เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 563 แดนเซียนพรหม
“ไม่ว่าจะใช่มรรคาจารย์หรือไม่ ห้วงมิติของวิถียุทธ์ก็มีผู้
ที่สังหารอริยราชันได้ปกปักษ์อยู่ แล้วเขาก็ไม่ได้มาจากวิถียุทธ์
ด้วย เท่านี้ก็ตัดสินได้แล้วว่าวิถียุทธ์คงมิอาจหลุดพ้น”
ร่างแสงเอ่ยด้วยน้ำเสียงคล้ายรำคาญ เทวะปฐมนภา
ได้ยินดังนั้นก็ใจเย็นขึ้นมาบ้าง
เขารู้สึกคับแค้นเหลือเกิน เขาเดินทางมาจากห้วงมิติ
ชั้นในด้วยตนเองแต่กลับปกป้องวิถียุทธ์ไม่สำเร็จ ซ้ำร้ายกลับ
กลายเป็นเร่งการล่มสลายของวิถียุทธ์ จากนั้นเขาก็นำโลกเทพ
ยุทธ์มาหลบซ่อนที่นี่ สู้อุตส่าห์ข่มกลั่นโทสะเก็บซ่อนตัวอยู่
เนิ่นนาน ทว่าสิ่งที่ได้ตอบแทนกลับมาคือผลลัพธ์เช่นนี้
แล้วเขาจะอธิบายกับเบื้องบนอย่างไรเล่า
แต่เมื่อลองจินตนาการว่าตนเองต้องเผชิญหน้ากับผู้ที่
สังหารอริยราชันได้ หัวใจของเขาก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
เขาจำใจต้องยอมรับว่าตนเองโชคดีมาก หากเขา
ชิงลงมือก่อนอริยราชันสักก้าว เขาก็อาจตายไปแล้ว
“อยากให้วิถีบำเพ็ญหลุดพ้นเป็นเรื่องยากเย็นเหลือคณา
ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็พยายามเต็มที่แล้ว ที่เหลือก็แค่ต้องกล้า
ยอมรับความพ่ายแพ้ ไม่ดิ้นรนอย่างเปล่าประโยชน์ เช่นนี้
สรรพชีวิตจึงทุกข์ทรมานน้อยลง”
น้ำเสียงของร่างแสงอ่อนลง เขาถอนหายใจเอ่ยว่า “เรื่อง
นี้โทษเจ้าไม่ได้ การที่ขุมกำลังจากพันมหาโลกามาร่วมวงกับ
เรื่องนี้ด้วยทั้งผิดหลักเหตุผล แล้วก็ไม่ยุติธรรม ทว่าแม้วิถียุทธ์
ไม่อยู่แล้ว แต่คนของวิถียุทธ์ยังอยู่ ปล่อยวางการปกปักษ์มาตุ
ภูมิ แล้วไปไล่ตามโชควาสนาของพวกเราเถิด”
เทวะปฐมนภาเงียบไป
เขาทำได้เพียงกัดฟันแน่นแล้วผงกศีรษะรับ ไร้ทางเลือก
อื่นให้เลือก
ร่างแสงหายไปจากภายในตำหนัก หัวใจของเทวะ
ปฐมนภาว้าวุ่นดุจสายป่านพันกันยุ่งเหยิง ตอนนี้เขากำลังคิด
ว่าจะบอกกล่าวกับคนใต้บัญชาอย่างไรดี
…
หลังจากฟังก์ชั่นจิตหวนสดับหลักคำสอนจบลง เจียงฉาง
เซิงก็ทุ่มตนเองกับการฝึกบำเพ็ญ ตั้งแต่อุดมการณ์ที่จะทำให้
วิถีเซียนเป็นหนึ่งในใต้หล้าเกิดขึ้นมา จิตใจของเขาก็เริ่ม
เปลี่ยนไปอย่างไม่รู้ตัว
นับแต่นั้นทุกสิ่งที่เขาทำล้วนมองพัฒนาการของวิถีเซียน
เป็นหลัก ไม่คิดปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติอีกต่อไป
ในใจเขามีแผนการแล้ว แต่เขาจะรอให้ผลสะท้อนกลับ
ของกรรมเสื่อมถอยลงก่อนค่อยลงมือ
วันเวลาหลังจากนั้น มหาพิภพจิตจรค้นพบการมีอยู่ของ
โลกสวรรค์ใบที่สี่ในที่สุด ข่าวนี้แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว
ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนมหาศาล โลกสวรรค์ใบที่สองผงาด
ขึ้นมาเพราะเผ่าราชาแห่งวิถีเซียน ทั้งยังอยู่ใกล้กับสามพันโลก
มันพัฒนาเร็วนักจนมีแนวโน้มว่าจะแซงหน้าโลกสวรรค์ใบ
ที่หนึ่ง ตอนนี้ยังมีโลกสวรรค์ใบที่สี่ที่ลึกลับยิ่งกว่าโผล่มาอีก
ยิ่งไปกว่านั้นผู้บำเพ็ญเซียนคนแล้วคนเล่าที่หาโลกสวรรค์ใบที่
สี่พบต่างพบว่าโลกสวรรค์ใบที่สี่ใหญ่โตมโหฬารยิ่งกว่าโลก
สวรรค์ใบอื่น ถึงขั้นกล่าวได้ว่ามันเป็นโลกที่ใหญ่ที่สุดของทั้ง
ห้วงอนันต์สุญญตา โลกที่กว้างใหญ่ไพศาลเช่นนี้ ย่อม
หมายความว่ามีโชควาสนามากมายกว่า ผู้ศรัทธาทั้งหลาย
ไฉนเลยจะไม่ตื่นเต้น
เทพเซียนทั้งหลายของแดนสวรรค์กังวลอย่างยิ่ง
แรกเริ่มเดิมทีแดนสวรรค์ถือกำเนิดมาเผื่อปกครองวิถีเซียน
แต่เมื่อโลกสวรรค์ใบที่สอง โลกสวรรค์ใบที่สามไม่อยู่ภายใต้
การปกครองของแดนสวรรค์ อำนาจของเทพเซียนทั้งหลายก็
ถูกท้าทายมากพออยู่แล้ว มาวันนี้ยังมีโลกสวรรค์ใบที่สี่โผล่
มาอีก หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เทพเซียนในแดนสวรรค์
จะมิร่วงหล่นกลายเป็นเพียงสำนักลัทธิแห่งหนึ่งเท่านั้นหรือ
โลกคุนหลุนกับโลกสวรรค์ใบที่หนึ่งรวมเข้าด้วยกันยังมี
อาณาเขตใหญ่โตสู้โลกสวรรค์ใบที่สี่ไม่ได้เสียด้วยซ้ำ เมื่อลอง
เปรียบเทียบดูเช่นนี้ เทพเซียนทั้งหลายจึงยากจะยอมรับได้
เทพเซียนเริ่มร้องเรียนจักรพรรดิสวรรค์มากขึ้นเรื่อยๆ หวังว่า
จักรพรรดิสวรรค์จะเดินทางไปเยี่ยมเยียนมรรคาจารย์
วันนี้จักรพรรดิสวรรค์เดินทางไปสวรรค์ชั้นที่สามสิบ
สามเพื่อขอพบเจียงฉางเซิง เจียงฉางเซิงปล่อยให้เขาเข้ามาใน
ตำหนัก เขาพบว่าภายในตำหนักไร้เงาของไป๋ฉี ไป๋หลง เขา
แอบสงสัย ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใดที่ไป๋ฉีไม่มาวนเวียนที่แดน
สวรรค์อีก นางเงียบหายไปอย่างลึกลับ
หรือว่าจะไปโลกสวรรค์ใบที่สี่กัน
พอคิดได้เช่นนี้ จักรพรรดิสวรรค์ก็หัวใจวูบโหวง
หรือว่าท่านพ่อจะคิดว่าเขาลุ่มหลงกับความสำราญ
มากเกินไป
ลองครุ่นคิดให้ถี่ถ้วน หนึ่งแสนปีที่ผ่านมานี้ เขาก็ใช้ชีวิต
อยู่อย่างสุขสบายมากจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเจียงอี้
แซงหน้าเขา ก่อตั้งราชสำนักทมิฬขึ้นมา ร่วมมือประสานใน
นอกกับเขา เขาก็เริ่มมีความคิดอยากยกภาระให้คนรุ่นหลังขึ้น
มาในหัว
ไม่ว่าเขาจะพยายามเช่นไรก็ยังถูกบุตรชายแซงหน้า เขา
ทั้งหดหู่ ทั้งภาคภูมิใจ ด้วยเหตุนี้หลายปีที่ผ่านมานี้ เขา
จึงลงแรงเฟ้นหาอัจฉริยะรุ่นเยาว์ในหมู่ลูกหลาน บุตรชาย
บุตรสาวทั้งหลายของเขาล้วนถูกเขาเตรียมการฝึกฝนและคอย
เฝ้าดู แม้แต่สายเลือดจักรพรรดิเผ่าเจียงก็ได้รับความลำเอียง
จากเขา
จักรพรรดิสวรรค์สูดลมหายใจลึกเฮือกหนึ่งแล้วเลิก
คิดมาก เขาเดินมาถึงหน้าเจียงฉางเซิงแล้วคำนับอย่าง
นอบน้อม
“คารวะท่านพ่อ”
จักรพรรดิสวรรค์เงยหน้ามองบิดา เป็นจังหวะเดียวกับที่
บิดาลืมตาขึ้นพอดี
ดวงตาสี่ข้างสบกัน จู่ๆ หัวใจของจักรพรดิสวรรค์ก็
กระตุกวูบ
แม้พวกเขาจะเป็นพ่อลูกสายเลือดเดียวกัน แต่ระดับขั้น
บำเพ็ญกลับห่างไกลกันยิ่งนัก ไม่ได้พบหน้ากันมาหนึ่งแสนปี
ก็คล้ายไม่พบหน้ากันมาสองในสามส่วนของชีวิตมนุษย์ จะไม่
ให้เขารู้สึกเหมือนคนแปลกหน้าได้อย่างไร
เจียงฉางเซิงจับจ้องเขาพร้อมกับเอ่ยถามว่า “เจ้า
มาเพราะแดนสวรรค์หรือ”
จักรพรรดิสวรรค์คุกเข่าเบื้องหน้าเจียงฉางเซิงแล้วขบฟัน
ถามว่า “ใช่แล้วขอรับ ท่านพ่อ ท่านไม่คิดว่าแดนสวรรค์ชักจะ
ห่างไกลจากสิ่งที่ท่านตั้งใจไว้ในตอนแรกหรือ”
“ถ้าอย่างนั้นเจ้าคิดว่าปัญหามาจากข้า หรือปัญหา
มาจากเจ้าเล่า”
“ข้า…” จักรพรรดิสวรรค์ยิ่งลนลาน เขาพบว่าท่าทีของ
ท่านพ่อเข้มงวดมากกว่าในความทรงจำ ดูท่าท่านพ่อจะ
ไม่พอใจเขาจริงๆ
จักรพรรดิสวรรค์ตอบอย่างรวดเร็ว “ปัญหาย่อมมาจาก
ข้าด้วย แต่วิถีเซียนพัฒนาเร็วเกินไป เร็วจนแดนสวรรค์ตาม
ไม่ทัน…”
เจียงฉางเซิงส่ายหน้าเบาๆ แล้วแย้งว่า “มีอะไรให้ตาม
ไม่ทันกันเล่า เจ้าแค่ต้องทำให้ขุมอำนาจเหล่านั้นยอมก้มหัวให้
แล้วเจ้าก็จะมีอำนาจปกครองมากขึ้นเอง หากไล่เรียงดูจริงๆ
สาเหตุที่แท้จริงก็คือจิตใจของเจ้ามีเมตตามีคุณธรรม
มากเกินไป ความเป็นเทพเซียนผูกมัดเจ้า ทำให้เจ้าสูญเสีย
จิตใจทะเยอทะยานสมัยเป็นจักรพรรดิในแดนมนุษย์ ในใจเจ้า
เทพเซียนจักต้องเที่ยงธรรมเสมอ ดังนั้นเมื่อผู้อื่นไม่มาหาเรื่อง
เจ้า เจ้าก็ไม่สะดวกจะลงมือ
ยามอยู่ในแดนมนุษย์ ราชวงศ์แห่งโชคชะตาปกป้อง
เพียงผลประโยชน์ของอาณาจักรตนเองเท่านั้น แต่เจ้าคิดว่า
เทพเซียนมีหน้าที่ต่อสรรพชีวิตจึงไม่ยุติธรรมแม้แต่น้อยไม่ได้
ดังนั้นแม้บุตรชายของเจ้าทำผิด เจ้าก็มิอาจมองข้าม แต่ก็
เพราะแบบนี้ ผู้อื่นถึงเอาคุณธรรมมาจำกัดกรอบเจ้าไว้”
คำพูดของเจียงฉางเซิงกระแทกหัวใจของจักรพรรดิ
สวรรค์ นโยบายของแดนสวรรค์ไม่เคยมีการใช้กำลัง
ขยายอาณาเขต เพราะการขยายอาณาเขตเป็นการกระทำที่
ไม่เป็นธรรม พวกเขาต้องยืนอยู่บนความถูกต้อง นโยบาย
เช่นนี้ทำให้เทพเซียนทั้งหลายเหนื่อยจะไปคบค้าเจรจากับโลก
ภายนอก นานวันเข้าพวกเขาก็สูญเสียแรงผลักดันในการ
ขยายอาณาเขต
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากราชสำนักทมิฬผงาดขึ้นมา
จักรพรรดิสวรรค์ก็ปล่อยวางความทะเยอทะยานลงอย่าง
สิ้นเชิง
เจียงฉางเซิงเอ่ยขึ้นมาว่า “เจ้ามองเจียงอี้เป็นจักรพรรดิ
สวรรค์รุ่นต่อไปใช่หรือไม่ เพราะพรสวรรค์ของเขาเหนือกว่า
เจ้า การลงมือของเขาโหดเหี้ยมกว่าเจ้า”
จักรพรรดิสวรรค์อ้ำอึ้ง ไม่รู้ว่าควรตอบคำถามเช่นไร
เพราะเขามีความคิดเช่นนั้นจริงๆ
เจียงฉางเซิงมองจักรพรรดิสวรรค์แล้วถอนหายใจ เขา
ไม่ต้องคาดเดาความคิดของจักรพรรดิสวรรค์ด้วยซ้ำ เพราะ
เขาได้ยินความคิดในใจของจักรพรรดิสวรรค์
“ท่านพ่อ ข้า…ความจริงข้าก็เป็นจักรพรรดิสวรรค์
มานานพอแล้ว สมควรส่งต่อตำแหน่ง…” จักพรรรดิสวรรค์
กัดฟันเอ่ย
เขาอยากลงจากตำแหน่งแล้วจริงๆ เขาอยากหยุด
แล้วไปตั้งใจฝึกบำเพ็ญ ไม่สนใจเรื่องราวในโลกอีก
การเป็นจักรพรรดิสวรรค์มาหนึ่งแสนสี่หมื่นปีทำให้เขา
เหนื่อยแล้วจริงๆ
เจียงฉางเซิงวางมือสองข้างบนหัวเข่า โคลงหัวทีหนึ่ง
แล้วโน้มตัวมาข้างหน้า แววตาของเขาเฉยชาจนจักรพรรดิ
สวรรค์เห็นแล้วต้องก้มหน้างุด
“เจ้าคิดว่าตำแหน่งจักรพรรดิสวรรค์เป็นตำแหน่งฮ่องเต้
หรือ เจ้าอยากเป็นก็เป็น ไม่อยากเป็นก็ไม่เป็นได้อย่างนั้นรึ”
เจียงฉางเซิงเปิดมาก็ใช้ถ้อยคำหนักหน่วง จักรพรรดิ
สวรรค์ฟังแล้วหัวใจเต้นกระหน่ำ
“ยามใดปล่อยให้คนรุ่นหลังรู้ว่าตำแหน่งจักรพรรดิ
สวรรค์เปลี่ยนคนได้ เจ้ารู้หรือไม่ว่าเรื่องนี้จะนำมาซึ่งผลลัพธ์
เช่นไร
จื่ออวี้ บนโลกใบนี้ ไม่ว่าผู้ใดล้วนมีภาระหน้าที่ของ
ตนเอง เจ้าเกิดมาเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของข้า เจ้าต้อง
แบกรับภาระหน้าที่นี้ เจ้าคิดว่าเหตุใดข้าจึงมีเจ้าเป็นบุตรชาย
เพียงคนเดียวเล่า”
จักรพรรดิสวรรค์เงียบงัน ในหัวใจเต็มไปด้วยความรู้สึก
ต่างๆ ที่ตีกันยุ่งเหยิง
นี่เขาจะต้องเป็นจักรพรรดิสวรรค์ไปชั่วนิรันดร์หรือ
ณ ห้วงเวลานี้ จู่ๆ เขาก็เข้าใจทางเลือกของมารดา นาง
เป็นสตรีเพียงหนึ่งเดียวของมรรคาจารย์ แต่กลับไม่เข้ามาแตะ
อำนาจของแดนสวรรค์ ที่แท้ก็เพราะนางมองทุกสิ่ง
ทะลุปรุโปร่งนี่เอง
จักรพรรดิสวรรค์ไม่แค้นเคืองความตั้งใจของบิดา เขา
เพียงจนปัญญากับชะตากรรมของตนเองอย่างมาก
เขาเงยหน้ามองเจียงฉางเซิงแล้วถามว่า “ท่านพ่อ ใน
เมื่อตำแหน่งจักรพรรดิสวรรค์เป็นของข้าชั่วนิรันดร์ เช่นนั้นขอ
เพียงไม่ทำร้ายวิถีเซียน ไม่ทำให้สรรพชีวิตตกอยู่ในห้วงทุกข์
ข้าอยากทำอย่างไรก็ทำได้ ใช่หรือไม่ขอรับ”
เขาเข้าใจดีว่าท่านพ่อไม่เพียงกำลังสั่งสอนเขา แต่กำลัง
เตือนให้เขาจดจำได้ด้วย
หากตำแหน่งจักรพรรดิสวรรค์ของเขาถูกกำหนดไว้
ตายตัวแล้ว เช่นนั้นเขาไยต้องพะว้าพะวังมากมายถึงเพียงนั้น
อีกเล่า
หลังจากคิดตก สีหน้าของจักรพรรดิสวรรค์ก็ไม่อ่อนแอ
อีกต่อไป กลับกันในแววตามีความมุ่งมั่นปรากฏขึ้นมา
“ถูกต้องแล้ว!”
เจียงฉางเซิงตอบอย่างหนักแน่น
เขาเอ่ยต่อว่า “แดนสวรรค์มีบัญชีสถาปนาเทพ ทั้งยังมี
ป้ายวิถีเซียนพิภพ พลังโชคชะตาแห่งวิถีเซียนโดยหลักแล้วก็
ส่งต่อมายังแดนสวรรค์ ยิ่งแดนสวรรค์แข็งแกร่ง ประโยชน์ที่
เทพเซียนทั้งหลายได้รับก็ยิ่งมาก มหันตภัยหนนี้ควรจบลงได้
แล้ว มหันตภัยดำเนินมานับแสนกว่าปี สรรพชีวิตในสามพัน
โลกต่างทุกข์เข็ญ สำหรับผู้แข็งแกร่งแล้วมหันตภัยคือ
โชควาสนา ผู้ที่เจ้าพบล้วนมีแต่ผู้แข็งแกร่ง จึงไม่เคยสัมผัส
ความทุกข์ยากของสรรพชีวิตทั้งหลาย
ขอเพียงยามนี้แดนสวรรค์สยบความวุ่นวายของสามพัน
โลกได้ ไม่ว่ากระบวนการจะเป็นเช่นไร ล้วนเป็นบุญบารมีทั้ง
สิ้น!”
จักรพรรดิสวรรค์ฟังจบ ความฮึกเหิมก็ฟื้นคืนกลับมา
เขาคลี่รอยยิ้มเอ่ยว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ สามพันโลกก็
สมควรเปิดมหาศึกสถาปนาเทพสักหน ถือโอกาสกลืนโลก
สวรรค์ใบที่สี่เข้ามาด้วยเสียเลย!”
เจียงฉางเซิงไม่ออกความคิดเห็น เขาไม่มีความลำเอียง
ให้โลกสวรรค์ใบใดทั้งสิ้น แต่จะต้องมีขุมอำนาจสักแห่งที่
คานอำนาจกับพวกเขา ไม่เช่นนั้นโลกสวรรค์แต่ละใบจะทิ้ง
รากเหง้าแห่งเภทภัยเอาไว้
สองพ่อลูกสนทนากันไม่มากนัก จักรพรรดิสวรรค์ก็
ขอตัวจากไป เมื่อก้าวออกมาพ้นตำหนักเมฆาม่วง เขาก็
หันกลับไปมองประตูบานใหญ่ที่ปิดลง
เขารู้สึกได้ว่าท่านพ่อเปลี่ยนไปแล้ว ท่านน่าเกรงขามกว่า
แต่ก่อน
ในเมื่อท่านพ่อเปลี่ยนไปแล้ว เขาก็ต้องเปลี่ยนด้วย
“วิถีเซียนควรก้าวเข้ามาแทนวิถียุทธ์อย่างสมบูรณ์เสียที
”
แม้จักรพรรดิสวรรค์สังหรณ์ว่าตนเองต้องเหนื่อยมากแน่
แต่เขาก็ตั้งตาคอยอยู่เหมือนกันว่าสามพันโลกที่อยู่ใต้วิถีเซียน
จะรุ่งเรืองสักเพียงใด
เจียงฉางเซิงมองจักรพรรดิสวรรค์จากไปแล้วนับนิ้ว
ทำนาย ใบหน้าเผยสีหน้าพึงพอใจออกมา
เวลาที่วิถีเซียนจะขึ้นปกครองมิติมหามรรคาแห่งนี้เลื่อน
มาเร็วขึ้นแล้ว ดูท่าบทสนทนาหนนี้จะได้ผล
เขาไม่มอบยอดของวิเศษให้จักรพรรดิสวรรค์ เพราะ
จักรพรรดิสวรรค์ไม่จำเป็นต้องใช้มัน ในมือจักรพรรดิสวรรค์
มีทั้งพลังโชคชะตาของแดนสวรรค์ แล้วก็มีขุมกำลังอื่นอยู่แล้ว
ขุมกำลังที่ว่าก็คือลูกๆ ทั้งหลายของเขา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจียงอี้!
เจียงฉางเซิงเงยหน้า สายตาทอดมองออกไปพ้นจาก
ห้วงอนันต์สุญญตา เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตมองทะลุไปยัง
ทิศทางที่ร่างแยกอยู่
ในห้วงมิติของพันมหาโลกาอันกว้างใหญ่ไพศาล ต้น
สรวงสวรรค์มหามรรคายืนต้นตระหง่านดุจเทพผู้สร้างโลก
ร่างแยกของเขาอยู่บนต้นไม้
‘ควรสร้างโลกสวรรค์ใบใหม่ได้แล้ว ถือโอกาสปกป้อง
ต้นไม้วิเศษต้นนี้ไปด้วย’
เจียงฉางเซิงคิดในใจเงียบๆ มุมปากยกโค้งเป็นรอยยิ้ม
น้อยๆ
ไม่นานมานี้ ในมหาพิภพจิตจรมีคนหน้าใหม่ผู้หนึ่งโผล่
มา เขาเป็นคนหน้าใหม่ที่เหล่าผู้ศรัทธาทั้งหลายไม่รู้ว่าเขา
แข็งแกร่งมากเพียงใด
เขาก็คือปฐมาจารย์หมื่นพุทธ!
เจียงฉางเซิงตั้งใจว่าจะให้ปฐมาจารย์หมื่นพุทธ
กลายเป็นขั้นพรหมคนที่สอง หลังจากนั้นจะให้เขาพิทักษ์ต้น
สรวงสวรรค์มหามรรคา ส่วนโลกสวรรค์ที่อยู่ใต้ต้น
สรวงสวรรค์มหามรรคาก็จะเป็นโลกของวิถีเซียนยามมันเหิน
สู่เบื้องบน
เรียกมันว่าแดนเซียนพรหมก็แล้วกัน!
เวลานี้ ภายในมหาพิภพจิตจร มีหลวงจีนวัยฉกรรจ์
ร่างกายแข็งแกร่งกำยำคนหนึ่งกำลังเดินอยู่บนทะเลเมฆ เขา
ดูเหมือนหลวงจีนผู้ฝึกยุทธ์ ดวงตาดุดันคู่นั้นแข็งกร้าวดุจเพชร
แต่ลึกลงไปในดวงตากลับเต็มไปด้วยแววตาฉงนสงสัย
เขาผู้นี้ก็คือปฐมาจารย์หมื่นพุทธนั่นเอง ตัวเขายาม
ไม่มีกายทองมองผิวเผินแล้วเหมือนผู้ฝึกยุทธ์ยิ่งนัก
‘นี่มิใช่ความฝันอย่างแน่นอน ความฝันไม่มีทางดึงสิ่งมี
ชีวิตมากมายเช่นนี้มาเชื่อมโยงกันได้ มิหนำซ้ำมันยังคงอยู่
ตลอดเวลาอีก’
ปฐมาจารย์หมื่นพุทธ์คิดในใจเงียบๆ เขามีความคิด
ประการหนึ่งเก็บอยู่ในใจมาตลอด นั่นก็คือการสร้างโลกแห่ง
สุขาวดี แต่สมควรสร้างอย่างไร เขาไม่มีเงื่อนงำแม้แต่น้อย
ทว่านับตั้งแต่เขาได้เห็นมหาพิภพจิตจร เขาก็รู้แล้วว่า
โลกแห่งสุขาวดีที่ตนเองต้องการนั่นสมควรเป็นเช่นไร
……………………………………………..