เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 567 ช่วยเหลือวิถีเซียน
“วิถีเซียนหรือ”
ราชันชะตางำประกายฟังจบก็นิ่งเงียบ เขารู้สึก
เหมือนเคยได้ยินนามนี้มาก่อน เขาเริ่มค้นหาความทรงจำของ
ตนเอง
เจียงเจี่ยนไม่ส่งเสียงสักแอะ ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเคยได้ยิน
นามวิถีเซียนมาหรือไม่ เขาก็เชื่อว่าท่านปู่ทำให้อีกฝ่าย
พรั่นพรึงไปแล้ว
‘ไม่รู้ยามใดข้าจะหลอมยอดของวิเศษเช่นนั้นได้บ้าง’
เจียงเจี่ยนคิดอย่างตั้งตาคอย ผู้บำเพ็ญเซียนล้วน
มีความสามารถในการหลอมของวิเศษควบด้วยทั้งนั้น ผู้
บำเพ็ญเซียนที่ไม่เคยหลอมสมบัติอาคมแทบจะไม่นับว่าเป็นผู้
บำเพ็ญเซียนที่แท้จริง
จู่ๆ ราชันชะตางำประกายก็ถามว่า “ข้าเห็นของวิเศษบน
ตัวเจ้าไม่ธรรมดา แล้วยังมีเตาหลอมยักษ์อันนั้นของท่านปู่
เจ้าอีก นี่คือจุดแข็งของวิถีเซียนหรือ”
วิถีบำเพ็ญที่สร้างศาสตราอันแข็งแกร่งได้มีอยู่ไม่น้อย
ก่อนนี้ราชันชะตางำประกายดูแคลนวิถีบำเพ็ญพวกนั้น
อย่างยิ่ง เพราะในสายตาของเขา พวกนั้นล้วนเป็นวิถีบำเพ็ญที่
พึ่งพาสิ่งนอกกาย มีข้อเสียมากเกินไป เมื่อใดสูญเสียของ
วิเศษ ความสามารถในการเอาตัวให้รอดก็ลดฮวบ
แต่วันนี้เมื่อได้เห็นของวิเศษของมรรคาจารย์ เขาก็
ตกตะลึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่เตาหลอมนั่นสูบสิ่งต่างๆ
เข้าไป ความสิ้นหวังและความรู้สึกหายใจไม่ออกนั่นทำให้เขา
ขวัญผวาตัวสั่นตราบทุกวันนี้
“กล่าวเช่นนั้นก็ได้” เจียงเจี่ยนพยักหน้า
เทียบกับวิถียุทธ์ สมบัติอาคมของวิถีเซียนก็มีประโยชน์
มากมายมหาศาลจริงๆ มันช่วยให้ผู้บำเพ็ญเซียนต่อสู้ข้าม
ระดับขั้นได้ด้วยซ้ำ
วิถียุทธ์ก็มีศาสตราเทวะอยู่เหมือนกัน แต่ศาสตราเทวะ
เหล่านั้นช่วยเสริมพลังทำลายล้างของพลังบรรพยุทธ์เท่านั้น
ไม่เหมือนสมบัติอาคมของวิถีเซียนที่มีพลังมหัศจรรย์ในตัวมัน
เอง ราวกับเป็นพลังแห่งมหามรรคาที่ปรากฏออกมาเป็นวัตถุ
ราชันชะตางำประกายหัวเราะแล้วเอ่ยว่า “เยี่ยมมาก ข้า
ได้เปิดหูเปิดตาแล้ว”
แค่เปิดหูเปิดตาเองหรือ
ในใจเจียงเจี่ยนคิดเช่นนี้ การเดินทางหลังจากนั้น ท่าที
ของราชันชะตางำประกายเป็นมิตรอย่างยิ่ง เขาแนะนำชะตา
เร้นให้รู้จัก เจียงเจี่ยนค่อยๆ ถูกขุมพลังของชะตาเร้นทำให้
ตกตะลึงมากขึ้นทีละน้อย
ชะตาเร้นแข็งแกร่งมากเท่าใด เขาก็ยิ่งคาดหวังกับการ
เดินทางไปบ่อชุบชะตาหลังจากนี้มากเท่านั้น
…
เจียงฉางเซิงไม่เดินทางกลับโลกคุนหลุนแต่เร่งเดินทาง
ไปหาต้นสรวงสวรรค์มหามรรคา
ห้วงมิติจุดที่ต้นสรวงสวรรค์มหามรรคาอยู่เต็มไปด้วยไอ
สีม่วงมากมายมหาศาล แลดูลึกลับอย่างยิ่ง เพิ่งเข้ามาในห้วง
มิติบริเวณนี้ เขาก็มองเห็นแต่ไกลว่าต้นสรวงสวรรค์มหา
มรรคาถูกบดบังอยู่ใต้หมอกสีม่วงหนาทึบ มันดูยิ่งใหญ่
ประหนึ่งเทพผู้สร้างผู้ค้ำจุนจักรวาล
เจียงฉางเซิงแอบผิดหวังในใจ เจ้าเจ็ดคนที่อยู่ในเตา
หลอมสามพันสรรพสิ่งไม่ทำให้เขาได้รับรางวัลรอดชีวิต
เพราะประการแรกเจ้าเจ็ดคนนี้ไม่ได้มุ่งเป้ามาที่เขา ประการ
ที่สองก่อนหน้านี้พวกเขาสองฝ่ายไม่มีกรรมใดเกี่ยวพันกัน
มิหนำซ้ำพวกเขายังไม่ทันลงมือกับเจียงฉางเซิงเสียด้วยซ้ำ
เขาลังเลว่าจะปล่อยเจ้าพวกนั้นออกมาสู้กันอีกสักยกดี
หรือไม่
แต่ครุ่นคิดดูอีกทีก็ไม่ดีกว่า พลังของเขาเหนือกว่าเจ้า
เจ็ดคนในเตาหลอมมาก ต่อให้ทำสำเร็จ รางวัลรอดชีวิตก็คง
ช่วยอะไรเขาได้ไม่มากนัก ไม่จำเป็นต้องทิ้งเภทภัยไว้ภายหน้า
ก่อนหน้านี้อริยราชันเพลิงพิโรธก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา แต่
ยังทิ้งคำสาปไว้ให้เขาได้ เรื่องเช่นนั้นจะปล่อยให้เกิดขึ้นไม่ได้
อีก
ผ่านไปเนิ่นนานถึงเพียงนี้ คำสาปของอริยราชันเพลิง
พิโรธอ่อนแรงลงไม่น้อยแล้ว เมื่อเจียงฉางเซิงแข็งแกร่งขึ้น
ทุกวัน พลังของคำสาปสายนี้ย่อมมลายหายไปในไม่ช้าก็เร็ว
เจียงฉางเซิงเหาะมาหยุดเบื้องหน้าต้นสรวงสวรรค์มหา
มรรคา แล้วนั่งสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้ ร่างแยกของเขาอยู่บนกิ่งไม้ที่
สูงขึ้นไปหลายสิบล้านจั้ง ร่างแยกเพียงปรายตามองเขาทีหนึ่ง
แต่ไม่ลุกขึ้นยืนและไม่ส่งเสียงพูดสักคำ เดิมทีพวกเขาก็
เป็นหนึ่งเดียวกันตั้งแต่แรก ไม่จำเป็นต้องสนทนาอันใด
เจียงฉางเซิงนั่งอยู่บนบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา เขา
หยิบเตาหลอมสามพันสรรพสิ่งออกมาแล้วส่งจิตแทรกเข้าไป
ด้านใน
เจ้าเจ็ดคนนั้นไม่ธรรมดา ดังนั้นเขาจึงตั้งใจจะสืบข้อมูล
เกี่ยวกับพันมหาโลกาให้มั่นใจ ไม่ให้มีอะไรกระทบไปถึงห้วง
อนันต์สุญญตา อีกอย่างมีร่างแยกของเขาคอยระแวดระวังอยู่
ใกล้ๆ เขาย่อมไม่จำเป็นต้องกังวลมากนัก
ด้านในเตาหลอมสามพันสรรพสิ่ง เจ็ดทมิฬแห่งซากธุลีผู้
มาล่าราชันชะตางำประกายกลายร่างเป็นร่างมนุษย์แล้ว
เพียงแต่บนร่างของพวกเขายังหลงเหลือเอกลักษณ์ของร่าง
เดิมอยู่ แต่ละคนจึงดูแล้วหน้าตาประหลาดนัก เหมือนมาร
ปีศาจยิ่งกว่ามารปีศาจ เห็นแล้วชวนสะพรึง
เวลานี้พวกเขาถูกเขตอาคมกำเนิดจักรวาลสะกดไว้แล้ว
พลังอันน่ากลัวสารพัดชนิดกำลังทำร้ายพวกเขาอยู่ พวกเขา
ไม่มีที่ใดให้หนีไปหลบ ได้แต่ต้องทนกับความทุกข์ทรมาน
อย่างที่สุด
เจียงฉางเซิงสังเกตเห็นพลังแห่งคำสาปบนร่างพวกเขา
นั่นหมายความว่าแรกเริ่มเดิมทีพวกเขาไม่ได้มีรูปลักษณ์เช่นนี้
แต่ถูกพลังของคำสาปบางอย่างทำร้ายจนกลายเป็นเช่นนี้
เขาไม่ขบคิดสิ่งใดมาก ลืมดวงเนตรมหามรรคาขึ้น
มาทันที ดวงเนตรแนวตั้งสีทองดวงหนึ่งปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า
ของโลกด้านในเตาหลอม ลูกนัยน์ตาจ้องเขม็งไปที่ร่างหนึ่งใน
นั้น
เจียงฉางเซิงในตอนนี้ใช้พลังของดวงเนตรมหามรรคาได้
โดยไม่ต้องสบตาฝ่ายตรงข้ามอีกแล้ว เขาเล็งเป้าหมายได้
ทันที เขาใช้วิชาเก้าขุมนรกสุขาวดี ทำให้จิตใจของสิ่งมีชีวิต
ชั่วร้ายตนนี้พังทลายในพริบตา
เขาเริ่มค้นความทรงจำของอีกฝ่าย ทำความเข้าใจอดีต
ของพวกเขา พร้อมกับทำความเข้าใจพันมหาโลกาไปด้วย
เจ็ดทมิฬแห่งซากธุลี!
ซากธุลี!
นี่คือวิถีบำเพ็ญหลุดพ้นสายที่สี่ที่เจียงฉางเซิงได้รู้จัก
แล้วมันยังเป็นวิถีบำเพ็ญหลุดพ้นที่ล่มสลายไปแล้วอีกด้วย
สิ่งนี้ทำให้ตัวตนที่เขาไม่อาจสอดส่องได้ก่อนหน้านี้เผยตัว
ออกมา
ผู้ที่ถูกเขาอ่านความทรงจำคือแค้นทมิฬ หัวหน้าของเจ็ด
ทมิฬแห่งซากธุลี สาเหตุที่เลือกเขาย่อมเป็นเพราะเขา
แข็งแกร่งที่สุด
ความทรงจำของแค้นทมิฬมากมายมหาศาลอย่างยิ่ง
แม้แต่เจียงฉางเซิงก็ต้องใช้เวลาในการย่อยพวกมัน
…
บนดินแดนจักรพรรดิของราชสำนักทมิฬในสามพันโลก
พระราชวังสีดำหลังหนึ่งลอยอยู่บนท้องนภา
ภายในตำหนัก เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์กำลังมองสำรวจ
เจียงอี้
เขายิ่งมองก็ยิ่งพอใจ จึงหัวเราะแล้วเอ่ยว่า “เจ้าหนู
ต่อให้เจ้าไปพันมหาโลกาก็คงเอาชีวิตรอดได้อย่างดี ว่า
อย่างไรเล่า เมื่อใดจะเดินทางไปตะลุยพันมหาโลกา”
นี่เพิ่งจะผ่านไปกี่ปี เจ้าหนูคนนี้ก็เติบใหญ่จนถึงก้าวนี้
แล้ว เขาเหมือนได้เป็นประจักษ์พยานการมาถึงของยุค
สมัยใหม่
เจียงอี้ส่ายหน้ายิ้มๆ “มหันตภัยแห่งวิถียุทธ์ยังไม่จบ ไหน
เลยข้าจะจากไปได้”
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์โบกมือไปมา “ใกล้แล้วล่ะน่า ถึงพัก
นี้จะมีพวกที่แข็งแกร่งโผล่มาไม่น้อย แต่วิถีเซียนครองอำนาจ
กระแสหลักอยู่ ไม่มีใครต้านได้แล้ว หากเจ้าพวกน่ากลัวที่โลก
สวรรค์ใบที่สี่ลงมือ ทุกอย่างก็จบแน่”
ชื่อเสียงของโลกสวรรค์ใบที่สี่ขจรขจายไปทั่วมหาพิภพ
จิตจรแล้ว เจียงอี้เคยสนใจอยู่เหมือนกัน เขาจำใจต้องยอมรับ
ว่าตนเองยังสู้ปฐมาจารย์หมื่นพุทธไม่ได้จริงๆ แต่เขายังอายุ
น้อย ยังมีโอกาสไล่ตามอยู่
“รอมหันตภัยจบลงแล้ว ข้าจะเดินทางไปพันมหาโลกา
ความสงบสุขไม่เหมาะกับข้า มีเพียงสภาพแวดล้อมอันดำมืด
โกลาหลเท่านั้นที่เหมาะให้ข้าแข็งแกร่งขึ้น” เจียงอี้เอ่ยอย่างนิ่ง
สงบ
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์เหมือนฟังความนัยบางอย่างออก
จึงขมวดคิ้วถามว่า “ต้องทำเช่นนั้นให้ได้เลยหรือ”
เจียงอี้พยักหน้ากล่าวว่า “มหันตภัยหาใช่สงคราม ท่าน
สัมผัสพลังแห่งบาปในห้วงมิติแห่งนี้ไม่ได้หรือ หากวิถีเซียน
ต้องการจบมหันตภัยอย่างแท้จริง ข้าต้องรับความแค้นของ
สรรพชีวิตทั้งหลายมาแบกไว้ นี่สบโอกาสบีบตัวข้าเองให้
ไปจากที่นี่ เพื่อไปแสวงหาอนาคตที่สูงกว่าพอดี”
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ถอนหายใจ “ดังนั้นเจ้าจึงสร้าง
ราชสำนักทมิฬขึ้นมาหรือ เจ้าคิดอยู่แล้วว่าจะมีวันนี้”
เจียงอี้ถอนหายใจเอ่ยว่า “ข้ารู้จักนิสัยของบิดาข้าดีที่สุด
ถึงพักนี้จะเห็นเขาเปิดสงครามอยู่ตลอด แต่ความจริงแล้วใน
ใจเขาคงทรมานอยู่แน่ แดนสวรรค์จะกลายเป็นขุมอำนาจที่ป่า
เถื่อนบ้าอำนาจมิได้ พวกเขาต้องกลายเป็นเทพเซียนที่คู่ควร
ให้ศรัทธาในใจของสรรพชีวิตทั้งหลายต่างหาก ดังนั้นข้า
จะนิ่งดูดายให้แดนสวรรค์ทำตัวโหดเหี้ยมต่อไปไม่ได้แล้ว
ไปกับข้าเถิด ชโลมเลือดให้ทั่วสามพันโลก กลายเป็นคนบาป
ของห้วงอนันต์สุญญตา จากนั้นก็ถูกเนรเทศไปอย่างน่า
อเนจอนาถ”
กล่าวถึงท่อนท้าย เขาก็คลี่ยิ้มออกมาเอ่ยด้วยน้ำเสียง
สัพยอก
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์กลอกตาใส่แล้วเอ่ยว่า “เจ้าคิด
จะพาข้าไปทรมานอีกหรือ ข้าไม่อยากไปลำบากกับเจ้าหรอก”
เจียงอี้หัวเราะ “เฒ่าลี้ลับ ท่านกลับมาจากพันมหาโลกา
ต้องเคยกล้ำกลืนความทุกข์มาไม่น้อย ท่านไม่อยากกู้หน้าให้
ตัวเองหรือ อย่ากลัวเลยน่า หลังจากนี้ข้าจะหนุนหลังท่านเอง
!”
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์เบ้ปาก “แค่เจ้าคนเดียว ข้าไม่
เชื่อถือหรอก”
“ยังมีพี่ใหญ่ของข้าด้วยนะ เขาคือดาวสังหารนิรันดร์
กาล เข้าคู่กับข้าที่สุด มีพวกเราสองพี่น้องหนุนหลังท่าน
หลังจากนี้มีแต่ผู้อื่นต้องหวาดกลัวพวกเรา”
เจียงอี้เอ่ยอย่างคาดหวัง เมื่อนึกถึงพันมหาโลกา หัวใจ
ทะเยอทะยานของเขาก็ถูกจุดไฟขึ้นมา
หากตัดวิถีเซียนออกไป เขารู้ตัวว่าไม่มีคู่ต่อสู้ในห้วง
อนันต์สุญญตาอีกแล้ว
โลกสวรรค์ใบที่สี่มีตัวตนที่น่ากลัวอยู่มากมาย แต่
พวกเขาล้วนเป็นคนของวิถีเซียน เขาไม่มีวันลงมือกับคนในวิถี
เดียวกันอย่างเด็ดขาด
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ฟังจบก็เผยสีหน้าคาดหวังออกมา
เช่นกัน
ก่อนหน้านี้เขาหวาดกลัวพันมหาโลกา ตอนนี้เขาก็
ไม่กลัวแล้วจริงๆ นั่นแหละ!
มีวิถีเซียนที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้หนุนหลังอยู่ เขายัง
จะกลัวอะไรอีกเล่า
วิถียุทธ์ไม่ยอมรับเขา แต่วิถีเซียนยอมรับเขา!
“อีกอย่างท่านปู่ของข้าต้องไปสร้างโลกสวรรค์ไว้ที่พัน
มหาโลกาด้วยแน่ ถึงเวลานั้นหากท่านเหนื่อยก็ยังมีที่พักหยั่ง
เท้า ไม่ต้องตะลอนกับพวกเราตลอดเวลาก็ได้” เจียงอี้หัวเราะ
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ส่ายหัวแล้วตอบว่า “ก็ได้ เรื่องนั้น
เอาไว้ก่อน อีกไม่นานโลกสวรรค์ใบที่สามจะจัดงานชุมนุม
หมื่นสมบัติ มรรคามารดรเป็นกรรมการตัดสิน แข่งขันระดับ
ของสมบัติอาคมที่หลอมขึ้นบนสนามแข่ง ผู้ชนะจะได้รับยอด
ของวิเศษจากมรรคาจารย์ เจ้าจะไปหรือไม่”
เจียงอี้ได้ยินก็พยักหน้าเอ่ยว่า “งานนั้นข้าต้องเข้าร่วม
อยู่แล้ว ต่อให้ไม่ใช่เพื่อสมบัติอาคม ข้าก็จะไปอยู่ดี”
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์เอ่ยต่อว่า “งานชุมนุมหมื่นสมบัติ
หนนี้แม้แต่ผู้ยิ่งใหญ่จากโลกสวรรค์ใบที่สี่ก็มาด้วย พระแม่
ฝูหยวนมีชื่อเสียงที่โลกสวรรค์ใบที่สี่มากจริงๆ หลังจากนี้เจ้าก็
อย่าไปล่วงเกินนางเล่า ดูจากเส้นสายที่นางมีในมือตอนนี้
แม้แต่จักรพรรดิสวรรค์ก็ไม่แน่ว่าจะเทียบนางได้”
เจียงอี้เอ่ยอย่างไม่สบอารมรณ์ “นางเป็นผู้อาวุโสของข้า
ข้าจะไปล่วงเกินนางทำอะไร”
“เจ้าไม่ได้ล่วงเกิน แต่ราชสำนักทมิฬไปล่วงเกินเข้าแล้ว”
“หืม เช่นนั้นหรือ”
แววตาของเจียงอี้เย็นเยียบในพริบตา
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ไม่เอ่ยต่อ แต่เปลี่ยนไปสนทนาเรื่อง
ขั้นพรหมแทน
พอพูดถึงขั้นพรหม เจียงอี้ก็พร่ำพูดน้ำไหลไฟดับอย่าง
ตื่นเต้นยิ่งนัก
…
ณ โลกสวรรค์ใบที่สี่
ณ แดนสุขาวดี เหนือหมู่ทะเลเมฆ ไป๋ฉีกำลังนั่งอยู่ใน
ตำหนักหลังหนึ่ง เบื้องหน้ามันมีคัมภีร์พุทธ ของวิเศษของลัทธิ
พุทธกองอยู่เต็มไปหมด มันกำลังเลือกของวิเศษอย่างสุขใจ
ส่วนคัมภีร์ มันไม่สนใจสักนิด
จังหวะนี้เอง นางปีศาจตนหนึ่งก็วิ่งเข้ามาเอ่ยว่า “พระ
แม่ ข้างนอกมีภิกษุรูปหนึ่งต้องการพบท่านเจ้าค่ะ”
“เอ๋ แค่ภิกษุ ไม่ใช่พระพุทธองค์หรือ”
“ไม่ใช่เจ้าค่ะ ได้ยินว่าเป็นศิษย์ที่เพิ่งเข้าลัทธิพุทธคน
หนึ่ง เรียกตนเองว่าจินฉานจื่อ”
“เพิ่งเข้าลัทธิหรือ ผู้ใดเป็นอาจารย์ของเขาเล่า”
“ตอนนี้ยังไม่มีอาจารย์เจ้าค่ะ พระพุทธองค์แต่ละองค์
ล้วนกำลังเตรียมพร้อมไปงานชุมนุมหมื่นสมบัติอยู่ จึงไม่
มีเวลาว่างรับศิษย์ใหม่”
“ถ้าอย่างนั้นเขามีคุณสมบัติอันใดมาพบข้า เจ้านี่นะ
ไม่รู้ความถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
ไป๋ฉีขมวดคิ้ว น้ำเสียงไม่สบอารมณ์
นางปีศาจคุกเข่าลงอย่างหวั่นเกรง นางรีบเอ่ยว่า “พระ
แม่ เขาบอกว่าเขาหยั่งรู้อนาคตได้ เขามองเห็นอนาคตของเผ่า
เจียง เป็นอนาคตที่น่าสลด เรื่องเกี่ยวข้องกับเผ่าเจียง ข้าจึงไม่
มาไม่ได้”
ได้ยินเช่นนั้น คิ้วของไป๋ฉีก็ขมวดแน่นกว่าเดิม นางเอ่ย
ทันทีอย่างไม่ลังเล “ยังไม่รีบไปเชิญอีก!”
นางปีศาจหายตัวไปจากในตำหนักทันที
ไป๋ฉีพึมพำกับตนเอง “กล้าพูดเพ้อเจ้อเกี่ยวกับเผ่าเจียง
ช่างขวัญกล้าเทียมฟ้าจริงๆ เจ้ามองได้ไกลกว่านายท่านของ
ข้าหรือไร”
แม้จะพูดเช่นนี้ แต่นางก็กลัวว่าความจริงนายท่าน
มองเห็นแล้วแต่นายท่านไม่พูด
นางปีศาจนำทางภิกษุเยาว์วัยรูปหนึ่งเข้ามาในตำหนัก
อย่างรวดเร็ว
จินฉานจื่อผู้นี้ผิวขาวผ่อง ใบหน้าหล่อเหลาเกลี้ยงเกลา
บนร่างสวมจีวร มีบรรยากาศเช่นผู้หลุดพ้นจากโลกีย์
“อมิตตาภพุทธ จินฉานจื่อคารวะพระแม่ วันนี้บุ่มบ่าม
มาเยือนก็เพื่อช่วยเหลือวิถีเซียน!”
……………………………………………..