เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 578 พรหมยังช่วยยาก
“ผู้อาวุโส…มรรคา…ท่านผู้นั้นให้ท่านสอนข้าฝึกกาย
ทองคงกระพันกำเนิดจักรวาลหรือ”
ซูอิ๋นกดความตื่นเต้นเอาไว้ ถามด้วยสีหน้าคาดหวัง
เยี่ยสวินตี๋ได้ยินเช่นนั้นก็หน้านิ่ง แต่ภายในใจทำตัวไม่
ถูกแล้ว
กายทองคงกระพันกำเนิดจักรวาล?
มันคืออะไรกัน
แม้แต่กายทองคงกระพันข้ายังฝึกไม่ได้เลย เจ้าหนูนี่เดา
เก่งจริงๆ!
ไม่คิดบ้างเล่าว่าหากข้าบรรลุกายทองคงกระพันกำเนิด
จักรวาลจริงๆ อัครเซียนยุทธ์นั่นจะตกไปถึงมือเจ้าหรือ
เมื่อเห็นเยี่ยสวินตี๋เงียบ ซูอิ๋นก็ไม่กล้าซักไซ้ เขาสงบจิตใจ
ลงต่อ
ฝ่ามือของมรรคาจารย์เมื่อครู่นี้น่าสะพรึงกลัวจริงๆ…เดิมทีเขาคิดว่าฝึกกายทองคงกระพันสำ เร็จแล้วจะ
มีกายเนื้อที่คงกระพัน ต่อให้สู้ผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้นไม่ได้ แต่
ผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้นก็สังหารเขาไม่ได้เช่นกัน
ครู่ต่อมาซูอิ๋นถึงสงบลง เขาเดินมาที่ริมทะเลสาบบ่อน้ำ
ลืมชาติภพ เริ่มนั่งสมาธิฝึกฝน
… ภ
ายในตำหนักเมฆาม่วง
เจียงฉางเซิงนั่งหลอมร่างกายในเตาหลอมสามพัน
สรรพสิ่ง ซึ่งแน่นอนว่าเป็นกายทองคงกระพันกำเนิดจักรวาล
กายทองคงกระพันฝึกยาก หลายแสนปีมานี้ของวิถีเซียน
มีเพียงซูอิ๋นที่ทำสำ เร็จ กายทองคงกระพันกำเนิดจักรวาลก็
ย่อมยากยิ่งกว่า ต่อให้เป็นเจียงฉางเซิงก็ยังไม่บรรลุขั้นสูง
แน่นอนว่า สาเหตุหลักๆ ก็เป็นเพราะเขาไม่ได้ศึกษากายทอง
คงกระพันกำเนิดจักรวาล
ถึงจะไม่บรรลุขั้นสูง กำลังกายเนื้อของเขาก็แข็งแกร่ง
มากแล้ว ไม่ต้องใช้พลังอาคม เขาก็รู้ว่าตนสามารถจับอริย
อัครจักรพรรดิกระบี่ริษยาได้อย่างง่ายดายแล้วไป๋ฉียืนอยู่ข้างเตาหลอมสามพันสรรพสิ่ง เล่าเรื่องราว
ภายในแดนเซียนพรหม
จักรพรรดิเซียนมีจำ นวนมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้
เริ่มไปมาหาสู่กัน บางทีก็สร้างบุญบารมี ยกตัวอย่างเช่น
ประทานโชควาสนาให้กับสิ่งมีชีวิตหรือสร้างแดนผาสุกขึ้นมา
นอกจากปฐมาจารย์หมื่นพุทธกับเจ้าลัทธิคุนหลุนที่
คุ้นเคยกันดีแล้ว ก็เริ่มมีฉายามรรคาใหม่ๆ ปรากฏขึ้น
กลายเป็นผู้มีอำนาจสะเทือนฟ้าดิน
เจียงฉางเซิงพึงพอใจมาก จะให้ผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้นเดิน
นำหน้าตลอดไม่ได้ ยิ่งมีผู้แข็งแกร่งมากเท่าไรก็ยิ่งส่งผลดีกับ
วิถีเซียนมากเท่านั้น
ส่วนเรื่องที่เหล่าจักรพรรดิเซียนสร้างเผ่าพันธุ์ขึ้นมาจาก
ต้นไม้ใบหญ้าในแดนเซียนพรหม เจียงฉางเซิงก็ไม่ได้คัดค้าน
อะไร ถึงอย่างไรโชควาสนาเช่นนี้ก็หาได้ยาก คนที่ทำได้
แทบจะนับนิ้วมือได้เลย
“จริงสิ นายท่าน แดนเซียนพรหมถูกค่ายกลอะไร
บางอย่างล้อมรอบเอาไว้หรือไม่ มีคนจะออกไปแต่ออกไปไม่ได้ หลงทางง่ายมากทีเดียว สุดท้ายก็ต้องบินกลับมา”
ไป๋ฉีถามด้วยความประหลาดใจ ทุกครั้งที่นึกขึ้นได้ว่า
นายท่านเป็นคนสร้างทั้งแดนเซียนพรหมขึ้นมา ต่อให้เป็นนาง
ก็ยังตกใจ นี่ต้องมีฝีมือระดับใดกันแน่
“ใช่แล้ว นี่คือค่ายกลพิทักษ์สวรรค์หมื่นปรากฏการณ์
หากฝ่าออกไปจากค่ายกลพิทักษ์สวรรค์หมื่นปรากฏการณ์ได้
นั่นก็แสดงว่ามีคุณสมบัติปักหลักที่พันมหาโลกาได้แล้ว ข้าจะ
ไม่คัดค้านถ้ามีคนอยากไป”
เจียงฉางเซิงหลับตาพูด ไป๋ฉีจดจำ คำพูดนี้เอาไว้
ตัดสินใจว่าเมื่อถึงเวลาแล้วจะประกาศออกไป พันมหาโลกา
อันตรายยิ่งนัก ก็ควรจะให้ผู้ยิ่งใหญ่ในวิถีเซียนฝ่าออกไปเพื่อ
ล่อศัตรูแทนนายท่าน
แม้ไป๋ฉีจะไม่เคยท่องพันมหาโลกาเพียงลำพัง แต่นางก็
คิดว่าวิถีเซียนต้องมีศัตรูแน่นอน ตั้งแต่ห้วงอนันต์สุญญตา
แล้ว นางได้ยินเรื่องตัวตนข้างนอกห้วงสุญญตามาเยอะ แต่
ตัวตนเหล่านี้คุกคามห้วงอนันต์สุญญตาไม่ได้ นั่นก็แสดงว่า
นายท่านเป็นคนแบกรับเอาไว้ด้วยตัวคนเดียวทั้งหมดยิ่งนิ่งมากเท่าไร ก็ยิ่งแสดงว่าภาระที่นายท่านแบกรับ
หนักหนามากเท่านั้น
สนทนากันได้ครู่หนึ่ง ไป๋ฉีก็ออกไปจากตำหนักเมฆาม่วง
เจียงฉางเซิงหล่อหลอมกายาต่อ
การมาของซูอิ๋นกระตุ้นเขาเล็กน้อย กายทองคงกระพัน
กำเนิดจักรวาลถ่ายทอดผ่านเขา ก็จะไม่มีทางถูกชนรุ่นหลัง
แซงหน้าได้เด็ดขาด
อีกด้านหนึ่ง
จักรพรรดิสวรรค์กับเฉินหลี่กำลังคุยกันเรื่องซูอิ๋นอยู่ใน
สวนท้อสวรรค์
“แค่อายุพันปีก็ฝึกกายทองคงกระพันสำ เร็จได้ ชน
รุ่นหลังมีพรสวรรค์สูงยิ่งขึ้นจริงๆ มิหนำซ้ำ ยุคสมัยของวิถีเซียน
ก็แซงหน้าวิถียุทธ์ไปไกลโขแล้ว” เฉินหลี่พูดปลงอนิจจัง
พวกเขามาส่งซูอิ๋นเข้าแท่นเหินสู่เบื้องบนด้วยตนเอง
จนถึงตอนนี้เมื่อนึกถึงใบหน้าของซูอิ๋น พวกเขาต่างก็รู้สึกว่า
ตนเองในตอนที่อายุไล่เลี่ยกันนั้นเทียบไม่ติดเลยจักรพรรดิสวรรค์พยักหน้าก่อนจะถาม “สายเลือด
จักรพรรดิเผ่าเจียงมีหน่ออ่อนที่ดีบ้างหรือไม่”
สายเลือดจักรพรรดิเผ่าเจียงในตอนนี้มีชื่อเสียงระบือ
ไกลไปทั่วแดนเซียนเอกเทวะ กระทั่งโลกบริเวณชายขอบของ
ห้วงอนันต์สุญญตายังมีเงาร่างของพวกเขาเพ่นพ่านไปมา
เฉินหลี่ยิ้ม “มีแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ ล้วนเดินทางไปฝึกฝนที่
โลกสวรรค์ใบที่สามกันหมดแล้ว แต่จะเทียบชั้นกับซูอิ๋นได้
หรือไม่ก็ตัดสินยาก ถึงอย่างไรก็เดินคนละเส้นทางกัน”
จักรพรรดิสวรรค์ก็คิดว่ามีเหตุผล พรสวรรค์ด้าน
ร่างกายของซูอิ๋นน่ากลัวมาก ทว่าในด้านการฝึกกำลังภายใน
คงจะไม่โดดเด่นเท่าไร
ทั้ง
สองคนพูดคุยถึงอัจฉริยะที่มีชื่อเสียงในแดนเซียนเอก
เทวะ คาดเดากันว่าใครจะปกครองยุคสมัยถัดไป
สรุปได้ว่าอัจฉริยะของแดนสวรรค์มีจำ นวนเยอะมาก นั่น
หมายความว่าแดนสวรรค์พัฒนาขึ้นมาก ไม่ได้เดินผิดทาง
คุยไปคุยมา จักรพรรดิสวรรค์ก็พลันเอ่ยถึงเจียงอี้กับ
เจียงซั่นบุตรชายสองคนนี้ คนหนึ่งมีพรสวรรค์กลืนกิน สำ เร็จ
เป็นเทพแห่งมหันตภัย อีกคนเป็นดาวสังหารนิรันดร์กาล
กรรมสังหารหนักหน่วง ท่ามกลางมหันตภัยก่อนหน้านี้ยังมี
บาปกรรมเอ่อล้น ทำให้ทุกครั้งที่เขานึกถึงจะรู้สึกละอายใจ
เขารู้สึกว่าบุตรชายทั้งสองคนนี้ต้องแบกรับสิ่งเหล่านี้
เพื่อเขา
“เมื่อบุญบารมีสมบูรณ์ ไป๋ฉีจะรับพวกเขาไปที่แดนเซียน
พรหม มรรคาจารย์จะชี้แนะพวกเขาด้วยตนเองพ่ะย่ะค่ะ”
เฉินหลี่พูดเสียงเบา
จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยพลางถอนหายใจ “เพียงแต่ว่าต้อง
รออีกหลายแสนปี ก็ไม่รู้ว่าตอนนั้นแดนเซียนพรหมจะเป็น
เช่นไรแล้ว”
“ฝ่าบาท อย่าได้กังวลพระทัยเลยพ่ะย่ะค่ะ เอกเทวะกับ
พรหมต่างกันมาก มิหนำซ้ำ ยังมีมหาพิภพจิตจรอยู่อีกด้วย”
เฉินหลี่พูดปลอบใจ เขารู้ว่าจักรพรรดิสวรรค์เป็นกังวล
เรื่องนี้มาตลอด อยู่ที่แดนเซียนเอกเทวะนี้ก็มักจะรู้สึกล้าหลัง
กลัวว่าจะถูกทิ้งห่างไกลเกินไปจักรพรรดิสวรรค์ถาม “เฉินหลี่ เจ้าว่าเมื่อมหันตภัยวิถี
เซียนมาถึง จะเป็นมหามรรคาใดที่บุกโจมตีพวกเรา”
“ฝ่าบาท กว่ามหันตภัยวิถีเซียนจะมาถึงตั้งอีกกี่ปีกัน
พ่ะย่ะค่ะ สิบล้านปี? หรือว่าร้อยล้านปี? ไม่มีใครบอกได้หรอก
พ่ะย่ะค่ะ แต่มีสิ่งหนึ่งที่เข้าใจได้ อสุรกายมหันตภัยจะมา
ถึงก่อนที่มหันตภัยที่แท้จริงจะมาถึง ซึ่งไม่ใช่ช่วงเริ่มต้นของยุค
สมัยใหม่พ่ะย่ะค่ะ”
“ก็จริง ตอนนี้ไม่จำ เป็นต้องคิดมากเลย”
“แต่พูดตามตรง กระหม่อมจินตนาการไม่ออกเลยจริงๆ
ว่ามหามรรคาใดที่จะโค่นล้มวิถีเซียนได้พ่ะย่ะค่ะ”
“ฮ่าๆๆ นี่ล่ะที่เราชอบฟัง”
… ว
สันต์ผ่านไปสารทเวียนมา สี่ฤดูหมุนเวียนเปลี่ยนกัน
เวลาผ่านไปหนึ่งปีราวกับหนึ่งวินาที
พันปีผ่านไปในชั่วพริบตา
ใต้ต้นสรวงสวรรค์มหามรรคา ซูอิ๋นลอยอยู่กลางอากาศ
รับการหล่อหลอมจากอัสนี เขาเปลือยกายท่อนบน ผิวพรรณเป็นสีทอง ภายนอกปรากฏเป็นลวดลายสีเข้มวูบวาบ สภาพ
ของเขาดูแปลกพิลึกยิ่งนัก
เยี่ยสวินตี๋ยืนแหงนหน้าอยู่บนพื้นหญ้า มองด้วย
ความอิจฉา
พลังกายของเจ้าเด็กนี่น่ากลัวยิ่งขึ้นจริงๆ
‘สมควรตายนัก เหตุใดกายทองคงกระพันถึงฝึกยาก
ขนาดนี้’ เยี่ยสวินตี๋บ่นอยู่ในใจ
เมื่อหลายแสนปีก่อน ในตอนที่มรรคาจารย์ถ่ายทอดกาย
ทองคงกระพัน เขาก็เคยฝึกแต่ล้มเหลว ตอนนี้มาที่พันมหา
โลกา อาศัยปราณวิญญาณมหามรรคาช่วยก็ยังฝึกกายทอง
คงกระพันไม่สำ เร็จ นี่ทำให้เขาแทบจะเสียสติ
เยี่ยสวินตี๋ได้แต่เบือนหน้าหนีไม่มองซูอิ๋น การเห็นซูอิ๋น
ทะลวงพลังทำให้เขาทรมานยิ่งกว่าสังหารเขาเสียอีก
เขากวาดสายตามองไปที่บ่อน้ำลืมชาติภพ พลันเห็น
ผิวน้ำกระเพื่อม เหมือนว่าก้นบ่อมีการเคลื่อนไหวบางอย่าง
เขาลุกพรวดขึ้นขยับร่างวูบไหวมาริมทะเลสาบ ก้มหน้ามองไปผิวน้ำเป็นประกายระยับ เห็นเงาร่างหนึ่งกำลังว่ายอยู่
เลาๆ เงาร่างนี้สังเกตยากมาก ราวกับกำลังเร้นกาย ต่อให้เป็น
วรยุทธ์ระดับเยี่ยสวินตี๋ก็ยังเห็นรูปร่างไม่ชัด
ในทะเลสาบมีบางสิ่งหรือ
ในความรู้ความเข้าใจของเยี่ยสวินตี๋ แผ่นดินใต้ต้น
สรวงสวรรค์มหามรรคาคือสวนดอกไม้หลังบ้านของมรรคา
จารย์ แล้วจะมีอันตรายได้อย่างไร
หากไม่ใช่ศัตรูลักลอบเข้ามา เช่นนั้นก้นทะเลสาบซ่อน
อะไรเอาไว้กันแน่
หรือว่าทะเลสาบแห่งนี้จะให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตขึ้นมา
เยี่ยสวินตี๋พยายามจะมองไปข้างหน้า ปรากฏว่าถูกตบ
เข้าที่ไหล่ เขาตกใจสะดุ้งจนสั่นไปทั้งตัว เมื่อหันไปมองก็ต้อง
โล่งอก
คนที่ตบไหล่เขาก็คือไป๋ฉี ไป๋ฉียิ้มแย้มพลางจ้องเขา
“อย่าเข้าใกล้บ่อน้ำนี้เชียว จะตายเอาได้ นายท่านเป็นคนบอก
”เยี่ยสวินตี๋ได้ยินเช่นนั้นก็ถามด้วยความแปลกใจ “เจ้ารู้
หรือไม่ว่าข้างใต้ซ่อนอะไรเอาไว้ อีกอย่าง เจ้าบอกว่านี่คือ
บ่อน้ำหรือ”
ไป๋ฉีกล่าวอย่างมีลับลมคมใน “ถูกต้อง นี่คือบ่อน้ำ ส่วน
มันคืออะไรข้าก็คงบอกเจ้าไม่ได้ เจ้ารู้แค่ว่าถ้าตกลงไป แม้แต่
ขั้น
พรหมก็ช่วยได้ยาก”
“ขนาดนั้นเชียวรึ”
เยี่ยสวินตี๋ถอยไปสองก้าวด้วยความตกใจ ออกห่างจาก
บ่อน้ำลืมชาติภพ
ไป๋ฉีหันไปมองซูอิ๋น “นายท่านให้เจ้าสอนวิชาอภินิหารให้
เขา เขาจะฝึกแค่กายาไม่ได้”
“ดี ข้าก็อยากลองเหมือนกันว่าพรสวรรค์ด้านอื่นของ
เจ้าหนูนี่เป็นอย่างไร”
เยี่ยสวินตี๋พยักหน้ายิ้มๆ ทั้งสองคนมองไปที่ซูอิ๋น ตอนนี้
ซูอิ๋นกำลังอยู่ในช่วงเวลาสำ คัญ อัสนีมหามรรคาทำให้กาย
ทองคงกระพันของเขาเริ่มเกิดรอยร้าวแล้ว ยังดีที่ไม่แหลก
สลายไป๋ฉีกับเยี่ยสวินตี๋ไม่กังวลเลยว่าเขาจะเป็นอะไรไป
“เหตุใดมรรคาจารย์ถึงส่งเจ้ามากัน หรือว่ามรรคาจารย์
ไม่ได้ปิดด่านรึ” เยี่ยสวินตี๋ฉุกคิดอะไรขึ้นได้จึงถามด้วย
ความประหลาดใจ
“เขาบอกว่ามีคนมารนหาที่ตาย”
“คนมารนหาที่ตายรึ”
เยี่ยสวินตี๋งงหนักกว่าเก่า จักรพรรดิเซียนเหล่านั้นล้วน
ฝ่าออกมาจากกลางธุลีแดง ใครจะกล้าล่วงเกินมรรคาจารย์
กัน
เดี๋ยวก่อนนะ!
หรือว่าจะเป็น…
เยี่ยสวินตี๋หันไปมองทอดไกลออกไป สุดเขตแดนเซียน
พรหม ตรงนั้นมืดมิดที่สุด ไม่มีอะไรทั้งนั้น
ขณะเดียวกัน
นอกค่ายกลพิทักษ์สวรรค์หมื่นปรากฏการณ์ กลาง
หมอกสีม่วงมีสามเงาร่างกำลังเดินหน้ามา สองร่างในนั้นคือ
คนที่เคยผ่านทางมาและถูกสุนัขอสูรแห่งความอลหม่านไล่ตาม บุรุษเกราะเทพกับสตรีกระโปรงหลากสี คนที่ตามหลัง
พวกเขามาคือผู้สวมหน้ากากทองสำ ริด สวมเสื้อคลุมตัวใหญ่
เส้นผมสีขาว แยกไม่ออกว่าเป็นชายหรือหญิง
“อาจารย์ จะเข้าไปเมื่อไรรึ”
สตรีกระโปรงหลากสีถาม คิ้วงามขมวดเป็นปม พวกเขา
มาที่นี่หลายสิบปีแล้ว ทว่าอาจารย์กลับให้พวกเขานิ่งเฉยไว้
นางไม่เข้าใจเลย อาจารย์เก่งกาจถึงเพียงนี้ แล้วจะมัวรอ
อะไรอยู่อีก
บุรุษเกราะเทพมองเงาร่างสวมหน้ากากเช่นกัน
เงาร่างสวมหน้ากากเอ่ยขึ้น เปล่งเสียงทุ้มต่ำออกมา
“ที่นี่มีพลังบางอย่าง น่าจะเป็นค่ายกล วางมหาค่ายกลที่
ยอดเยี่ยมเช่นนี้ได้ แสดงว่าอีกฝ่ายก็ไม่ใช่เล่นๆ อย่างน้อยที่นี่ก็
ไม่ใช่ดินแดนไร้นาย เท่าที่ข้ารู้มา มรรคาอริยะกับชะตาเร้นยัง
ไม่มีค่ายกลที่สูงส่งเช่นนี้เลย บางทีอาจจะมาจากวิถีบำเพ็ญ
หลุดพ้นอื่น”
วิถีบำเพ็ญหลุดพ้นอื่นหรือบุรุษเกราะเทพขมวดคิ้วมุ่น “หรือว่าผู้แข็งแกร่งลึกลับที่
สังหารอริยอัครจักรพรรดิกระบี่ริษยาเมื่อหลายแสนปีก่อน
จะอยู่ที่นี่หรือ”
เงาร่างสวมหน้ากากพูด “มีความเป็นไปได้สูงมาก แต่
อีกฝ่ายไม่ได้โจมตีพวกเรา ดังนั้นข้าจึงลังเล”
บุรุษเกราะเทพกับสตรีกระโปรงหลากสีเงียบไป หากเป็น
ตัวตนที่สังหารอริยอัครจักรพรรดิกระบี่ริษยาจริงๆ เช่นนั้น
พวกเขาก็ต้องคิดให้รอบคอบจริงๆ
“ไม่ได้การ ไหนๆ ก็มาแล้ว หากต้นไม้นั้นเป็นของวิเศษ
มหามรรคา ตัวตนนี้เฝ้าอยู่ที่นี่ก็แสดงว่ามูลค่าของของวิเศษ
มหามรรคาชิ้นนี้สูงเกินกว่าจินตนาการของพวกเรา เช่นนั้นก็
ให้อาจารย์ลองดูหน่อย หากเขาคือผู้สังหารอริยอัครจักรพรรดิ
กระบี่ริษยาจริงๆ ก็ค่อยวางแผนอีกที!”
เงาร่างสวมหน้ากากเอ่ยขึ้น เขายกมือขวา แผ่นหินหนึ่งก็
ลอยขึ้นมาก่อนจะขยายใหญ่อย่างรวดเร็ว
บุรุษเกราะเทพกับสตรีกระโปรงหลากสีถอยไปอยู่
ข้างหลังอาจารย์เงียบๆ พวกเขาไม่ตื่นตระหนกแม้แต่น้อย………………….