เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 577 ความคงกระพันที่แท้จริง
สตรีกระโปรงขาวบนเมฆานั้นผิวขาวดุจหิมะ คิ้วงามดุจ
กิ่งหลิ่ว ดวงตาใสสะอาด เป็นประกายแวววาว ท่าทางของนาง
ดูน่าเกรงขาม ศักดิ์สิทธิ์และบริสุทธิ์ แต่กลับมีความงามที่
ยั่ว
ยวนทุกสรรพชีวิต เอกลักษณ์ที่ต่างกันสองแบบผสมผสาน
กัน บุรุษบนหน้าผาถึงกับมองด้วยอาการใจลอย
บุรุษผู้นั้นเพียงแค่เหม่อไปชั่วขณะก่อนจะหลุบตาลง รีบ
เอ่ยขึ้น “ข้าน้อยฝึกกายทองคงกระพันจริงๆ ไม่รู้ว่าคำสัญญา
ที่มรรคาจารย์ให้ไว้ในอดีตจะเป็นความจริงหรือไม่”
สตรีกระโปรงขาวก็คือไป๋ฉี นางมาครั้งนี้ก็เพราะได้รับคำ
สั่งมาจากเจียงฉางเซิง
มรรคาจารย์เคยให้คำมั่นสัญญาไว้ว่าตัวตนแห่งวิถีเซียน
คนแรกที่ฝึกกายทองคงกระพันได้สำ เร็จจะได้เป็นอัครเซียน
ยุทธ์
อัครเซียนยุทธ์ไม่ใช่แค่ชื่อที่ฟังดูน่าเกรงขาม แต่มรรคา
จารย์จะยังมอบอำนาจแห่งเทพที่แน่นอนให้อีกด้วย“เจ้ามีนามว่าอะไร”
“ข้าน้อยแซ่ซู นามอิ๋น”
“เช่นก็เป็นเจ้าจริงๆ จงเดินทางไปที่แดนสวรรค์ ไปที่
แท่นเหินสู่เบื้องบน ข้าจะรอเจ้าอยู่อีกฟากของแท่นเหิน
สู่เบื้องบน”
แท่นเหินสู่เบื้องบน?
ซูอิ๋นตกใจระคนงุนงง เขารีบอธิบาย “ถึงข้าจะฝึกกาย
ทองคงกระพันสำ เร็จ แต่ข้าก็ไม่ใช่จักรพรรดิเซียน ท่านเข้าใจ
อะไรผิดไปหรือไม่…”
ไป๋ฉีกลั้นขำไม่อยู่ เอามือปิดปากหัวเราะเบาๆ เจ้าเด็กนี่
เป็นคนซื่อจริงๆ
ซูอิ๋นไม่กล้ามองนาง สิ่งใดไม่สมควรก็อย่ามอง
ขณะเดียวกันก็เพื่อไม่ให้ตัวเองคิดฟุ้งซ่าน
เขาไม่คิดว่าไป๋ฉีคือมรรคาจารย์ หากเขาเดาไม่ผิด สตรี
ผู้นี้ก็คือพระแม่ฝูหยวนใต้อาณัติของมรรคาจารย์
“ก็เพราะเจ้าไม่ใช่จักรพรรดิเซียนถึงจะให้เจ้าไปฝึก
บำเพ็ญที่แดนเซียนพรหม ภายภาคหน้าเจ้ายังต้องกลับมาเมื่อบุญบารมีของเจ้าสมบูรณ์ จึงจะแต่งตั้งให้เจ้าเป็นอัคร
เซียนยุทธ์”
คำพูดของไป๋ฉีทำให้ซูอิ๋นโล่งอก ภายในใจเกิด
ความคาดหวังขึ้นอย่างไร้ที่สิ้นสุด
เดินทางไปแดนเซียนพรหม เขาก็จะได้พบมรรคาจารย์
อย่างนั้นหรือ
แม้ซูอิ๋นจะมีอายุแค่หนึ่งพันปี แต่ภายในใจของเขาก็
เลื่อมใสมรรคาจารย์มาโดยตลอด ความปรารถนาสูงสุดใน
ชีวิตของเขาก็คือการได้พบมรรคาจารย์สักครั้ง
“เอาล่ะ ข้าหวังว่าอัครเซียนยุทธ์จะสร้างชื่อเสียงไปทั่ววิถี
เซียน ปกป้องวิถีเซียน ไม่ให้ผิดต่อมรดกกายทองคงกระพัน
และความหวังของมรรคาจารย์ที่มีต่อเจ้า”
ไป๋ฉีทิ้งคำพูดเช่นนี้ไว้แล้วก็จากไป ซูอิ๋นลุกขึ้น มอง
เงาร่างที่จากไปไกลของนาง อารมณ์ความรู้สึกภายในใจ
แปรปรวนไปหมด
มรรคาจารย์กำลังคาดหวังในตัวข้าหรือซูอิ๋นกำสองหมัดแน่น รู้สึกว่าอนาคตมีแต่แสงสว่างอันไร้
ที่สิ้นสุด
… ภ
ายในตำหนักเมฆาม่วง
เจียงฉางเซิงลุกขึ้นยืน เขากำลังเหยียดเส้นสาย นั่งรู้แจ้ง
มรรคามาห้าแสนปี ตบะของเขาเพิ่มขึ้นไม่น้อย แต่ก็ยัง
ห่างไกลจากการบรรลุขั้น
การบรรลุขั้นของขั้นพรหมไม่ใช่จะสำ เร็จได้ในล้านปี ทว่า
แค่เขาเห็นแต้มเซ่นไหว้ของตนเองเพิ่มขึ้นก็พอใจมากแล้ว
ตอนนี้เขาไม่เกรงกลัวอริยอัครจักรพรรดิแล้ว
ไป๋ฉีเข้ามาใกล้ก่อนจะเอ่ยถาม “นายท่าน อัครเซียนยุทธ์
มีอำนาจแห่งเทพเช่นใดหรือ”
เจียงฉางเซิงตอบกลับ “อำนาจในการจัดการเทพเซียน
ทุกองค์ กระทั่งจัดการจักรพรรดิสวรรค์ได้ เงื่อนไขก็คือเทพ
เซียนได้กระทำความผิด ตัวตนของอัครเซียนยุทธ์ก็คือ
การผดุงความยุติธรรม ต่อสู้เพื่อชาววิถีเซียน”ไป๋ฉีได้ยินเช่นนั้นก็กลอกตา อำนาจแห่งเทพของอัคร
เซียนยุทธ์มีมากกว่าที่นางคาดเดาไว้ กระทั่งพูดได้ว่าต่ำกว่า
เพียงหนึ่งคน เหนือกว่าทุกสรรพชีวิต
เจียงฉางเซิงมองมู่หลิงลั่ว มู่หลิงลั่วเป็นจักรพรรดิเซียน
แล้ว กำลังแสวงหามรรคาแห่งพรหม พรหมกับจักรพรรดิเซียน
ดูเหมือนต่างกันเพียงระดับขั้นเดียว แต่ความจริงต่างกันราว
ฟ้ากับดิน มหาศาลยิ่งกว่าการรวมระดับขั้นก่อนหน้านี้ทั้งหมด
เข้าด้วยกัน
ทว่ามีอยู่สองคนที่ใกล้จะทลายปราการของขั้นพรหม
และเข้าสู่ช่วงผลัดเปลี่ยนได้แล้ว
เจ้าลัทธิคุนหลุนกับปฐมาจารย์หมื่นพุทธ
นอกจากพวกเขาสองคนแล้ว จักรพรรดิสวรรค์ก็เข้าใกล้
ขั้น
พรหมมากที่สุด เดิมทีควรจะเป็นเจียงอี้ที่เข้าใกล้ขั้นพรหม
ที่สุด ทว่าเจียงอี้ยังถูกลงทัณฑ์อยู่ที่ขุมนรกชั้นที่สิบแปด
ทำการชะล้างบาปกรรม อย่างน้อยก็หลายแสนปีกว่าเจียงอี้
จะออกจากตำหนักยมโลกได้ จากนั้นก็จะถูกขับไล่ออกจาก
ห้วงอนันต์สุญญตา“รอขั้นพรหมคนที่สองมาถึงเมื่อไร ภาระของข้าก็คงจะ
เบาขึ้นมาก”
เจียงฉางเซิงนึกถึงเหตุการณ์ข้างหน้าว่าหากจากนี้
มรรคาอริยะรุกรานมาอีก ปรากฏว่าถูกเจ้าลัทธิคุนหลุนกับ
ปฐมาจารย์หมื่นพุทธขวางเอาไว้โดยที่เขาไม่ต้องลงมือ นั่นก็
คงจะสนุกน่าดู
จะให้เขาบังลมบังฝนให้วิถีเซียนไปตลอดก็ไม่ได้ ควรจะ
ให้วิถีเซียนเผชิญหน้าด้วยตนเอง จะได้ถือโอกาสพัฒนาความ
แข็งแกร่งของตนเองไปด้วย
ที่พันมหาโลกาไม่มีคำว่าหลบซ่อน มีแต่แสดงความ
แข็งแกร่งถึงจะทำให้ศัตรูหวาดผวาได้
พันมหาโลกาต่างกับห้วงอนันต์สุญญตา มันกว้างใหญ่
ไร้ขอบเขตจริงๆ ระหว่างขุมอำนาจมีแต่การต่อสู้ ร่วมมือกัน
น้อยครั้งมาก จึงยิ่งไม่มีทางรวมพลังสามัคคีกันมาบุกวิถีเซียน
เพราะคิดว่าวิถีเซียนมีกำลังแฝงเร้นเด็ดขาด
เอ่ยกันตามตรง พันมหาโลกาไม่มีเจ้าปกครองสูงสุด
ดังนั้นเหล่าขุมอำนาจจึงสนใจแต่ผลประโยชน์ของพวกตนเองไม่มีเวลาคิดถึงปัญหาในมุมมองของพันมหาโลกา
หลังจากเหยียดเส้นเหยียดสายเสร็จ เจียงฉางเซิงก็
หายวับไป
เขามาอยู่บนทะเลเมฆ ทะเลเมฆของที่นี่เป็นสีม่วง จะว่า
สวยก็สวย แต่ก็มีบรรยากาศแปลกพิกลอันลึกลับแฝงอยู่
เจียงฉางเซิงกวักมือ ปราณกลุ่มหนึ่งรวมขึ้นเป็นร่างคน
บนฝ่ามือ เขาเผยสีหน้าประหลาดใจขึ้นมา
ปราณกลุ่มนี้ก็คือเทพแห่งมหามรรคาสุนัขอสูรแห่ง
ความอลหม่านที่ถูกสังหารไปเมื่อหลายแสนปีก่อน
สุนัขอสูรแห่งความอลหม่านที่ถูกสังหารได้กำเนิดขึ้น
มาอีกครั้ง ตอนนี้ยังอยู่ในสภาพในครรภ์
นี่ต่างหากคือการฆ่าไม่ตายของจริง!
เจียงฉางเซิงกำสุนัขอสูรแห่งความอลหม่านไว้ในมือแล้ว
เดินมาอยู่หน้าต้นสรวงสวรรค์มหามรรคา มาอยู่หน้าบ่อน้ำลืม
ชาติภพ
‘นี่เป็นสิ่งที่ปะทุขึ้นมาจากการสังหารเจ้า ลองชิมดูหน่อย
เถิด‘เจียงฉางเซิงคิดในใจ จากนั้นโยนสุนัขอสูรแห่งความ
อลหม่านลงไปในบ่อน้ำลืมชาติภพ
เจียงฉางเซิงมองผิวน้ำบ่อน้ำลืมชาติภพกระเพื่อมขึ้นลง
เขามองเห็นอนาคต
เขาพบว่าแม้ขั้นพรหมจะเก่งกล้าสามารถไปทุกอย่าง แต่
ก็มีเรื่องให้ต้องกลัดกลุ้ม นั่นคือหลังจากมองอดีตและอนาคต
แล้ว จะหลงทางอยู่ในนั้นได้ง่าย
ช่วงเวลาที่เหลือจากการฝึกบำเพ็ญ เจียงฉางเซิงจะชอบ
ดูอนาคต ดูการเปลี่ยนแปลงทั้งหลาย เขาสามารถทำนาย
อนาคตที่ต่างกันไปตามความคิดของตนเองได้ ความรู้สึกที่
ควบคุมทุกอย่างได้เช่นนี้ชวนให้หลงใหลได้ง่ายมาก
ตอนนี้เห็นสุนัขอสูรแห่งความอลหม่านจมลงไปในบ่อน้ำ
ลืมชาติภพ เจียงฉางเซิงก็ระแวดระวังขึ้นมาทันควัน
ขั้น
พรหมนั้นแข็งแกร่งมาก แต่ขั้นพรหมของวิถีเซียน
โบราณมีไม่น้อย กระทั่งมีตัวตนที่มองเห็นอนาคตได้ มองเห็น
เขาได้ แต่ถึงอย่างนั้น วิถีเซียนโบราณก็ยังสูญหายไป“ตัวตนของพันมหาโลกาก็อาจจะมองเห็นอนาคตได้
เหมือนกัน”
เจียงฉางเซิงเริ่มทำสมาธิ เขายืนอยู่ข้างบ่อน้ำลืมชาติภพ
ผ่อนคลายตนเอง ไม่ขยับตัวแม้แต่น้อย
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร
แท่นเหินสู่เบื้องบนไกลๆ เกิดคลื่นขึ้น สายรุ้งหนึ่งพุ่งขึ้น
ฟ้า จากนั้นก็เป็นเงาร่างหนึ่งก้าวออกมา
เป็นซูอิ๋นนั่นเอง
ซูอิ๋นมีสีหน้าหวาดผวาเล็กน้อย แม้เคราะห์สวรรค์ของ
แท่นเหินสู่เบื้องบนจะปิดให้เขาเป็นการชั่วคราว แต่การ
เคลื่อนย้ายข้ามมิติมหามรรคาเช่นนี้ก็ทำให้เขาอึดอัดมาก
ตอนแรกไม่กล้าขยับตัวแม้แต่น้อย รู้สึกว่าหากประมาทแม้แต่
นิดก็จะถูกเผาไหม้เป็นเถ้าถ่าน ดวงวิญญาณสลายหายไป
“ฮู่ว…”
ซูอิ๋นพยายามปรับอารมณ์ กวาดสายตามองไปรอบๆ
ตามจิตใต้สำ นึก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองไปข้างหน้า
เขาทำตาโต สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตกใจนี่มันต้นอะไรกัน
จะใหญ่เกินไปแล้ว!
นี่ก็คือแดนเซียนพรหมอย่างนั้นหรือ
ซูอิ๋นใจเต้นเร็วขึ้น แหงนหน้ามองความสวยงามของต้น
สรวงสวรรค์มหามรรคา
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็เห็นเงาร่างหนึ่งยืนอยู่บนพื้นใต้ต้น
สรวงสวรรค์มหามรรคานั้น
เขาลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะทะยานเข้าไป
เขามาอยู่ข้างเจียงฉางเซิง มองไปอย่างระมัดระวัง เจียง
ฉางเซิงไม่ได้ใช้สมบัติอาคมปิดบังใบหน้า ทำให้เขามองเห็นได้
อย่างชัดเจน
“ผู้อาวุโส…”
ซูอิ๋นป้องมือคารวะ ก่อนจะเรียกด้วยเสียงเบา
เจียงฉางเซิงยังอยู่ในห้วงสมาธิ เขาลืมตา เหมือนกำลัง
เหม่อมองบ่อน้ำลืมชาติภพ
ซูอิ๋นรู้สึกประหลาดใจ อดมองไปยังบ่อน้ำลืมชาติภพ
โดยพลการมิได้หรือว่าในทะเลสาบนั้นจะมีบางสิ่งอยู่
ตีซูอิ๋นให้ตายก็คงคิดไม่ถึงว่านี่จะไม่ใช่ทะเลสาบ แต่เป็น
บ่อน้ำ
เขาพลันเลิกคิ้วขึ้น เห็นว่าในทะเลสาบมีบางสิ่งกำลัง
แหวกว่าย หรือว่าจะเป็นสิ่งที่ผู้อาวุโสท่านนี้กำลังดูอยู่กัน
ซูอิ๋นเริ่มเหม่อมองตามไปทีละนิด
ในทะเลสาบนั้นซ่อนอะไรเอาไว้กันแน่
“เจ้าคิดว่ากายทองคงกระพันของเจ้าแข็งแกร่งพอแล้ว
หรือ”
เสียงหนึ่งดังแว่วมา ขัดความคิดของซูอิ๋น
ซูอิ๋นเงยหน้ามองก็เห็นเจียงฉางเซิงกำลังมองตนอยู่ เขา
จึงรีบค้อมตัวคารวะ “ขอคารวะผู้อาวุโส ข้าน้อยซูอิ๋น ผู้อาวุโส
รู้จักกายทองคงกระพันของข้ารึ ขอบังอาจถามนามของ
ผู้อาวุโสได้หรือไม่”
เขาไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายคือมรรคาจารย์ ในความรู้
ความเข้าใจของเขา มรรคาจารย์สูงส่งเหนือสามัญ มีผู้ยิ่งใหญ่
ใต้อาณัตินับไม่ถ้วน จะมารับเขาด้วยตนเองได้อย่างไรเจียงฉางเซิงยิ้ม “รับฝ่ามือของข้าให้ได้ หากเจ้าทำได้ ข้า
จะบอกนามของข้ากับเจ้า เจ้ากล้าพอหรือไม่”
ซูอิ๋นคิดในใจ ในมืออีกฝ่ายรู้จักกายทองคงกระพันของ
เขา ก็จะต้องเกี่ยวข้องกับมรรคาจารย์เป็นแน่ ไม่มีทางทำร้าย
เขาเด็ดขาด
เขาจึงพยักหน้าทันที “เช่นนั้นก็ขอให้ผู้อาวุโสชี้แนะด้วย
!”
เมื่อพูดจบ ผิวพรรณของเขาพลันเปลี่ยนเป็นสีทอง อีก
ทั้ง
ยังขยับแสงสีทองสว่างไสว ท่าทางของเขาพลันเปลี่ยนไป
จากขลาดกลัวเป็นฮึกเหิมเร่าร้อน
ตั้ง
แต่ที่เขาฝึกกายทองคงกระพันสำ เร็จ เขาก็ไม่เคย
พ่ายแพ้เลยสักครั้ง เมื่อเข้าสู่ร่างกายทองคงกระพัน เขา
จะมีความมั่นใจว่าไร้พ่ายในใต้หล้า ต่อให้เผชิญหน้ากับ
ผู้อาวุโสลึกลับท่านนี้ เขาก็ยังมั่นใจ
เขาจะให้เหล่าผู้อาวุโสวิถีเซียนได้เห็นถึงความแข็งแกร่ง
ของกายทองคงกระพันของเขา!
เขาคือว่าที่อัครเซียนยุทธ์!เจียงฉางเซิงยิ้ม เขาแค่ยกมือขึ้น ตบไปทางซูอิ๋นเบาๆ
ซูอิ๋นยังคงยิ้มมุมปากด้วยความมั่นใจ ม่านตาเขายัง
ไม่ทันแปรเปลี่ยน สายลมจากฝ่ามือก็จู่โจมเข้ามาทันควัน
เขาพลันสลายเป็นเถ้าธุลี!
ลอยไปกับสายลม พัดทุ่งหญ้าแห่งนี้พลิ้วไหว
เจียงฉางเซิงนับอยู่หลายลมหายใจก่อนจะกำมือ สายลม
จากฝ่ามือที่พัดออกไปเมื่อครู่นี้ก็พัดกลับมาอีกครั้ง รวมขึ้น
เป็นร่างของซูอิ๋น
กายเนื้อของซูอิ๋นกลับมาเป็นปกติ เขาพลันล้มลงนั่งกับ
พื้น หอบหายใจแรง ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นกลัว แววตาที่
มองเจียงฉางเซิงเต็มไปด้วยความหวาดผวา
“ท่าน…”
ซูอิ๋นไม่เคยรู้สึกกลัวเช่นนี้มาก่อนเลย เมื่อครู่นี้เขาตาย
ไปแล้วหรือ
เจียงฉางเซิงถามด้วยรอยยิ้ม “ตอนนี้เจ้าคิดว่ากายทอง
คงกระพันของเจ้ายังแข็งแกร่งพออีกหรือไม่”
“ข้า…”ซูอิ๋นไม่รู้จะตอบอย่างไร นั่นเป็นเพราะเขายังไม่ได้สติ
จากความหวาดผวาจากความตายเมื่อครู่นี้เลย
เจียงฉางเซิงยกมือขึ้น ชี้นิ้วมือไปที่เขา ก่อนที่เขาจะตก
สู่ห้วงความรู้สึกที่ลอยล่อง แววตาเหม่อลอย
ผ่านไปนานมาก
ซูอิ๋นพลันตื่นขึ้นมา ทว่าเบื้องหน้าไม่มีเงาร่างของเจียง
ฉางเซิงแล้ว
“กายทองคงกระพัน…กำเนิดจักรวาล…”
ซูอิ๋นนึกย้อนกลับไปในความทรงจำ สีหน้าเต็มเปี่ยม
ไปด้วยความตื่นตะลึง
เหนือกว่ากายทองคงกระพันยังมีขั้นที่สูงกว่า นี่เขาฝึก
เพียงแค่ขั้นพื้นฐานอย่างนั้นหรือ
หรือว่าคนนั้นเมื่อครู่นี้จะเป็น…
ซูอิ๋นพลันนึกถึงความเป็นไปได้อย่างหนึ่งก็ถึงกับสั่น
ไปทั้งตัว
“จากนี้เจ้าก็ฝึกบำเพ็ญอยู่ที่นี่แล้วกัน”……………………
เสียงหนึ่งดังแว่วมา ซูอิ๋นหันไปมองก็พบเงาร่างหนึ่ง
นั่งขัดสมาธิอยู่ไม่ไกล ไม่ใช่เจียงฉางเซิง แต่เป็นเยี่ยสวินตี๋
ซูอิ๋นรีบเดินเข้าไป ป้องมือคารวะ “ผู้อาวุโสท่านเมื่อครู่นี้
…”
เยี่ยสวินตี๋หลับตา “ลืมเขาเสียเถิด อย่างน้อยก็ให้ซ่อนไว้
ในใจเจ้า”
ซูอิ๋นใจสั่นสะท้าน รู้สึกตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิม