เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 555 พระแม่ฝูหยวน บุญวาสนาจากมรรคาสวรรค์
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 555 พระแม่ฝูหยวน บุญวาสนาจากมรรคาสวรรค์
เมื่อสิ่งมีชีวิตจากวิถีเซียนโบราณจุติมายังโลกสวรรค์ใบ
ที่สี่ กรรมที่แฝงเร้นอยู่ในตัวของพวกเขาก็เกิดการเปลี่ยนแปลง
พวกที่เห็นชัดเจนที่สุดก็คือสิ่งมีชีวิตที่มีกรรมแห่งพรหม
เหล่านั้น กรรมแห่งพรหมของพวกเขาเด่นชัดขึ้น แต่ตอนนี้
พวกเขาอ่อนแอกว่าเจียงฉางเซิงแล้ว แม้มีกรรมแห่งพรหมก็
หนีจากสายตาของเจียงฉางเซิงไม่พ้น
เจียงฉางเซิงมองสิ่งมีชีวิตที่มีพรสวรรค์พอจะไปถึงขั้น
พรหมพวกนั้นด้วยใจที่ตื่นเต้น
ตามหลักขั้นพรหมคือผู้หลุดพ้นแล้ว ยิ่งพวกที่เหนือกว่า
ขั้นพรหมไกลแล้วอย่างปฐมาจารย์หมื่นพุทธผู้นี้ เดิมทีเจียง
ฉางเซิงคงช่วงชิงอดีตของพวกเขาไปไม่ได้แน่ แต่บังเอิญว่า
เจียงฉางเซิงมิได้อยู่ในยุคสมัยเดียวกับพวกเขา ตั้งแต่ก่อน
เจียงฉางเซิงเกิด พวกเขาก็สิ้นชีวาวายปราณกันไปหมดแล้ว
ดังนั้นการหลุดพ้นของพวกเขาจึงไร้ความหมาย ความตาย
ของพวกเขาทำให้ชีวิตของพวกเขากลายเป็นเพียงสัญลักษณ์
จุดหนึ่งในห้วงธารอันยาวนานของประวัติศาสตร์ หากพวกเขา
ยังมีชีวิตอยู่ เจียงฉางเซิงคงเข้าไปยุ่งกับอดีตของพวกเขาไม่ได้
แน่
เจียงฉางเซิงนึกถึงเงาร่างสีน้ำเงินที่เขาพบตอนใช้พลัง
อภินิหารก่อนหน้านี้ บางทีคนผู้นั้นอาจยังมีชีวิตอยู่ เขาจึง
ไม่อาจมองเห็นอีกฝ่ายได้ชัดเจน
หากเงาคนสีน้ำเงินนั่นคือมรรคาจารย์แห่งวิถีเซียน
โบราณจริง การที่เขาปล่อยให้เจียงฉางเซิงนำโลกทั้งใบมาด้วย
ก็เท่ากับเขามอบโอกาสรอดให้วิถีเซียนทั้งหมด บางทีเขาอาจ
มองเห็นจุดจบอยู่แล้ว
เมื่อสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ข้ามผ่านยุคสมัยมาจุติ กรรมของ
พวกเขาก็เปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดหย่อน พวกมันเริ่มต้นใหม่
อีกครั้ง พรสวรรค์แห่งขั้นพรหมของพวกเขาถือกำเนิดใหม่
อีกครั้ง แต่ตราบใดที่พวกเขายังไม่ก้าวข้ามเจียงฉางเซิง
พวกเขาก็จะอยู่ในสายตาของเจียงฉางเซิงตลอดไป
‘ผู้ยิ่งใหญ่จากวิถีเซียนยุคโบราณกับยอดอัจฉริยะจากวิถี
เซียนยุคปัจจุบัน ไม่รู้ว่าหากปะทะกันขึ้นมาจะตระการตา
เพียงใด’
เจียงฉางเซิงคิดอย่างตั้งตาคอย แน่นอนว่าความลับ
ประการนี้มีเพียงตัวเขาที่รู้ สิ่งมีชีวิตในโลกสวรรค์ใบที่สี่
จะค่อยๆ ลืมเลือนทุกสิ่งของวิถีเซียนโบราณ ส่วนสิ่งมีชีวิตใน
วิถีเซียนยุคปัจจุบันก็ไม่ทราบว่าพวกเขามาจากอดีต
ที่แท้อดีตที่ท่านเทพไป๋อีอยู่ ความจริงแล้วก็คืออนาคต
นับตั้งแต่ย้อนกลับไปยุคโบราณหนที่สอง ตัวเขานี่เองที่
เป็นสาเหตุให้ลานเทศนาในฟังก์ชั่นจิตหวนสดับหลักคำสอน
ย้ายจากอดีตมาอยู่ในอนาคต
บรรพจารย์เสวียนถี มหาเถระกษิติครรภ์ เทวะไท่ซั่ง พระ
ศรีอาริยเมตไตรยและปฐมาจารย์หมื่นพุทธที่เขาพบในครั้งถัด
ๆ มาล้วนเป็นตัวตนที่อยู่ในอนาคตทั้งสิ้น
เมื่อนึกขึ้นว่าในอนาคตปฐมาจารย์หมื่นพุทธจะแข็งแกร่ง
มากถึงเพียงนั้น หัวใจของเจียงฉางเซิงก็อิ่มอกอิ่มใจกับความ
สำเร็จ นี่หมายความว่าในอนาคตวิถีเซียนจะพัฒนาได้เป็น
อย่างดี แต่ก็อย่างที่ตัวเขาในอดีตพูดกับเขา ทุกสิ่งล้วน
ประหนึ่งห้วงฝัน เขาต้องใช้ชีวิตโดยพึ่งความพยายามของ
ตนเองต่อไป จะเกียจคร้านไม่ได้
แม้ฟังก์ชั่นจิตหวนสดับหลักคำสอนหลายครั้งก่อนล้วน
เป็นการไปเยือนอนาคต แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าวิชาที่เจียง
ฉางเซิงได้ฟังเทศนามาล้วนมีต้นกำเนิดมาจากตนเอง
ตัวอย่างเช่นมหาเถระกษิติครรภ์กับปฐมาจารย์หมื่นพุทธ
พวกเขาครอบครองวิชาเหล่านั้นมาตั้งแต่ในอดีตแล้ว ต่อไป
พวกเขาก็จะค่อยๆ บรรลุวิชาของตัวเองอีกครั้ง นี่อาจ
เป็นสาเหตุที่ฟังก์ชั่นจิตหวนสดับหลักคำสอนเลือกพวกเขาก็
เป็นได้
เจียงฉางเซิงได้รับมรดกวิชาจากวิถีเซียนโบราณผ่าน
ผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้
ตอนนี้โลกสวรรค์ใบที่สี่ยังไม่มีขั้นพรหม ทว่าผู้ยิ่งใหญ่ที่
ฝีมืออยู่ระดับบนสุดทั้งหลายก็สามารถกำราบห้วงอนันต์
สุญญตาได้แล้ว คนที่แข็งแกร่งที่สุดน่าจะเป็นเจ้าลัทธิคุนหลุน
เขาอยู่สุดปลายขั้นเอกเทวะแล้ว
แม้แกร่งถึงสุดปลายขั้นเอกเทวะ แต่ก็ยังถูกขั้นพรหมจับ
ย้ายไปมาได้อย่างง่ายดาย แม้แต่กรรมก็ถูกปรับเปลี่ยนอย่าง
ไม่รู้เนื้อรู้ตัว สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของขั้น
พรหมได้เป็นอย่างดี
หากใต้มรรคาสวรรค์ ไม่มีขั้นพรหมคนอื่นหรือว่าตัวตน
ที่แข็งแกร่งกว่าคอยคานอำนาจ ทั้งโลกหล้ามีขั้นพรหมเพียง
คนเดียว เช่นนั้นขั้นพรหมผู้นั้นก็จะเสมือนเทพผู้สร้างที่ทำได้
ทุกสิ่ง เปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้ตามแต่ใจ!
เจียงฉางเซิงมองครู่หนึ่งก็รั้งสายตากลับมา
เขาเริ่มรับข้อมูลของรางวัลรอดชีวิตที่ได้มาก่อนหน้านี้
ศิลาปราณมารดรเสกสรรค์ คือศิลาวิเศษก้อนหนึ่งที่
ครอบครองพลังแห่งการสร้างสรรค์ ใช้มันสร้างสิ่งใดก็ได้ รวม
ไปถึงสิ่งมีชีวิต ยิ่งสิ่งมีชีวิตที่สร้างจำนวนน้อยเท่าไร พรสวรรค์
ของพวกเขาก็สูงมากเท่านั้น
เตาหลอมสามพันสรรพสิ่งมีพลังลี้ลับในทำนองคล้ายๆ
กัน สมบัติวิเศษกำเนิดจักรวาลชิ้นนี้หลอมทุกสรรพสิ่ง แล้ว
เปลี่ยนพวกมันให้กลายเป็นวัตถุดิบหรือพลังที่เจ้านายต้องการ
ได้ มันทำได้ถึงขั้นหลอมมหาพิภพแห่งหนึ่งให้กลายเป็นสมบัติ
อาคม หากเขาปรารถนาเขาจะหลอมห้วงอนันต์สุญญตา
ทั้งหมดมาเป็นสมบัติอาคม หรือหลอมมันให้กลายเป็นปราณ
วิญญาณเพื่อเสริมพลังอาคม ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้
การได้เตาหลอมสามพันสรรพสิ่งมาครอบครองก็เท่ากับ
เขาได้ครอบครองพรสวรรค์ของเจียงอี้ แล้วยังเป็นพรสวรรค์
ฉบับที่พัฒนาขึ้นจนแข็งแกร่งถึงขีดสุดแล้วอีกด้วย
เจียงฉางเซิงเริ่มทลายเขตอาคมภายในเตาหลอม
สามพันสรรพสิ่ง
อีกด้านหนึ่ง
ณ โลกสวรรค์ใบที่สี่
หลังจากไป๋ฉีมาถึง ตอนแรกนางตื่นเต้นและฝันเอาไว้
มากมาย จนกระทั่งนางได้พบกับสัตว์ประหลาดขั้นเอกเทวะ
ตนหนึ่ง เจ้านั่นเกือบกินนางกับไป๋หลงเข้าไปแล้ว โชคดีที่นาง
มีระฆังสวรรค์มรรคาที่มรรคาจารย์หลอมให้จึงรอดพ้นภัย
มาได้
โลกสวรรค์ใบที่สี่แห่งนี้ไม่ธรรมดา!
ไป๋ฉีพบปัญหาแล้ว นางจึงไม่กล้าประมาทเลินเล่ออีก
นางเริ่มพาไป๋หลงไปสำรวจสถานการณ์ในโลกสวรรค์ใบที่สี่
ก่อน
หลายสิบปีต่อมา ไป๋ฉีก็ยิ่งตกตะลึง
โลกสวรรค์ใบที่สี่แห่งนี้เหตุไฉนจึงแข็งแกร่งถึงเพียงนี้
น่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว
มันแข็งแกร่งกว่าโลกคุนหลุน โลกสวรรค์และโลกสวรรค์
ใบที่สองรวมกันเสียอีก แล้วเจ้าคนที่ถูกเรียกว่าเจ้าลัทธิคุน
หลุนผู้นั้น เหตุใดจึงอยู่สุดปลายขั้นเอกเทวะแล้วเล่า
หลังจากไป๋ฉีกับไป๋หลงหารือกัน ต่างก็เห็นพ้องกันว่าโลก
สวรรค์ใบที่สี่ที่เรียกขานกันใบนี้ ความจริงแล้วคงเป็นโลก
ภายในของนายท่าน เหมือนโลกแห่งมรรคาที่ไป๋หลงเคยไปอยู่
มีแต่แบบนี้เท่านั้น จึงอธิบายได้ว่าเหตุใดโลกสวรรค์ใบที่
สี่จึงแข็งแกร่งถึงเพียงนี้
แม้พลังสู้ผู้อื่นมิได้แต่ไป๋ฉีไม่หวั่น นางแวะไปเยี่ยมเยียน
เจ้าลัทธิคุนหลุนที่แข็งแกร่งที่สุดผู้นั้น ตอนแรกเจ้าลัทธิคุน
หลุนไม่ยินยอมพบนาง นางจึงเสนอว่าจะมอบสมบัติอาคมห้า
ร้อยชิ้นให้ และเมื่อนางหยิบระฆังสวรรค์มรรคาออกมา
เจ้าลัทธิคุนหลุนก็นั่งไม่ติด
ไป๋ฉีย่อมไม่มีทางมอบระฆังสวรรค์มรรคาให้ผู้อื่น ระฆัง
สวรรค์มรรคาเป็นเพียงเครื่องยืนยันความมั่งคั่งของนาง
พิสูจน์ว่าสมบัติอาคมของนางไม่ธรรมดา
ด้วยเหตุนี้เอง ไป๋ฉีจึงเดินทางท่องไปทั่วสถานฝึกบำเพ็ญ
ชั้นยอดแห่งต่างๆ ในโลกสวรรค์ใบที่สี่ แล้วใช้ของขวัญ
เล็กน้อยกับน้ำใจอันล้นเหลือทิ้งฉายาพระแม่ฝูหยวนไว้ให้โลก
จำ
วันหนึ่ง
ณ ลัทธิเมฆาศักดิ์สิทธิ์ในทะเลดาวกลางหาว
ไป๋ฉีได้ยินว่าลัทธิเมฆาศักดิ์สิทธิ์เป็นลัทธิที่ดูแคลนไม่ได้
ของโลกใบนี้ เจ้าลัทธิของลัทธิดังกล่าวบรรลุขั้นเอกเทวะนาน
แล้ว นางจึงเดินทางมาคารวะ
แม้ลัทธิเมฆาศักดิ์สิทธิ์จะสู้ลัทธิใหญ่เหล่านั้นไม่ได้ แต่
ไม่ว่าผู้ใดที่บรรลุขั้นเอกเทวะ ไป๋ฉีล้วนยินดีผูกมิตรด้วยทั้งสิ้น
มีสหายเพิ่มหนึ่งคนก็หมายความว่ามีศัตรูน้อยลงหนึ่ง
คน!
ทะเลดาวกลางหาวคือท้องนภาบริเวณหนึ่งที่มีดวงดารา
ประดับพร่างพราวบนโลกสวรรค์ใบที่สี่ มันอยู่บนท้องฟ้า
ท่ามกลางผืนดาวจริงๆ ไม่มีผืนดิน มีแต่เกาะ เกาะแล้วเกาะ
เล่าอยู่เคียงคู่กับหมู่ดาวที่ดูคล้ายก้อนเมฆงามจับตา สัตว์
วิเศษมากมายท่องไปมาอยู่บนนั้น
โลกสวรรค์ใบที่สี่แตกต่างจากโลกสวรรค์สองใบ
ก่อนหน้า มันไม่ใช่แผ่นดินผืนหนึ่งหรือดาวดวงหนึ่ง แต่มันมี
สภาพเหมือนแผ่นดินผืนแล้วผืนเล่าต่อล้อมเป็นวง คล้าย
หมู่เกาะกลางมหาสมุทร
ยามนี้ไป๋ฉีโด่งดังแล้ว นางยืนอยู่บนหัวของไป๋หลง สอง
มือกุมประสานอยู่หน้าท้องน้อย กิริยาท่าทางสง่างาม ร่างสวม
กระโปรงสีขาว ใบหน้าสวมผ้าแพรเบาบางปกปิด เผยให้เห็น
เพียงดวงเนตรงามเขย่าหัวใจผู้คนคู่นั้น หน้าผากขาวผ่อง
คล้องสายสร้อยหยก เรือนผมสีดำเกล้าเป็นมวยประดับด้วย
กวานสีแดงหรูหรา ยามนี้กิริยาท่าทางของนางคู่ควรกับ
สมญานามพระแม่จริงๆ
ตลอดมาไป๋ฉีเผยท่าทีไม่เอาไหนต่อหน้าเจียงฉาง
เซิงผู้เดียวเท่านั้น ยิ่งตั้งแต่กลายร่างสำเร็จ ไม่ว่าจะพบเจอ
เยี่ยสวินตี๋ เทพกระบี่หรือคนอื่นๆ นางก็ไม่ทำตัว
กระโดกกระเดกเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป นางเก็บสันดานเดิม
ของตนไว้ให้นายท่านของนางเท่านั้น
หนึ่งปีศาจ หนึ่งมังกรร่อนลงบนเกาะที่เปล่งแสงรัศมีไกล
หมื่นจั้งแห่งหนึ่ง เหนือยอดเขามีเงาร่างเก้าร่างกำลังรอคอย
เทพธิดาเซียวเหอยืนอยู่ด้านหลังสุด นางมองสำรวจไป๋ฉีอย่าง
สงสัยใคร่รู้
ไป๋ฉีลงมาเหยียบพื้นได้ก็คลี่ยิ้ม “เจ้าลัทธิเมฆาศักดิ์สิทธิ์
สง่างามมิธรรมดาสมคำร่ำลือจริงๆ”
เจ้าลัทธิเมฆาศักดิ์สิทธิ์เป็นบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่ง เขา
มีเรือนร่างผึ่งผาย ใบหน้าน่าครั่นคร้าม แต่เมื่อเผชิญหน้ากับ
ไป๋ฉี เขากลับยิ้มแย้มประสานมือคำนับ “คารวะพระแม่
ฝูหยวน ลัทธิเมฆาศักดิ์สิทธิ์ได้ต้อนรับพระแม่ฝูหยวน นับ
เป็นเกียรติของพวกข้าแล้วจริงๆ”
เขามิได้กล่าวเกินจริง หลายร้อยปีที่ผ่านมา นามของ
พระแม่ฝูหยวนเลื่องลือไปทั่วหล้า ได้ยินว่าสมบัติอาคมที่นาง
แจกจ่ายให้ผู้อื่นมีจำนวนมากกว่าหมื่นชิ้น แล้วพวกมันล้วน
มิใช่ขั้นสามัญ นางอ้างว่าตนเองมาประทานโชคลาภแทน
มรรคาสวรรค์ ด้วยหวังให้วิถีเซียนเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น ประวัติ
ความเป็นมากับการกระทำของนางสร้างอิทธิพลอย่างมาก
สรรพชีวิตล้วนเคารพนับถือนาง ตั้งตาคอยที่จะได้พบนาง
ไป๋ฉีเก็บเผ่าปีศาจจำนวนหนึ่งมาเป็นกองกำลังให้ตัวเอง
แล้ว ทุกครั้งที่นางไปเยี่ยมเยือนสำนักลัทธิหรือสถานฝึก
บำเพ็ญ นางจะให้ลูกน้องส่งจดหมายไปล่วงหน้า อย่างน้อยก็
เป็นการสร้างภาพลักษณ์ ผลลัพธ์ที่ได้ยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง
อย่างน้อยสิ่งนี้ก็ทำให้นางได้รับจุดยืนเท่าเทียมอีกฝ่ายหรือ
บางทีก็เหนือกว่าอีกฝ่ายเป็นการตอบแทน
ไป๋ฉีกับเจ้าลัทธิเมฆาศักดิ์สิทธิ์ถามไถ่ตามมารยาทกัน
สองสามประโยคก็เชื้อเชิญคนเข้ามาในสถานฝึกบำเพ็ญ
แม้ลัทธิเมฆาศักดิ์สิทธิ์จะเล็ก แต่โอ่อ่าอย่างยิ่ง
ไป๋ฉีพบว่าผู้สูงส่งทั้งหลายในโลกสวรรค์ใบที่สี่สร้าง
ภาพลักษณ์เก่งกว่าโลกสวรรค์ใบอื่นๆ เจ้าพวกนี้มิเสียทีที่เป็น
คนที่นายท่านฟูมฟักมาเอง ช่างสร้างภาพเก่งเหมือนนายท่าน
ยิ่งนัก
หลังจากเข้ามานั่งในหอหลังหนึ่ง ไป๋ฉีก็ถามอย่างสงสัย
ใคร่รู้ “ลัทธิเมฆาศักดิ์สิทธิ์มีลูกศิษย์เพียงแปดคนเท่านั้นหรือ”
เจ้าลัทธิเมฆาศักดิ์สิทธิ์ยังไม่ทันเอ่ยตอบ ศิษย์คนโตก็
ตอบด้วยรอยยิ้มว่า “ถูกต้องแล้ว มาตรฐานในการรับศิษย์ของ
อาจารย์สูงมาก พิถีพิถันเรื่องพรสวรรค์กับวาสนาที่ต้องกัน
ดังนั้นศิษย์จึงน้อยยิ่งนัก”
ศิษย์หญิงนางหนึ่งเบ้ปากเอ่ยว่า “พูดเสียน่าฟัง
ความจริงคือลูกศิษย์ที่พวกเราหมายตาไว้ช่วงนี้ไม่มีใครยอม
มาต่างหาก”
เจ้าลัทธิเมฆาศักดิ์สิทธิ์แสร้งกระแอมทีหนึ่งปกปิดความ
กระอักกระอ่วน
ไป๋ฉีรู้สึกสนใจ ลัทธิแห่งนี้น่าสนใจจริงๆ ลูกศิษย์
ไม่ดูตาม้าตาเรือเช่นนี้ อาจารย์ก็ยังไม่โกรธอีก
เทพธิดาเซียวเหอถอนหายใจเอ่ยว่า “ก่อนหน้านี้ข้าได้
พบผู้ฝึกตนคนหนึ่งที่คุนหลุน พรสวรรค์ของเขายอดเยี่ยม
ทีเดียว ดูเหมือนเพิ่งมาเยือนโลกใบนี้หนแรกอีกด้วย ข้า
ออกปากชวนเขาแล้วแต่น่าเสียดายที่ถูกปฏิเสธ”
รอยยิ้มของเจ้าลัทธิเมฆาศักดิ์สิทธิ์แข็งค้าง
ไป๋ฉีสังเกตสีหน้าน้ำเสียงเก่งอยู่แล้ว นางจึงหัวเราะ
ออกมาได้จังหวะเหมาะเจาะ “นั่นคงเพราะคนผู้นั้นไร้วาสนา
จึงพลาดวาสนาครั้งใหญ่ ใต้หล้ามีคนโง่เขลามากมาย จากที่
ข้ามอง ลัทธิเมฆาศักดิ์สิทธิ์ดูมีอนาคตอย่างยิ่ง ข้าเพิ่งเข้ามา
ในทะเลดาวกลางหาวก็สัมผัสพลังแห่งโชคชะตาที่โถมเข้ามา
ปะทะใบหน้าได้แล้ว วันหน้าที่แห่งนี้จะต้องสร้างชื่อเสียง
สั่นสะเทือนวิถีเซียนอย่างแน่นอน”
เจ้าลัทธิเมฆาศักดิ์สิทธิ์หัวเราะ “ขอบคุณพระแม่ที่เอ่ย
ชม เซียวเหอ ยังไม่รีบนำสุราที่ลัทธิเมฆาศักดิ์สิทธิ์ของเราบ่ม
ไว้เป็นพิเศษออกมาอีก”
ตอนนั้นเองจู่ๆ ไป๋ฉีก็ใจสั่นอย่างไม่ทราบสาเหตุ
ความรู้สึกเช่นนี้แปลกนัก อาการนี้ไม่ใช่เพราะคนของลัทธิ
เมฆาศักดิ์สิทธิ์ แต่เกิดเพราะคำพูดที่นางเพิ่งเอ่ยประโยคนั้น
หรือว่านางไปล่วงเกินอะไรที่ไม่ควรเข้าแล้ว
คุณพระ!
เจ้าคนที่ปฏิเสธลัทธิเมฆาศักดิ์สิทธิ์คนนั้นคงไม่ได้
มีเบื้องหลังยิ่งใหญ่หรอกกระมัง
ไป๋ฉีฉลาดเฉลียวยิ่งนัก นางสังหรณ์ว่านี่คงไม่ใช่เรื่อง
บังเอิญ ดังนั้นนางจึงคิดเชื่อมโยงไปถึงสิ่งต่างๆ
นายท่านของนางชอบออกไปท่องเที่ยวแดนมนุษย์
บางครั้งก็ยินดีคบค้าสมาคมกับปุถุชนแล้วมอบโชควาสนาให้
พวกเขา
ในระหวางที่ไป๋ฉีคิดฟุ้งซ่านอยู่นั่นเอง เทพธิดาเซียวเหอ
ก็หยิบสุราเลิศรสออกมา แล้วยกสุราให้ไป๋ฉีด้วยตนเอง
ไป๋ฉีรับสุราจอกนั้นมาแล้วจู่ๆ ก็ใจสั่นอีกครั้ง
ไม่ผิดแน่!
ต้องเป็นอย่างที่นางคาดเดาอย่างแน่นอน!
สายตาที่ไป๋ฉีมองเทพธิดาเซียวเหอเปลี่ยนไปอย่าง
สิ้นเชิง
การสนทนาหลังจากนั้นบรรยากาศกลมเกลียวอย่างยิ่ง
ไป๋ฉีใจป้ำมาก นางมอบสมบัติอาคมให้ลัทธิเมฆาศักดิ์สิทธิ์
ทีเดียวสามร้อยชิ้น แล้วนางยังมอบสมบัติอาคมที่คุณสมบัติ
เป็นรองเพียงระฆังสวรรค์มรรคาให้เทพธิดาเซียวเหอเป็นการ
ส่วนตัวอีกต่างหาก นางอ้างว่ารู้สึกวาสนาต้องกัน
ตอนที่งัดสมบัติอาคมชิ้นนั้นออกมา ไป๋ฉีปวดใจนัก แต่
นางคิดว่าคุ้มค่า
นางรู้จักนายท่านของตนดีเกินไป นายท่านของนาง
ดูเหมือนมีมู่หลิงลั่วเป็นสตรีเพียงนางเดียวก็จริง แต่สตรีที่
หลงรักเขากับสตรีที่ได้มาข้องเกี่ยวกับเขาเหล่านั้น นายท่านก็
ไม่เคยแล้งน้ำใจด้วย บางครั้งพวกนางก็ได้รับการดูแล
เป็นพิเศษ
เหมือนอย่างจีอู่จวิน อวี้เหยียนอี้ พวกนางล้วนถูกเข้าใจ
ว่าเป็นสตรีของมรรคาจารย์ ตัวพวกนางเองก็แน่วแน่ในเรื่องนี้
เพียงแต่พวกนางรู้ดีว่า ตราบใดที่ยังไม่บรรลุมหามรรคา
ความรักก็เป็นเพียงเรื่องเหลวไหล
หลังไป๋ฉีจากไป ศิษย์คนโตก็ถอนหายใจเอ่ยว่า “พระแม่
ฝูหยวนช่างจิตใจดีงามและใจกว้างจริงๆ ศิษย์น้องเล็ก นางบอ
กว่าเจ้ามีบุญวาสนาจากมรรคาสวรรค์ ดูท่าศิษย์ที่จะทำให้
ลัทธิเมฆาศักดิ์สิทธิ์ผงาดโดดเด่นในวันหน้าคงเป็นเจ้าเสียแล้ว
”
…………………………………………………………….