เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 558 มหามรรคาสูญสิ้น พลิกสวรรค์พิภพ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 558 มหามรรคาสูญสิ้น พลิกสวรรค์พิภพ
ท่ามกลางความว่างเปล่าอันมืดมัว กระบี่ศิลายักษ์ตั้งอยู่
คล้ายกับศิลาหิน ลวดลายด้านบนราวกับอักษรโบราณ บันทึก
ประวัติศาสตร์ที่สำคัญเอาไว้
อริยเทวะยมพิภพนั่งอยู่หน้ากระบี่ศิลา เหนือหัวไหล่ของ
เขามีกิเลนสีทองสี่ตัวกำลังกระโดดโลดเต้น รอบตัวเขา
มีพายุหมุนที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า นั่นคือพลังที่ก่อตัวขึ้น
จากพลังแห่งมหามรรคา
“จิตใจเจ้าปั่นป่วน”
น้ำเสียงแก่ชราดังแว่วมา มีความไม่พอใจอยู่เล็กน้อย
อริยเทวะยมพิภพลืมตาขึ้น เงยหน้ามอง “ใช่ แต่ก็เป็น
เพราะความตื่นเต้น มันจะทำให้ข้าแข็งแกร่งขึ้น”
“การมาถึงขั้นสูงสุดในเทวะหลุดพ้นได้ เขาจะต้องมี
ภูมิหลังที่ยิ่งใหญ่เป็นแน่ บางทีเหยื่ออาจจะไม่ใช่เขา แต่เป็น
เจ้า พวกเจ้าพบกันในห้วงสุญญตาวิถียุทธ์ ไม่มีทางเป็นเรื่อง
บังเอิญเด็ดขาด”
เมื่อได้ฟังคำพูดของอริยราชัน อริยเทวะยมพิภพก็
ขมวดคิ้ว
เขายังไม่ลืมการต่อสู้กับมรรคาจารย์ ถึงเขาจะไม่ได้
ไปด้วยร่างจริง แต่สัมผัสที่ส่งกลับมาถึงร่างจริงก็น่ากลัวมาก
เขาต้องยอมรับว่ามรรคาจารย์แข็งแกร่งมาก ตัวตนเช่นนี้ หาก
มาจากขุมอำนาจอย่างมรรคาอริยะ เช่นนั้นเขาก็ต้องคิดหนัก
จริงๆ
เพียงแต่ว่าเขาชอบล่าเทพแห่งมหันตภัย ในพันมหา
โลกา วิธีที่ทำให้แข็งแกร่งขึ้นมีเป็นร้อยเป็นพันวิธี มีคน
หมายตาเขาก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
“เขามาจากชะตาเร้นหรือว่ามัชฌิมาพิทักษ์กันแน่”
อริยเทวะยมพิภพขมวดคิ้ว รู้สึกถึงแรงกดดันอยู่
ภายในใจ แต่ที่มากกว่านั้นคือความละโมบ
หากมรรคาจารย์มาจากขุมอำนาจใหญ่ พลังที่ได้จาก
การกลืนกินมรรคาจารย์นั่นก็จะยิ่งมีความหมาย กระทั่ง
มรรคาจารย์เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น!
“การทำลายมิติมหามรรคานี้ผิดต่อกฎของส่วนใน
มรรคาอริยะ นับจากนี้ไปสิบล้านปี เจ้าห้ามออกมาอีก เข้าใจ
หรือไม่”
เสียงของอริยราชันดังขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงเฉยชา
อริยเทวะยมพิภพถามขึ้น “จัดการอัครเทวาวิถียุทธ์
เรียบร้อยแล้วหรือ”
“หึ คนหยิ่งทระนงนั้นมีไม่มาก ที่เหลือก็จัดการง่าย แต่
ครั้งนี้ทำให้ข้าขายหน้ายับเยิน หากจากนี้เจ้ายังกินพลังของเขา
ไม่ได้ ก็อย่าหาว่าข้าไม่รู้จักศิษย์อย่างเจ้าก็แล้วกัน!”
“วางใจเถิด มีท่านคอยคุมเชิงให้ ข้าต้องทำสำเร็จแน่!”
อริยเทวะยมพิภพพูดอย่างมั่นใจในตนเอง เขาอดใจรอ
ไม่ไหวแล้ว อยากจะกลืนกินมรรคาจารย์เสียเดี๋ยวนี้เลย
…
ห้วงสุญญตาของพันมหาโลกาเงียบสงบ กระบี่ศิลายักษ์
เริ่มสั่นสะเทือนเบาๆ
อริยราชันเอ่ยขึ้น “เอาล่ะ เริ่มเลย!”
ครืน…
อริยเทวะยมพิภพลุกขึ้นยืน มองส่งกระบี่ศิลายักษ์ลอย
ขึ้นไป สั่นสะเทือนปราณวิญญาณมหามรรคา
อริยเทวะยมพิภพมองกระบี่ศิลาเล่มนี้ นัยน์ตาฉาย
ประกายละโมบโดยที่ไม่ปกปิดเอาไว้เลย เขากระหายในสิ่งที่
ทรงพลังทั้งหมด ต่อให้เป็นของอาจารย์เขาก็ตามที
กระบี่ศิลายักษ์หายไปในความมืดมิด ครู่ต่อมา แสง
สีขาวสว่างจ้าก็พุ่งลงมาจากฟ้า ตกลงตรงหน้าอริยเทวะยม
พิภพ ตกลงไปกลางความมืดมิดด้านล่าง
กระบี่ศิลายักษ์แทงทะลุความว่างเปล่า พุ่งออกจากพัน
มหาโลกาไปสู่ท้องฟ้าห้วงอนันต์สุญญตา ก่อนจะดิ่งลงด้วย
พลังมหาศาล แทบชั่วพริบตาเดียว สรรพชีวิตที่มีพลังอ่อนแอ
ในห้วงอนันต์สุญญตาก็สลายเป็นเถ้าถ่านไปทั้งหมด!
เจียงอี้กับไป๋ฉีกำลังทะยานขึ้นฟ้า ทั้งสองคนเงยหน้ามอง
ก็พบลำแสงสว่างจ้า อำนาจคุกคามที่ยากจะจินตนาการได้แผ่
คลุมลงมาในใจพวกเขา
เจียงอี้ที่แข็งแกร่งที่สุดมองเห็นชัดเจนว่านั่นคือกระบี่
แม้จะมองเห็นได้ชัด แต่เขาก็ตั้งตัวไม่ทันแม้แต่น้อย เขา
ไม่รู้ว่าจะหนีไปทิศใด อำนาจคุกคามอันน่าสะพรึงถึงขีดสุดนี้
แผ่คลุมไปทั้งห้วงอนันต์สุญญตา เขาไม่เคยสัมผัสถึงพลังที่
น่ากลัวเช่นนี้มาก่อน ทำให้ความคิดของเขาขาวโพลนไปหมด
กระบี่ศิลายักษ์พุ่งลงมาอย่างรวดเร็ว ทำลายล้าง
ทุกอย่าง!
ลำแสงสว่างไสวปกคลุมห้วงอนันต์สุญญตา สามพัน
โลกสลายกลายเป็นความว่างเปล่า โลกคุนหลุนและ
ทั่วทุกแห่งหนตรงส่วนลึกของห้วงสุญญตาถูกทำลายล้าง
ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้แข็งแกร่งเพียงใดก็จะหายไปพร้อมกัน
รวมถึงเจียงอี้ด้วย
กระบี่เดียว ห้วงมิติมหามรรคาก็ถูกทำลายล้างจนสิ้น!
…
แฮ่กๆ
เจียงอี้พลันตกใจตื่น เขาหอบหายใจแรงมาก ดวงตา
เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย
เขารู้สึกสับสนมากๆ มองไปรอบๆ ด้วยความงุนงง เขา
เห็นว่ามีอีกสองเงาร่างอยู่ข้างกาย นั่นคือไป๋ฉีกับเจียงฉางเซิง
ไป๋ฉีตกใจตื่นขึ้นมาแล้วก็ร้องเสียงหลง ก่อนจะโผเข้าสู่
อ้อมกอดของเจียงฉางเซิง ร้องไห้โฮพลางตะโกนเสียงดัง
“นายท่าน ข้ากลัวแล้ว ข้ารู้ว่าท่านจะต้องปกป้องข้า…”
เดิมทีเจียงฉางเซิงคิดจะผลักนางออก แต่รับรู้ได้ว่านาง
กลัวจริงๆ จึงปล่อยให้นางจับเสื้อคลุมของเขาไว้
ถึงอย่างไรแม้แต่เจียงอี้ก็ยังตกใจจนวิญญาณแทบจะ
หลุดออกจากร่าง
เจียงอี้สูดลมหายใจเข้าลึก พยายามปรับอารมณ์ของ
ตนเอง
“เมื่อครู่นี้เกิดอะไรขึ้น”
“ไม่ใช่ภาพลวงตา นั่นคือพลังอะไรกัน ไม่อยากเชื่อเลย
ว่าจะทำลายห้วงอนันต์สุญญตาได้…”
ดาบกลืนเพลิงกับปฐมาจารย์มารส่งเสียงร้องอุทานอยู่
ในความคิดของเจียงอี้ พวกเขาก็รู้สึกถึงความสิ้นหวังเมื่อครู่นี้
เช่นกัน
เผชิญหน้ากับพลังนั้น ไม่มีใครต่อต้านได้แม้แต่คนเดียว
แม้ช่วงเวลาก่อนตายจะสั้น แต่สำหรับผู้แข็งแกร่งอย่าง
พวกเขาแล้ว ความรู้สึกในชั่วพริบตาก่อนตายนั้นยาวนาน
เจียงอี้หันไปมองเจียงฉางเซิง “ท่านปู่ เมื่อครู่นี้คือ…”
เจียงฉางเซิงนั่งบนบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา “เป็น
สิ่งที่ห้วงอนันต์สุญญตาต้องประสบในอีกหนึ่งชั่วยามต่อจากนี้
”
หนึ่งชั่วยามต่อจากนี้?
เจียงอี้รู้สึกหัวใจถูกบีบอีกครั้ง ไป๋ฉีเงยหน้าขึ้นมา เจียง
ฉางเซิงจึงอาศัยจังหวะนี้ผละนางออก
“ดังนั้นเมื่อครู่นี้ไม่ใช่ความจริงหรือ” เจียงอี้ถาม
“เป็นความจริง พวกเจ้าผ่านหายนะอันยาวนานไร้ที่
สิ้นสุดมาแล้วจริงๆ เพียงแต่ว่าข้าได้เปลี่ยนอนาคตนั้นให้เป็น
ภาพลวงตา”
เจียงฉางเซิงยิ้มพลางพูดเสียงเบา เขาได้แสดงวิชาของ
ขั้นพรหมไปแล้ว
บางทีพันมหาโลกาก็อาจจะมีขั้นพรหมจำนวนมาก
กระทั่งมีตัวตนที่แกร่งกว่าขั้นพรหม แต่ก็ใช่ว่าจะเข้าใจในขั้น
พรหมอย่างลึกซึ้ง
ขั้นพรหมของวิถีเซียนไม่ใช่แค่มีพลังที่แข็งแกร่ง แต่ยังมี
ความสามารถอันน่าเหลือเชื่ออีกมากมาย!
บางทีอาจจะเป็นเพราะวิถีเซียนน่าทึ่งเกินไป มหามรรคา
ถึงไม่ยอมรับ
เจียงอี้กับเทพแห่งมหันตภัยทั้งสองยังอยู่ในอาการตกใจ
ไม่อาจจินตนาการวิชาของเจียงฉางเซิงได้เลย นั่นต้องเป็น
ระดับขั้นใดถึงจะทำได้กัน
ทำให้ความจริงเป็นภาพลวงตา ทำให้สิ่งที่เป็นไปได้
เปลี่ยนเป็นเป็นไปไม่ได้หรือ
ไป๋ฉีถามอย่างระมัดระวัง “เช่นนั้นหนึ่งชั่วยามจากนี้
ท่านจะหยุดหายนะที่ห้วงอนันต์สุญญตาต้องเผชิญเอาไว้หรือ
”
เจียงฉางเซิงพิงบัลลังก์ก่อนจะพูดอย่างไม่ใส่ใจ “พวก
เจ้าคิดว่าวิถีเซียนมีดีอะไรถึงพัฒนาอย่างราบรื่นมาจนถึงวันนี้
ได้ล่ะ โลกเทพยุทธ์ มรรคาอริยะไปจนถึงพวกยักษ์ใหญ่ที่
สอดส่องอยู่ในเงามืดพวกนั้น จะยอมปล่อยให้วิถีเซียนเติบโต
อย่างนั้นหรือ”
“อี้เอ๋อร์ วันนี้ปู่จะสอนเจ้าเรื่องหนึ่ง การต่อสู้กับศัตรูด้วย
กำลังทั้งหมดไม่ได้หมายความว่าเจ้าแข็งแกร่งมาก ในยามที่
ศัตรูถึงแก่ชีวิตแต่ยังไม่รู้ว่าเจ้าแข็งแกร่งเพียงใดต่างหาก เจ้า
จึงจะแข็งแกร่งอย่างแท้จริง”
เจียงอี้ได้ฟังก็เกิดคลื่นลูกใหญ่ขึ้นในใจ
เขารับรู้ได้ถึงความมั่นใจอันแรงกล้าจากในคำพูดนี้
เห็นได้ชัดว่ายังไม่เคยมีใครกดดันให้ท่านปู่ต้องใช้กำลัง
ทั้งหมดได้เลย!
เจียงฉางเซิงพลันหันหน้ามองออกไปไกล
กลางความว่างเปล่าอันไกลโพ้น กำลังเกิดมหาสงคราม
ขึ้น เขารู้สึกได้ถึงพลังบรรพยุทธ์ หรือก็คือผู้ร่วมสงครามฝ่าย
หนึ่งมาจากวิถียุทธ์
เขาพลันเข้าใจในทันที
อริยราชันกล้าลงมือกับห้วงอนันต์สุญญตาก็เพราะเขา
ควบคุมพลังของวิถียุทธ์แล้ว
แม้วิถียุทธ์จะมีผู้แข็งแกร่งหลุดพ้นมากมาย แต่ก็ไม่ได้
หมายความว่าพวกเขาจะไม่สนใจห้วงอนันต์สุญญตา
เพียงแค่เพราะไม่อยากปนเปื้อนกรรม ดังนั้นจึงไม่ก้าวก่าย แม้
จะไม่ก้าวก่ายห้วงอนันต์สุญญตา พวกเขาก็ยังปกป้อง
ถิ่นกำเนิดของตนเองที่พันมหาโลกาได้
เมื่อเข้าใจในจุดนี้แล้ว เจียงฉางเซิงก็เปลี่ยนมุมมองต่อ
วิถียุทธ์
วิถียุทธ์ยังมีความเป็นมนุษย์อยู่ ความพ่ายแพ้ก็เป็น
เพียงแค่แนวโน้มเท่านั้น วิถียุทธ์ก็มีปัญหาของตนเอง แต่ก็
ไม่ได้เลวร้ายที่สุด
ตอนนี้คือศึกที่ต้องร่วมมือกันต่อกรกับผู้รุกราน!
เจียงฉางเซิงมองไปอีกทิศหนึ่ง มองไปที่อริยราชันกับอริ
ยเทวะยมพิภพ
ตอนนี้อริยราชันอยู่ในสภาพทะเลเมฆ ปกคลุมกระบี่ศิลา
ยักษ์ เขากำลังสั่งสอนอริยเทวะยมพิภพ
เจียงฉางเซิงรู้สึกได้ว่าปราณของอริยราชันแข็งแกร่งกว่า
ราชันชะตางำประกายเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้แข็งแกร่งไปกว่า
เท่าไร
อืม แค่มือเดียวก็บี้ได้
เขาแสร้งทำเป็นรอ รออริยราชันลงมือแล้วค่อยขัดขวาง
มีเพียงเมื่อศัตรูแสดงความแข็งแกร่งของตนเองออกมาแล้ว
เท่านั้น เจียงอี้ถึงจะได้เข้าใจในตัวเขาชัดเจนยิ่งขึ้น
ขณะรออยู่นั้น เจียงอี้ตึงเครียดถึงที่สุด เขารู้สึกว่าตน
ไม่เหมือนเมื่อก่อนเลย อย่างไรก่อนหน้านี้ก็ได้สัมผัสอย่าง
ลึกซึ้ง ตอนนี้แค่นึกถึงก็ยังอดตัวสั่นมิได้
ทางด้านไป๋ฉีกลับตื่นเต้นถึงขีดสุด ถึงอย่างไรนางก็มี
สิ่งที่หวาดกลัวไม่น้อยอยู่แล้ว จึงไม่ได้กระทบกระเทือนด้าน
จิตใจอะไรมาก ตอนนี้นางแค่อยากรู้ว่านายท่านจะพลิก
สถานการณ์อย่างไร
หนึ่งชั่วยามสำหรับเจียงอี้ช่างยาวนานเหลือเกิน ใน
สภาพแวดล้อมอันเงียบสงัดทำให้เขาอดคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย
มิได้
เจียงฉางเซิงปรายตามองเขา
แย่แล้ว
หรือว่าเจ้าเด็กนี่จะถูกกระทบกระเทือนจิตใจจนเกิดเงา
มืดภายในใจ
อีกเดี๋ยวจะต้องทำให้ดี!
ลูกหลานสกุลเจียงกลัวได้แค่เขา ห้ามกลัวคนอื่น!
เป็นเช่นนี้
ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม
พลังอันแก่กล้าพุ่งตรงมาแต่ไกล เจียงอี้กับไป๋ฉีต่างก็
หันไปมองด้วยความตกใจ
เจียงฉางเซิงโบกมือพาพวกเขาเคลื่อนย้ายเข้าไปใกล้อริ
ยเทวะยมพิภพ ห่างกันไม่ถึงหมื่นลี้
ครืน…
กระบี่ศิลายักษ์กำลังลอยขึ้น พลังอันน่าพรั่นพรึงนั้น
สั่นสะเทือนปราณวิญญาณเป็นวงกว้าง เสื้อคลุมของอริยเทวะ
ยมพิภพโบกสะบัดอย่างแรง เขาไม่รู้ถึงการปรากฏตัวของพวก
เจียงฉางเซิงทั้งสามคนเลย เพราะเจียงฉางเซิงใช้พลังอาคม
อำพรางปราณของเจียงอี้กับไป๋ฉีไว้
“ใครกัน”
เสียงตะโกนอย่างเย็นชาดังขึ้น กระบี่ศิลายักษ์ที่กำลังพุ่ง
ขึ้นฟ้าเปลี่ยนทิศทาง ก่อนจะพุ่งไปทางพวกเจียงฉางเซิงด้วย
พลังอหังการถึงที่สุด แค่ชั่วอึดใจก็มาอยู่ตรงหน้าพวกเขา
เจียงอี้ม่านตาขยาย ความสิ้นหวังเมื่อครู่นี้ผุดขึ้นมาใน
ใจอีกครั้ง ในดวงตาเขาสะท้อนเงาออกมาเป็นปลายกระบี่
ไป๋ฉีก็ตกใจไม่ต่างกัน นางยืนอยู่ข้างบัลลังก์เทพสวรรค์
มหามรรคา สองมือจับที่เท้าแขนบัลลังก์เทพเอาไว้แน่น
กระบี่ศิลายักษ์หยุดนิ่ง คมกระบี่สั่นไหวอย่างแรง
เห็นได้ชัดว่าถูกพลังที่มองไม่เห็นพันธนาการเอาไว้ ไม่อาจ
เดินหน้าไปได้ต่อ
“เจ้าเป็นใครบอกมา!”
เสียงของอริยราชันดังขึ้นอีกครั้ง หมอกหนาหมุนม้วนเข้า
มาจากส่วนลึกของความว่างเปล่าทั่วทุกสารทิศ
อริยเทวะยมพิภพหันหลังกลับมาก็พบร่างของเจียงฉาง
เซิง เขาพลันเบิกตาโต ทำหน้าเหี้ยมเกรียม ยิ้มด้วย
ความตื่นเต้น “มรรคาจารย์! ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะออกมาเอง!”
“ที่แท้เจ้าก็คือมรรคาจารย์นี่เอง เรียกตัวเองว่ามรรคา
จารย์ช่างโอหังอวดดียิ่งนัก เจ้าหยุดกระบี่นี้ของข้าได้ แสดงว่า
เจ้าก็คงก้าวข้ามเทวะหลุดพ้นไปนานแล้ว เจ้ายังซ่อนอยู่ใน
ห้วงมิติมหามรรคาได้อย่างไรกัน”
อริยราชันพูดด้วยความตกใจระคนสงสัย เขาไม่ได้
ตื่นตระหนกเลย แต่ยังผนึกห้วงมิตินี้ เตรียมจะกำราบเจียง
ฉางเซิง
เจียงฉางเซิงยกมือขึ้น เตาหลอมใบใหญ่ลอยขึ้น
มาเหนือศีรษะ เจียงอี้กับไป๋ฉีต่างก็มองไปที่เตาหลอมนั้น
เตาหลอมสามพันสรรพสิ่ง!
“รนหาที่ตาย!”
เมื่อเห็นเจียงฉางเซิงคิดจะลงมือ อริยราชันก็แผดเสียง
ตะโกน หมอกรอบตัวรวมกันเป็นกระบี่ศิลายักษ์นับไม่ถ้วน
………………..
ทยอยกันจู่โจมเข้ามา ขณะพุ่งเข้ามานั้น กระบี่ศิลาทุกเล่มยัง
เกิดเปลวไฟสีสันต่างกัน
ตู้ม!
พลังที่อหังการยิ่งกว่าปะทุขึ้น ทำให้กระบี่ศิลา
ทั่วทุกสารทิศหยุดนิ่ง ราวกับว่าทุกอย่างถูกหยุดไว้
“อี้เอ๋อร์ ดูให้เต็มตา นี่ต่างหากคือพลังที่เจ้าควรต้อง
แสวงหามาให้ได้!”
เสียงของเจียงฉางเซิงดังขึ้น ทำให้นัยน์ตาของเจียงอี้ฉาย
ประกายที่ต่างออกไป