เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 564 ความปรารถนาของบรรพจารย์พุทธ การต่อสู้
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 564 ความปรารถนาของบรรพจารย์พุทธ การต่อสู้
ระหว่างผู้หลุดพ้น
ปฐมาจารย์หมื่นพุทธท่องเที่ยวในมหาพิภพจิตจร
เพียงลำพัง บางครั้งก็สนทนากับผู้อื่น ทำความรู้จักมหาพิภพ
จิตจรให้ลึกมากขึ้น ยิ่งเขาได้เห็นได้ฟังมามากเท่าไร เขาก็ยิ่ง
นับถือมรรคาจารย์มากเท่านั้น
การสร้างห้วงมิติที่คล้ายความฝันเพื่อถ่ายทอดเคล็ดวิชา
ให้สรรพชีวิต อีกทั้งสรรพชีวิตยังไม่ต้องแลกด้วยสิ่งใดทั้งสิ้น
ความใจกว้างระดับนี้นับว่าใจกว้างมากที่สุดในหมู่ผู้แข็งแกร่ง
ที่เขาเคยพบมาอย่างแน่นอน
จู่ๆ เขาก็อยากไปคารวะมรรคาจารย์ที่โลกคุนหลุน
หลังจากความคิดนี้โผล่ขึ้นมา มันก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
เขารู้สึกเหมือนอยากจะออกเดินทางเสียตั้งแต่ตอนนี้ เหตุผล
หนึ่งในนั้นก็เพราะเขาฝึกบำเพ็ญมาถึงคอขวดแล้ว ตอนนี้
จึงร้อนใจอยากได้รับคำชี้แนะจากผู้ที่แข็งแกร่งกว่า
ในตอนนั้นเอง
“ร้อยปีหลังจากนี้ ข้าจะเทศนาสั่งสอนวิชาที่มหาพิภพจิต
จร ทุกท่านจงเตรียมตัวให้พร้อม!”
เสียงนี้สั่นสะเทือนถึงฟ้า มันทำให้มหาพิภพจิตจรตกอยู่
ในความเงียบงันชั่วครู่สั้นๆ แต่ไม่ถึงสองลมหายใจ ปฐมาจารย์
หมื่นพุทธก็ได้ยินเสียงโห่ร้องดังกึกก้องสะเทือนฟ้ามาจากทุก
ทิศทุกทาง
การเทศนาสั่งสอนวิชาของมรรคาจารย์ นั่นน่ะเป็นเรื่อง
ในตำนานเชียวนะ!
คิดไม่ถึงว่าผู้บำเพ็ญเซียนรุ่นพวกเขาจะมีโอกาสได้พบ
เจอ นี่ไม่ใช่โชควาสนาแล้วจะเรียกว่าอันใด
ได้ยินว่าผู้บำเพ็ญเซียนที่ได้ฟังมรรคาจารย์เทศนาสั่ง
สอนวิชาล้วนจะกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สร้างชื่อสะท้านดินแดน
ตามที่ต่างๆ
จิตใจที่แข็งแกร่งดุจหินผาของปฐมาจารย์หมื่นพุทธเกิด
ริ้วระลอกคลื่น เขาคิดไม่ถึงว่าบุญวาสนาของตนเอง
จะมากมายถึงเพียงนี้ เพิ่งเข้ามาในมหาพิภพจิตจรไม่ทันไรก็
จะได้ฟังเทศนาจากมรรคาจารย์เสียแล้ว
เขาไม่รู้สักนิดว่าสาเหตุที่เจียงฉางเซิงจะเทศนาก็เพราะ
ได้ยินเสียงในใจของเขานั่นแหละ
ตอนนี้เจียงฉางเซิงยังเข้าไปเกี่ยวข้องกับโลกสวรรค์ใบที่
สี่ไม่ได้ มิเช่นนั้นผลสะท้อนกลับของกรรมจะรุนแรงยิ่งขึ้น ยิ่ง
ปฐมาจารย์หมื่นพุทธเป็นผู้บำเพ็ญเซียนที่แข็งแกร่งที่สุดของ
โลกสวรรค์ใบที่สี่ ผลสะท้อนกลับของกรรมที่เกิดจากเขาย่อม
รุนแรงอย่างยิ่งตามไปด้วย
ข่าวแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว
ปฐมาจารย์หมื่นพุทธไม่อยู่เฉยๆ เขากลับไปที่โลกแห่ง
ความจริง ตั้งใจจะดึงผู้คนเข้ามาในมหาพิภพจิตจรให้มากกว่า
นี้
จากที่เขาลองทดสอบดู หากต้องการเข้ามาในมหาพิภพ
จิตจรต้องมีความศรัทธาอย่างแรงกล้าต่อมรรคาจารย์ เมื่อ
ศรัทธาจากใจจริงจึงบันดาลให้สัมฤทธิ์ผล เขาเป็นผู้ยิ่งใหญ่
อันดับหนึ่งของโลกสวรรค์ใบที่สี่ หากเขายกย่องมรรคาจารย์
เขาเชื่อว่าย่อมดึงศิษย์ทั้งหลายเข้ามาในมหาพิภพจิตจรได้
อย่างง่ายดาย
ข่าวการเทศนาของมรรคาจารย์แพร่กระจายจากมหา
พิภพจิตจรไปถึงโลกแห่งความจริงอย่างรวดเร็ว มันส่งอิทธิพล
มหาศาล ไม่ถึงห้าปี ทุกหนทุกแห่งในสามพันโลก มหาพิภพ
จิตจรและโลกใบเล็กใบน้อยทั้งหลาย ไม่ว่าสถานที่ใดมีสิ่งมี
ชีวิตจำนวนมากมารวมตัวกัน พวกเขาล้วนคุยกันเรื่องนี้ทั้งสิ้น
สิ่งนี้มากพอพิสูจน์ให้เห็นอิทธิพลของวิถีเซียน ผู้ศรัทธา
เซ่นไหว้เบ่งบานไปทั่วมหาพิภพนิลเหลืองตั้งนานแล้ว
เวลาร้อยปีต่อจากนั้น เจียงฉางเซิงใช้เตาหลอมสามพัน
สรรพสิ่งหลอมสมบัติไปพลางจับตาดูมหาพิภพจิตจรไปพลาง
ปฐมาจารย์หมื่นพุทธไม่ทำให้เขาผิดหวัง ผู้ศรัทธา
หน้าใหม่ปรากฏตัวเพิ่มมากขึ้นทุกที พวกเขาส่วนใหญ่มาจาก
ลัทธิพุทธ หนึ่งในนั้นมีคนคุ้นเคยอยู่คนหนึ่งด้วย
บรรพจารย์พุทธอารัมภะ!
ผู้สืบทอดวิชาแห่งวิถีพุทธที่เคยสู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่กัน
ในวันวานคนนี้ ยามนี้กลายเป็นผู้ศรัทธาของเจียงฉางเซิง
เสียแล้ว เรื่องนี้ช่างชวนให้สะเทือนใจ
แต่ในเมื่อมีราชันมรรคานิพพานเป็นตัวอย่างให้เห็นก่อน
แล้ว บรรพจารย์พุทธอารัมภะจะมาเข้าร่วมก็ไม่แปลกสัก
เท่าไร
เวลานัดร้อยปีมาถึงอย่างรวดเร็ว
มหาพิภพจิตจรเริ่มครึกครื้นผิดปกติตั้งแต่เมื่อหนึ่ง
เดือนก่อน ยิ่งใกล้วันเทศนา มหาพิภพจิตจรก็เอะอะเจี๊ยวจ๊าว
อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน บนแผ่นดินมีร่างของผู้ศรัทธาเดิน
อยู่ทั่วไปหมด
ปฐมาจารย์หมื่นพุทธกับสาวกของลัทธิพุทธรวมตัวกัน
อยู่บนภูเขาลูกหนึ่ง ทุกหนทุกแห่งทั่วภูเขาเต็มไปด้วย
พระพุทธองค์ พระโพธิสัตว์ อรหันต์ แต่ละองค์ต่างสำรวจดู
รอบด้านอย่างสงสัยใคร่รู้
สิ่งมีชีวิตตรงตีนเขามีมากมายเหลือคณา ดูประหนึ่ง
มหาสมุทรโอบล้อมภูเขาอยู่
ไม่ใช่แค่ลัทธิพุทธเท่านั้น ผู้ศรัทธาที่มีสังกัดสำนักลัทธิ
ล้วนเกาะกลุ่มรวมตัวกัน คนที่ไม่มีสำนักลัทธิก็รวมตัวอยู่กับ
สหายรู้ใจ ครอบครัวหรือสหายสนิทของตนเอง
คนใหญ่คนโตโผล่มามากขึ้นทุกที ข่าวแพร่กระจายไว
ว่องยิ่งนัก
ประมุขของลัทธิมรรคา ราชันมรรคานิพพานมาถึงแล้ว
ประมุขของแดนสวรรค์ จักรพรรดิสวรรค์มาถึงแล้ว
ผู้นำแห่งเซียนพิภพ มหาเซียนวั่งเฉินมาถึงแล้ว
ประมุขของราชสำนักทมิฬ มหาจักรพรรดิทมิฬมาถึง
แล้ว
ประมุขของลัทธิเหนือสรรพสิ่ง ไท่ซั่งคุนหลุนมาถึงแล้ว
สหายเก่าจากเรือนในอารามมังกรผงาดเองก็
มารวมตัวกัน พวกเขาไม่เคยห่างเหินกันเพราะความแตกต่าง
ด้านอายุ ระดับขั้นบำเพ็ญหรือตำแหน่งฐานะ
เยี่ยสวินตี๋ถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “เหตุใดไม่เห็นไป๋ฉีเล่า”
มู่หลิงลั่วหัวเราะเบาๆ “นางไปเรียกคนที่โลกสวรรค์ใบที่
สี่อยู่น่ะ”
โลกสวรรค์ใบที่สี่!
คำนี้ดึงดูดความสนใจของทุกคน
“โลกสวรรค์ใบที่สี่นั่นเก่งกาจถึงเพียงนั้นจริงหรือไม่
ได้ยินว่ามีจักรพรรดิเซียนอยู่มากมาย” เทพกระบี่ถามด้วย
ความสงสัย
แม้โลกคุนหลุนกับโลกสวรรค์ใบที่หนึ่งจะมีขั้นเอกเทวะ
อยู่ไม่น้อย แต่มีจักรพรรดิเซียนโผล่มาสักคนยากยิ่งนัก
จักรพรรดิเซียนคือขั้นเซียนทองเอกเทวะ เป็นผู้ที่อยู่เหนือกว่า
ขั้นเทวะธรรมดา!
เมื่อบรรลุขั้นเซียนทองเอกเทวะจะสามารถหยั่งรู้ข้าม
ห้วงเวลา ดวงจิตอยู่ยั้งยืนยง มีชีวิตเป็นอมตะ!
เจียงอี้กับจักรพรรดิสวรรค์พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า
จักรพรรดิเซียนแข็งแกร่งมากเพียงใด จักรพรรรดิเซียนจาก
โลกสวรรค์ใบที่สี่ก็เริ่มเผยความเก่งกาจให้เห็นแล้วเช่นกัน
“โลกสวรรค์ใบที่สี่กว้างใหญ่ไพศาล ทรัพยากรล้ำค่าใน
ฟ้าดินหรือแม้แต่โชควาสนาย่อมมากมายกว่าโลกสวรรค์ใบ
อื่น จะให้กำเนิดจักรพรรดิเซียนออกมาได้มากมายก็เป็นเรื่อง
ปกติ อีกอย่างเป็นไปได้มากว่าโลกสวรรค์ใบที่สี่อาจคงอยู่
มาเนิ่นนานแล้ว เพียงแต่ไม่เคยแสดงตัวออกมา” จีอู่จวิน
เอ่ยปากขึ้นมา
นางชะงักไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า “ข้าเคยไปเยือนโลก
สวรรค์ใบที่สี่มาแล้ว ที่นั่นไป๋ฉีชื่อเสียงโด่งดังมาก นางทำ
สิ่งต่างๆ ในฐานะตัวแทนของมรรคาสวรรค์ แล้วยังถูกเรียกว่า
พระแม่ฝูหยวนอีกด้วย”
ไท่วาพยักหน้า เอ่ยบ้าง “ใช่แล้ว ตอนนี้นับว่านาง
ลงหลักปักฐานในโลกสวรรค์ใบที่สี่ได้อย่างมั่นคงแล้ว
ไม่แวะเวียนมาที่โลกสวรรค์ใบที่สองของข้าสักเท่าไรเลย”
นามพระแม่ฝูหยวนดึงความสงสัยใคร่รู้ของทุกคน จีอู่
จวินจึงเล่าให้ฟังว่าไป๋ฉีทำอะไรบ้าง หลังฟังจบทุกคนก็หัวเราะ
ไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก
อาศัยการโปรยสมบัติแลกชื่อเสียง ช่างสมกับเป็นนาง
จริงๆ
ระหว่างที่พวกเขาพูดถึงไป๋ฉี ไป๋ฉีก็กำลังเรียกผู้ยิ่งใหญ่
ทั้งหลายในโลกสวรรค์ใบที่สี่มารวมตัวกัน ในหมู่คนเหล่านั้น
มีคนที่เจียงฉางเซิงรู้จักอย่างมหาเถระกษิติครรภ์กับบรรพ
จารย์เสวียนถีอยู่ด้วย
“มรรคาจารย์เทศนาสั่งสอนวิชาเป็นโอกาสอันหาได้ยาก
ยิ่ง ยามนี้วิถีเซียนไม่เหมือนวันวานอีกแล้ว พวกเจ้าต้องคว้า
โอกาสไว้ให้ดี บางทีอาจบรรลุระดับขั้นที่สูงกว่าเอกเทวะก็ได้
มีอยู่ครั้งหนึ่งบนห้วงมิติชั้นนอกนั่น เขาเผชิญหน้ากับผู้
หลุดพ้น แต่สุดท้ายก็สยบอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดาย
เปลี่ยนแปลงอนาคต ช่วยเหลือห้วงอนันต์สุญญตาในตอนนั้น
เอาไว้…”
ไป๋ฉีพร่ำพูดเจื้อยแจ้วไม่หยุด ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายของโลก
สวรรค์ใบที่สี่ฟังแล้วก็เกิดความรู้สึกนับถือ
พวกเขาจินตนาการระดับขั้นของมรรคาจารย์ไม่ออก แต่
ฝีมือของมรรคาจารย์ทำให้พวกเขาปรารถนาจะเป็นเช่นนั้น
พวกเขาต้องบรรลุระดับขั้นใดกันจึงจะแข็งแกร่งได้เช่น
มรรคาจารย์
ผู้ศรัทธาในมหาพิภพจิตจรเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้
บำเพ็ญเซียนบางคนเหาะขึ้นไปมองดูบนท้องฟ้าแล้วรู้สึก
ขนหัวลุกอย่างอดไม่ได้
มากมายเกินไปแล้วจริงๆ
อย่าพูดถึงสิ่งมีชีวิตเลย แม้แต่แมลง พวกเขาก็ไม่เคย
เห็นพวกมันรวมตัวกันยั้วเยี้ยเช่นนี้มาก่อน นับประสาอะไรกับ
สิ่งมีชีวิตที่บำเพ็ญเซียนทั้งหลาย
ตั้งแต่การเทศนาหนก่อนของมรรคาจารย์ เวลาก็ผ่าน
มาหนึ่งแสนหลายหมื่นปีแล้ว ผู้ศรัทธาที่ได้ฟังการเทศนาใน
ยามนั้นส่วนใหญ่ล้วนกลับชาติมาเกิดใหม่แล้ว ไม่ใช่ว่าใครๆ
จะมีชีวิตอยู่ได้นานนับแสนปี ผู้ศรัทธาเก้าส่วนในวันนี้ไม่เคย
ฟังเทศนาของมรรคาจารย์มาก่อน พวกเขาย่อมไม่เคย
เห็นภาพอันรุ่งเรืองเช่นนี้
ผู้ศรัทธาทั้งหลายที่เข้ามาล้วนตะลึงงันในบัดดล
หลังจากตะลึง ความฮึกเหิมก็แล่นปราดไปถึงเบื้องลึก
ของดวงวิญญาณ
มีผู้เดินร่วมวิถีมากมายถึงเพียงนี้ วิถีเซียนจะแทนที่วิถี
ยุทธ์ไม่ได้ได้อย่างไรกัน
พวกเขาเลือกได้ถูกต้องแล้ว!
เหง่งหง่าง!
เสียงระฆังที่สั่นสะเทือนจิตใจผู้คนดังขึ้น มันทำให้ผู้
ศรัทธานับไม่ถ้วนเงียบลง ผู้ศรัทธาที่อยู่บนท้องฟ้าพากันเหาะ
ลงมาหาที่นั่งแล้วแหงนหน้ามองบนท้องฟ้า
ท้องนภาของมหาพิภพจิตจรช่างสูงนัก ไม่ว่าระดับขั้นสูง
เท่าใด ยามแหงนมองฟ้า พวกเขาต่างรู้สึกว่าตนเองช่างห่าง
จากเพดานโค้งของท้องฟ้าโกลโพ้น
บนท้องนภาที่สูงจนไม่เห็นจุดสิ้นสุดค่อยๆ ปรากฏ
เงาร่างอันยิ่งใหญ่ร่างหนึ่ง มรรคาจารย์นั่นเอง
มรรคาจารย์นั่งอยู่บนบัลลังก์เทพ เขาก้มหน้ามองสรรพ
ชีวิต เมื่อเห็นร่างของเขา ผู้ศรัทธาทั้งหมดก็ตื่นเต้นยินดี
แม้พวกเขาเห็นใบหน้าที่แท้จริงของมรรคาจารย์ไม่ชัด แต่
พวกเขากลับไม่ผิดหวัง ตรงกันข้ามกลับยิ่งตื่นเต้น
นี่ก็คือผลลัพธ์ที่เจียงฉางเซิงต้องการ แต่ละคน
มีจินตนาการแตกต่างกัน เขาต้องการให้มรรคาจารย์เป็น
มรรคาจารย์ที่งามสมบูรณ์แบบที่สุดในใจของสิ่งมีชีวิต
ทั้งหลาย รวมถึงเรื่องหน้าตาด้วย
ปฐมาจารย์หมื่นพุทธเพิ่งเคยเห็นมรรคาจารย์
เป็นครั้งแรก เขาแหงนหน้ามองมรรคาจารย์ ห้วงอารมณ์ของ
เขาสาดซัดดุจคลื่นยักษ์ยิ่งกว่าผู้ใดทั้งสิ้น
เพราะระดับขั้นบำเพ็ญของเขาสูงมาก จะกล่าวว่าเขา
เป็นอันดับสองแห่งวิถีเซียนก็ไม่เกินไป ทว่าทั้งที่ระดับขั้น
บำเพ็ญของเขาสูงถึงเพียงนี้แล้ว แต่ยามเผชิญหน้ากับมรรคา
จารย์ เขากลับยังรู้สึกเหมือนมนุษย์เดินดินที่แหงนหน้ามอง
ทวยเทพ ความรู้สึกนี้แทรกลึกไปถึงก้นบึ้งของดวงวิญญาณ
มันทำให้เขาไม่อาจเอื้อมคิดป่ายปีนไปเทียบเท่า
“เตรียมตัวฟังเทศนา การเทศนาหนนี้จะดำเนินนานร้อย
ปี ทุกท่านจากไปได้ตลอดเวลา แม้ทุกท่านจะจากไปก่อน แต่
คำเทศนาของข้าจะถ่ายทอดไปยังสมองของทุกท่านใน
ภายหลัง จะไม่พลาดอะไรไปแน่”
เสียงของเจียงฉางเซิงดังขึ้น เมื่อได้ยินว่าการเทศนา
จะดำเนินไปร้อยปี ผู้ศรัทธาทั้งหลายก็ยิ่งตื่นเต้นขึ้นอีก
ดูท่ามรรคาจารย์จะเทศนาถึงเคล็ดวิชาที่ลึกซึ้งอย่างยิ่ง
ก่อนหน้านี้ไม่เคยเทศนานานถึงเพียงนี้มาก่อน
ไม่รอให้สรรพชีวิตหันไปถกเถียงกัน เจียงฉางเซิงก็เริ่ม
เทศนา เขายังคงเริ่มเทศนาจากระดับขั้นต่ำ แม้เป็นเช่นนี้ แต่
เสียงของขั้นพรหมก็มีพลังมากพอดึงผู้บำเพ็ญเซียนทุกระดับ
ขั้นให้จมดิ่งเข้าไปในนั้น
การทำความเข้าใจเคล็ดวิชาของระดับขั้นต่ำก็ช่วย
ให้การบำเพ็ญของพวกเขามั่นคงขึ้นได้เช่นกัน
นี่ก็คือความสามารถของขั้นพรหม!
ไม่นานทั่วทั้งฟ้าดินก็เหลือเพียงเสียงของเจียงฉางเซิงดัง
ก้องกังวานไม่ขาดสาย
เพียงฟังเสียงของเจียงฉางเซิง ผู้ศรัทธาทั้งหลายก็รู้สึก
ว่าเคล็ดวิชาบำเพ็ญช่างไร้ขอบเขต หนทางการฝึกบำเพ็ญ
ช่างยาวไกลจนพวกเขาจินตนาการไม่ออก
พร้อมกับที่การเทศนาร้อยปีเริ่มขึ้น วิถีเซียนก็เงียบเหงา
แต่วิถีเซียนในยามนี้แข็งแกร่งมากพอแล้ว ระหว่างที่วิถีเซียน
เก็บตัวเงียบ ขุมอำนาจอื่นต่างไม่กล้ามาหาเรื่อง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเขาได้ยินว่ามรรคาจารย์กำลัง
เทศนาสั่งสอนวิชาให้สรรพชีวิตในวิถีเซียนอยู่ พวกเขายิ่ง
ไม่กล้าลงมือ มรรคาจารย์คือตัวตนแสนน่ากลัวที่สยบ
มหันตภัยแห่งการคืนชีพได้ด้วยตัวคนเดียวเชียวนะ
กาลเวลาปีแล้วปีเล่าผ่านไป
ผู้ศรัทธาที่อยู่ต่ำกว่าขั้นเอกเทวะทยอยกันเลื่อนขั้น ผู้
ศรัทธาที่อยู่ขั้นเอกเทวะขึ้นไปก็บรรลุมหามรรคา
สามสิบปีสุดท้าย เจียงฉางเซิงเริ่มสั่งสอนเกี่ยวกับผล
มรรคาพรหม
คำว่าพรหมเสมือนหนึ่งค้อนอันหนักอึ้ง มันเปิดประตู
สู่โลกใบใหม่ให้แก่ผู้ศรัทธาทั้งหลาย ทำให้พวกเขามึนงง
ขณะเดียวกันก็ทำให้พวกเขาเฝ้าฝันปรารถนา
…
ในห้วงมิติสีม่วง แสงสีม่วงสายแล้วสายเล่า
กระจัดกระจายไปทั่วห้วงมิติอย่างไร้ระเบียบ เงาร่างที่เหยียบ
ยืนบนมุกสีน้ำเงินขนาดยักษ์เหาะผ่านมา เขาก็คือราชันชะตา
งำประกายที่เชิญชวนเจียงฉางเซิงให้เข้าร่วมกับชะตาเร้น
นั่นเอง
สายตาของราชันชะตาทอดมองออกไป เบื้องหน้าคือ
มหาพิภพอันยิ่งใหญ่หาสิ่งใดเทียบเทียม มันถูกวงแหวน
ดวงดาวสีม่วงวงแล้ววงเล่าล้อมเอาไว้ ดูประหนึ่งไข่มุกล้ำค่าที่
ซ่อนตัวอยู่ในห้วงมิติ
ราชันชะตางำประกายเดินทางต่อไป สุดท้ายก็เหาะ
เข้าไปในหมู่เขาบริเวณหนึ่ง
ภูเขาที่นี่ขนาดใหญ่โตยิ่งนัก แม้แต่ต้นไม้ใบหญ้าก็
เช่นกัน กลุ่มเมฆดาราลอยอยู่ท่ามกลางพืชพันธุ์มากมาย
หลากหลายชนิด
เขาเดินทางมาจนถึงเบื้องหน้าหอทองคำที่ตั้งตรงหลัง
หนึ่ง หอทองคำหลังนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางหมู่เขา บนยอดหอมีร่าง
หนึ่งนั่งสมาธิอยู่ หมอกสีขาววนเวียนโอบล้อมจนมองใบหน้าที่
แท้จริงไม่ชัด
ราชันชะตางำประกายคำนับอย่างนอบน้อมเบื้องหน้า
เขาแล้วเอ่ยว่า “อาจารย์ พลังชีวิตแห่งมหามรรคาถูกมรรคา
อริยะคว้าไปครองแล้ว หลายปีนี้มรรคาอริยะจึงถอยกลับไป
ท่านคิดว่าพวกเราควรทำเช่นไรดีขอรับ”
เงาร่างที่อยู่ท่ามกลางหมอกสีขาวเอ่ยอย่างเนิบช้า “ใน
เมื่อพวกเขาได้ไปแล้ว ก็ทำได้เพียงลงมือกับพวกเขาเท่านั้น
แต่หากมรรคาอริยะถอยกลับไปป้องกันแล้ว การฝืนบุกโจมตี
คงมีแต่จะทำให้คนบาดเจ็บล้มตายมหาศาล จงส่งราชันชะตา
ชั้นนอกกับเทวะชะตาชั้นนอกไปลงมือ”
ราชันชะตางำประกายเอ่ยถามว่า “จะส่งไปเพียงสาวก
ชะตาชั้นนอกที่ข้าติดต่อไว้ หรือจะให้สาวกชะตาชั้นนอก
ทั้งหมดเคลื่อนไหวพร้อมกันขอรับ”
“ศึกระหว่างผู้หลุดพ้นมีอยู่ทั่วพันหมื่นห้วงมิติ เจ้าจงใช้
ประโยชน์จากขุมกำลังของตนให้ดี”
ได้ยินคำตอบของอาจารย์ ราชันชะตางำประกายก็พรู
ลมหายใจอย่างโล่งอก ตอนนั้นเอง จู่ๆ เขาก็นึกถึงคนผู้หนึ่ง
เขาเอ่ยขึ้นว่า “อาจารย์ มีเรื่องหนึ่งไม่ทราบว่าสมควรพูด
หรือไม่”
…………………………………………………………