เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 553 แก้กรรม สมหวังดังใจ
เจียงฉางเซิงใช้แต้มเซ่นไหว้พยากรณ์พลังของราชัน
ชะตางำประกาย มูลค่าอยู่ที่ 38,090 แต้มเซ่นไหว้มรรคา
สวรรค์ ถ้านี่คือศักยภาพของราชันชะตา ก็หมายความว่าอริย
ราชันก็ไม่ห่างกันเท่าไร
แม้เขาจะแข็งแกร่งกว่าราชันชะตา แต่เหนือกว่าราชัน
ชะตาก็ยังมีอัครจักรพรรดิชะตา อัครจักรพรรดิชะตาในชะตา
เร้นมีเจ็ดสิบสองคน จะดูถูกไม่ได้เลย
ชะตาเร้นกับมรรคาอริยะคือตัวตนระดับเดียวกัน ยักษ์
ใหญ่เช่นนี้จะบุ่มบ่ามล่วงเกินไม่ได้
หากมีชะตาเร้นช่วยตนต่อกรกับมรรคาอริยะก็จะไม่ต้อง
เสียไพ่ตาย
ราชันชะตางำประกายยังอธิบายถึงความแข็งแกร่งของ
ชะตาเร้นต่อ พันมหาโลกากว้างใหญ่ไร้ขอบเขต ไม่ถูกห้วงมิติ
จำกัด ชะตาเร้นหลุดพ้นไปนานมากแล้ว รากฐานของขุม
อำนาจนั้น แม้แต่ราชันชะตาอย่างเขาก็ยังไม่รู้แน่ชัด
ขณะที่ราชันชะตางำประกายกำลังพูดไม่หยุดนั้น เจียง
ฉางเซิงก็พบว่าแต้มเซ่นไหว้ของเขาเพิ่มขึ้นไปเกินกว่าหนึ่งแสน
แต้มมรรคาสวรรค์แล้ว
“ป้ายคำสั่งราชันชะตาเล่า”
เจียงฉางเซิงถาม ขัดบทความยืดยาวของราชันชะตา
งำประกาย
ราชันชะตางำประกายยิ้มก่อนจะโยนป้ายคำสั่งในมือให้
เจียงฉางเซิง
เจียงฉางเซิงรับมาแล้วก็ใช้ดวงจิตตรวจสอบป้ายราชัน
ชะตาก่อน
ของชิ้นนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ ประณีตและสวยงาม
เหมือนกับสมบัติอาคม ภายในไม่ใช่เขตอาคม แต่เป็นพลัง
ลี้ลับคล้ายๆ กับกรรม
ป้ายราชันชะตานี้ทำให้เจียงฉางเซิงนึกไปถึงหยกโบราณ
ที่โม่วั่งมอบให้ วิถีบำเพ็ญแห่งมหามรรคาทั่วทุกสารทิศล้วน
มีมรรคาวัตถุเป็นของตนเอง เพียงแต่ว่าชะตาเร้นหลุดพ้นไป
นานแล้ว จึงสวยวิจิตรกว่าก็เท่านั้น
แบบนี้ก็แสดงว่าวิถีเซียนก็เคยหลุดพ้นไปแล้ว แต่เหตุใด
ถึงหายสาบสูญไปกัน
เป็นเพราะเจอวิถีบำเพ็ญที่แข็งแกร่งกว่า หรือว่า
แข็งกร้าวเกินไปจึงถูกมหามรรคาแว้งกัด
เจียงฉางเซิงคิดไปพลาง ตรวจสอบป้ายราชันชะตา
ไปพลาง หลังมั่นใจว่าไม่มีอุบายหรือเขตอาคมแอบแฝง
อยู่แล้วถึงได้พูดขึ้นว่า “ข้าจะรับไว้”
เขาส่งพลังอาคมเข้าไปในนั้น แค่ชั่วพริบตา ป้ายราชัน
ชะตาก็ร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว เปลี่ยนเป็นสีแดงทุกส่วนก่อน
จะเปลี่ยนเป็นสีม่วง
ราชันชะตางำประกายเห็นเช่นนั้นก็หน้าถอดสี เขารีบ
ค้อมตัวลง ป้องมือคารวะ “ข้าน้อยมีตาหามีแววไม่ หวังว่าจะ
ไม่ได้ล่วงเกินผู้อาวุโส”
เจียงฉางเซิงพยักหน้า “เจ้าไปเถิด ข้ายังต้องฝึกบำเพ็ญ
ต่อ”
ราชันชะตางำประกายพยักหน้า เขาสังเกตเห็นอะไร
บางอย่างจึงคว้ามือไปไกลๆ สามเงาร่างก็ปรากฏขึ้น
มาตรงหน้าเขา เป็นชายสองหญิงหนึ่ง ยังคงอยู่ในร่างมนุษย์ ดู
ชั่วร้ายและแปลกพิลึกยิ่ง กลิ่นอายก็ไม่ใช่เผ่ามนุษย์ที่เจียงฉาง
เซิงรู้จัก
ขณะที่เจียงฉางเซิงมองอยู่นั้น ราชันชะตางำประกายก็
อ้าปากกว้าง ใบหน้าหล่อเหลาเปลี่ยนเป็นยักษ์น่ากลัวและ
ดุร้าย ดูคล้ายกับจระเข้ เขาอ้าปากกินทั้งสามคนเข้าไปในคำ
เดียว
เขากลับมาในสภาพสง่างามเฉกเช่นก่อนหน้านี้อีกครั้ง
อย่างรวดเร็ว เคี้ยวในปากสองสามคำก่อนจะพูดเสียงเบาด้วย
รอยยิ้ม “ก็แค่แมลงสามตัวที่ไม่รู้จักประมาณตน ยังกล้า
เข้ามาใกล้พวกเราอีก ผู้อาวุโส ท่านฝึกบำเพ็ญต่อเถอะ
ข้าน้อยขอตัวก่อน”
เจียงฉางเซิงพยักหน้า ราชันชะตางำประกายจากไป
อย่างเร็วรี่
เหตุการณ์เมื่อครู่นี้ทำให้เจียงฉางเซิงได้สัมผัส
ถึงความโหดร้ายของพันมหาโลกา ขณะที่ทั้งสองสนทนากัน
อยู่นั้น ราชันชะตางำประกายยังถือโอกาสกินสิ่งมีชีวิตที่ผ่าน
ทางมา เขาไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรแปลกเลย ยังคงพูดคุยกับเจียง
ฉางเซิงตามปกติ
เมื่อนึกถึงมารพฤกษาพันกรก่อนหน้านี้อีกครั้ง รายนั้น
ไม่เคยรู้จักกับเจียงฉางเซิงมาก่อนแต่ก็ยังกล้าลงมือทันที
มิน่าเฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ถึงกลัวพันมหาโลกา แม้พัน
มหาโลกาจะมีสภาพแวดล้อมการบำเพ็ญที่ดีกว่า แต่ก็
มีอันตรายมากกว่า กระทั่งยากที่จะคาดการณ์ล่วงหน้าได้
เจียงฉางเซิงเก็บป้ายราชันชะตาไป จากนั้นตระหนักรู้
วิชามรรคาธรรมชาติต่อ
ตั้งแต่ขั้นที่สิบสามขึ้นไป วิชาบำเพ็ญของมรรคา
ธรรมชาติคลุมเครือมากขึ้น เพียงแค่บรรยายในภาพรวมว่าฝึก
มหามรรคาอย่างไร ซึ่งผู้ฝึกจะต้องกำหนดเส้นทางเอง สร้าง
วิชามรรคาที่เหมาะสมกับตัวเองขึ้นมา
บทพรหมก็เช่นเดียวกัน เพียงแค่บรรยายความอัศจรรย์
ของพรหม ช่วยให้เขาเข้าใจขั้นพื้นฐานสุดของพรหม รวมถึง
ชี้แนะวิชาบำเพ็ญของพรหมว่ามีอะไรบ้าง
เจียงฉางเซิงตัดสินใจแล้วว่าจะเดินเส้นทางแห่ง
การหลอมรวมมรรคา สร้างมหามรรคาของตนเองขึ้นมา
ไม่ใช่การศึกษามหามรรคาที่ตนเองมี เส้นทางของเขาคล้าย
กับเส้นทางของเทวะไท่ซั่งมาก เพียงแต่ว่าเขาทะเยอทะยาน
ยิ่งกว่า เป้าหมายของเขาก็คือการหลอมรวมสามพันมหา
มรรคา
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ผ่านไปปีแล้วปีเล่า
[อายุเซียน 28,364 ปี เจ้าผ่านขั้นตอนการผลัดเปลี่ยน
จากเอกเทวะไปสู่พรหมได้สำเร็จ หลุดพ้นอย่างแท้จริง ได้
รับรางวัลรอดชีวิตเป็นสมบัติวิเศษกำเนิดจักรวาล นามว่า
‘เตาหลอมสามพันสรรพสิ่ง’]
เมื่อการแจ้งเตือนนี้ปรากฏขึ้น ตบะของเจียงฉางเซิงก็
มั่นคงแล้ว
เขาบรรลุขั้นพรหมอย่างแท้จริงแล้ว!
“สมบัติวิเศษกำเนิดจักรวาลหรือ”
เจียงฉางเซิงตาเป็นประกาย สมบัติวิเศษกำเนิดจักรวาล
คือสมบัติอาคมชั้นสูงในยอดของวิเศษมหามรรคาไม่ใช่หรือ
เขาไม่ได้นำเตาหลอมสามพันสรรพสิ่งออกมาในทันที
แต่เลือกใช้เซ่นไหว้เคลื่อนย้าย
เขาเลือกผู้ศรัทธาที่มีเพียงหนึ่งแต้มเซ่นไหว้แล้ว
เคลื่อนย้ายตนเองไปที่โลกคุนหลุนทันที นี่คือฟังก์ชั่นแต้ม
เซ่นไหว้ที่เขาใช้น้อยครั้งมาก สามารถเคลื่อนย้ายไปอยู่ข้าง
กายผู้ศรัทธาคนหนึ่งได้ตามอำเภอใจ แต้มเซ่นไหว้ที่ใช้ก็
จะขึ้นอยู่กับมูลค่าของผู้ศรัทธาคนนั้น
แน่นอนว่าเจียงฉางเซิงก็กลับไปเองได้ ไม่ได้เสียเวลา
เท่าไร เขาเพียงแค่อยากสะดวกสบาย อีกทั้งการบรรลุขั้น
ครั้งนี้ยังไม่ได้ใช้แต้มเซ่นไหว้แม้แต่น้อย เขารู้สึกไม่ค่อยชิน จึง
ถือเสียว่าเป็นการฉลอง ฟุ่มเฟือยสักหน่อยก็แล้วกัน
ยังไม่ทันที่ผู้ศรัทธาคนนั้นจะได้พบเขา เขาก็กลับไปยัง
ตำหนักเมฆาม่วงแล้ว
ผู้ศรัทธาคนนั้นเป็นชายหนุ่ม เพิ่งได้รับเคล็ดวิชาบำเพ็ญ
เซียน ทั้งยังได้รับจากมหาพิภพจิตจร
เขากำลังฝึกฝนอยู่ในป่าเขา ไม่ได้สังเกตเห็นเลยว่า
มีคัมภีร์ลับปรากฏขึ้นมาตรงหน้าตนเอง
กลับมาถึงตำหนักเมฆาม่วง เจียงฉางเซิงนั่งบนบัลลังก์
เทพสวรรค์มหามรรคา พยากรณ์มูลค่าของตนเองอีกครั้ง
[ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์ 120,200 แต้ม
จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ไม่!
สบาย!
แต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์แสนสองแต้ม ใครจะชนะข้า
ได้อีก
เจียงฉางเซิงเกิดความรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมา
จะว่าไปแล้ว ขั้นพรหมก็ไม่ธรรมดาจริงๆ ครั้งก่อนที่
บรรลุขั้นเขาก็ก้าวเข้าสู่ขั้นตอนการบรรลุขั้นพรหม ใช้เวลา
ไปหมื่นกว่าปีเพิ่งจะบรรลุขั้นพรหม จากสี่พันแปดร้อยแต้ม
เซ่นไหว้มรรคาสวรรค์ไปถึงแสนสองแต้มเซ่นไหว้มรรคา
สวรรค์ เป็นความต่างกันมากจริงๆ
นึกไปถึงมูลค่าในตอนที่เพิ่งก้าวเข้าสู่ขั้นเอกเทวะก็เพิ่ง
จะหนึ่งแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์เท่านั้น หรือก็คือขั้นเอกเท
วะช่วงต้นกับขั้นพรหมช่วงต้นต่างกันถึงหนึ่งแสนสองหมื่นเท่า
มิน่าในวิถีเซียนโบราณถึงมีขั้นเอกเทวะอยู่มาก แต่คน
ที่มาถึงขั้นพรหมได้มีน้อยยิ่งกว่าน้อย
น่าเสียดาย เพราะไม่ได้ผ่านด่านเคราะห์ เจียงฉางเซิงจึง
ไม่แน่ใจว่าตอนนี้เขาเทียบเท่ากับระดับขั้นใดของพันมหาโลกา
ไม่รู้ว่าขีดจำกัดพลังของราชันชะตากับอริยราชันคือ
เท่าไร
เจียงฉางเซิงพยากรณ์หาผู้แข็งแกร่งอันดับสองของห้วง
อนันต์สุญญตาต่อ หลังจากที่อริยเทวะยมพิภพพ่ายแพ้ ผู้
แข็งแกร่งอันดับสองจึงเปลี่ยนเป็นเก้าร้อยกว่าแต้มเซ่นไหว้
มรรคาสวรรค์ ไม่มีอำนาจคุกคามถึงเขาได้เลย
‘ควรจบบางเรื่องได้แล้ว’
เจียงฉางเซิงบิดเอวขี้เกียจ คิดอยู่เงียบๆ ในใจ
ก่อนก้าวสู่ขั้นพรหม เขาก็ได้แผ่ดวงจิตออกไปแล้ว เมื่อ
ก้าวสู่ขั้นพรหม เขาจึงสามารถข้ามมิติมหามรรคาไปยังดวงจิต
เหล่านั้นได้
เจียงฉางเซิงมองไปยังอดีตอันเลื่อนลอย เขาส่งดวงจิต
ออกไปอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มีจำนวนเยอะกว่าครั้งก่อน ย้อนไปใน
อดีตที่ไกลขึ้น ไปในอนาคตที่ไกลขึ้น
เขามองดวงจิตทั้งหลายข้ามมิติไป สิ่งที่เขามองก็คือ
อดีต
มีจิตดวงหนึ่งรวดเร็วยิ่ง เดินทางไปในอดีตที่ไกลยิ่งกว่า
อุโมงค์มิติเริ่มเปลี่ยนสีไปไม่หยุด นั่นหมายความว่าได้ข้าม
ยุคสมัยมหามรรคาไปแล้ว
ตั้งแต่ที่วิถีเซียนหายสาบสูญไป การผลัดเปลี่ยนมหา
มรรคาที่ห้วงอนันต์สุญญตาได้พบเจอก็มีมากกว่าหนึ่งร้อย
ทุกครั้งที่สีเปลี่ยนไปหมายถึงมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
นั่นก็คือจักรพรรดิเซียน และเป็นระยะห่างที่เซียนทองเอกเทวะ
ยังไม่อาจข้ามผ่านได้
จนกระทั่งถึงยุควิถีเซียนโบราณ ดวงจิตที่ยังแหวกว่ายก็
ไม่เหลือแล้ว
เมื่อข้ามผ่านยุคสมัยวิถีเซียนโบราณ เจียงฉางเซิงก็รู้สึก
ได้ถึงแรงต่อต้านอย่างชัดเจน ครั้งนี้ต่างกับครั้งก่อน เขากับ
ดวงจิตที่ส่งออกไปแนบแน่นกันมากขึ้น ดังนั้นจึงรู้สึกถึงแรง
ต่อต้านนี้ได้ แรงต่อต้านนี้แฝงไว้ด้วยพลังของมหามรรคา
มากมาย ไม่นานนัก แรงต่อต้านนี้ก็หายไป
มาถึงยุควิถีเซียนโบราณ เจียงฉางเซิงก็รู้สึกได้ชัดเจนว่า
ห้วงมิติที่เหล่าดวงจิตอยู่นั้นขยายใหญ่ขึ้นไม่รู้กี่เท่า
เขาพลันเกิดความคิดอันกล้าหาญขึ้นมาอย่างหนึ่ง
หรือว่าแท้จริงแล้วอำนาจการปกครองของวิถีเซียน
โบราณจะไม่ใช่ห้วงอนันต์สุญญตา แต่เป็นพันมหาโลกากัน
แต่เพราะวิถีเซียนเสื่อมถอยในพันมหาโลกาจึงทำให้
สามพันมหามรรคาไม่ยอมรับ ภายในห้วงอนันต์สุญญตา
การสืบทอดมหามรรคาอื่นๆ ฝึกฝนได้ มีเพียงวิถีเซียนที่เป็น
ข้อห้ามอย่างนั้นหรือ
เมื่อเกิดการคาดเดานี้ขึ้น เขาก็มั่นใจได้ในทันที
เขาจ้องมองดวงจิตที่อยู่ข้างหน้าสุดต่อไป
เดินหน้าไปไม่รู้นานเท่าไร ในที่สุดดวงจิตนั้นก็ถึงที่หมาย
มันร่อนลงบนแผ่นดินใหญ่ กำเนิดในเผ่ามนุษย์ ชีวิตมีแต่
ความขรุขระ แต่กลับได้วาสนาเซียนเป็นประจำ
เจียงฉางเซิงมองดวงจิตใช้ชีวิตของตนเอง ดูเหมือนช้า
แต่สำหรับเวลาที่ร่างจริงอยู่แล้ว มันเป็นเพียงแค่
ชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น
เขาเห็นดวงจิตเข้าไปที่สถานฝึกบำเพ็ญคุนหลุน ประมุข
แห่งสถานฝึกบำเพ็ญคือเจ้าลัทธิคุนหลุน เป็นยอดฝีมือในยุค
นั้น
เหมือนกับที่เขาใช้จิตหวนสดับหลักคำสอนก่อนหน้านี้
ตอนที่มาถึงสถานฝึกบำเพ็ญคุนหลุน ร่างแห่งดวงจิตของเขาก็
เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ถูกอีกดวงจิตสิงร่างชั่วคราว นั่นก็คือ
อดีตที่เขาฝันเห็นตอนที่ผ่านด่านเคราะห์วิชามรรคาธรรมชาติ
ขั้นที่สิบสอง
เขาเห็นเจ้าแม่เซียวเหอ เหมือนกับในความทรงจำ
ไม่มีผิดเพี้ยน เจ้าแม่เซียวเหอเห็นเขายืนอยู่เพียงลำพังก็ใจดี
คิดจะรับเข้าเป็นศิษย์ลัทธิเมฆาศักดิ์สิทธิ์
ตอนนี้เจียงฉางเซิงถึงได้พบว่าในผู้สดับมรรคาตอนนั้น
ยังมีคนรู้จักเก่าอีกคน นั่นก็คือไฮ่เทียน เพียงแต่ว่าไฮ่เทียน
อ่อนแอกว่าเขาในตอนนั้น ดูไม่เตะตาเลย
หลังจบการเทศนา ร่างแห่งดวงจิตก็ปฏิเสธคำเชิญของ
เจ้าแม่เซียวเหอ ทั้งสองคนแยกทางกัน เจ้าแม่เซียวเหอกลับ
ไปก่อน
ในตอนที่ร่างแห่งดวงจิตก้าวออกมาจากสำนักคุนหลุน
ดวงจิตที่ผ่านด่านเคราะห์ในตอนนั้นก็ออกไป ดวงจิตของร่าง
จริงเจียงฉางเซิงเข้ามาสิงร่างแห่งดวงจิตแทน
เขาลืมตาขึ้นอีกครั้งก็ยืนอยู่หน้าประตูคุนหลุน เหล่าผู้
แสวงมรรคาเดินเฉียดผ่านเขาไป
จนกระทั่งผู้แสวงมรรคากลับกันไปทุกคน เจียงฉาง
เซิงลองแผ่จิตออกไปคิดจะครอบคลุมทั้งโลกนี้
“สหายนักพรต อย่าฝืนเลย”
เสียงหนึ่งดังแว่วมา เจียงฉางเซิงหันไปมอง
ด้านหลังประตูไม้แดงคุนหลุน นักพรตผู้สง่างามดุจดั่ง
เซียนถือแส้ขนกิเลนเดินออกมา นั่นก็คือเจ้าลัทธิคุนหลุน
เจียงฉางเซิงก็ยังเคารพผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้มาก ถึงอย่างไรนี่
ก็เป็นผู้ยิ่งใหญ่คนแรกที่เขาพบในการข้ามมิติมายุควิถีเซียน
โบราณเป็นครั้งแรก
เขามองครั้งเดียวก็รู้ว่าเจ้าลัทธิคุนหลุนยังไม่บรรลุขั้น
พรหม เพียงแค่เข้าใกล้ขั้นพรหม เทียบเท่ากับตัวเขาในช่วง
ผลัดเปลี่ยน
“เจ้าลัทธิรู้หรือว่าข้ากำลังจะฝืนสิ่งใด”
เจียงฉางเซิงถามนิ่งๆ เขาจำได้ว่าต่อมาเคยใช้จิตหวน
สดับหลักคำสอนสอดส่องอยู่หลายครั้ง เจ้าลัทธิคุนหลุนจะ
สิ้นชีพเซียนลงในช่วงเวลาต่อจากนี้
เจ้าลัทธิคุนหลุนหยุดเดิน มองเขาพลางเอ่ยขึ้นว่า “ไม่ว่า
จะแสวงหาสิ่งใด การเปลี่ยนกรรมที่เกิดแล้วจะทำให้ถูกมหา
มรรคาต่อต้าน”
เจียงฉางเซิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ยิ่งเปลี่ยนมากเท่าไรก็ยิ่ง
ถูกสะท้อนกลับเท่านั้น หากข้าแค่เปลี่ยนในขอบเขตที่ข้ารับ
ไหว เช่นนั้นราคาที่ต้องจ่ายไปก็ไม่มีความหมายอะไรเมื่อ
เทียบกับความพึงพอใจ”
เจ้าลัทธิคุนหลุนถอนหายใจ “ดูท่าสหายนักพรตคงจะ
แบกรับมามากแล้ว ขอบังอาจถามว่าจุดสิ้นสุดของมหามรรคา
สมหวังดังใจจริงหรือไม่”
…………………..