เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 557 ปู่กับหลาน สองเส้นทาง
ใช้เตาหลอมสามพันสรรพสิ่งหลอมศาสตรา เจียงฉาง
เซิงพบว่าสามารถทำได้คล่องมือมากขึ้น อีกทั้งสมบัติอาคมที่
หลอมออกมาได้ก็แข็งแกร่งกว่าที่เขาคาดการณ์เอาไว้
ไป๋ฉีที่มองดูอยู่ด้านข้างมองความไม่ธรรมดาของเตา
หลอมนี้ไม่ออกเลย
ประสิทธิภาพในการหลอมสมบัติอาคมของเจียงฉางเซิง
เร็วขึ้นมาก ทำให้ไป๋ฉีต้องวุ่นตลอดเวลา
แค่ร้อยปีสั้นๆ เจียงฉางเซิงก็หลอมสมบัติอาคมออกมา
ได้แสนชิ้น แม้จะเทียบกับยอดของวิเศษอย่างระฆังสวรรค์
มรรคาไม่ได้ แต่นำไปมอบเป็นของขวัญก็ใช้ได้เหลือๆ
เจียงฉางเซิงหลอมศาสตราต่อ เขารู้ฉายาของไป๋ฉีแล้ว
พระแม่ฝูหยวน ไม่เลวทีเดียว เป็นแนวคิดที่ดีด้วยซ้ำ
พรสวรรค์และไหวพริบของไป๋ฉีลิขิตไว้ว่านางไม่อาจ
ประสบความสำเร็จแบบก้าวกระโดดบนเส้นทางบำเพ็ญ นาง
เหมาะจะเดินเส้นทางสายบุญบารมี การมอบสมบัติให้ก็
สั่งสมบุญบารมีได้
ผ่านไปอีกห้าร้อยกว่าปี ไป๋ฉีได้รับสมบัติอาคมหลาย
แสนชิ้น นางพึงพอใจมาก จนเมื่อเจียงฉางเซิงหยุดมือ นางก็
เข้ามาใกล้และนวดไหล่นวดขาให้
“นายท่าน โลกสวรรค์ที่สี่ไม่ธรรมดาเลย ท่าน
ให้ความสำคัญกับการบ่มเพาะพวกเขาหรือ” ไป๋ฉีนวดบ่าไหล่
ของเจียงฉางเซิงพลางถามด้วยท่าทีออดอ้อน
ในมุมมองของนาง นายท่านทำเช่นนี้ก็สมเหตุสมผลแล้ว
ชาววิถีเซียนในตอนนี้ได้รับการคุ้มครองจากนายท่าน อีกทั้ง
ชาวโลกสวรรค์ที่สี่ที่มาจากโลกแห่งมรรคาก็เท่ากับว่า
ถือกำเนิดขึ้นมาจากนายท่าน อย่างแรกคือลูกเลี้ยง อย่างหลัง
คือให้กำเนิดด้วยตนเอง สวัสดิการย่อมต่างกัน
เจียงฉางเซิงตอบกลับ “โลกสวรรค์ไม่มีการแบ่งชนชั้นกัน
ทุกสรรพชีวิตล้วนมีโชคชะตาของตนเอง ข้าจะไม่ลำเอียง
ไปโลกใดโลกหนึ่ง อย่างมากก็แค่ลำเอียงกับบางชีวิตเท่านั้น”
ตอนนี้โลกสวรรค์ที่สี่แข็งแกร่งก็เพราะสิ่งมีชีวิตเหล่านั้น
ฝึกฝนมานานกว่า เพราะปัญหาของผลสะท้อนกลับของกรรม
เจียงฉางเซิงจึงไม่อาจเข้าใกล้พวกเขาได้ในตอนนี้ ไม่อาจ
เทศนาพวกเขาได้ ซึ่งต่างกับโลกสวรรค์อื่น นอกจากจะได้รับ
การเทศนาจากเขาแล้ว ยังได้ใช้ประโยชน์จากมหาพิภพจิตจร
อีก
มหาพิภพจิตจรทำให้สิ่งมีชีวิตทั่วไปได้รับศาสตร์การ
บำเพ็ญเซียน ทำให้ผู้ยิ่งใหญ่ได้รับข้อมูลข่าวสารที่เร็วขึ้น วิถี
เซียนพัฒนาได้เร็วเช่นนี้ มหาพิภพจิตจรก็มีคุณความดีที่
ไม่อาจมองข้ามไปได้อยู่
ไป๋ฉีใคร่ครวญถึงคำพูดของเจียงฉางเซิง นางนึกไปถึง
เทพธิดาเซียวเหอ
ผู้บำเพ็ญหญิงนั่นดูธรรมดามาก ก็ได้ หน้าตางดงาม
มากทีเดียว คุณสมบัติก็เหนือกว่าทุกคน แต่แค่เรื่องพวกนี้
จะเดินเข้าไปในใจของนายท่านได้อย่างไรกัน
ไป๋ฉีครุ่นคิดวนเป็นร้อยรอบก็นึกไม่ออกว่าเทพธิดาเซียว
เหอเป็นสหายเก่าคนใดกลับชาติมาเกิด ถึงอย่างไรคนที่
มีความสัมพันธ์กับนายท่านตอนนี้ก็มีชีวิตที่ดีกันทั้งนั้น แม้แต่
บุพการีของนายท่านในชาตินี้ก็ยังได้รับหน้าที่ในตำหนัก
ยมโลกเลย
หากไม่ใช่คนรู้จักเก่า เทพธิดาเซียวเหอก็จะต้อง
มีพรสวรรค์ที่นางอ่านไม่ออกเป็นแน่
อย่างน้อยในมุมมองของไป๋ฉี นายท่านของนางแทบจะ
ไม่มีทางหวั่นไหวกับเรื่องรักใคร่เลย คนที่นายท่านให้การดูแล
ถ้าไม่เคยเกี่ยวข้องกันมาก่อนก็ต้องมีพรสวรรค์เหนือกว่า
ทุกคน คุ้มค่าแก่การบ่มเพาะ
“เรียกเจียงอี้เข้ามาเถอะ”
เจียงฉางเซิงพูดขึ้น ขัดความคิดของไป๋ฉี
“เจียงอี้มาแล้วหรือเจ้าคะ”
ไป๋ฉีงุนงง นางไม่ได้ยินเสียงของเจียงอี้เลย ไม่รู้สึก
ถึงกลิ่นอายของเขาด้วย แต่นางก็มั่นใจว่านายท่านไม่โกหก
จึงเดินไปที่ประตูใหญ่ทันที
ในความเป็นจริง เจียงอี้มาถึงหลายสิบปีแล้ว เขาไม่ได้
รบกวนเจียงฉางเซิง แต่เลือกที่จะคุกเข่าอยู่หน้าประตูใหญ่
ตำหนักเมฆาม่วง รอประตูเปิดแทน
เจียงฉางเซิงเก็บเตาหลอมสามพันสรรพสิ่งเข้าไปในแขน
เสื้อ จากนั้นนั่งลงบนบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา
หลังกลืนกินพลังของจงคู ผนวกกับฝึกบำเพ็ญตลอด
หลายปีมานี้ ทำให้มูลค่าของเจียงอี้มีมากเกินกว่าสามร้อย
แต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์แล้ว เป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดในสกุล
เจียง แม้แต่จักรพรรดิสวรรค์ก็ยังเทียบไม่ได้ ดังนั้นไป๋ฉีจึง
ไม่รู้สึกตัวเลยว่าเขามา
ไม่นานนัก ไป๋ฉีก็พาเจียงอี้เข้ามาในตำหนัก
เจียงอี้มาอยู่ตรงหน้าเจียงฉางเซิง ก่อนจะคุกเข่าโขก
ศีรษะกับพื้นด้วยความเคารพ หลานของตนมาเช่นนี้ เจียงฉาง
เซิงย่อมไม่ปิดบังโฉมหน้าที่แท้จริง
“จะว่าไปแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่เจ้ามาพบข้าสินะ”
เจียงฉางเซิงยิ้ม ไม่ได้วางมาดแบบมรรคาจารย์ แต่เป็น
เหมือนปู่กับหลานพบกันปกติ
เมื่อได้ฟังน้ำเสียงของเจียงฉางเซิง เจียงอี้ก็รู้สึกไม่แน่ใจ
เล็กน้อย ไม่นึกเลยว่ามาพบท่านปู่จะไม่ได้ห่างเหินกันอย่างที่
คิดไว้
มรรคาจารย์เป็นผู้สูงส่งในสายตาทุกสรรพชีวิต แม้แต่
คนสกุลเจียงก็ยังรู้สึกว่าเขาอยู่ห่างไกล เพราะความรู้สึก
ห่างเหินนี้เองที่ทำให้เจียงอี้ตึงเครียดและไม่เป็นธรรมชาติยาม
ที่เผชิญหน้ากับเขา
เจียงอี้เงยหน้าขึ้นก่อนจะรีบพูด “หลานละอายใจที่ไม่ได้
แสดงความกตัญญูต่อท่าน ก่อนหน้านี้หลานจึงไม่มีหน้า
มาพบท่าน”
ดูเยาว์ยิ่งนัก
นี่เป็นความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของเจียงอี้ตอนที่
เห็นใบหน้าของท่านปู่ชัดๆ
ใบหน้าของท่านปู่ไม่มีความแก่ชรา มองไม่เห็นร่องรอย
ของกาลเวลาเลย ทว่ายิ่งเป็นเช่นนี้ก็ยิ่งยืนยันว่าตบะของท่าน
ปู่สูงส่งจนไม่อาจคาดเดาได้
เจียงฉางเซิงยื่นมือมาประคองเขา แค่โบกมือก็ปรากฏ
เก้าอี้ขึ้นมาให้เขานั่ง ไป๋ฉีก็ขยับเก้าอี้มานั่งเช่นกัน
เจียงฉางเซิงเริ่มถามสารทุกข์สุขดิบของเจียงอี้ เจียงอี้
ตอบตามความจริงเหมือนกำลังพูดคุยกันเรื่องครอบครัว
ผ่านไปพักใหญ่
เจียงอี้รวบรวมความกล้าเอ่ยขึ้น “ท่านปู่ขอรับ ตั้งแต่ที่
ข้าเป็นเทพแห่งมหันตภัย ก็มีอีกเสียงหนึ่งดังอยู่ในใจข้า
มาตลอด เขาจะชักนำข้า คราแรกข้าคิดว่าข้ากำราบไหว แต่
ทุกครั้งที่ข้าเผชิญกับการตัดสินใจ เสียงนี้ก็จะดังขึ้นเสมอ ข้า
กลัวว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไปข้าจะหลงทางได้”
เทพแห่งมหันตภัย?
ไป๋ฉีได้ยินก็ถึงกับผงะ
เจียงฉางเซิงตอบกลับ “เจ้ารู้ในจุดนี้ได้ก็ไม่เลวแล้ว เสียง
นี้คือเจตจำนงมหามรรคา คือจิตอาฆาตมหันตภัยที่รวมขึ้น
จากเวลาอันเนิ่นนานของห้วงอนันต์สุญญตา ศักยภาพที่ซ่อน
อยู่ของเจ้าทำให้มันเห็นความหวัง มันหวังว่าจะให้เจ้าใช้โลหิต
ล้างห้วงอนันต์สุญญตาและสร้างระเบียบขึ้นมาใหม่”
เจตจำนงมหามรรคา?
เจียงอี้ขมวดคิ้ว ภายในใจเต็มไปด้วยความตื่นกลัว เขา
ไม่เคยคิดเลยว่าห้วงอนันต์สุญญตาจะมีเจตจำนงของตนเอง
อยู่
นั่นเท่ากับว่าเขากำลังเผชิญหน้ากับทั้งห้วงอนันต์
สุญญตาอย่างนั้นสิ?
ต่อให้เป็นเจียงอี้ผู้ไม่เกรงกลัวฟ้าดิน ตอนนี้ก็ยังรู้สึก
ถึงแรงกดดัน ตกสู่ความเงียบงัน
ไป๋ฉีพูดความในใจแทนเขา “นายท่าน เจตจำนงมหา
มรรคานั่นเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดไม่ใช่รึ ถูกเจตจำนงมหามรรคา
หมายตาเช่นนี้ แล้วจะสลัดหลุดได้อย่างไรกันเจ้าคะ”
เจียงฉางเซิงยิ้ม “หากอยู่ที่ห้วงอนันต์สุญญตาก็ไม่อาจ
สลัดหลุดได้จริงๆ แน่นอนว่าหากเจ้าก้าวข้ามขั้นเอกเทวะไป
ถึงระดับขั้นที่สูงกว่า ก็จะหลุดพ้นมหามรรคาได้”
“หลุดพ้นมหามรรคา…”
เจียงอี้ขมวดคิ้วมุ่นกว่าเดิม ขั้นเอกเทวะสูงส่งถึงขนาด
นั้น ต่อให้เขากลืนกินพลังที่แข็งแกร่งมากมาย เขาก็ยังรู้สึกว่า
ขั้นเอกเทวะไม่มีที่สิ้นสุด
ไป๋ฉีรีบถาม “นายท่าน ท่านหลุดพ้นมหามรรคาแล้ว
หรือไม่”
เจียงอี้เงยหน้าขึ้นมองเจียงฉางเซิง
เจียงฉางเซิงตอบกลับ “ผู้หลุดพ้นมหามรรคามีอยู่
ไม่น้อย อีกปลายของมหาสมุทรเชื่อมอนธการคือห้วงมิติชั้นใน
…”
เขาเริ่มอธิบายเรื่องพันมหาโลกาและวิธีหลุดพ้นมหา
มรรคาทั้งสองแบบ
เจียงอี้กับไป๋ฉีรู้เรื่องห้วงมิติชั้นในอยู่ก่อนแล้ว แต่
พวกเขาก็ยังไม่เข้าใจห้วงมิติชั้นในดี พวกเขาจึงตั้งใจฟัง
ภายในใจเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง
ไม่นึกเลยว่าห้วงอนันต์สุญญตาอันไร้ขอบเขตจะเป็นแค่
มุมเล็กๆ ใต้พันมหาโลกา
ใช้กำลังสำเร็จมรรคา หลุดพ้นด้วยตนเอง!
วิถีบำเพ็ญเหินสู่เบื้องบน ทุกสรรพชีวิตหลุดพ้น!
เทพแห่งมหันตภัยทั้งสองในตัวเจียงอี้ต่างก็ตะลึงงัน
“มิน่าวิถียุทธ์ตั้งแต่ยุคอดีตกาลมา ผู้แข็งแกร่งส่วนใหญ่
ไปห้วงมิติชั้นในแล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย ที่แท้ก็หลุดพ้นแล้ว
นี่เอง…”
“วิถีบำเพ็ญหลุดพ้นเป็นสิ่งที่ยากมากจริงๆ”
ดาบกลืนเพลิงกับปฐมาจารย์มารต่างก็กำลังทอดถอนใจ
ไป๋ฉีกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะถาม “นายท่าน ท่านน่าจะ
หลุดพ้นได้แล้ว แต่สิ่งที่ท่านแสวงหาคือวิถีบำเพ็ญหลุดพ้น
สินะเจ้าคะ”
เจียงอี้มองเจียงฉางเซิงอีกครั้ง นัยน์ตาเต็มไปด้วย
ความเลื่อมใส
ทุกสรรพชีวิตต่างก็ซาบซึ้งในตัวมรรคาจารย์ ทุกคนรู้กัน
ดีว่ามรรคาจารย์คือตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดในห้วงอนันต์
สุญญตาแล้ว เขามีแต่บุญคุณกับชาววิถีเซียน หากไม่มีเขา วิถี
เซียนก็จะไม่มีค่าให้เอ่ยถึง แต่หากไม่มีวิถีเซียน ก็จะมีผู้คน
มากมายที่อยากจะอาศัยวิถียุทธ์เพื่อแกร่งกล้ายิ่งขึ้น แต่
หนทางนั้นช่างยากเย็นแสนเข็ญนัก
ในช่วงยุคแรก ชาวโลกคุนหลุนก็เป็นเพียงชาวโลกยุทธ์ที่
ถูกวิถียุทธ์คัดออกก็เท่านั้น
เจียงฉางเซิงจ้องเจียงอี้พลางพูดขึ้น “เจ้ามีสองทางเลือก
หนึ่งคือข้าจะตัดกรรมระหว่างเจตจำนงมหามรรคากับเจ้าให้
ทำให้เจ้าไม่ได้รับผลกระทบใดๆ อีก สอง เจ้าเอาชนะเขาด้วย
ตัวเจ้าเอง ทุกเรื่องมีสองด้านเสมอ การถูกเจตจำนงมหา
มรรคาเลือกดูเหมือนจะเป็นความโชคร้าย แต่ก็อาจจะ
มีวาสนาซ่อนอยู่เช่นกัน เจตจำนงมหามรรคาจะผลักดันให้เจ้า
แข็งแกร่งขึ้น หากเจ้าสามารถพลิกกลับมาเหนือกว่าได้ บางที
เจ้าก็อาจจะเป็นเจ้าปกครองที่ไม่เคยมีผู้ใดทำได้มาก่อนของ
ห้วงอนันต์สุญญตาก็ได้”
เจ้าปกครอง!
เจียงอี้ใจสั่นสะท้านด้วยความตกตะลึงอย่างยิ่ง
ไป๋ฉีก็ตกใจเช่นกัน แต่นางฟังเข้าใจความหมายอีกชั้น
นั่นก็คืออีกไม่ช้าก็เร็ว นายท่านจะไปจากห้วงอนันต์สุญญตา
เวลานี้ ไป๋ฉีเกิดความรู้สึกถึงวิกฤติร้ายแรง
หากเป็นตามที่นายท่านบอก ตบะอ่อนแอเกินไปก็
จะเอาตัวรอดในห้วงมิติชั้นในไม่ได้
เจียงอี้เกิดความสับสน ไป๋ฉีเกิดความกังวล เวลานี้
ตำหนักเมฆาม่วงเข้าสู่ความเงียบสงัด
เจียงฉางเซิงไม่ได้รบกวน เขาเกิดความสนใจขึ้นมา เขา
ได้ยินเสียงในใจของทั้งสองคน เขารู้สึกว่ามีเพียงการตัดสินใจ
ที่ผ่านการตรึกตรองอย่างถี่ถ้วนแล้วเท่านั้นถึงจะมีความหมาย
ใช้ความรู้สึกชั่ววูบมากเกินไปก็ไม่ดี
ผ่านไปพักใหญ่
เจียงอี้สูดลมหายใจเข้าลึก เขาเงยหน้าขึ้นถาม “ท่านปู่
ท่านอยากให้ข้าทำอย่างไรหรือ”
“แล้วแต่ใจเจ้าเลย”
“แต่หากข้าเลือกเส้นทางที่สอง จากนี้จะสร้างปัญหาให้
ท่านกับสกุลเจียงหรือไม่”
เจียงอี้ไม่ได้คิดถึงแค่ตัวเอง เขากลัวว่าตนจะกลายเป็น
ตัวแปร หากทำร้ายท่านปู่ ทำร้ายคนในตระกูล ทำร้ายวิถีเซียน
เพราะตน นั่นจะเป็นทุกข์ยิ่งกว่าฆ่าเขาเสียอีก
เจียงฉางเซิงยิ้ม “ทำตามหัวใจของเจ้าเลย ไม่ต้องกังวล
สิ่งอื่นใด”
เจียงอี้ส่ายหน้า “ท่านปู่ ในใจข้าไม่ได้มีแค่ตัวข้าเท่านั้น
ช่างเถิด ข้าจะเลือกทางแรก ถึงจะทำให้ท่านผิดหวัง แต่ข้าก็
ไม่อยากเป็นภาระของพวกท่านไปมากกว่านี้อีกแล้ว”
ตั้งแต่วัยเยาว์ เขาไม่เคยได้รับความรักจากบิดาเลย ถูก
มองว่าเป็นตัวประหลาด แม้ท่านแม่จะรักเขา แต่ทุกครั้งที่นึก
ขึ้นว่ายามที่ตนถือกำเนิดก็เกือบทำร้ายท่านแม่ถึงแก่ชีวิต เขา
ก็จะกลัวมาก นี่เองก็เป็นเหตุผลที่เขาหาโอกาสออกจากวิถี
เซียน
ตอนนี้หากเขาอยากจะบำเพ็ญในวิถีเซียนก็มีแต่ต้อง
ไปโลกสวรรค์ที่สาม ไม่กล้ากลับไปโลกคุนหลุนและโลกสวรรค์
ที่หนึ่ง
เจียงฉางเซิงยิ้ม นี่คงจะไม่ไว้ใจตนสินะ
พอดีเลย
เจียงฉางเซิงลุกขึ้นยืน เริ่มยืดเส้นยืดสาย ทำให้เจียงอี้
งุนงง ไป๋ฉีฉุกคิดอะไรขึ้นได้ก็เผยรอยยิ้มตื่นเต้น
“พอดีเลย บางคนก็อดใจรอไม่ไหวแล้วเหมือนกัน”
เจียงฉางเซิงยิ้ม ที่เขาเลือกช่วงเวลานี้ในการหยุดหลอม
สมบัติและให้เจียงอี้เข้ามา ก็เพราะว่ามีคนจากพันมหาโลกา
กำลังวางแผนลงมือกับห้วงอนันต์สุญญตา
พรสวรรค์ของเจียงอี้นับว่าเป็นหนึ่งในห้วงอนันต์
สุญญตาจริงๆ จะต้องให้เขาได้เข้าใจว่าเหนือคนยังมีคน เหนือ
ฟ้ายังมีฟ้า จะได้ทำให้เขาไม่ประมาทเลินเล่อ
เจียงฉางเซิงไม่กลัวเจียงอี้เติบโตเร็วเกินไปเลย แต่กลัว
เจ้าเด็กนี่เชื่องช้า ละอายใจต่อพรสวรรค์มากกว่า
ไป๋ฉีถามด้วยความประหลาดใจ “ใครอดใจรอไม่ไหวรึ
เจ้าคะ”
เจียงฉางเซิงยิ้ม ไม่ได้พูดอะไรอีก
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็งอเข่านั่งลง โบกแขนเสื้อพาเจียงอี้
กับไป๋ฉีไปหายในตำหนัก
พวกเขากระโดดออกจากห้วงอนันต์สุญญตามาที่พัน
มหาโลกาในทันที!
……………………