต่พวกเราถูกทำลายได้”
ปฐมาจารย์มาร!
เทพแห่งมหันตภัยที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกภายในของจงคู
ผู้พ่ายแพ้ให้เจียงอี้แล้วมีชีวิตอยู่ในร่างของเจียงอี้
เจียงอี้ได้ยินคำพูดของปฐมาจารย์มาร แววตาก็วูบไหว
ปฐมาจารย์มารใช้น้ำเสียงที่ยากจะตีความเอ่ยว่า “มิติ
มหามรรคาแห่งนี้กว้างใหญ่ไพศาล ไม่มีสิ่งมีชีวิตตนใดรู้แน่ชัด
ว่ามันซ่อนสิ่งใดไว้บ้าง มหันตภัยที่เรียกขานกัน เบื้องหลังของ
มันซ่อนสิ่งใดไว้กันแน่ก็ไม่มีผู้ใดล่วงรู้”
ดาบกลืนเพลิงเอ่ยหยอก “สงสัยคงมีใครบางคน
หมายตาพรสวรรค์ของนายท่านเข้ากระมัง นายท่าน ท่านอย่า
ถูกล่อลวงเสียเล่า ข้าไม่อยากเปลี่ยนเจ้านายหรอกนะ”
เจียงอี้แค่นเสียงดังเหอะ “พรสวรรค์ของข้ามาจากเผ่า
เจียง มิใช่สิ่งที่คนนอกอยากแย่งก็แย่งได้!”
เมื่อเอ่ยถึงเผ่าเจียง ดาบกลืนเพลิงก็ไม่กล้าล้อเล่นอีก
ก่อนหน้านี้เขาเคยหยอกเล่นหนหนึ่งปรากฏว่าถูกทรมานจน
อนาถยิ่งนัก เผ่าเจียงกับวิถีเซียนเป็นเรื่องต้องห้ามในใจของ
เจียงอี้ ผู้ใดก็มาล่วงเกินสองสิ่งนี้ต่อหน้าเขาไม่ได้ทั้งนั้น
ระหว่างทางมาโลกสวรรค์ใบที่สาม พวกเขาเคยพบผู้ฝึก
ยุทธ์ที่วิจารณ์วิถีเซียนส่งเดช เจียงอี้สังหารพวกเขาจน
สิ้นสลายทั้งกายจิตในบัดดล แม้แต่ดวงวิญญาณก็ไม่เหลือไว้
นอกจากพลังแล้ว ความเหี้ยมของเจียงอี้ก็เป็นสิ่งที่ดาบ
กลืนเพลิงหวาดกลัวเช่นกัน
…
เจียงฉางเซิงท่องอยู่ในทะเลดาวกลางหาวกว่าครึ่งปี เขา
ได้พบสิ่งต่างๆ มากมายยิ่งกว่าชีวิตหมื่นปีที่ผ่านมาของเขาเสีย
อีก แต่ไม่ว่าพบพานผู้ใดก็ยังไม่มากพอจะทำให้เจียงฉางเซิง
จดจำสลักลึกในใจ การพบสิ่งต่างๆ ที่เขาว่านี้หมายถึงการ
เดินทางโดยรวมทั้งหมดกับความคิดที่ตกผลึกจากการ
พบพานสรรพชีวิตทั้งหลาย
มรรคาธรรมชาติ สิ่งใดคือธรรมชาติ สรรพชีวิตและ
ทุกสิ่งที่ดำรงอยู่ล้วนคือธรรมชาติ แม้แต่สิ่งที่ดูไม่ดีงาม
เหล่านั้น
การท่องไปทั่วทะเลดาวกลางหาวทำให้เจียงฉางเซิงได้
เห็นยุคนี้อย่างถ่องแท้ เขาได้พบบุคคลและสถานที่มากมาย
ของวิถีเซียนยุคโบราณ สิ่งเหล่านี้ล้วนซ้อนทับกับความทรงจำ
ที่เขาได้รับมาหลังเก็บดวงจิตอวตารกลับคืน
ก่อนจากไป เจียงฉางเซิงจับตาดูตาเฒ่าที่กำลังออก
ตามหาไฮ่เทียนผู้นั้น ตาเฒ่าคนนี้ลักลอบเข้าไปในโลก
ขนาดเล็กแห่งหนึ่งแล้วถูกขังเอาไว้ ภายในเวลาสั้นๆ น่าจะ
หลุดออกมาได้ยาก เจียงฉางเซิงนับนิ้วทำนายก็พบว่าตา
เฒ่าผู้นี้จะพบโชควาสนาพิเศษที่ทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปครั้งใหญ่
น่าสนใจอยู่นิดๆ
เจียงฉางเซิงไม่ช่วยเหลือตาเฒ่า แต่ข้ามมิติออกไปจาก
ทะเลดาวกลางหาวทันที
อีกด้านหนึ่ง
ภายในหุบเขา ตาเฒ่าที่ออกตามหาไฮ่เทียนถูกเถาวัลย์
เส้นแล้วเส้นเล่ามัดลอยอยู่กลางอากาศ แม้แต่ปากก็ถูกอุดไว้
เขาเบิกตาโพลงดิ้นรนอย่างคลุ้มคลั่ง แต่ก็สะบัดเถาวัลย์
ไม่หลุดสักนิด พลังอาคมของเขากำลังถูกสูบออกไป
ความรู้สึกเช่นนี้ทรมานยิ่งนัก
สิ่งที่ทำให้เขาหวาดกลัวที่สุดก็คือเขาไม่รู้สักนิดว่าตนเอง
กำลังเผชิญกับสิ่งใดอยู่
เขาได้แต่ภาวนาในใจ
“ท่านจักรพรรดิไฮ่เทียน…ท่านจักรพรรดิช่วยข้าด้วย…”
แม้เขาเป็นผู้บำเพ็ญเซียน แต่ไม่ใช่ผู้ศรัทธาของมรรคา
จารย์ เมื่อวิถีเซียนขยายใหญ่ขึ้น ผู้บำเพ็ญเซียนเช่นเขาก็
มีมากขึ้นเรื่อยๆ
คนที่เขาศรัทธาคือท่านจักรพรรดิไฮ่เทียน ผู้ที่หัวใจเขา
เชื่อว่าทำได้ทุกสิ่ง
เถาวัลย์เริ่มยืดมาหาดวงตาของเขา หมายจะบดบังสอง
ตาของเขาไว้
ในตอนที่เขาใกล้จะสูญเสียแสงสว่างไปนั่นเอง เถาวัลย์
บนร่างกลับแหลกกระจุยเป็นชิ้นๆ แล้วสลายเป็นเถ้าธุลี เขา
ร่วงตกลงมาบนพื้น
สองมือของเขาค้ำพื้นหอบหายใจแฮ่กๆ ความรู้สึกหลัง
รอดพ้นภัยทำให้เขาเหม่อลอยไปครู่หนึ่ง เมื่อเขาได้สติกลับมา
อีกครั้ง เขาก็หันไปมองรอบๆ ตามสัญชาตญาณ ผืนป่า
รอบด้านกลับมาเงียบสงบแล้ว แต่เขายังไม่หนีออกไปจากที่นี่
ทันที เขากลับกวาดสายตาสำรวจรอบด้านอย่างตื่นเต้นก่อน
“ท่านจักรพรรดิต้องอยู่ที่นี่แน่…”
ผู้เฒ่าลุกขึ้นยืนแล้วค้นหาไปทั่ว ไม่นานเขาก็พบแผ่น
ศิลาแผ่นหนึ่งในพงหญ้าบริเวณหนึ่ง เขาดึงหญ้าที่ขึ้นรกแถว
นั้นออกจนมองเห็นตัวอักษรเลือดสองบรรทัด
แค้นฟ้า แค้นดิน แค้นมหามรรคา!
ฆ่าเซียน ฆ่าเทพ ฆ่าสรรพชีวิต!
แม้แต่ผู้เฒ่าที่พบเจอเรื่องราวมามากมาย ยามเห็น
ตัวอักษรสองบรรทัดนี้ก็ยังหวาดกลัวจนตัวสั่น สาเหตุสำคัญก็
เพราะตัวอักษรเลือดเหล่านี้มันขยับยุกยิกเหมือนเลือดที่มีชีวิต
แต่พอเพ่งมองให้ดีกลับพบว่ารูปร่างตัวอักษรไม่เปลี่ยนไป
ตรงไหน ความประหลาดนี้ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจ
“ผู้ใดทิ้งสิ่งนี้เอาไว้กัน”
ผู้เฒ่าขมวดคิ้วแน่น ในใจเต็มไปด้วยความฉงน ไม่รู้เทพ
ผีตนใดดลใจให้มือของเขาไม่ยอมทิ้งแผ่นศิลาแผ่นนั้นไป
…
หลังกลับมาถึงตำหนักเมฆาม่วง เจียงฉางเซิงก็เริ่ม
รอคอยช่วงจังหวะที่จะเลื่อนขั้น เขารับรู้ได้ว่ามันใกล้มาถึงแล้ว
ผลมรรคาของเขากำลังจะเปลี่ยนสภาพ
สองร้อยปีหลังจากนั้น ร่างแยกของเขากลับมารวมตัวกับ
ร่างหลักของเขา
จากนั้นเวลาก็ผ่านไปราวแปดร้อยปี
ในที่สุดก็ถึงขีดจำกัดที่เจียงฉางเซิงจะข่มกลั้นพลังไว้ได้
เขาลุกขึ้นยืนแล้วพาบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคาเคลื่อนย้าย
ไปโผล่ในห้วงอนันต์สุญญตา จากนั้นก็เดินทางมาถึงพันมหา
โลกา หรือก็คือสถานที่ที่เรียกกันว่าห้วงมิติชั้นใน
พันมหาโลกามืดมิดอย่างยิ่ง มันดูคล้ายแถวชายขอบ
ของห้วงอนันต์สุญญตา เขาเหาะไปตามทิศทางใน
ความทรงจำ ระหว่างที่เดินทางอย่างเร่งรีบ เขาก็กดคลื่นพลัง
ของตนเองให้ต่ำที่สุด
ในความทรงจำของจงคูกับอริยเทวะโลกา มีร่างมากมาย
ที่เขามองเห็นภาพไม่ชัด นั่นหมายความว่าสองคนนั้นได้พบ
ตัวตนที่แข็งแกร่งกว่าพวกเขามาไม่น้อย
ทั้งสองต่างหวาดกลัวพันมหาโลกา แม้ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ แต่
ความหวาดกลัวนั่นกลับไม่จางหาย มีแต่จะวนเวียนอยู่รอบ
หัวใจ ยิ่งนานวันยิ่งฝังรากลึก
เจียงฉางเซิงเร็วมาก เขาเร็วจนความมืดรอบด้านไม่เกิด
การเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย
ระหว่างที่เร่งเดินทางอย่างไวว่อง เขาก็บังเอิญจับสัมผัส
กลิ่นอายของสิ่งมีชีวิตได้เป็นบางครั้ง โชคดีที่พวกมันไม่มี
เจตนาจะโจมตีเขา
เมื่อเจียงฉางเซิงมาถึงอาณาบริเวณอันมืดมิดที่เขาเลือก
ไว้ เขาก็หยุดแล้วเตรียมตัวสำหรับการเลื่อนขั้น
ในเวลาเดียวกันนั้นเขาก็พยากรณ์หาผู้แข็งแกร่งรอบด้าน
ไม่หยุด เพราะบางทีอาจมีตัวตนไหนสักตนที่จิตสัมผัสของเขา
ตรวจจับไม่พบก็ได้
เวลาไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ในที่สุดเจียงฉางเซิงก็ได้ต้อนรับการเลื่อนขั้น เรื่องที่
ทำให้เขาตกใจระคนยินดีบังเกิด ปรากฏว่าเขาไม่ต้องผ่านด่าน
เคราะห์ ร่างของเขาที่นั่งอยู่บนบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา
เปล่งรัศมีเทพเจ็ดสี
ความโล่งสบายอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนแล่นปราดไป
ถึงก้นบึ้งวิญญาณ ทำให้เขาต้องกู่ร้องยาวๆ ออกมาอย่างอด
ไม่ได้
“เหอะ!”
เสียงแค่นหยันดังขึ้น เจียงฉางเซิงเงยหน้ามองทันที
ปราณกำเนิดเทพอนธการสะบัดออกไปอย่างรวดเร็ว แต่มัน
กลับถูกมือยักษ์ขนาดมหึมาอย่างยิ่งข้างหนึ่งบีบจนแตกสลาย
มือข้างนั้นรวบตัวเจียงฉางเซิงกับบัลลังก์เทพสวรรค์มหา
มรรคาเข้าไปในฝ่ามือ เขตอาคมของบัลลังก์เทพแผ่พลังอัน
แข็งแกร่งออกมาทำให้ฝ่ามือยักษ์ข้างนั้นบีบลงมาไม่ได้
เจียงฉางเซิงยกมือขึ้นใช้วิชาดัชนีมรรคพิฆาตโลกาโจมตี
ทันที เพราะที่แห่งนี้คือพันมหาโลกา เขาจึงไม่ออมมือ
แม้แต่น้อย
พลังที่เหนือกว่าขั้นเทวะหลุดพ้นทะลวงผ่านมือยักษ์ใน
พริบตา
“หืม?”
………………………………………………….