เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 556 แสวงหาเคล็ดวิชาพุทธ ศัตรูที่ชะตาลิขิต
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 556 แสวงหาเคล็ดวิชาพุทธ ศัตรูที่ชะตาลิขิต
“ใช่แล้ว พระแม่ฝูหยวนคนนี้เห็นชัดว่าชอบศิษย์น้องเล็ก
อย่างยิ่ง”
“ศิษย์น้องเล็ก หากเจ้าไม่ยินดีรับหน้าที่แบกรับ
เกียรติยศของลัทธิเมฆาศักดิ์สิทธิ์ก็ยกสมบัติอาคมให้ข้าได้นะ
ข้าจะทำเอง”
“ไปไกลๆ เลยเจ้าน่ะ มีศิษย์พี่พรรค์นี้อย่างเจ้าด้วยรึ”
“แต่จะว่าไปแล้ว พระแม่ฝูหยวนผู้นั้นมีความเป็นมา
อย่างไรกันแน่ แจกคราหนึ่งก็ใจป้ำถึงเพียงนี้ แล้วยัง
ไม่เรียกร้องสิ่งใดตอบแทนอีก คงไม่ใช่มรรคาสวรรค์ส่ง
มาจริงๆ กระมัง”
“มรรคาสวรรค์มิอาจจับต้อง ไหนเลยจะมีร่าง
เป็นตัวเป็นตนอยู่จริง พันมหาโลกามีสารพัดเรื่องแปลก บางที
อาจมีใครสักคนเบื้องหลังพระแม่ฝูหยวนต้องการผลักดันให้
วิถีเซียนก้าวหน้าจริงๆ ก็ได้”
ลูกศิษย์ทั้งหลายของลัทธิเมฆาศักดิ์สิทธิ์อภิปรายกัน
พวกเขาทุกคนต่างคิดว่าพระแม่ฝูหยวนมีผู้ยิ่งใหญ่หนุนหลัง
พระแม่ฝูหยวนขั้นบำเพ็ญไม่สูง ขั้นบำเพ็ญเพียงเท่านี้
ไหนเลยจะครอบครองสมบัติอาคมมากมายขนาดนั้นได้
เทพธิดาเซียวเหอค่อนข้างชอบพระแม่ฝูหยวน ไม่ว่า
อย่างไรนางก็นับว่าได้รับบุญคุณจากพระแม่ฝูหยวนแล้ว
วันหน้าหากพระแม่ฝูหยวนพบเรื่องลำบาก นางจะต้องยื่นมือ
ช่วยเหลืออย่างแน่นอน
เจ้าลัทธิเมฆาศักดิ์สิทธิ์ลูบเคราเอ่ยว่า “เอาล่ะ ในเมื่อ
พระแม่ฝูหยวนคาดหวังกับลัทธิเมฆาศักดิ์สิทธิ์ถึงเพียงนี้
พวกเราก็ต้องขยันหมั่นเพียรเพิ่มเป็นเท่าตัว เรื่องการรับศิษย์
ให้วางลงไปก่อน พวกเจ้าจงมุ่งมั่นฝึกบำเพ็ญ ฝึกใช้สมบัติ
อาคมที่พระแม่ฝูหยวนประทานให้ชำนาญ”
ศิษย์ทั้งหลายพยักหน้า ในใจต่างรู้สึกคาดหวัง
มีสมบัติอาคมที่พระแม่ฝูหยวนมอบให้ ลัทธิเมฆา
ศักดิ์สิทธิ์ต้องผงาดขึ้นมาได้แน่!
อีกฝั่งหนึ่ง
เจียงฉางเซิงที่อยู่ในโลกคุนหลุนอันไกลโพ้นเฝ้ามองการ
พบปะระหว่างไป๋ฉีกับลัทธิเมฆาศักดิ์สิทธิ์อยู่ ไป๋ฉีไม่ทำให้เขา
ผิดหวัง นางทั้งดูแลคนที่เขาต้องการดูแล และไม่เปิดเผยการ
มีอยู่ของเขา
ระหว่างทำงานที่เจียงฉางเซิงมอบหมาย ไป๋ฉีไม่เคยเล่น
ตุกติกเจ้าเล่ห์ เจียงฉางเซิงบอกว่าห้ามเปิดเผยตัวตนของเขา
ไป๋ฉีก็ไม่เคยปล่อยให้นามมรรคาจารย์เล็ดลอดออกไป แต่นาง
ไปเชิดชูมรรคาสวรรค์แทน
ตัวมรรคาสวรรค์คือสิ่งที่มรรคาจารย์สร้าง สรรพชีวิต
นับถือศรัทธามรรคาสวรรค์ก็ย่อมเท่ากับศรัทธามรรคาจารย์
เจียงฉางเซิงรั้งสายตากลับมาแล้วเริ่มทำสมาธิฝึกวิชา
แม้ก้าวสู่ขั้นพรหมแล้ว ทั้งตอนนี้ก็ยังไม่มีตัวตนที่เป็นศัตรูกับ
เขาได้ แต่เขาย่อมไม่เกียจคร้าน มีแต่ต้องฝึกฝนอย่าง
ไม่หยุดหย่อน เขาถึงจะรักษาความได้เปรียบที่เคยมีเอาไว้ได้
เมื่อเจียงฉางเซิงหลับตาลง กาลเวลาในมิติมหามรรคาก็เริ่ม
ไหลผ่านไปอย่างไวว่อง
เวลาปีแล้วปีเล่าผ่านไป
มหันตภัยดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ระหว่างที่วิถีเซียน
แข็งแกร่งขึ้นทุกวัน สถานการณ์ของมหันตภัยก็เริ่มเปลี่ยน
มีสำนักลัทธิของวิถีเซียนที่เข้าไปยุ่งกับวังวนแห่งมหันตภัยได้
ด้วยตัวเองเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ขุมอำนาจแห่งใหม่เริ่มผงาดขึ้นมา ขุมอำนาจที่ทรงพลัง
ที่สุดก็คือราชสำนักทมิฬ ประมุขของพวกเขาขนานนามตนเอง
ว่ามหาจักรพรรดิทมิฬ มียอดฝีมือใต้บัญชามากมายดุจมวล
เมฆ พวกเขาผงาดขึ้นมายึดครองทิศเหนือของมหาพิภพนิล
เหลือง
ภายในวิถียุทธ์ก็มีขุมอำนาจผงาดขึ้นมาเช่นกัน พวกเขา
มีแนวโน้มว่าจะผนึกรวมวิถียุทธ์เข้าด้วยกัน เพราะมหามรรคา
ที่เคยถูกวิถียุทธ์มองว่าเป็นพวกผิดแผกทั้งหลายกำลัง
แข็งแกร่งขึ้นทุกวัน ขณะที่วิถียุทธ์กำลังถอยห่างจาก
ความรุ่งโรจน์ในวันวาน
กาลเวลาไวว่องดุจกระสวยทอผ้า
หมื่นปีหายวับดุจหมอกควัน โลกสวรรค์ใบที่สี่ถือกำเนิด
มาได้หมื่นปีแล้ว ผู้ยิ่งใหญ่แห่งวิถีเซียนเหล่านั้นค่อยๆ ค้นพบ
โลกใบอื่นที่อยู่นอกพิภพ
ไม่เพียงเท่านั้น ห้วงอนันต์สุญญตาก็เริ่มค้นพบการมีอยู่
ของโลกสวรรค์ใบที่สี่แล้วเช่นกัน
วันนี้เอง
แสงสีทองสายหนึ่งพุ่งเร็วรี่ผ่านห้วงมิติ ด้านในแสงสีทอง
มีร่างองอาจกำยำร่างหนึ่งอยู่ในนั้น เขาก็คือบรรพจารย์พุทธ
อารัมภะที่เคยร่วมบุกโจมตีโลกเทพยุทธ์กับเจียงฉางเซิงเมื่อ
ครั้งนั้น
สามหมื่นปีผ่านไป บรรพจารย์พุทธอารัมภะยังคงองอาจ
น่าเกรงขามเช่นวันวาน เขาขมวดคิ้ว สายตาทอดมองออก
ไปไกลๆ เขามองเห็นตัวของโลกสวรรค์ใบที่สี่แล้ว
‘ความรู้สึกเช่นนี้ไม่ผิดแน่…’
บรรพจารย์พุทธอารัมภะคิดในใจ เขาทั้งตื่นเต้นและ
ตั้งตาคอย
หลายพันปีก่อน ตัวเขาที่ฝึกบำเพ็ญวิถีพุทธอยู่ จู่ๆ ก็
ได้ยินเสียงสวดคัมภีร์ แต่มันไม่ได้มาจากรอบตัวเขา ทว่า
มาจากลึกลงไปในดวงวิญญาณ ต่อมาเขาถึงรู้ว่านั่นคือ
การตอบรับซึ่งกันและกันของวิถีพุทธ มีผู้บำเพ็ญวิถีพุทธที่
ระดับขั้นสูงกว่าเขากำลังฝึกบำเพ็ญอยู่
ท่ามกลางยุคแห่งมหันตภัยนี้ บรรพจารย์พุทธอารัมภะ
ค้นพบว่าพลังของตนไม่มีค่าให้ชายตาแลมากขึ้นทุกที
หลังจากวิถียุทธ์ล่มสลาย วิถีพุทธไม่ได้ผงาดขึ้นมามีอำนาจ
ไม่มีแม้แต่พลังจะไปขันแข่งกับผู้อื่น
เพราะเหตุนี้เอง บรรพจารย์พุทธอารัมภะจึงตัดสินใจ
แน่วแน่ว่าจะเดินทางมาแสวงหาเคล็ดวิชาพุทธที่ลึกซึ้งและ
สูงส่งกว่านี้ การเลือกนี้เป็นการเลือกที่ยากลำบากมากสำหรับ
ผู้ที่เรียกขานตนเองเป็นบรรพจารย์พุทธเช่นเขา นี่
หมายความว่านามบรรพจารย์พุทธของเขาจะเหลือแต่เปลือก
ปลอมๆ
ยิ่งเข้าใกล้โลกสวรรค์ใบที่สี่มากเท่าไร บรรพจารย์พุทธ
อารัมภะก็ยิ่งสีหน้าเปลี่ยน
กลิ่นอายพลังโชคชะตาของโลกใบนี้มัน…
วิถีเซียน!
เป็นไปได้อย่างไรกัน!
หรือว่านอกจากโลกสวรรค์ทั้งสามใบแล้ว มรรคาจารย์
ยังสร้างโลกสวรรค์แห่งอื่นไว้ลึกเข้าไปในห้วงมิติอีก
พอบรรพจารย์พุทธอารัมภะสัมผัสพลังชีวิตอันมหาศาล
ได้จากโลกสวรรค์ใบที่สี่ และเห็นความใหญ่โตโอฬารของมัน
เขาก็ตกตะลึง
มรรคาจารย์ซ่อนโลกที่แข็งแกร่งที่สุดของวิถีเซียนเอาไว้
ที่นี่เอง หากขุมอำนาจแต่ละแห่งในสามพันโลกรู้ว่าวิถีเซียน
ซ่อนโลกแบบนี้ไว้ล่ะก็ เจ้าพวกนั้นจะไม่เป็นบ้ากันเลยหรือ
ตอนนี้แค่โลกสวรรค์ใบที่หนึ่งกับโลกสวรรค์ใบที่สองก็
สั่นคลอนสถานการณ์ของยุคแห่งมหันตภัยได้แล้ว หากผนวก
รวมโลกสวรรค์ที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาตรงหน้าใบนี้เข้าไป…
บรรพจารย์พุทธอารัมภะไม่กล้าคิด เขาสูดหายใจลึก
เฮือกหนึ่งแล้วกัดฟันเพิ่มความเร็ว
เทียบกับการพัฒนาวิถีพุทธ ตัวเขาในตอนนี้ปรารถนา
จะทำให้ตัวเองก้าวข้ามขีดจำกัดมากกว่า!
…
ในตำหนักเมฆาม่วง
เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้น เขาพบว่าไป๋ฉีรอคอยอยู่ด้านใน
ตำหนัก
การฝึกบำเพ็ญหมื่นปีให้ความรู้สึกสั้นนักสำหรับเขา
หลังจากบรรลุขั้นพรหม มาตรวัดเวลาของเขาก็เริ่มเปลี่ยนไป
อีกครั้ง
เจียงฉางเซิงพยากรณ์หาผู้แข็งแกร่งที่สุดในแต่ละ
ขอบเขตพลางเอ่ยปากถามไปด้วย “เหตุใดจึงกลับมาแล้วเล่า”
ไป๋ฉีได้ยินก็ตกใจ นางรีบขยับเข้ามายืนหน้าเจียงฉางเซิง
แล้วค้อมกาย ฝ่ามือทั้งสองถูกันไปมาพร้อมกับยิ้มอย่างขัดเขิน
“นายท่าน สมบัติอาคมที่ท่านมอบให้ข้าใกล้หมดแล้ว เมื่อใด
จะหลอมชุดใหม่อีกหรือ”
หากนางมอบสมบัติอาคมทั้งหมดให้ลูกน้องใต้บัญชา
ของตนเอง นางคงไม่มีหน้ามาเอ่ยปากขอ แต่นี่นางเที่ยวเอา
สมบัติอาคมไปแจกจ่ายทั่วโลกสวรรค์แต่ละแห่ง นับว่าลงแรง
ไปอยู่เหมือนกัน นางจึงใจกล้ามาขอ
หมื่นปีผ่านไป ผู้แข็งแกร่งอันดับสองในขอบเขตที่
ตรวจสอบได้มีมูลค่ามากกว่าสี่พันแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์
แล้ว โชคดีที่อีกฝ่ายอยู่ในโลกสวรรค์ใบที่สี่ น่าจะเป็นเจ้าลัทธิ
คุนหลุน
นอกจากเจ้าลัทธิคุนหลุน ในโลกใบที่สี่ยังมีตัวตนที่
มูลค่ามากกว่าหนึ่งพันแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์อยู่อีกสิบ
กว่าคน ผู้ยิ่งใหญ่จากยุคโบราณเหล่านั้นแต่เดิมก็ไม่อ่อนแอ
อยู่แล้ว พวกเขาก็แค่ยังไม่ทันเลื่อนขั้นเท่านั้นเอง
หากตัดโลกสวรรค์ใบที่สี่ทิ้งไป ผู้แข็งแกร่งอันดับสอง
ของห้วงอนันต์สุญญตายังคงมีมูลค่าไม่เกินหนึ่งพันแต้ม
เซ่นไหว้มรรคาสวรรค์ สำหรับสรรพชีวิตในห้วงอนันต์สุญญตา
ขั้นเทวะหลุดพ้นยังคงเป็นตัวตนที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน
“ก็ได้”
เจียงฉางเซิงอารมณ์ดีไม่น้อยจึงรับปากคำขอของไป๋ฉี
ไป๋ฉีทิ้งถุงบรรจุสรรพสิ่งห้าใบไว้ หลังจากนั้นก็ขยับตัว
จากไปทันที นางจะไปออกคำสั่งให้ลูกน้องทั้งหลายของตนเอง
เตรียมขนย้ายวัตถุดิบวิเศษในใต้หล้ามาให้มากกว่านี้
ภายในโลกสวรรค์ใบที่สี่มีค่ายกลเคลื่อนย้ายพลังอาคม
ที่เชื่อมมายังสวรรค์ชั้นที่สามสิบสามอยู่ ตอนนี้มีเพียงนางที่รู้
ปัจจุบันนางสร้างอำนาจในโลกสวรรค์ใบที่สี่ได้ไม่น้อยแล้ว
คำพูดประโยคเดียวของนางทำให้คนใต้อาณัติของนางในโลก
สวรรค์ใบที่สี่กับในโลกคุนหลุนรวบรวมวัตถุดิบวิเศษทั่วหล้า
มาให้ อิทธิพลของนางเหนือกว่าจักรพรรดิสวรรค์อีก
เจียงฉางเซิงหยิบเตาหลอมสามพันสรรพสิ่งออกมา เขา
ยังไม่เคยใช้สมบัติวิเศษกำเนิดจักรวาลชิ้นนี้มาก่อน ก็ไม่รู้
เหมือนกันว่าใช้เตาหลอมเตานี้หลอมสมบัติอาคมแล้วจะได้
ผลลัพธ์เป็นเช่นไร
ระหว่างรอคอย เจียงฉางเซิงก็เลื่อนสายตาไปมองโลก
สวรรค์ใบที่สี่ เขาอยากมองดูว่าโลกสวรรค์ใบที่สี่เปลี่ยนแปลง
ไปอย่างไรบ้างแล้ว
กาลเวลาหมื่นปีพ้นผ่าน กรรมของสรรพชีวิตในโลก
สวรรค์ใบที่สี่เปลี่ยนแปลงอย่างสมบูรณ์แล้ว พวกเขาลืมเลือน
ทุกสิ่งที่อยู่นอกโลกแห่งนี้ สมองของพวกเขาจดจำว่าพวกเขา
ถือกำเนิดที่โลกใบนี้มาตั้งแต่แรก พวกเขาเชื่อว่าความมืดมิด
นอกพิภพทำให้คนหลงทางได้ง่ายนัก ดังนั้นผู้บำเพ็ญเซียน
ทั้งหลายจึงเหยียบย่างออกนอกพิภพน้อยครั้งมาก ถึงอย่างนั้น
ปัจจุบันผู้บำเพ็ญเซียนขั้นเอกเทวะก็มีมากขึ้นทุกวัน พวกเขา
จึงเริ่มแสวงหาโชควาสนาที่มากกว่าเดิม
หลังจากมีสิ่งมีชีวิตจากนอกพิภพมาเยือน เหล่าเซียนใน
โลกสวรรค์ใบที่สี่ก็เพิ่งตระหนักว่านอกพิภพมีโลกที่กว้างใหญ่
ยิ่งกว่าอยู่
เจียงฉางเซิงเห็นร่างที่คุ้นเคยร่างหนึ่ง บรรพจารย์พุทธ
อารัมภะนั่นเอง
บรรพจารย์พุทธอารัมภะกราบเป็นศิษย์ของปฐมาจารย์
หมื่นพุทธเสียแล้ว ตอนนี้เขากำลังฝึกบำเพ็ญเคล็ดวิชาสาย
พุทธอยู่ที่แดนสุขาวดี
ในโลกสวรรค์ใบที่สี่ ปฐมาจารย์หมื่นพุทธเป็นรองเพียง
เจ้าลัทธิคุนหลุน มูลค่าของเขามากกว่าสามพันแต้มเซ่นไหว้
มรรคาสวรรค์ นี่เท่ากับขั้นเทวะหลุดพ้นแล้ว บรรพจารย์พุทธ
อารัมภะกราบเขาเป็นอาจารย์ นับว่าได้เป็นวาสนาก้อนโต
อย่างยิ่ง
เขานับนิ้วทำนายแล้วเห็นว่าในอนาคตจะมีผู้แข็งแกร่ง
จากห้วงอนันต์สุญญตาตบเท้ามาเยือนมากกว่านี้ แต่
เนื่องจากโลกสวรรค์ใบที่สี่อยู่ห่างจากสามพันโลกไกลโพ้น
โลกสวรรค์ใบที่สี่กับโลกใบอื่นในสามพันโลกคงยังไม่รู้จักกัน
ไปอีกนาน
เมื่อมีโลกสวรรค์ใบที่สี่เพิ่มเข้ามา สถานการณ์โดยรวม
ของห้วงอนันต์สุญญตาก็นับว่ามั่นคงแล้ว ขอเพียงไม่มีขุม
อำนาจจากข้างนอกเข้ามายุ่งอีก วิถีเซียนก็จะแทนที่วิถียุทธ์
กลายเป็นมหามรรคาหลักสายถัดไปได้โดยแทบไม่ต้องลุ้น
อีกต่อไป
ทว่ามรรคาอริยะก็ยังซุ่มซ่อนตัวอยู่ในห้วงอนันต์
สุญญตา รอคอยการกลับมาของอริยเทวะยมพิภพ
เจียงฉางเซิงนึกถึงอริยเทวะโลกา หลังจากหนึ่งแสนปีที่
นัดไว้ครบกำหนด ตอนอริยเทวะโลกาเดินทางมาท้าสู้กับเขา
สถานการณ์จะเป็นอย่างไรกันนะ
ต่อให้อริยเทวะโลกาโชคดีพลิกฟ้า บรรลุขั้นเทวะ
หลุดพ้น อยากจะล้มเขาก็เหมือนมดเขย่าต้นไม้อยู่ดี
หลังจากนั้นเจียงฉางเซิงก็เริ่มจดจ่อกับการหลอม
ศาสตรา หลอมสมบัติอาคมที่อยู่ในคัมภีร์วิเศษสวรรค์นิรมิต
…
ในความมืดมิด แท่นบูชาแท่นหนึ่งลอยอยู่ในห้วงมิติ
เจียงอี้นั่งทำสมาธิอยู่กลางแท่น ดาบกลืนเพลิงลอยอยู่ข้างตัว
เส้นผมขาวโพลนทั้งศีรษะของเขาพลิ้วไหว ดวงตาอันเย็นชาคู่
นั้นจับจ้องแสงสว่างที่อยู่ลึกเข้าไปในห้วงมิติ ที่แห่งนั้นก็คือหมู่
ดาวของสามพันโลก มันเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต
“นายท่าน ท่านกำลังคิดสิ่งใดอยู่ขอรับ หรือว่าเสียงนั่น
มาล่อลวงท่านอีกแล้ว”
ดาบกลืนเพลิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเกียจคร้าน
นับตั้งแต่เจียงอี้ก่อตั้งราชสำนักทมิฬ เขาก็กลายเป็น
ทหารเทพของมหาจักรพรรดิทมิฬ ฐานะสูงส่งอย่างยิ่ง
บางครั้งเขาก็แอบออกไปหาความสำราญข้างนอก ตัวเขาใน
ตอนนี้สุขสำราญใจกับชีวิตเช่นนี้อย่างยิ่ง
เจียงอี้สีหน้าเรียบเฉย เล่าให้ฟังว่า “เขาบอกข้าว่า ข้า
จะเผชิญหน้ากับศัตรูที่ชะตาลิขิตเอาไว้ อีกฝ่ายครอบครอง
พรสวรรค์ที่น่ากลัวยิ่งกว่าข้า ยามใดเขาปรากฏตัว ผู้ที่ช่วงชิง
มหามรรคาทั้งหลายในโลกหล้าล้วนจะหม่นหมองจืดจาง
เจ้าว่าเขาจะโผล่มาเมื่อใดกัน”
ดาบกลืนเพลิงอึ้งไปครู่หนึ่งก็เอ่ยอย่างแปลกใจ “น่า
เหลือเชื่อขนาดนั้นเชียว จะไปมีพรสวรรค์ที่แข็งแกร่งกว่าท่าน
ได้อย่างไรกันเล่า อย่างน้อยข้าก็จินตนาการไม่ออก”
ในสายตาของเขา เจียงอี้ถูกลิขิตให้กลายเป็นผู้ไร้คู่ต่อกร
กลืนกินพลังของสิ่งมีชีวิตมาเป็นพลังของตนได้ พรสวรรค์
เช่นนี้ทำให้ผู้คนริษยาเกินไปแล้ว
ขอเพียงเจียงอี้ปรารถนา เจียงอี้ย่อมแข็งแกร่งขึ้นได้
อย่างรวดเร็ว แต่เพราะเขาตั้งใจฝึกบำเพ็ญวิถีเซียนให้จิตใจ
ของตนแข็งแกร่งด้วยกลัวว่าตนเองจะร่วงหล่นเป็นมาร ดังนั้น
หลายปีที่ผ่านมาเขาจึงแข็งแกร่งขึ้นไม่เร็วเท่าก่อนหน้านี้ นี่
เป็นเรื่องที่ดาบกลืนเพลิงไม่อาจเข้าใจได้
เทพแห่งมหันตภัยก็เป็นมารที่แข็งแกร่งที่สุดอยู่แล้ว ยัง
จะกลัวตัวเองร่วงหล่นเป็นมารอีก นี่ไม่ใช่พยายามฝนเขาวัวให้
แหลมหรือไร
เจียงอี้ลุกขึ้นยืนอย่างเนิบช้า ไออำมหิตทะลักจากร่าง
ของเขาก่อตัวเป็นมังกรสีดำตนหนึ่งอย่างรวดเร็ว เขาขึ้นไปขี่
บนมังกร
“เดินทางไปโลกคุนหลุนกับข้า ข้าสมควรไปคารวะท่านผู้
เฒ่าสักหน่อย”
เจียงอี้เอ่ยประโยคนี้ทิ้งท้ายแล้วขึ้นขี่มังกรทันที ดาบ
กลืนเพลิงรีบติดตามไปด้วย
“นายท่าน ท่านหมายถึงมรรคาจารย์หรือ”
“อืม”
“นายท่าน มรรคาจารย์แข็งแกร่งมากเพียงใดกันแน่ วิถี
เซียนนี่พัฒนาเร็วเหลือเกิน เพิ่งจะสามหมื่นกว่าปี วิถีเซียนก็
มีแนวโน้มว่าจะอยู่เหนือหมื่นวิถีแล้ว มรรคาอริยะเองก็รามือ
ไปแล้วด้วย พวกเขาคงไม่ถูกมรรคาจารย์จัดการไปเหมือน
มหันตภัยแห่งการคืนชีพแล้วกระมัง”
………………………………………………………………