เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 568 อนาคตอันไกลโพ้น
“ช่วยเหลือวิถีเซียนหรือ ช่างวาจาโอหังนัก วิถีเซียนหรือ
จะต้องการให้เจ้าช่วย เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่าเจ้ากำลังพูดอะไรอยู่”
ไป๋ฉีจ้องจินฉานจื่อแล้วเอ่ยเสียงเย็นชา
น้ำเสียงที่อีกฝ่ายใช้ทำให้นางไม่สบายใจอย่างมาก แต่
นางก็ยังอยากฟังอีกฝ่ายพูดให้ชัดเจนเพื่อไม่ให้ตนเองพลาด
อะไรไปอยู่ดี
ไม่กลัวเรื่องจะเกิด แต่กลัวเกิดเรื่องไม่คาดคิด!
ห้วงมิติกว้างใหญ่ไพศาลนัก มีความสามารถและ
พรสวรรค์อันน่าเหลือเชื่ออยู่มากมาย หากเจ้าหมอนี่หยั่งรู้
อนาคตได้จริงเล่า
จินฉานจื่อตอบว่า “ข้าย่อมรู้ การกระทำนี้ล่วงเกิน
มรรคาสวรรค์ แต่อาตมามองเห็นจริงๆ อาตมามองเห็น
อนาคตหนึ่ง วิถีเซียนพานพบกับมหันตภัยเช่นเดียวกับวิถียุทธ์
แต่ภัยร้ายที่วิถีเซียนเผชิญน่ากลัวเสียยิ่งกว่า เผ่าเจียงต้องเซ่น
สังเวยสายเลือดทั้งเผ่าเพื่อมอบพลังไว้กับคนผู้เดียว
ช่างน่าเศร้าสะเทือนใจเหลือเกิน อนาคตเช่นนั้น อาตมาอยาก
เปลี่ยนแปลงมันสักตั้ง”
นางปีศาจได้ยินดังนั้น ดวงหน้างามก็ซีดเผือด
ไป๋ฉีจ้องเขาเขม็งแล้วถามว่า “เจ้ารู้เรื่องเผ่าเจียงด้วย
หรือ”
ในโลกสวรรค์ใบที่สี่ หากไม่ใช่ผู้ศรัทธาก็มีน้อยคนนัก
ที่จะรู้จักนามของเผ่าเจียง
หากจินฉานจื่อเข้าไปในมหาพิภพจิตจรแล้ว เช่นนั้น
มรรคาจารย์ย่อมได้ยินเสียงในใจของเขา
จินฉานจื่อส่ายหน้า แล้วถอนหายใจ “อมิตตาภพุทธ
เมื่อหนึ่งเดือนก่อนอาตมาไม่รู้จักนามเผ่าเจียงแม้แต่น้อย ทว่า
นับตั้งแต่ทำนายเห็นอนาคตนั่น อาตมาจึงสืบดู”
ลัทธิพุทธคือลัทธิแรกในโลกสวรรค์ใบที่สี่ที่ศรัทธา
มรรคาจารย์ หากจินฉานจื่อตั้งใจสืบย่อมสืบพบได้โดยง่าย แต่
เพราะตัวเขาเพิ่งเข้ามาในลัทธิพุทธ ดังนั้นจึงไม่เลื่อมใส
ศรัทธามรรคาจารย์อย่างแรงกล้าตามผู้อื่น
ไป๋ฉีถามว่า “หลังเซ่นสังเวยแล้ว จุดจบเป็นเช่นไร”
จินฉานจื่อส่ายหน้าอีกครั้ง “อาตมามองเห็นเพียงเท่านี้
แต่ตอนสุดท้ายอาตมามองเห็นเงาร่างที่น่ากลัวอย่างที่สุดร่าง
หนึ่ง พลังของร่างนั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่าผู้ยิ่งใหญ่ที่ได้รับพลังของ
ทั้งเผ่าเจียงไปแล้ว เกรงว่า…”
ไป๋ฉีจมดิ่งลงในความเงียบ นางปีศาจอีกตนในห้องก็
กำลังย่อยข้อมูลนี้เช่นกัน ส่วนจะเชื่อหรือไม่ มีเพียงตัวพวก
นางเองที่รู้
จินฉานจื่อลังเลครู่หนึ่งก็เอ่ยว่า “อาตมาอยากพบมรรคา
จารย์ มิทราบว่าพระแม่จะช่วยแนะนำได้หรือไม่”
ไป๋ฉีหันมากลอกตาใส่เขา แล้วเอ่ยว่า “เจ้าคิดว่าเอา
คำพูดไร้หลักฐานประโยคหนึ่งมาอ้างแล้วจะพบมรรคาจารย์
ได้หรือ เจ้าไม่คิดว่ามันง่ายไปหน่อยหรือไร”
จินฉานจื่อเอ่ยอย่างจนปัญญา “อาตมาเชื่อว่ามรรคา
จารย์สามารถมองเห็นสิ่งที่อาตมาเห็น อาตมาเกิดในวิถีเซียน
แม้รู้ดีว่ามหามรรคาผลัดเปลี่ยนวัฏจักรเป็นเรื่องธรรมดา แต่
อาตมาก็ไม่ปรารถนาให้วิถีเซียนก้าวตามรอยเท้าของวิถียุทธ์”
ไป๋ฉีเงียบงันไปครู่หนึ่ง “เจ้ากลับไปก่อนเถิด เรื่องนี้ข้า
ย่อมไปรายงานกับมรรคาจารย์”
จินฉานจื่อได้ยินดังนั้นก็โล่งอก เขาคำนับขอตัวออก
ไปทันที
เมื่อเขาออกมาพ้นตำหนักแล้ว นางปีศาจจึงถามขึ้น
มาว่า “เชื่อได้จริงหรือไม่เจ้าคะ”
ไป๋ฉีตอบว่า “เจ้ากับข้าไม่อาจตัดสินได้หรอก มรรคา
จารย์ย่อมเป็นผู้ตัดสินใจเอง แต่ว่าเจ้าช่วยไปสืบเรื่องหนึ่งให้
ข้าที ในเผ่าเจียงมีผู้ใดสร้างเคล็ดวิชาที่เซ่นสังเวยสายเลือดทั้ง
เผ่าออกมาบ้างหรือไม่”
นางปีศาจพยักหน้า ไป๋ฉีโบกมือให้นางออกไป
ไป๋ฉีนั่งเหม่ออยู่เบื้องหน้ากองของวิเศษครู่หนึ่ง สุดท้าย
เมื่อสงบใจไม่ลงจริงๆ นางจึงเรียกหานายท่านในใจ แต่ไม่มี
เสียงตอบรับ นางจึงได้แต่รอคอย
…
ใต้ต้นสรวงสวรรค์มหามรรคา เจียงฉางเซิงเก็บจิตสัมผัส
กลับมา เขาลืมตาขึ้น สลับกับดวงเนตรมหามรรคาบน
หน้าผากที่ปิดลง
ความทรงจำของแค้นทมิฬมหาศาลยิ่งนัก มันทำให้เจียง
ฉางเซิงรู้สถานการณ์ในพันมหาโลกากระจ่างชัดขึ้นมาก
ทีเดียว ยังไม่พูดถึงซากธุลีที่เป็นขุมอำนาจในอดีต แค่ขุม
อำนาจอันแข็งแกร่งอย่างชะตาเร้น มรรคาอริยะกับ
มัชฌิมาพิทักษ์ก็ทำให้เขาประหลาดใจแล้ว
วิถีบำเพ็ญหลุดพ้นทั้งสามแห่งนี้ไม่ตั้งถิ่นฐานที่ไหนเป็น
หลักแหล่ง วิถีบำเพ็ญของพวกเขาจะออกท่องไปทั่วพันมหา
โลกา แต่ขอบเขตของการเคลื่อนไหวโดยรวมค่อนข้างชัดเจน
พวกเขาล้วนกำลังต่อสู้แย่งชิงอาณาเขตของซากธุลีอยู่
ในหมู่วิถีบำเพ็ญผู้หลุดพ้นทั้งสาม โดยรวมแล้วมรรคา
อริยะแข็งแกร่งที่สุด แต่หากพูดถึงพลังของคนใดคนหนึ่ง
ประมุขแห่งมัชฌิมาพิทักษ์แข็งแกร่งที่สุด ส่วนชะตาเร้น
มีความสามารถในแต่ละด้านสมดุลมากที่สุด ไม่มีฝ่ายหนึ่ง
ฝ่ายใดอ่อนแอที่สุด
เจ็ดทมิฬแห่งซากธุลีเคยออกไปนอกอาณาเขตพันมหา
โลกาของซากธุลี พันมหาโลกาด้านนอกมีสีสันมากกว่า แต่ก็
อันตรายกว่าด้วย สาเหตุที่พวกเขารอดมาได้เป็นเพราะก่อน
ซากธุลีล่มสลาย พวกเขาได้วิธีตัดกรรมที่พันผูกโชคชะตา
มาจากข้างนอก แต่ในขณะเดียวกันวิธีนั้นก็ทำให้พวกเขาต้อง
คำสาปชั่วนิรันดร์
ยามนี้พวกเขาไม่อาจตาย พลังแห่งคำสาปทำให้พวกเขา
เปลี่ยนรูปลักษณ์เป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในใจสรรพชีวิตในแต่ละ
ยุคไปเรื่อยๆ ความคิดของสรรพชีวิตเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ดังนั้นรูปลักษณ์ของพวกเขาจึงเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
ความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้นำพาความเจ็บปวดอันเหนือ
จินตนาการมาให้พวกเขา
เจียงฉางเซิงเริ่มครุ่นคิดว่าจะจัดการพวกเขาอย่างไรดี
เจ็ดทมิฬแห่งซากธุลีดูเหมือนจะตายไม่ได้ แต่นั่นก็แค่
บางกรณีเท่านั้น แม้แต่มหามรรคายังดับสูญได้ ไหนเลยจะมีผู้
หนีพ้นความตายอย่างแท้จริง
เจ้าแค้นทมิฬตนนี้เคียดแค้นมรรคาอริยะ ชะตาเร้นและ
มัชฌิมาพิทักษ์ จุดนี้ทำให้เจียงฉางเซิงคิดอะไรได้บางอย่าง
นับตั้งแต่เจียงฉางเซิงสังหารอริยราชันเพลิงพิโรธกับอริย
เทวะยมพิภพ เขากับมรรคาอริยะก็ผูกแค้นกันแล้ว ช้าเร็ว
กรรมนี้ย่อมมาตามสนอง
อย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องกังวลว่าเจ็ดทมิฬแห่งซากธุลี
จะหันไปเข้ากับสามมหาวิถีบำเพ็ญหลุดพ้นพวกนั้น
เพียงแต่เจ้าเจ็ดคนนี้ชั่วร้ายเหลือคณา ยากจะทำให้ยอม
สวามิภักดิ์ได้ แค่ใช้เขตอาคมทรมานพวกเขาคงยังไม่พอ
ถึงอย่างไรความทุกข์ทรมานที่พวกเขาเผชิญอยู่ก็ไม่น้อย
ไปกว่าเขตอาคมในเตาหลอมสามพันสรรพสิ่งอยู่แล้ว
ผ่านไปเนิ่นนาน ในที่สุดเจียงฉางเซิงก็สะบัดมือขวา แสง
สีขาวเจ็ดสายพุ่งออกมาจากในเตาหลอมสามพันสรรพสิ่ง
แล้วเผยร่างของเจ็ดทมิฬแห่งซากธุลีออกมา
เจ็ดทมิฬเห็นเจียงฉางเซิงก็เหม่อลอยไปครู่หนึ่ง นั่น
เพราะว่าตั้งแต่ต้นจนจบพวกเขายังไม่ทันเห็นตัวของเจียงฉาง
เซิงแม้แต่น้อย แวบแรกพวกเขาถึงขั้นไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำว่าพวก
ตนถูกปล่อยออกมาแล้ว
แค้นทมิฬที่เป็นหัวหน้าได้สติกลับมาก่อนเป็นคนแรก
เขาถามเสียงขึงขัง “เจ้าเป็นคนที่จับตัวพวกข้ามารึ”
หกทมิฬที่เหลือได้สติกลับมาบ้าง พวกเขาสังเกตเห็น
ตนเองกลับมาอยู่ในห้วงมิติแล้ว แต่พวกเขาไม่หนีในทันที
เพราะไม่ว่าอย่างไรศัตรูก็ยังอยู่ตรงหน้า ในเมื่อเขากล้าปล่อย
พวกตนออกมา อีกฝ่ายย่อมมีความมั่นใจว่าจะขวางพวกตน
ได้
เมื่อนึกถึงตอนที่ถูกกำราบอย่างไร้กำลังต่อต้าน
ก่อนหน้านี้ สายตาที่พวกเขามองเจียงฉางเซิงก็เต็มไปด้วย
ความหวั่นเกรง
“ไปเถิด”
เจียงฉางเซิงเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเฉยชา ไม่เห็นเจ็ดทมิฬ
แห่งซากธุลีอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย
แค้นทมิฬลืมดวงตาแนวตั้งสีทองดวงนั้นไม่ลง เขา
ไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายทำสิ่งใดกับเขา แต่การที่อีกฝ่ายปล่อย
พวกเขาไปเฉยๆ ในตอนนี้ ทำให้เขายิ่งฉงนงงงวย
“เจ้าขังพวกข้าเสร็จแล้วก็จะปล่อยพวกข้าไปอีก หมาย
สิ่งใดไว้กันแน่”
“คงไม่ใช่ทำเพื่อราชันชะตางำประกายหรอกนะ”
“อาจใช่ ชะตาเร้นแข็งแกร่งขนาดนั้น มีคนอยากให้
พวกเขาหันมาสนใจอยู่เสมอนั่นแหละ!”
“พลังแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ยังยอมเป็นสุนัขรับใช้ของชะตา
เร้นอีก น่าขันเสียจริง”
เจียงฉางเซิงได้ยินพวกเจ็ดทมิฬแห่งซากธุลีเริ่มต่อว่า
เสียดสีก็อยากถามเหลือเกินว่า เหตุไฉนคำว่าสุนัขก็เป็นคำ
เหยียดหยามในพันมหาโลกาเหมือนกัน
“หากพวกเจ้าไม่อยากไป ยินดีมาทำงานให้ข้าหรือไม่”
จู่ๆ เจียงฉางเซิงก็ถามแทรกถ้อยคำปรามาสของเจ็ด
ทมิฬแห่งซากธุลี
“บังอาจ”
สิ่งชั่วร้ายตนหนึ่งในนั้นโกรธจัด เขาเงื้อมือตะปบใส่เจียง
ฉางเซิงทันที ปราณโลหิตโถมทะลักออกมากลายเป็นกรงเล็บ
โลหิตอันน่าหวาดหวั่น มันเพิ่งก่อตัวสำเร็จก็เป่าหมอกควัน
รอบข้างแตกกระจาย หมอกสีม่วงรอบด้านถูกปราณโลหิตพัด
ออกไปจนเผยให้เห็นร่างอันยิ่งใหญ่ของต้นสรวงสวรรค์มหา
โลกา
เจียงฉางเซิงถามอย่างเฉยเมย “อยากรนหาที่ตายหรือ”
สิ้นคำนี้ เตาหลอมสามพันสรรพสิ่งก็ลอยขึ้นมา พวกเจ็ด
ทมิฬแห่งซากธุลีหวาดกลัวจนถอยพรวด
แค้นทมิฬรีบเอ่ยว่า “ขอบคุณผู้อาวุโสที่ใจกว้าง พวกข้า
จะจากไปเดี๋ยวนี้!”
กล่าวจบ เขาก็ใช้พลังของตนรวบหกทมิฬที่เหลือแล้ว
ลากพวกเขาจากไปทันที
เจียงฉางเซิงมองดูอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อแน่ใจแล้วว่าพวกเขา
ไม่วกกลับมา เขาก็พาบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคาหายวับ
ไปต่อหน้าต้นสรวงสวรรค์มหามรรคา
อีกฝั่งหนึ่ง
เจ็ดทมิฬแห่งซากธุลีหนีตายอย่างเต็มฝีเท้า พวกเขาเดิน
ทางข้ามมิติอย่างไม่หยุดหย่อน
“พี่ใหญ่ เขากำลังเล่นลูกไม้อะไรกันแน่” สิ่งมีชีวิตชั่วร้าย
ที่หน้าตาเหมือนก้อนเนื้อเละเทะตนหนึ่งเอ่ยปากถาม เสียง
ของมันไพเราะจนชวนให้ผู้คนนึกถึงสตรีโฉมงามเรือนร่าง
อรชรสักคน แต่ความจริงใบหน้าของมันบวมพองและมีน้ำ
เลือดไหลนอง มีเพียงดวงตาเท่านั้นที่ยังปกติดีอยู่
แค้นทมิฬจับจ้องด้านหน้าแล้วกัดฟันเอ่ยว่า “ข้าก็
ไม่แน่ใจ แต่อย่างน้อยก็หมายความว่าเขาไม่ใช่คนของชะตา
เร้น มรรคาอริยะหรือมัชฌิมาพิทักษ์”
หกทมิฬเงียบงัน คิดว่ามีเหตุผล
หากพวกเขาเจอสามมหาวิถีบำเพ็ญหลุดพ้นนั่นจริง
เจ้าพวกนั้นคงไม่เล่นลูกไม้อะไรทั้งสิ้นแต่มาไล่ล่าสังหาร
พวกเขา ทรมานพวกเขาตรงๆ เลยมากกว่า พวกนั้นไม่มีทาง
เป็นฝ่ายปล่อยพวกเขาไปเองแน่
ระหว่างห้วงเวลาอันยาวนานพวกเขาเคยถูกสามมหาวิถี
บำเพ็ญผู้หลุดพ้นจับตัวได้อยู่หลายครั้ง ทุกครั้งล้วนทำให้
พวกเขามีความทรงจำอันทุกข์ทรมานและน่าอเนจอนาถ
“ก่อนหน้านี้เหตุไฉนไม่เคยเห็นเจ้าหมอนี่ เตาหลอม
อันนั้นของเขาแข็งแกร่งจนน่าเหลือเชื่อ เขามาจากวิถีบำเพ็ญ
ใดกัน”
“หรือจะเป็นหุบเหวสมบัติ”
“หุบเหวสมบัติอย่างนั้นหรือ ก็เป็นไปได้ ของวิเศษของ
เขาแข็งแกร่งเหลือเกิน ข้าเพิ่งเคยถูกศัตรูใช้สิ่งของภายนอก
สยบเป็นครั้งแรก”
“แต่หุบเหวสมบัติจะมาที่นี่เพราะเหตุใด มีเป้าหมาย
อะไรอยู่”
“บางทีหุบเหวสมบัติอาจเกิดเรื่อง เขาเลยต้อง
ระเหเร่ร่อนมา”
หกทมิฬเริ่มถกเถียงกัน แต่ในใจแค้นทมิฬกำลังหนักอึ้ง
เขารู้สึกเหมือนเจียงฉางเซิงทำอะไรบางอย่างกับเขาแต่
เขานึกไม่ออก ความรู้สึกที่เหมือนกำลังลืมเลือนอะไรไปสัก
อย่างนี่ทำให้เขาไม่สบายใจยิ่งนัก
…
เมื่อกลับมาถึงในตำหนักเมฆาม่วง เจียงฉางเซิงก็เห็นไป๋
ฉีรอเขาอยู่นานแล้ว
“นายท่าน ท่านเดินทางไปพันมหาโลกามาหรือ” ไป๋ฉี
ถามอย่างระมัดระวัง การมีอยู่ของห้วงมิติชั้นในไม่ใช่ความลับ
อีกแล้ว ผู้ยิ่งใหญ่ของวิถีเซียนล้วนปรารถนาจะเดินทางไปพัน
มหาโลกา
ตอนที่ไป๋ฉีกลับมาแล้วไม่พบเจียงฉางเซิง นางคิดฟุ้งซ่าน
มากมายนัก
หรือว่าสิ่งที่จินฉานจื่อพูดจะเป็นความจริง ในอนาคตวิถี
เซียนจะพบมหันตภัยจนมีจุดจบน่าอนาถเช่นนั้น เพราะว่านาย
ท่านไม่อยู่ที่นี่หรือไม่
นางคิดว่าเป็นไปได้มาก ในเมื่อนายท่านแข็งแกร่ง
มากขึ้นทุกวัน ในอนาคตเขาย่อมไม่มีทางอยู่ในตำหนักเมฆา
ม่วงตลอดไป
เจียงฉางเซิงตอบ “ใช่ เจ้ามาเพราะคำทำนายของจิน
ฉานจื่ออย่างนั้นหรือ”
ไป๋ฉีได้ยินดังนั้น ดวงตาก็เบิกโต นางขยับเข้าไปข้างเขา
แล้วถามอย่างเคร่งเครียดทันที “หรือว่าท่านล่วงรู้มานานแล้ว
”
เจียงฉางเซิงเอ่ยตอบ “ถูกต้องแล้ว กรรมทั้งมวลล้วนอยู่
ในสายตาของข้า เพียงแต่จินฉานจื่อยังไม่แตกฉานศาสตร์นี้
สิ่งที่เขาเห็นไม่แน่ว่าจะเป็นความจริงทั้งหมด แต่แน่นอน ก็
ไม่แน่ว่าจะเป็นเรื่องลวงเช่นกัน สุดท้ายวิถีเซียนย่อมพานพบ
มหันตภัย แต่หากผ่านพ้นไปได้ ทั้งวิถีบำเพ็ญก็จักหลุดพ้น
เหินสู่เบื้องบนไปยังพันมหาโลกาด้วยกัน”
“แต่ข้าได้ยินเขาบอกว่า เผ่าเจียงเซ่นสังเวยสายเลือด…”
“ถ้าเช่นนั้นก็นับว่าเผ่าเจียงห้าวหาญ ปกป้องสิ่งที่
พวกเขาควรปกป้อง”
เจียงฉางเซิงเอ่ยอย่างนิ่งสงบ ไป๋ฉีได้ยินคำนี้ก็เงียบไป
ไป๋ฉีครุ่นคิดไปมา สุดท้ายก็อดไม่ได้ถามขึ้นมาว่า “นาย
ท่าน พวกเราจะไม่ทำสิ่งใดเลยหรือ”
เจียงฉางเซิงเหล่ตามองนางแล้วถามว่า “เจ้าอยากทำ
อย่างไรเล่า”
“ย่อมต้องทำให้วิถีเซียนแข็งแกร่งขึ้น ไม่ให้เกิด
โศกนาฏกรรมเช่นนั้น”
“ตอนนี้ก็ทำเช่นนั้นอยู่ไม่ใช่หรือ”
“แต่ว่า…”
จู่ๆ ไป๋ฉีก็ไม่รู้ว่าสมควรจะพูดอะไรดี
เจียงฉางเซิงหัวเราะออกมา “ในเมื่อเจ้าเป็นห่วง
ถึงเพียงนี้ เรื่องนี้ยกให้เจ้าจัดการก็แล้วกัน หากความพยายาม
ของเจ้าทำให้คำทำนายของจินฉานจื่อไม่เป็นจริง เจ้าย่อม
ได้รับบุญบารมีจากมรรคาสวรรค์ เจ้ากล้าลองดูหรือไม่”
“ข้าจะไหวหรือ…”
“อย่าลืมสิ นั่นคือมหันตภัยแห่งวิถีเซียน เป็นอนาคตอัน
ไกลโพ้นยิ่งนัก”
คำพูดนี้ของเจียงฉางเซิงทำให้ไป๋ฉีที่ฟังอยู่ดวงตา
เป็นประกาย
นั่นสิ!
อนาคตยังอีกไกลโพ้นยิ่งนัก!
…………………………………………………….