เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 561 อัตตาแท้แห่งพรหม
หลังจากที่ใช้แต้มเผยแผ่หลักคำสอนมรรคาสวรรค์
ไปทั้งหมด เจียงฉางเซิงก็รู้สึกวิงเวียนศีรษะไปชั่วขณะหนึ่ง
ก่อนที่เขาจะลืมตาขึ้นช้าๆ
เขาพบว่าตัวเองมาอยู่ที่ก้นมหาสมุทร สี่ด้านแปดทิศคือ
พืชก้นทะเลขนาดยักษ์หลากหลายชนิด น้ำทะเลใสและเย็น
แหงนหน้าขึ้นมองก็จะเห็นปลาที่มีขนาดใหญ่ยักษ์จำนวนมาก
แหวกว่ายอยู่ด้านบน
นี่มาถึงวังมังกรโบราณแล้วหรือ
เขาใช้แต้มเผยแผ่หลักคำสอนไปมากขนาดนี้ ระดับของ
สถานฝึกบำเพ็ญก็น่าจะต้องสูงมากสิ วังมังกรสามารถ
ให้กำเนิดตัวตนที่เหนือกว่าขั้นพรหมได้อย่างนั้นหรือ
เจียงฉางเซิงคิดไปพลาง แหวกว่ายขึ้นไปพลาง
เขาเห็นว่าข้างหลังเทือกเขาก้นทะเลอันไกลโพ้นมีแสง
สีทองหมื่นจั้ง เขาจึงเหาะไปยังทิศนั้นทันที
ยังเหาะมาไม่ได้ไกลเท่าไร เจียงฉางเซิงก็รู้สึกถึงอะไร
บางอย่าง เขาพลันหยุดลง แหงนหน้ามองก็เห็นเงาดำใหญ่
ยักษ์โผล่ขึ้นมาที่ผิวทะเล
ตู้ม!
ผิวทะเลระเบิดออก มังกรเขียวยักษ์ดุจดั่งเทือกเขาตัว
หนึ่งพุ่งทะยานลงมาที่ก้นทะเล แค่กรงเล็บมังกรก็ใหญ่กว่า
ภูเขารอบตัวเจียงฉางเซิงแล้ว อีกทั้งบนหัวมังกรนั่นยังมีเงาร่าง
หนึ่งยืนอยู่
“สหายนักพรตฉางเซิง ไม่ได้พบกันนานเลย สบายดีนะ”
เสียงหัวเราะทระนงตนดังลั่นมา เจียงฉางเซิงจำเขาได้
ไฮ่เทียน!
คราก่อนไฮ่เทียน เขาและมหาเถระกษิติครรภ์ไปฟังปฐมำจารย์หมื่นพุทธเทศนาด้วยกัน หลังจบการเทศนา เจ้าหมอนี่
ก็ยังต่อสู้กับมหาเถระกษิติครรภ์อีก
เจียงฉางเซิงพลันนึกไปถึงเรื่องหนึ่ง ในตอนที่สร้างโลก
สวรรค์ใบที่สี่ เขาเห็นว่าในช่วงที่ตนพบกับเจ้าแม่เซียวเหอ
เป็นครั้งแรก ไฮ่เทียนก็อยู่ที่สถานฝึกบำเพ็ญคุนหลุนด้วย แต่
ในวิถีเซียนโบราณที่เขาย้ายไปกลับไม่มีไฮ่เทียนอยู่ นี่ก็
แสดงว่าไฮ่เทียนอยู่ที่วิถีเซียนโบราณมาโดยตลอด ไม่ได้ถูก
เขาพาย้ายมาที่ยุคปัจจุบัน
แต่เหตุใดต่อมาถึงเจอกับไฮ่เทียนที่สถานฝึกบำเพ็ญของ
ปฐมาจารย์หมื่นพุทธได้เล่า นั่นคืออนาคตนะ
หรือว่าเจ้าหมอนี่จะรอดมาจากวิถีเซียนยุคโบราณได้
และยังข้ามไปอนาคตได้อีก
เจียงฉางเซิงยังนึกถึงอีกเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือทะเลดาว
กลางหาวในห้วงอนันต์สุญญตามีมรดกของท่านอัคร
จักรพรรดิไฮ่เทียนอยู่ ซึ่งตาเฒ่าผู้นั้นได้ไปครอง
“อะไรกัน สหายนักพรตฉางเซิงจำข้าไม่ได้หรอกรึ”
เสียงหัวเราะของไฮ่เทียนดังแว่วมา มังกรเขียวนั่น
แหวกว่ายลงมาแล้ว มาขวางอยู่ตรงหน้าเจียงฉางเซิง ตัวใหญ่
ยักษ์ราวกับหุบเหวสวรรค์
เจียงฉางเซิงมาอยู่ในระดับความสูงเดียวกับไฮ่เทียน
ก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “จะไปลืมได้อย่างไรกัน เพียงแต่ว่า
พอได้เห็นความสง่างามของสหายนักพรตในตอนนี้แล้ว ข้าก็
แค่ปลงอนิจจังเท่านั้น”
“ขึ้นมาเถิด มาคุยกันก่อน”
ไฮ่เทียนกวักมือเรียกอย่างมีไมตรีจิต เจียงฉางเซิงก็
ไม่อิดออด กระโดดขึ้นมาข้างกายเขา
มังกรเขียวทะยานไปทางแสงสีทองไกลๆ ทั้งสองคนเริ่ม
พูดคุยกัน
เจียงฉางเซิงจึงได้รู้ที่มาของสถานฝึกบำเพ็ญนี้จากปาก
ของไฮ่เทียน
มันมาจากเผ่ามังกรจริงๆ ทว่าไม่ใช่วังมังกรในตำนานจีน
โบราณ แต่มาจากเผ่าอริยะพญามังกร
เผ่าอริยะพญามังกรคือเผ่าที่แข็งแกร่งอันดับต้นๆ ของ
ยุคนี้ ผู้เทศนาคือจอมราชันพญามังกร มหาสมุทรแห่งนี้ก็คือ
สถานฝึกบำเพ็ญของเขา สิ่งมีชีวิตทุกตนในทะเลก็เกิดจาก
เจตจำนงของเขา
มหาสมุทรแห่งนี้ดูเหมือนเปี่ยมล้นไปด้วยพลังชีวิต แต่
ความจริงแล้วมีจอมราชันพญามังกรอยู่แค่คนเดียว
ไม่นานนัก ทั้งสองคนก็มาถึงหน้าหมู่ตำหนักสีเงินใหญ่
ยักษ์ ใกล้ๆ กันนั้นมีเงามังกรสีเงินแหวกว่ายอยู่หลายตน
ตัวเล็กใหญ่ต่างกันไป ทั้งยังได้ยินเสียงมังกรคำรามอยู่รางๆ
เจียงฉางเซิงปรายตามอง ก้นทะเลทางฝั่งทิศประจิมเกิด
คลื่นกระเพื่อม เงาร่างขยับแสงสีสันห้าสีร่างหนึ่งก้าวออกมา
เป็นหลวงจีนร่างท้วมรูปหนึ่ง ในมือถือพัดใบตอง ใบหน้า
ยิ้มแย้มมีเมตตา ดวงตายิ้มเป็นจันทร์เสี้ยวสองดวง และมอง
ไม่เห็นตาดำ
“อมิตตาภพุทธ ดูท่าอาตมาคงไม่ได้มาสาย”
หลวงจีนท้วมหัวเราะแห้งๆ เพิ่งจะพูดจบ ห้วงอากาศใน
ทิศอื่นก็เริ่มเกิดคลื่นขึ้นมา ปราณขั้นพรหมปรากฏขึ้นทีละสาย
กระทั่งมีปราณบางสายที่สูงส่งจนเจียงฉางเซิงมองไม่ออกเลย
ครานี้ เจียงฉางเซิงวางใจได้แล้ว
แม้แต่ผู้ฟังธรรมยังแข็งแกร่งเช่นนี้ จอมราชันพญามังกร
ท่านนั้นก็คงไม่ทำให้เขามาเสียเที่ยวเด็ดขาด
เงาร่างปรากฏขึ้นมาทีละร่าง ทันใดนั้นก็มีปราณที่
คุ้นเคยแผ่เข้ามา
ยังไม่ทันที่เจียงฉางเซิงจะหันไปมอง กลิ่นหอมก็โชย
เข้ามาในจมูกเขา เสียงคุ้นหูนั้นดังแว่วมา “สหายนักพรตฉาง
เซิง เจ้าก็มาด้วยหรือ”
เจียงฉางเซิงหันไปมองก็เห็นเจ้าแม่เซียวเหอในท่วงท่า
สง่างามย่างก้าวมาช้าๆ ยามที่เท้าทั้งสองข้างแตะพื้นจะเกิด
ดอกบัวขึ้นมา แตกหน่ออย่างรวดเร็ว แผ่กิ่งก้าน ข้างหลังนาง
ยังมีเทพธิดาติดตามมาอีกสองคน หนึ่งในนั้นคือพระแม่ชิงชิว
ที่เจียงฉางเซิงเคยพบ
พระแม่ชิงชิวพบเจียงฉางเซิง ก็ยังกะพริบตาปริบๆ
มาทางเขา
เจียงฉางเซิงหันไปพูดกับไฮ่เทียนประโยคหนึ่งก่อนจะ
มาปรากฏตัวอยู่ข้างกายเจ้าแม่เซียวเหอในชั่วพริบตา
ทั้งสองคนยิ้มให้กัน พันหมื่นคำพูดอยู่ภายในใจทั้งหมด
ต่างฝ่ายต่างก็รู้ใจกันและกัน
“ไปถึงจุดสิ้นสุดแล้วหรือ” เจ้าแม่เซียวเหอถามเสียงเบา
ผ้าบางๆ ปิดครึ่งใบหน้าของนาง ดวงตางามเย็นเยือกคู่นั้น
มีรอยยิ้มที่ไม่เข้ากับเอกลักษณ์อยู่เสี้ยวหนึ่ง
เจียงฉางเซิงเข้าใจความหมายแฝงในคำพูดของนาง
จึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ไปถึงคนเดียวก็เหงานัก ข้ารอท่านอยู่”
รอยยิ้มในแววตาของเจ้าแม่เซียวเหอชัดเจนยิ่งขึ้น
เทพธิดาอีกคนข้างหลังนางกำลังใช้จิตสื่อสารกับพระแม่ชิงชิว
นางสงสัยในตัวตนของเจียงฉางเซิง
เมื่อพระแม่ชิงชิวอธิบายให้ฟังแล้ว เทพธิดาก็มองเจียง
ฉางเซิงด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป เต็มไปด้วยความ
อยากรู้อยากเห็น
เวลานี้ มังกรเงินที่รายล้อมรอบวังต่างๆ มารวมตัวกัน
เป็นขั้นบันไดยาว มุ่งไปสู่วังขนาดใหญ่
เหล่าผู้แสวงมรรคาพากันเหาะเหินขึ้นไปตามขั้นบันได
มังกรเงิน ต่อแถวกันเข้าวัง
เจียงฉางเซิงมองดูอยู่ครู่หนึ่ง มีผู้แสวงมรรคามากัน
เกือบสองร้อยคน นี่ไม่ธรรมดาเลย ทุกคนล้วนบรรลุขั้นพรหม
เป็นอย่างต่ำ รวมถึงเทพธิดาทั้งสองข้างหลังเจ้าแม่เซียวเหอ
ด้วย
“เจ้าต้องระวังไฮ่เทียน เจ้านี่มาถึงก็สังหารขั้นพรหมไป
ไม่น้อย การฟังเทศน์ครั้งนี้จบลงจะต้องมีคนมาตัดกรรมกับ
เขาแน่”
เจ้าแม่เซียวเหอส่งกระแสจิตไปหาเจียงฉางเซิง น้ำเสียง
นั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
เจียงฉางเซิงนึกไปถึงตัวอักษรสองบรรทัดนั้นในทะเล
ดาวกลางหาว
แค้นฟ้า แค้นดิน แค้นมหามรรคา!
ฆ่าเซียน ฆ่าเทพ ฆ่าสรรพชีวิต!
เจ้าหมอนี่ไปเจออะไรมากันแน่ เหตุใดจิตหวนสดับ
หลักคำสอนทั้งสองครั้งถึงเจอแต่เขาที่กำลังวิวาทกัน
หรือว่าเจ้าหมอนี่จะเคียดแค้นทั้งใต้หล้า
เจียงฉางเซิงครุ่นคิดพลางเข้าไปในวัง
ภายในวังอันเป็นปลายทางของบันไดมังกรเงินคือโลก
กว้างใหญ่ แผ่นดินเต็มไปด้วยภูเขาไฟ เมฆครึ้มปกคลุมทั่วฟ้า
หินอุกกาบาตทะลวงผ่านชั้นเมฆตกลงมาพร้อมกับควันดำ
ลอยโขมง ราวกับภาพวันสิ้นโลก เจียงฉางเซิงเพิ่งเข้ามาก็ถูก
เงาร่างหนึ่งดึงดูดความสนใจไป
สุดขอบโลกมีภูเขายักษ์สูงเสียดเมฆลูกหนึ่ง ตัวภูเขา
กว้างใหญ่ถึงสิบล้านลี้ ร่างมังกรดวงตากลมโตน่าสะพรึงพัน
รอบตัวภูเขา บนตัวมังกรเต็มไปด้วยเกล็ดมังกรสีแดงเข้ม ร่าง
มังกรมากกว่าครึ่งจมอยู่กลางทะเลหมอกด้านบน กลางทะเล
หมอกนั้นมีดวงตาคู่หนึ่งผลุบๆ โผล่ๆ ราวกับดวงตาของ
สวรรค์
เหล่าผู้แสวงมรรคาหาที่นั่งของตนเอง ส่วนใหญ่จะนำ
สมบัติอาคมมาเอง ซึ่งก็มีหลากหลายรูปแบบ เจียงฉางเซิงยก
มือขึ้น ร่างนี้ของเขาก็มีแหวนบรรจุสรรพสิ่งเหมือนกัน ในนั้นก็
มีสมบัติอาคมหลายชิ้น
ขั้นพรหมเซียนทองไม่มีทางขาดสมบัติอาคม
เวลานี้ เขาพลันนึกขึ้นได้ว่าดวงจิตในอนาคตของตนมา
ถึงขั้นพรหมได้แล้ว เช่นนั้นร่างจริงจะแข็งแกร่งเพียงใด
“สหายนักพรตฉางเซิง มานั่งข้างข้าเถิด”
เสียงของเจ้าแม่เซียวเหอดังแว่วมา ก่อนจะเห็นว่านาง
นำฐานดอกบัวยักษ์ออกมา พระแม่ชิงชิวกับเทพธิดาคนนั้น
ต่างก็นำสมบัติอาคมออกมาก่อนจะนั่งลงข้างฐานดอกบัว
เจียงฉางเซิงพยักหน้าก่อนจะขยับวูบไหวมาอยู่ข้างเจ้า
แม่เซียวเหอ เขานั่งขัดสมาธิ ไม่ได้เข้าใกล้เจ้าแม่เซียวเหอมาก
จนเกินไป แต่เขานั่งตรงนี้ได้ก็เป็นที่สนใจของผู้แสวงมรรคา
ไม่น้อยแล้ว
ในที่นี้มีแต่ผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง ทุกคนรู้จักกันหมด
เพียงแค่ไม่นึกเลยว่าเจียงฉางเซิงจะสนิทสนมกับเจ้าแม่เซียว
เหอขนาดนี้
ไฮ่เทียนนั่งอยู่ไกลๆ มองภาพนี้พลางหัวเราะเบาๆ เขา
ยังคงมองเจียงฉางเซิงไม่วางตา
เจียงฉางเซิงก็สังเกตเห็นจุดนี้เช่นกัน เห็นได้ชัดว่า
ไฮ่เทียนหมายตาเขา
ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เดิมทีก็เป็นดั่งจอกแหนกับแม่น้ำ
พบกัน ไม่ได้ผ่านอะไรด้วยกันมา ไฮ่เทียนเป็นกันเองกับเขา
ตั้งแต่แรก จะต้องมีลับลมคมในซ่อนอยู่อย่างแน่นอน
โดยเฉพาะในตอนที่เขาได้รู้ว่าไฮ่เทียนมีศัตรูอยู่มาก นั่น
ก็หมายความว่าไฮ่เทียนไม่ใช่คนที่มีอัธยาศัยดีเลย
“การเทศนาวันนี้ จะเทศน์ถึงวิถีแห่งสามธาตุบรรจบ
เหนือกระหม่อม”
น้ำเสียงอันน่าเกรงขามดังขึ้น ขัดความคิดของเจียงฉาง
เซิง
สามธาตุบรรจบเหนือกระหม่อม?
เจียงฉางเซิงขมวดคิ้ว นี่ไม่ใช่วิถีบำเพ็ญของขั้นเอกเทวะ
หรอกหรือ
“พรหมอยู่เหนือเหล่าเซียน ถูกมองว่าเป็น
จุดหมายปลายทางของวิถีเซียน แต่ทว่ามรรคานั้นไร้ขอบเขต
เหนือว่าพรหมก็ยังมีขั้นถัดไป พรหมล้วนมีวิถีเป็นของตนเอง
ข้าจะเลียนแบบวิถีแห่งสามธาตุเอกเทวะเพื่อสร้างสามธาตุ
บรรจบเหนือกระหม่อมแห่งผลมรรคาพรหมขึ้นมา”
เสียงของจอมราชันพญามังกรดังขึ้นต่อ เขาเริ่มเทศนา
อย่างเป็นทางการ น้ำเสียงทรงพลังอย่างยิ่ง
ผลมรรคาพรหมออกดอก สามธาตุบรรจบเหนือ
กระหม่อม สามธาตุนี้สามารถรวมถึงอดีต ปัจจุบันและอนาคต
ได้ เป็นตัวแทนของโชคชะตา กรรมและชะตากรรมได้ ทั้งยัง
เป็นสัญลักษณ์ของความละโมบ ความดีงามและ
ความเคียดแค้น
หากเป็นตามที่จอมราชันพญามังกรพูด สามธาตุในสาม
ธาตุบรรจบเหนือกระหม่อมก็คือตัวตนที่ต่างกันสามชนิด
ตัวตนทั้งสามชนิดนี้จะต้องนิยามความหมายของพรหม
เจียงฉางเซิงค่อยๆ ดำดิ่งลงสู่ห้วงแห่งการฟังธรรม
สามธาตุบรรจบเหนือกระหม่อมคือวิถีแห่งพรหมของ
จอมราชันพญามังกร เขาไม่ได้บรรยายสามธาตุบรรจบเหนือ
กระหม่อมของตนโดยเฉพาะ แต่ใช้สามธาตุบรรจบเหนือ
กระหม่อมเป็นการชักนำให้ผู้แสวงมรรคาคิดตาม
กลางสถานบำเพ็ญดั่งวันสิ้นโลกนี้ เสียงของจอมราชัน
พญามังกรดังขึ้นไม่ขาดสายไปพร้อมกับเสียงมังกรคำราม
หลังจากได้ฟังธรรม เจียงฉางเซิงก็สัมผัสได้ถึงความ
อหังการของจอมราชันพญามังกร วิถีของเขามีความ
น่าเกรงขามที่ชายตามองทุกสรรพสิ่ง จุดนี้ทำให้เขา
ประหลาดใจว่าสามธาตุของจอมราชันพญามังกรคือสามธาตุ
ใด
เจียงฉางเซิงนึกไปถึงพรสวรรค์พลังแห่งอารมณ์ของ
มรรคาอริยะ
หรือว่าเส้นทางบำเพ็ญของพรหมจะต้องหาเส้นทางแห่ง
อัตตาแท้ของตนเองอย่างนั้นหรือ
ทุกสรรพสิ่งมีหลายด้าน นั่นก็เป็นเพราะว่าถูกสังคม ถูก
ศักยภาพและถูกความรู้สึกชักนำ ถึงทำให้เปลี่ยนเป็น
ความขัดแย้ง พรหมที่หลุดพ้นจะถูกสิ่งเหล่านี้ฉุดดึงได้อย่างไร
การแสวงหาอัตตาแท้ก็อาจจะทำให้ก้าวขึ้นไปอีกขั้นได้
มรรคาอริยะก้าวสู่วิถีแห่งพรหมได้ก่อน ดังนั้นพรสวรรค์
ของพวกเขาจึงสูงจนไร้เหตุผล พวกเขาสามารถทำให้วิถี
บำเพ็ญหลุดพ้นได้ บางทีก็อาจจะหาเส้นทางที่ถูกต้องเจอก่อน
แล้ว
เจียงฉางเซิงรู้สึกว่าการคาดเดาของตนถูกต้อง เพราะ
เขานึกไปถึงคำพูดของท่านอัครจักรพรรดิไฮ่เทียน
คำพูดสองประโยคนั้นเต็มไปด้วยความแค้นและจิต
สังหาร นี่ก็คือเหตุผลที่เขาชิงชังทุกคน
ที่แท้การก้าวขึ้นไปในขั้นพรหมก็คือการเก็บอัตตาแท้ ตัด
ความรู้สึกที่ไม่จำเป็นออกไปนั่นเอง
พรหมแข็งแกร่งมาก สิ่งที่ผูกมัดพรหมได้ก็คือความรู้สึก
ที่มากเกินไป
เจียงฉางเซิงเริ่มตรึกตรองว่าอัตตาแท้ของตนคืออะไร
ช่วงต้นของการฝึกบำเพ็ญ เขาอยากมีชีวิตนิรันดร์
ความรู้สึกของการอยากมีชีวิตนิรันดร์คืออะไรกัน
ชีวิตนิรันดร์นั้นคือการคิดถึงแต่ตนเอง เป็นเพียง
การแสวงหาประโยชน์ส่วนตน หรือว่าเขาจะเหมือนกับอริยเท
วะยมพิภพ อัตตาแท้ของเขาคือความละโมบหรือ
ไม่ใช่!
ใครบ้างไม่อยากมีชีวิตนิรันดร์
ใครบ้างไม่อยากได้ทุกอย่าง
อัตตาแท้ ไม่ควรตัดสินจากอดีต แต่เลือกจากอนาคต
เพราะพรหมก็คือจุดเริ่มต้นใหม่!
เจียงฉางเซิงได้ตระหนักอย่างถ่องแท้แล้ว
การฝึกบำเพ็ญของขั้นพรหมคือการหาอัตตาแท้ อัตตา
แท้นี้ไม่ได้มีมาตั้งแต่กำเนิด แต่คืออัตตาแท้ที่ตนต้องการ
อยากเป็นอะไรก็เป็นอย่างนั้น นี่ต่างหากที่สอดคล้องกับ
ความแข็งแกร่งของพรหม!
เจียงฉางเซิงฟังเสียงเทศนาของจอมราชันพญามังกร
พลางคิดว่าตัวเองนั้นอยากกลายเป็นตัวตนแบบใด
………………