เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 552 ด่านใหญ่หนึ่งแสนแต้ม ราชันชะตางำประกาย
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 552 ด่านใหญ่หนึ่งแสนแต้ม ราชันชะตางำประกาย
หลังจากดัชนีมรรคาพิฆาตโลกาที่บรรจุพลังทำลายล้าง
ขั้นสูงสุดทะลวงฝ่ามือยักษ์เป็นรู บาดแผลบนนั้นก็ขยายกว้าง
อย่างรวดเร็ว ฝ่ามือยักษ์หดกลับไปทันใด จากนั้นมันก็หาย
ไปในความมืด
เจียงฉางเซิงจับไอพลังของอีกฝ่ายได้แล้ว ฝั่งนั้นเป็นผู้ที่
ก้าวพ้นขั้นเทวะหลุดพ้นแล้วเช่นกัน เขาเข้ามาใกล้เร็วอย่างยิ่ง
จนตัวเจียงฉางเซิงที่จมอยู่กับความยินดีเมื่อครู่ไม่ทันป้องกัน
ในใจเขาพยากรณ์ว่าอีกฝ่ายแข็งแกร่งมากเพียงใด
[ต้องใช้ 11,080 แต้มมรรคาสวรรค์ ต้องการดำเนินการ
ต่อหรือไม่]
ไม่!
แต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์หนึ่งหมื่นหนึ่งพันแต้ม!
มากกว่าเจียงฉางเซิง แต่มากกว่าไม่เท่าไร
ต่อให้เจียงฉางเซิงยังไม่เลื่อนขั้นก็ไม่กลัวอีกฝ่าย แล้วอีก
อย่างตอนนี้เขาก็วิวัฒน์มาเป็นขั้นพรหมแล้วด้วย
“น่าสนใจ หรือว่าวิชานี้ของเจ้ามีพลังของมรรคาแห่ง
การทำลายล้าง”
เสียงที่แค่นหยันเมื่อครู่ดังขึ้นอีกครั้ง หนนี้น้ำเสียง
เต็มไปด้วยความโลภ
เจียงฉางเซิงไม่รู้หรอกว่าอีกฝ่ายมีความเป็นมาอย่างไร
แต่ในเมื่อมาเล่นงานเขา ย่อมเป็นศัตรูที่ต้องตายกันไปข้าง
เขาไม่พูดพร่ำล้วงกระจกดับสูญเพลิงสวรรค์หยินหยาง
ออกมา กระจกหมุนคว้าง บานกระจกเปล่งแสงระยิบระยับ
สาดส่องไปทั่วห้วงมิติอันมืดมิดรอบทิศ ไม่ทันไรร่างมหึมาร่าง
หนึ่งก็ถูกแสงสว่างฉายส่อง
เจ้านั่นเป็นสิ่งมีชีวิตที่ร่างกายเป็นต้นไม้แต่ใบหน้าเป็น
มนุษย์ตนหนึ่ง บนกิ่งไม้แต่ละกิ่งมีมืองอกอยู่หนึ่งข้าง ดู
น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
ทันทีที่ถูกแสงจากกระจกดับสูญเพลิงสวรรค์หยินหยาง
ฉายส่อง ใบหน้าแก่ชราดวงนั้นของเขาก็ทำหน้าตกตะลึง
เจียงฉางเซิงเห็นเช่นนั้นก็ยกมือซ้ายขึ้น คัมภีร์ภูผาสมุทร
ลอยออกมา ในเวลาเดียวกันกระจกดับสูญเพลิงสวรรค์หยิน
หยางก็รีดเค้นพลัง แสงสีทองสายหนึ่งพุ่งไปยังปีศาจต้น
ไม้หน้าคนจากสี่ด้านแปดทิศ ลำแสงเบียดกันแน่นไม่มีช่องให้
หนีรอด
ปีศาจต้นไม้หน้าคนที่ถูกกระจกดับสูญเพลิงสวรรค์หยิน
หยางฉายแสงอาบ ไม่อาจหลบหนีไปจากห้วงมิติบริเวณนี้ได้
ทำได้เพียงต้านรับการโจมตี แขนทั้งหมดยกขึ้นมาหันฝ่ามือ
ออกด้านนอก ไอสีดำมหาศาลระเบิดออกมาก่อตัวเป็นกำแพง
ขนาดมหึมา ขวางการโจมตีของกระจกดับสูญเพลิงสวรรค์
หยินหยางเอาไว้
พลังแห่งมหามรรคาในพันมหาโลกาสั่นสะเทือน เจียง
ฉางเซิงแอบตกตะลึงในใจ อีกฝ่ายแข็งแกร่งกว่าที่เขา
จินตนาการเอาไว้
ก็ถูก ก้าวมาถึงระดับนี้ได้ ผู้ใดมิใช่ตัวตนที่โดดเด่นเหนือ
สรรพชีวิตกันบ้างเล่า ทุกคนต่างเคยเป็นอัจฉริยะที่ยอดเยี่ยม
ที่สุดเท่าที่เคยมีมา หรือไม่ก็เป็นผู้แข็งแกร่งที่เคยพลิกฟ้า
มากันทั้งนั้น
เจียงฉางเซิงลุกขึ้นยืน คัมภีร์ภูผาสมุทรกับกระจกดับสูญ
เพลิงสวรรค์หยินหยางลอยอยู่สองฝั่ง มือขวาของเขาถือกระบี่
อาณัติมรรคาสวรรค์ ยืนอยู่บนบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา
จ้องมองปีศาจต้นไม้หน้าคนจากไกลๆ
หลังจากปีศาจต้นไม้หน้าคนต้านการโจมตีของกระจก
ดับสูญเพลิงสวรรค์หยินหยางเสร็จ มือข้างแล้วข้างเล่านั่นก็
วางลง เผยดวงหน้าแก่ชราดวงนั้นของตนเองออกมา เวลานี้
ใบหน้านั้นเต็มไปด้วยเพลิงโทสะ
ทันใดนั้นเขาก็อ้าปาก กระแสลมสีดำอันน่ากลัวพัด
ออกมาถล่มทั่วทั้งห้วงมิติ กลืนกลบเจียงฉางเซิงกับบัลลังก์
เทพสวรรค์มหามรรคาเข้าไปด้านใน
ด้านในพายุสีดำ เจียงฉางเซิงสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าอีก
ฝ่ายกำลังเข้ามาใกล้
มาได้พอดีเชียว!
เจียงฉางเซิงจับจังหวะ จากนั้นก็ใช้พลังฟ้าดินสิ้นสลาย
ทันที!
กายเนื้อเปล่งแสงระยิบระยับเจ็ดสีก่อนจะฉายแสง
เจิดจ้าแสบตาออกมาอย่างไม่ทันให้ตั้งตัว มันแผ่ขยาย
ไปรอบด้าน กวาดพายุสีดำจนราบ แล้วปกคลุมไปทั่วทั้งห้วง
มิติอย่างรวดเร็ว
พลังแห่งมหามรรคาจางหาย ปราณวิญญาณแห่งมหา
มรรคาก็มลายหายไปไม่เหลือเช่นกัน!
ฟ้าดินสิ้นสลายแสดงพลังทำลายล้างที่ชวนให้คนสิ้นหวัง
!
หลังจากผ่านไปสองสามลมหายใจ
เมื่อห้วงมิติสงบลง เจียงฉางเซิงก็สัมผัสกลิ่นอายของ
ปีศาจต้นไม้หน้าคนไม่ได้แล้ว เขาใช้ฟังก์ชั่นแต้มเซ่นไหว้
พยากรณ์ก็ได้รับคำตอบว่าค้นไม่พบกรรมสายนี้
เขาแอบรู้สึกเสียดาย เขาอยากเก็บดวงวิญญาณของอีก
ฝ่ายไว้ในคัมภีร์ภูผาสมุทรสักหน่อย แต่จนปัญญาที่อีกฝ่าย
แข็งแกร่งเกินไป เขาจึงต้องรับมือกับอีกฝ่ายโดยตั้งใจสังหาร
ให้ตายในคราวเดียวอย่างเลี่ยงไม่ได้
เจียงฉางเซิงเริ่มขยับตัว ในเมื่อไม่ต้องผ่านด่านเคราะห์
เช่นนั้นเขาก็ใจกล้าย้ายตำแหน่งได้อย่างวางใจแล้ว
ที่แห่งนี้เพิ่งเกิดการต่อสู้ เดี๋ยวจะต้องดึงดูดตัวตนที่
แข็งแกร่งมาแน่
หลังจากนั้นระหว่างที่เดินทางพลังอาคมของเจียงฉาง
เซิงก็เพิ่มขึ้นพรวดพราดอยู่ตลอด กายเนื้อของเขาเริ่มดูดซับ
ปราณวิญญาณแห่งมหามรรคา
[อายุเซียน 28,223 ปี เจ้าพบมารพฤกษาพันกรในพัน
มหาโลกา เจ้าเอาชีวิตรอดจากการลอบจู่โจมของมารพฤกษา
พันกร รอดพ้นจากภัยสังหารหนนี้ได้สำเร็จ ได้รับรางวัล
รอดชีวิตเป็นวัตถุวิญญาณมรรคาสวรรค์ นามว่า ‘ศิลาปราณ
มารดรเสกสรรค์’]
เมื่อเห็นการแจ้งเตือนบรรทัดนี้ หัวใจของเจียงฉางเซิงก็
ยินดีปรีดา
ในการแจ้งเตือนไม่เอ่ยถึงมรรคาอริยะ บ่งบอกว่ามรรคา
อริยะไม่รู้ตัวสักนิดว่าเขาออกมา นี่กลับเป็นเรื่องดี
หลังจากเดินทางอยู่เนิ่นนาน เจียงฉางเซิงก็หยุด เขาทำ
สมาธิอยู่บนบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา เขาอาศัยระหว่างที่
ผลมรรคาเปลี่ยนสภาพ เริ่มฝึกบำเพ็ญวิชากายทองคงกระพัน
กำเนิดจักรวาล
กระจกดับสูญเพลิงสวรรค์หยินหยาง คัมภีร์ภูผาสมุทร
กระบี่อาณัติมรรคาสวรรค์ลอยขึ้นมาเบื้องหน้าเขา ตราหยิน
หยางเบิกมรรคา ปราณกำเนิดเทพอนธการลอยวนเวียนรอบบ
บัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา ก่อตัวเป็นปราการป้องกันชั้น
แล้วชั้นเล่า ต่อให้มีศัตรูมาลอบจู่โจม เขาก็จะไม่ถูกสังหาร
ในทันที
ยิ่งผลมรรคาเปลี่ยนสภาพเท่าไร แต้มเซ่นไหว้ของเจียง
ฉางเซิงก็พุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย
ไม่เพียงเท่านี้ ความทรงจำของวิชามรรคาธรรมชาติขั้น
สิบห้าก็กำลังไหลทะลักเข้ามาในสมองของเขาด้วย
บทขั้นพรหม!
นี่เป็นครั้งแรกที่เจียงฉางเซิงเลื่อนขั้นแล้วไม่ต้องเผชิญ
กับด่านเคราะห์สวรรค์ บางทีด่านเคราะห์สวรรค์ที่เผชิญตอน
ขั้นสิบสี่อาจเป็นด่านเคราะห์สวรรค์ของขั้นพรหมไปแล้วก็
เป็นได้
เจียงฉางเซิงจมดิ่งอยู่ในความทรงจำอันมหาศาลของบท
ขั้นพรหม ขณะที่กายเนื้อฝึกบำเพ็ญวิชากายทองคงกระพัน
กำเนิดจักรวาลไปตามสัญชาตญาณ ร่างกายดูดซับพลังแห่ง
มหามรรคาและปราณวิญญาณแห่งมหามรรคารอบด้าน
มาหล่อหลอมกายเนื้อ แสงรัศมีเจ็ดสีบนร่างค่อยๆ ถูกแทนที่
ด้วยแสงสีทอง
เวลาไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว
วันเวลาต่อจากนั้นเจียงฉางเซิงไม่ถูกลอบโจมตีอีก
บางครั้งก็มีสิ่งมีชีวิตเดินทางผ่านมาบ้าง แต่เมื่อสัมผัสคลื่น
พลังของเขา พวกเขาก็จากไปอย่างรวดเร็วโดยไม่กล้ารบกวน
พันมหาโลกาในปัจจุบันทำให้เขารู้สึกเงียบเหงา มันให้
ความรู้สึกคล้ายแดนป่าเถื่อนยุคดึกดำบรรพ์ ที่ระหว่างสิ่งมี
ชีวิตไม่ติดต่อสื่อสารกัน มีเพียงกฎผู้แข็งแกร่งกลืนกิน
ผู้อ่อนแอเท่านั้น
เพียงพริบตาเดียว
กาลเวลาก็ผ่านไปร้อยปี
เจียงฉางเซิงรับถ่ายทอดเคล็ดวิชาของบทขั้นพรหม
มาอย่างสมบูรณ์แล้ว ผลมรรคากับคุณสมบัติของดวงวิญ
ญาณของเขาก็แปรเปลี่ยนมาเป็นขั้นพรหมแล้วเช่นกัน
ขั้นพรหม!
เจียงฉางเซิงผู้นั่งอยู่บนบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา
ปรือตาเปิดอย่างเนิบช้า ยามสรรพสิ่งเข้ามาในสายตาของเขา
เขามองเพียงปราดเดียวก็เห็นมหาพิภพแห่งแล้วแห่งเล่าที่อยู่
สุดขอบอีกฝั่งของพันมหาโลกา มหาพิภพเหล่านั้น
เจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่ง แต่ละแห่งล้วนโอ่อ่าใหญ่โตเทียบเท่า
สามพันโลก แต่ละแห่งเปล่งแสงอันเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง
เจียงฉางเซิงมองเห็นเทพร่างใหญ่ยักษ์เท่าจักรวาลสอง
ตนกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด พวกเขาต่อสู้กันจนปราณวิญ
ญาณแห่งมหามรรคาปั่นป่วน ห้วงมิติสะท้านสะเทือน
เขาเห็นแม่น้ำสีแดงที่มองไม่เห็นจุดสิ้นสุดสายหนึ่งไหล
อยู่ท่ามกลางธารดาราระยิบระยับของพันมหาโลกา
เขาเห็นต้นไม้เทพที่ใหญ่ยักษ์ยิ่งกว่ามหาพิภพทั้งหมดที่
เขาเคยเห็นต้นหนึ่งยืนต้นตระหง่านอยู่ บนต้นไม้มีมังกรเขียว
ตัวแล้วตัวเล่าเลื้อยพันยุ่บยั่บประหนึ่งฝูงหนอน
เขาได้เห็นภาพที่เขาไม่เคยพบเห็นอีกมากมาย พันมหา
โลกามีหลายสิ่งหลายอย่างมากกว่าที่เขาจินตนาการไว้
พลังอาคมที่เคยเพิ่มพูนอย่างรวดเร็วของเขาเริ่มช้าลง นี่
หมายความว่าการเลื่อนขั้นกำลังจะจบลงแล้ว
‘ข้าอยากรู้ว่าตอนนี้ข้าแข็งแกร่งมากเท่าใด’
เจียงฉางเซิงใช้ฟังก์ชั่นแต้มเซ่นไหว้พยากรณ์ในใจ
[ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์ 97,805 แต้ม
ต้องการดำเนินการต่อหรือไม่]
ไม่!
แต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์เกือบหนึ่งแสนแต้ม!
เจียงฉางเซิงไม่ตื่นเต้นดีใจ เวลาร้อยปีที่ผ่านมาทำให้
จิตใจของเขาสงบแล้ว ก่อนพยากรณ์เขาก็เดาไว้แล้วว่าอาจ
เป็นเช่นนี้
พลังอาคมของเขายังคงแข็งแกร่งขึ้นต่อ หลังจากนี้การ
จะทะลุด่านใหญ่หนึ่งแสนแต้มก็น่าจะไม่ยาก
เขาฝึกวิชากายทองคงกระพันกำเนิดจักรวาลต่อ อาศัย
จังหวะที่เลื่อนขั้น วิชากายทองคงกระพันกำเนิดจักรวาลของ
เขาพัฒนาขึ้นก้าวใหญ่ แค่กายเนื้อของเขาก็แข็งแกร่งมากแล้ว
แล้ว เขารู้สึกว่าเขาใช้มือเดียวก็จัดการมารพฤกษาพันกรตน
ก่อนหน้านี้ได้
นอกจากพลังของตนที่เพิ่มพรวดพราด เขาก็กำลัง
ตั้งตารอรางวัลรอดชีวิตจากการเลื่อนขั้นมาถึงวิชามรรคา
ธรรมชาติขั้นที่สิบห้าด้วย
ระหว่างที่เจียงฉางเซิงกำลังจดจ่ออยู่กับความแข็งแกร่ง
ของตนนั่นเอง คลื่นพลังอันแข็งแกร่งสายหนึ่งก็พุ่งเข้ามาจู่โจม
แม้พลังนั่นจะเทียบเขาไม่ได้ แต่มันก็แข็งแกร่งกว่ามารพฤกษา
พันกรมากทีเดียว
ดวงดาวสว่างไสวดวงหนึ่งปรากฏท่ามกลางความมืด
มันขยายใหญ่อย่างรวดเร็วจนเผยให้เห็นว่ามันเป็นมุกสีน้ำเงิน
ขนาดมหึมาลูกหนึ่ง บุรุษสวมอาภรณ์สีเขียวคนหนึ่งยืนอยู่บน
มุกเม็ดนั้น กวานบนศีรษะของเขาประดับขนนกเส้นยาว ดวง
หน้าหล่อเหลาเกลี้ยงเกลา บรรยากาศรอบตัวไม่ธรรมดา
มุกสีน้ำเงินหยุดนิ่งห่างจากเจียงฉางเซิงพันลี้ สำหรับ
พวกเขาแล้วระยะห่างเท่านี้นับว่าใกล้จนแทบจะชิดติดกัน
“ข้าราชันชะตางำประกาย มิทราบว่าท่านมีฉายาว่าอัน
ใด” บุรุษอาภรณ์สีเขียวถามด้วยน้ำเสียงมีมารยาท
เพิ่งมาถึงหนแรก เจียงฉางเซิงย่อมไม่อยากผูกแค้นถ้าไม่
จำเป็น เขาเอ่ยตอบว่า “ข้าราชันมรรคาอมตะ มิทราบว่าท่าน
มีธุระอันใด”
พันมหาโลการะดับขั้นสูงว่ามิติมหามรรคา เขาจึงต้อง
ระมัดระวังรอบคอบ ในที่แห่งนี้ย่อมมีคนเคยศึกษามรรคาแห่ง
กรรม จะปล่อยให้ผู้ใดทำนายเกี่ยวกับตัวเขาไม่ได้
ราชันมรรคาอมตะอย่างนั้นรึ
ราชันชะตางำประกายครุ่นคิดครู่หนึ่ง เขาไม่เคยได้ยิน
ฉายานี้มาก่อน เขาเอ่ยต่อว่า “ข้าเห็นพลังของท่านเพิ่มพูนเร็ว
ยิ่งนัก ดูท่าคงเลื่อนขั้นแล้ว พานพบกันนับว่าเป็นวาสนา หาก
ท่านยังไม่ได้สังกัดวิถีบำเพ็ญผู้หลุดพ้นวิถีไหน ยินดีมาอยู่กับ
ชะตาเร้นหรือไม่”
ชะตาเร้นหรือ
เจียงฉางเซิงรู้จักนามนี้มาจากความทรงจำของอริยเทวะ
ซากศพ อริยเทวะซากศพเคยต่อสู้กับผู้แข็งแกร่งคนหนึ่งจาก
ชะตาเร้น ชะตาเร้นคือหนึ่งในขุมอำนาจอันแข็งแกร่งน้อยแห่ง
ที่กล้าเป็นศัตรูกับมรรคาอริยะ แต่มันมีที่มาโดยละเอียด
อย่างไร อริยเทวะซากศพก็ไม่รู้แน่ชัดเช่นกัน
เห็นเจียงฉางเซิงเงียบไป ราชันชะตางำประกายก็เอ่ย
ต่อว่า “ท่านอย่าได้กังวล ระยะนี้ชะตาเร้นตั้งใจรับสมัครผู้
แข็งแกร่งนอกวิถีบำเพ็ญของพวกเรามาเป็นราชันชะตา
ชั้นนอกกับเทวะชะตาชั้นนอก หลังจากเข้าร่วมชะตาเร้น ท่าน
จะไม่ถูกขวางกั้นอิสระ แล้วยังจะได้รับความช่วยเหลือจาก
ชะตาเร้นอีกด้วย ท่านเพียงต้องป่าวประกาศบอกผู้อื่นว่า
เข้าร่วมกับชะตาเร้นแล้ว และมาช่วยยามที่ชะตาเร้นต้องการ
เท่านั้น”
เจียงฉางเซิงอดไม่ไหวถามว่า “บอกอย่างละเอียดได้
หรือไม่ว่าจะได้รับความช่วยเหลือเช่นไร”
“ข่าวสาร ทรัพยากร มรดกวิชา โลกมหามรรคา ขอเพียง
ท่านร้องขอ ชะตาเร้นจะพยายามสนองตอบอย่างสุดความสา
มารถ”
ราชันชะตางำประกายท่าทีอ่อนโยนอย่างยิ่ง เขาจับ
สังเกตน้ำเสียงของเจียงฉางเซิงอยู่ตลอด เขามองเห็นใบหน้าที่
แท้จริงของเจียงฉางเซิงไม่ชัด แต่คลื่นพลังของอีกฝ่ายทำให้
เขารู้ดีว่าตนเองสู้อีกฝ่ายไม่ได้อย่างแน่นอน
เจียงฉางเซิงถามว่า “แล้วจะเข้าร่วมอย่างไร ต้อง
เดินทางไปชะตาเร้นสักหนหรือ”
ราชันชะตางำประกายส่ายหน้า เขายกมือขวาขึ้นมา
ป้ายคำสั่งป้ายหนึ่งลอยอยู่กลางฝ่ามือ แล้วเอ่ยว่า “หากท่าน
ตกลง ข้าก็จะมอบป้ายราชันชะตาแผ่นนี้ให้ท่าน เมื่อได้รับป้าย
นี้ไปแล้ว ยามใดเทวะชะตากับกองทัพชะตาพบท่านก็จัก
คารวะ ท่านเพียงต้องใส่พลังของท่านเข้าไปในป้ายราชันชะตา
แล้วทิ้งฉายาของท่านไว้ วิถีบำเพ็ญชะตาเร้นก็จะมีนามราชัน
ชะตาของท่าน”
ราชันชะตาฟังแล้วดูเหมือนจะระดับเดียวกันกับอริย
ราชัน
เจียงฉางเซิงครุ่นคิดครู่หนึ่งก็ถามว่า “ขอบังอาจถาม
ชะตาเร้นกับมรรคาอริยะมีความสัมพันธ์กันเช่นไร”
ราชันชะตางำประกายได้ยินคำนี้ก็เผยสีหน้าอึ้งงัน ถึงขั้น
มีความโกรธแค้นหลุดออกมาอยู่พริบตาหนึ่ง แต่เขา
สงบอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว “ท่านเข้าร่วมกับมรรคาอริยะแล้ว
หรือ”
เจียงฉางเซิงส่ายหน้าตอบว่า “เปล่า เพียงถามดูเท่านั้น
พันมหาโลกากว้างใหญ่ไพศาล ข้าเพิ่งมาเยือนแถวนี้เป็นหน
แรก ก่อนหน้านี้เคยพบมรรคาอริยะมาบ้างจึงอยากถามให้
ชัดเจนก็เท่านั้น”
ดูจากสีหน้าที่เปลี่ยนไปเมื่อครู่ของอีกฝ่าย ชะตาเร้น
ดูเหมือนจะไม่ถูกกับมรรคาอริยะ
สีหน้าของราชันชะตางำประกายอ่อนลง เขาเอ่ยว่า
“ดูท่าท่านคงจะมาเยือนหนแรกจริงๆ ถึงไม่รู้เรื่องราวการต่อสู้
ของผู้หลุดพ้นในที่แห่งนี้ ขอไม่ปิดบังความจริง เหตุที่ชะตาเร้น
เปิดรับคนนอกก็เพราะต้องการต่อกรกับมรรคาอริยะและวิถี
บำเพ็ญผู้หลุดพ้นวิถีอื่นเพื่อช่วงชิงพลังชีวิตแห่งมหามรรคา
หากท่านเกรงกลัวการเป็นศัตรูกับมรรคาอริยะ ข้าก็จะไม่
ฝืนใจบังคับ”
เป็นศัตรูกับมรรคาอริยะอย่างนั้นรึ
เจียงฉางเซิงแสร้งทำท่าทางลำบากใจแล้วเอ่ยว่า “แม้ข้า
จะรู้เรื่องราวไม่มาก แต่ก็เคยได้สัมผัสความบ้าอำนาจกับ
ความแข็งแกร่งของมรรคาอริยะมาก่อน ทว่าในเมื่อข้ามา
ถึงที่นี่แล้วย่อมต้องเลือกจุดยืน ไม่มีผู้ใดอยู่รอดตัวคนเดียวได้
”
ราชันชะตางำประกายยินดีปรีดา เขาสาธยายความ
แข็งแกร่งของชะตาเร้นให้ฟัง
โครงสร้างของชะตาเร้นคล้ายกับมรรคาอริยะมาก
เหนือกว่าราชันชะตาก็คือจักรพรรดิชะตา ส่วนข้างใต้คือเทวะ
ชะตา เทวะชะตาแต่ละคนจะมีกองทัพชะตาใต้บัญชา
จากที่ราชันชะตางำประกายบอก การต่อสู้ระหว่างผู้
หลุดพ้นโหดร้ายก็จริง แต่ไม่ถึงขั้นทำลายวิถีบำเพ็ญจนพินาศ
พวกเขาจะสู้กันทุกครั้งที่พลังชีวิตของมหามรรคาถือกำเนิด
…………………………………………………