เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 571 สุนัขอสูรแห่งความอลหม่าน บ่อน้ำลืมชาติภพ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 571 สุนัขอสูรแห่งความอลหม่าน บ่อน้ำลืมชาติภพ
เมื่อเห็นเก้าขุมนรกสุขาวดีใช้ไม่ได้ผล เจียงฉางเซิงก็ยก
มือขึ้นมาตบลงไป
ฝ่ามือสังสารวัฏกษิติครรภ์!
หนึ่งฝ่ามือนี้มีพลังอันมหัศจรรย์ของการเนรเทศกรรมอยู่
ด้วย!
ตัวตนล่องหนที่มีมูลค่าแปดหมื่นถูกโจมตีจากระยะห่าง
ก็ปรากฏร่างในพริบตา กายเนื้อของเขาถูกหนึ่งฝ่ามือทำลาย
กลายเป็นหมอกโลหิตฟุ้งกระจาย โลหิตระเหยด้วยความเร็ว
สูง ทั้งร่างกายและวิญญาณดับสูญพร้อมกัน!
นอกจากการดับสูญที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าแล้ว
แม้แต่กรรมกับโชคชะตาของเขาก็ถูกทำลายไปพร้อมกันด้วย
ป้องกันเผื่อว่าเจ้าหมอนี่จะมีเบื้องหลังที่แข็งแกร่งกว่า
สังหารในเสี้ยววินาที!
ด้วยพลังของเจียงฉางเซิงในวันนี้ หากตั้งใจจะสังหาร
การปลิดชีพตัวตนที่มีมูลค่าแปดหมื่นแต้มไม่ใช่เรื่องยาก เมื่อครู่เขาเพียงอยากค้นความทรงจำ ของอีกฝ่ายเท่านั้น แต่ใน
เมื่อค้นไม่ได้ก็สังหารมันเสียเลย!
ดวงจิตของเจียงฉางเซิงตรวจจับกลิ่นอายของอีกฝ่าย
ไม่ได้แล้ว ใช้ฟังก์ชั่นแต้มเซ่นไหว้พยากรณ์ก็พยากรณ์ไม่พบ
เช่นกัน
ดูท่าทางจะตายสนิทแล้ว
เจียงฉางเซิงหลับตาลงแล้วศึกษาพลังแห่งมหามรรคา
ต่อ
ผ่านไปครู่หนึ่ง
[อายุเซียน 267,987 ปี เทพแห่งมหามรรคาสุนัขอสูร
แห่งความอลหม่านโจมตีเจ้า เจ้าเอาชีวิตรอดจากการโจมตี
ของเขา รอดพ้นจากภัยสังหารหนนี้ได้สำ เร็จ ได้รับรางวัล
รอดชีวิตเป็นสมบัติวิเศษมรรคาสวรรค์ นามว่า ‘บ่อน้ำลืมชาติ
ภพ’]
สมบัติวิเศษมรรคาสวรรค์รึ
เยี่ยมไปเลย!เจียงฉางเซิงรับสืบทอดความทรงจำ เกี่ยวกับบ่อน้ำลืม
ชาติภพมาทันที
บ่อน้ำลืมชาติภพ ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตใดตกลงไปในนั้น ล้วน
จะถูกล้างความทรงจำ ในอดีต และไม่มีทางฟื้นคืนได้อีก
ของวิเศษชิ้นนี้สังหารผู้ใดไม่ได้ แต่มีประโยชน์นับอนันต์
เจียงฉางเซิงครุ่นคิดครู่หนึ่งก็เรียกบ่อน้ำลืมชาติภพ
ออกมา วางไว้เบื้องหน้าต้นสรวงสวรรค์มหามรรคา บ่อน้ำบ่อ
นี้มีเส้นผ่านศูนย์กลางสิบจั้ง มองปราดแรกมันดูเหมือน
ทะเลสาบขนาดย่อมๆ แต่พื้นที่ด้านในกว้างใหญ่กว่านั้น มัน
มีขนาดเทียบเท่ากับโลกขนาดเล็กสักใบ
ผิวทะเลสาบสีน้ำเงินสะท้อนภาพกิ่งก้านของต้น
สรวงสวรรค์มหามรรคา ริ้วระลอกคลื่นเป็นประกายระยับ
เจียงฉางเซิงมองอยู่ครู่หนึ่งก็ละสายตากลับมาฝึกวิชาต่อ
ตัวเขาในตอนนี้ลองศึกษาพลังแห่งมหามรรคาสายใหม่
อย่างไม่หยุดหย่อน เขาไม่หวังศึกษาลึกซึ้งแค่ต้องการเข้าใจ
เบื้องต้นก็พอเขาตั้งสมมุติฐานไว้ว่า เมื่อเขาเข้าใจพลังแห่งมหา
มรรคาทั้งสามพันในขั้นต้นสำ เร็จ เขาก็จะเลื่อนขั้นไปถึงระดับ
ขั้น
ที่สูงกว่าได้
ขั้น
พรหมทำให้เขาไร้คู่ต่อกรในตอนนี้ แต่ในใจเขารู้ดีว่า
ใช่ว่าเขาจะไร้คู่ต่อกรจริงๆ เขาเพียงทำเหมือนในอดีต จำ กัด
ขอบเขตการเคลื่อนไหวของตนให้อยู่ในขอบเขตที่ไร้ภัยคุกคาม
จึงจะไม่มีคู่ต่อกรก็เท่านั้น
เป้าหมายของเขาคือวิชามรรคาธรรมชาติขั้นสิบหก
ถึงเวลานั้น ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับวิถีบำเพ็ญหลุดพ้น ก็
ไม่ต้องหวาดกลัวมากมายปานนั้นแล้ว
กาลเวลาผ่านไปอีกราวสี่ร้อยกว่าปี
เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้น เขาหยิบป้ายราชันชะตาของชะตา
เร้นออกมา
“ผู้อาวุโส เจียงเจี่ยนยอดเยี่ยมจริงๆ เร็วขนาดนี้ก็เหยียบ
เข้าขั้นเทวะหลุดพ้นแล้ว อาจารย์ของข้ายังชื่นชมเขาเลย ข้า
อยากให้เขาเดินทางไปฝึกวิชาที่โลกจักรพรรดิของชะตาเร้น
ผู้อาวุโสโปรดวางใจ มีข้าอยู่ข้าจะไม่ปล่อยให้เขาถูกรังแก”เสียงหัวเราะของราชันชะตางำ ประกายลอยออกมา
นับตั้งแต่พาเจียงเจี่ยนเดินทางไปบ่อชุบชะตา ราชันชะตา
งำ ประกายก็มักได้เจอเรื่องน่าประหลาดใจอยู่เสมอ จากที่เขา
เล่า เจียงเจี่ยนกลายเป็นยอดอัจฉริยะที่ไม่อาจดูแคลนได้ของ
ชะตาเร้นแล้ว
เจียงฉางเซิงเอ่ยว่า “แล้วเขาคิดเช่นไร หากเขาต้องการก็
พาเขาไป หากเขาไม่ต้องการก็ส่งเขากลับมา”
เขาฟังเสียงในใจของเจียงเจี่ยนได้ เขาถามเช่นนี้เพื่อ
ทดสอบความจริงใจที่ราชันชะตางำ ประกายมีต่อเขาเท่านั้น
ราชันชะตางำ ประกายหัวเราะ “เขาย่อมยินดี แต่เรื่องนี้
ต้องบอกกล่าวท่านก่อน หากท่านไม่เห็นด้วย ข้าย่อมพาเขา
กลับไปส่ง ถึงอย่างไรตอนแรกก็เดินทางมาเพื่อบ่อชุบชะตา
เท่านั้น ใครจะคิดเล่าว่าเจ้าหนูคนนี้จะมีศักยภาพเช่นนี้ ดวง
เนตรมหามรรคานั่นยอดเยี่ยมจริงๆ”
พอเอ่ยถึงดวงเนตรมหามรรคาของเจียงเจี่ยน เขาก็อด
ถอนหายใจอย่างทึ่งๆ ไม่ได้เจียงเจี่ยนอยากเดินทางไปโลกจักรพรรดิของชะตาเร้น
จริงๆ เจียงฉางเซิงก็อยากให้เขาลองไปดูเช่นกัน ขุมพลังที่
ชะตาเร้นสั่งสมมาไม่ใช่สิ่งที่วิถีเซียนจะเทียบได้ อย่างน้อย
ตอนนี้ก็ยังไม่ได้
“ถ้าเช่นนั้นก็รบกวนราชันชะตาดูแลเขาให้มากหน่อย”
“ผู้อาวุโสเกรงใจไปแล้ว ผู้อาวุโสมีจุดไหนต้องการให้
พวกเราช่วยเหลือหรือไม่”
“ตอนนี้ยังไม่มี”
“เข้าใจแล้ว เช่นนั้นข้าไม่รบกวนผู้อาวุโสแล้วขอรับ”
เจียงฉางเซิงโยนป้ายราชันชะตาเข้าไปในแขนเสื้อ
หลังจากนั้นเขาก็เริ่มฟังเสียงในใจของผู้ศรัทธาทั้งหลาย เพื่อ
สำ รวจความเปลี่ยนแปลงของวิถีเซียนผ่านพวกเขา
หลังจากผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน แดนสวรรค์อาศัยการ
ครองใจผู้คนทำให้อำนาจของพวกเขาแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
แม้แต่สำ นักลัทธิจำ นวนหนึ่งในโลกสวรรค์ใบที่สี่ก็เริ่มหันมา
ช่วยเหลือแดนสวรรค์แล้ว หลังจากมหาจักรพรรดิทมิฬถูก
จักรพรรดิสวรรค์กับผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายอย่างพระศรีอาริยเมตไตรยล้อมโจมตีจนเกือบตาย นับจากนั้นราชสำ นักทมิฬก็
เริ่มก้าวสู่ความเสื่อมถอย ยามนี้พวกเขาพอจะประคับประคอง
ตัวเองได้อย่างยากลำบากเท่านั้น
สรรพชีวิตล้วนมองเห็นความหวังที่มหันตภัยจะจบลง
“มหาจักรพรรดิทมิฬสมควรตายนั่น เมื่อใดจะถูกแดน
สวรรค์สังหารสักที”
“หวังว่าแดนสวรรค์จะไม่ละเว้นราชสำ นักทมิฬนะ”
“ไม่รู้ว่าในตอนที่ข้ายังมีชีวิตอยู่ ข้าจะได้เห็นวันที่วิถี
เซียนรวมสามพันโลกเป็นหนึ่งหรือไม่”
“น่าเสียดาย พอวิถีเซียนแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ โอกาสได้
พบมรรคาจารย์ก็ยากแล้ว”
“มหาจักรพรรดิทมิฬทำชั่วสารพัด หากสิ้นสุดมหันตภัย
หนนี้แล้วแดนสวรรค์ยังแต่งตั้งเขาเป็นเทพ เช่นนั้นจะต่างอัน
ใดกับวิถียุทธ์กัน”
ผู้ศรัทธานับไม่ถ้วนเกลียดชังราชสำ นักทมิฬ หลาย
ปีที่ผ่านมาราชสำ นักทมิฬทำชั่วสารพัด แบกรับ
ความเคียดแค้นของสามพันโลก แน่นอนว่าแดนสวรรค์เองก็สั่งสมความแค้นมาเช่นกัน แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าความแค้นที่
ยิ่งใหญ่กว่า แดนสวรรค์ก็ถูกยอมรับง่ายขึ้น
เทียบกับการปล่อยให้ราชสำ นักทมิฬปกครองสามพัน
โลก พวกเขายินดียอมรับการปกครองของแดนสวรรค์มากกว่า
อย่างน้อยแดนสวรรค์ก็มีเมตตาและคุณธรรม ยังพูดกันด้วย
เหตุผลได้
แดนสวรรค์มีแนวโน้มว่าจะชนะแล้ว แต่สรรพชีวิตยัง
ไม่กล้าคาดหวังในแง่ดีกับบทสรุปของราชสำ นักทมิฬ สำ หรับ
สิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่สูญเสียทุกสิ่งไป หากสุดท้ายราชสำ นัก
ทมิฬถูกลงโทษแบบไม่เจ็บไม่คัน พวกเขาย่อมผิดหวังในวิถี
เซียน
เจียงฉางเซิงมองเห็นอนาคตแล้ว ราชสำ นักทมิฬ
จะถูกจับไปขังไว้ในนรกขุมที่สิบแปด ได้รับบทลงโทษตาม
บาปกรรมที่ทำมา ผู้ที่ต้องโทษยาวนานที่สุดจะต้องโทษ
หนักอยู่นานหนึ่งล้านปี แล้วสุดท้ายดวงวิญญาณก็จะถูก
เนรเทศออกจากห้วงอนันต์สุญญตา คนหนึ่งที่จะได้รับโทษ
เช่นนั้นก็คือเจียงอี้ราชสำ นักทมิฬไม่มีผู้ใดได้รับการแต่งตั้งเป็นเทพ ณ
ห้วงเวลานั้น วิถีเซียนได้ก่อตั้งระบบระเบียบแบบใหม่ ระบบ
ระเบียบที่แตกต่างจากวิถียุทธ์
นี่คือการตัดสินใจของจักรพรรดิสวรรค์ แล้วก็เป็นการ
เลือกของเจียงอี้ด้วย
เมื่อเจียงฉางเซิงก้าวมาถึงขั้นพรหม อนาคตของวิถีเซียน
ก็ปรากฏให้เห็นเบื้องหน้าเขาอย่างไม่มีสิ่งใดตกหล่นอีก จวบ
จนถึงการมาเยือนของภัยพิบัติสิ้นกัลป์หนหน้า ในเมื่อเห็น
สรรพสิ่งทั้งหลายทะลุปรุโปร่ง เขาจึงคิดหาวิธีปรับปรุง
พัฒนาการของวิถีเซียน อย่างน้อยก็ให้วิถีเซียนมีคุณสมบัติพอ
ไปเผชิญหน้ากับภัยพิบัติของตนเอง
แต่การปรับปรุงของเขาไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงโชคชะตา
ของคนใดคนหนึ่ง แต่อาศัยการสร้างผลกระทบต่อพัฒนาการ
ของวิถีเซียน
สำ หรับจุดจบของเจียงอี้ ในสายตาเขามองว่าสิ่งนี้นับว่า
ดีแล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่อยากเข้าไปเปลี่ยนมันเจียงอี้ไม่เหมาะจะอยู่ในสามพันโลกต่อ เพราะพรสวรรค์
ในการกลืนกินของเขาเหมาะที่จะอยู่ในยุคมืดที่ระเบียบของ
สังคมตกอยู่ในความอลหม่านเท่านั้น
หลังจากนี้ให้เจียงอี้คอยเป็นเงาที่ปกป้องวิถีเซียน
ก็แล้วกัน
หลายเดือนหลังจากนั้น สมาธิของเจียงฉางเซิงก็ผละ
ออกจากเสียงในใจของสรรพชีวิต
เมื่อมรรคาอริยะถอยทัพจากไป ห้วงอนันต์สุญญตาก็
ไม่มีตัวแปรใดอีกแล้ว เขาคร้านจะกลับไปจึงสงบใจฝึกบำเพ็ญ
อยู่เสียที่นี่
รอวันใดวิถีเซียนได้รับการยอมรับจากเจตจำ นงแห่งมหา
มรรคาแล้ว เขาค่อยย้ายตำหนักเมฆาม่วงมาเพิ่ม แล้ว
ถือโอกาสสร้างแดนเซียนพรหม พาคนทั้งหลายที่ติดตาม
ตนเองมาตลอดย้ายมาเร็วหน่อย ให้พวกเขาได้ใช้ประโยชน์
จากสภาพแวดล้อมการฝึกบำเพ็ญที่ดีขึ้น
…
ในตำหนักอันมืดทึมหลังหนึ่งเจียงอี้นั่งสมาธิอยู่ในสระน้ำ น้ำในสระเดือดพล่าน ไอ
อำมหิตฟุ้งตลบอบอวล เขาเปลือยร่าง เผยให้เห็นร่างกายอัน
แข็งแกร่งกำยำ เส้นผมสีขาวโพลนทั้งศีรษะพลิ้วไหว
ดาบกลืนเพลิงลอยอยู่รอบตัวเขา แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียง
คับแค้น “นายท่าน ต้องทำเช่นนี้จริงหรือขอรับ เจ้าพวกที่
ติดตามท่านพวกนั้นเป็นแค่หมากหรือไร”
เจียงอี้หลับตาลงแล้วเอ่ยว่า “หากวิถีทางไม่ตรงกันก็คง
ไปจากราชสำ นักทมิฬนานแล้ว หลายปีที่ผ่านมามีคนจากไป
น้อยนักหรือ เจ้าพวกที่อยู่ต่อล้วนแต่ก่อกรรมทำเข็ญเองทั้งนั้น
อีกอย่างแม้ใจข้าจะเลือกฝ่าย แต่หลายปีที่ผ่านนี้ข้าไม่เคยอ
อมมือ ข้าเองก็ทุ่มเต็มกำลังแล้วเหมือนกัน สู้ไม่ได้คือ
ความจริง”
ดาบกลืนเพลิงพึมพำ “ถ้าเช่นนั้นเหตุใดต้องดึงดันทำ
เช่นนี้เล่า ไปสวามิภักดิ์กับแดนสวรรค์เสียไม่ดีกว่าหรือ”
“ทำเช่นนั้น แม้ความสงบสุขจะมาเยือน แต่เมล็ดพันธุ์
แห่งความแค้นจะถูกฝังเอาไว้ พวกเรามิใช่มนุษย์เดินดินความแค้นจะคงอยู่ตราบนานเท่าอายุขัยของพวกเรา นานวัน
เข้าวิถีเซียนก็จะกลายเป็นวิถียุทธ์แห่งถัดไป”
เจียงอี้กล่าวอย่างนิ่งสงบ ดาบกลืนเพลิงฟังแล้วตัว
สั่นเทิ้มแต่ก็ยังรู้สึกไม่ยินยอมอยู่ดี
ดาบกลืนเพลิงอดไม่ได้เอ่ยขึ้นว่า “นายท่าน ความจริง
แล้วท่านอยากท้าสู้กับสรรพชีวิตทั้งมวลสักครั้งเพราะอยาก
เพิ่มแรงกดดันให้ตนเองมากกว่าเดิมใช่หรือไม่ ไม่อย่างนั้น
มรรคาจารย์มีพลังอภินิหารยิ่งใหญ่ปานนั้น ลบความทรงจำ
ของสรรพชีวิตไปเสีย ก็จบอย่างมีความสุขได้แล้วไม่ใช่หรือ”
“จะเป็นไปได้อย่างไรเล่า กรรมและบาปคือสิ่งที่ดำรงอยู่
จริง ส่วนสิ่งที่ข้าคิดก็คงเหมือนที่เจ้าเดากระมัง ตัวข้าเองก็
ไม่ดีงามขนาดนั้น ในใจไม่มีสรรพชีวิต มีเพียงวิถีเซียน”
คำตอบของเจียงอี้ทำให้ดาบกลืนเพลิงเงียบไป
ในเวลานี้เอง ไออำมหิตรอบด้านก็โถมมาก่อตัวเป็นเงา
ร่างหนึ่งอย่างช้าๆ รูปลักษณ์ของมันเหมือนเจียงอี้ทุกประการ
เงาที่กอปรจากไออำมหิตเอ่ยขึ้นว่า “เจ้าเต็มใจจริงหรือ
เจ้าบอกว่าเจ้าทำเพื่อวิถีเซียน แต่วิถีเซียนสนใจไยดีเจ้าหรือไม่หากเจ้ากลายเป็นเจตจำ นงแห่งมหามรรคา เจ้าก็จะปกป้องวิถี
เซียนได้เช่นกัน แล้วยังได้กลายเป็นตัวตนที่สรรพชีวิตเคารพ
ยกย่องเฉกเช่นมรรคาจารย์อีกด้วย เจ้าไม่ปรารถนาจริงหรือ”
เจียงอี้กับดาบกลืนเพลิงไม่รู้สึกแปลกใจกับการ
ปรากฏตัวของเขา เพราะพวกเขาคุ้นชินเสียแล้ว
ดาบกลืนเพลิงเยาะหยัน “กลายเป็นเจตจำ นงแห่งมหา
มรรคา ก็คือเจ้าน่ะสิ เจ้าอยากยึดครองร่างของนายท่านของ
ข้าสินะ”
“ในฐานะเทพแห่งมหันตภัย เจ้าช่างน่าเวทนายิ่งนัก
เพราะเจ้าไร้ใจทะเยอทะยานอยากเป็นเทพแห่งมหามรรคา”
“น่าขำ หากข้ามีพลังเช่นนั้นจริงก็คงมีใจทะเยอทะยาน
อยากเป็นอย่างที่เจ้าพูด แต่เพราะว่าไม่มี ข้าจึงไม่กล้าคิด
เพ้อเจ้อ ไม่เช่นนั้นคงกลายเป็นเช่นเจ้า มานั่งคับแค้นใน
ชะตากรรม นั่นมิใช่ความทรมานชั่วนิรันดร์แบบหนึ่งหรือ”
คำโต้กลับของดาบกลืนเพลิงทำให้เจตจำ นงแห่งมหา
มรรคาเงียบไปเจียงอี้เปิดดวงเนตรมหามรรคาบนหน้าผาก แล้วเหล่
มองเจตจำ นงแห่งมหามรรคา “เจ้าหวาดกลัวมรรคาสวรรค์
อย่างนั้นรึ”
เจตจำ นงแห่งมหามรรคาคล้ายแมวที่ถูกเหยียบหาง มัน
ตวาดกร้าว “จะเป็นไปได้เช่นไร! มันเป็นแค่สิ่งที่ถูกสิ่งมีชีวิต
สร้างขึ้นมา แต่ข้าคือต้นกำเนิดแห่งมหามรรคา ในห้วงเวลา
อันยาวนานที่ผ่านมา ข้าคือต้นกำเนิดแห่งปฐมมรรคา คือ
ต้นกำเนิดแห่งเก้าอเวจี คือต้นกำเนิดแห่งการสร้าง คือ
ต้นกำเนิดแห่งศาสตร์โบราณ ยามนี้ก็คือต้นกำเนิดแห่งวิถี
ยุทธ์ หลังจากนี้ข้าก็จะกลายเป็นต้นกำเนิดแห่งวิถีเซียน
มรรคาสวรรค์นับเป็นอันใด มันไม่มีแม้แต่เจตจำ นงด้วยซ้ำ !”
เจียงอี้เอ่ยว่า “เจ้ามีเจตจำ นง ถ้าเช่นนั้นเจ้าต่างอะไรกับ
สิ่งมีชีวิตที่เจ้าดูแคลนกันเล่า อย่างน้อยสิ่งมีชีวิตก็ยังเลือกชีวิต
ของตนเองได้ แต่เจ้าทำได้เพียงมอง เข้าไปยุ่งอะไรด้วยไม่ได้
ทำสิ่งใดไม่ได้ทั้งสิ้น แม้เฝ้าสังเกตการผลัดเปลี่ยนวัฏจักรของ
มหามรรคาได้ แต่เจ้าไม่เหงาจริงหรือ ไม่อิจฉาชีวิตอันแสนสั้น
ของมนุษย์เดินดินจริงหรือ”เจตจำ นงแห่งมหามรรคาเงียบงัน
ทั้ง
ตำหนักตกอยู่ในความเงียบ
ทันใดนั้นเอง!
“สายไปแล้ว! ทุกสิ่งล้วนสายไปแล้ว! ข้าให้โอกาสเลือก
ครั้งสุดท้ายกับพวกเจ้าแล้ว! ในเมื่อพวกเจ้าไม่ต้องการ เช่นนั้น
ก็ย่อยยับไปเสียเถอะ!”
เจตจำ นงแห่งมหามรรคาแผดเสียงคำราม ในน้ำเสียง
เต็มไปด้วยความชิงชังสุดแสน
เจียงอี้ลุกพรวดขึ้นมาแล้วเปิดตาสองข้างขึ้นทันที ดาบ
กลืนเพลิงทำท่าเหมือนสะดุ้งตกใจแล้วลอยปราดมาอยู่หน้า
เขา
ไออำมหิตของเจตจำ นงแห่งมหามรรคาโถมทะลักอย่าง
บ้าคลั่ง มันก่อตัวเป็นใบหน้าของเจียงอี้อย่างรวดเร็ว ใบหน้า
อันโหดเหี้ยมของเขาเปิดปากเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก
“มหามรรคาผลัดเปลี่ยนวัฏจักร…น่าขันจริง! พวกเจ้าคิดว่า
ผู้ใดกันที่อยู่เบื้องหลังมหามรรคาผลัดเปลี่ยนวัฏจักร พวกเจ้าคิดแต่จะสยบข้าครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่เคยสำ นึกบุญคุณ
มหามรรคาไม่เคยต้องการพวกเจ้า!
ไม่เคยต้องการพวกเจ้า!”
พลังอันน่ากลัวสายหนึ่งแผ่ออกมาจากร่างของเจตจำ นง
แห่งมหามรรคา เจียงฉางเซิงที่ฝึกบำเพ็ญอยู่ใต้ต้น
สรวงสวรรค์มหามรรคาอันแสนไกลลืมตาขึ้นมา
……………………………………..