เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 581 ฉางเซิงก็คือเขา
เทพธิดาเซียวเหอเดินไปพลาง มองแสงเรืองรองด้าน
ขวาไปพลาง เงาร่างกลางแสงเรืองรองเปลี่ยนไปไม่หยุด ทำให้
นางตระหนักรู้ถึงอดีต
เงาร่างของอดีตค่อยๆ เปลี่ยนเป็นแปลกตา ทำให้นางรู้
ว่าตนเองเริ่มส่องเห็นอนาคตแล้ว
นางนึกไปถึงการเทศนาของมรรคาจารย์ พรหมอยู่
เหนือกว่าอดีต ปัจจุบันและอนาคต หรือว่ามรรคาจารย์กำลัง
ชี้แนะให้นางเดินไปสู่มรรคาแห่งพรหมกัน
นางเลื่อมใสมรรคาจารย์มากยิ่งขึ้นไปอีก มรรคาจารย์
คาดหวังในตัวชนรุ่นหลังวิถีเซียนมากจริงๆ
ไม่มีความเกรงกลัวเลย
แม้ผู้ยิ่งใหญ่แห่งแดนเซียนพรหมเหล่านั้นจะเทศนาเป็น
บางครั้ง แต่ส่วนใหญ่จะซ่อนฝีมือไว้ เพียงแค่สนทนา
แลกเปลี่ยนเท่านั้น หากคนอื่นกลายเป็นขั้นพรหมแล้วจะต้อง
ไม่เผยเปิดเผยเกี่ยวกับพรหมออกมาอย่างแน่นอน อยากให้วิถีเซียนไม่มีขั้นพรหมคนถัดไป เช่นนี้ถึงจะรักษาตำแหน่งของ
ตัวเองไว้ได้อย่างมั่นคง ถึงอย่างไรวิถีเซียนก็เพิ่งกำเนิดมาได้
ไม่ถึงล้านปี วิถียุทธ์พัฒนามาตั้งหลายปี ผู้แข็งแกร่งที่สุดที่อยู่
ในห้วงอนันต์สุญญตาก็ยังเทียบขั้นจักรพรรดิเซียนไม่ได้เลย
ความคิดนี้ของเทพธิดาเซียวเหอไม่ได้อยู่นานนัก ไม่นาน
นางก็ถูกอนาคตของตนเองดึงความสนใจไป
นางในอนาคตสง่างามเหนือกว่าคนอื่น ทุกการกระทำ
จะมีความสูงส่งเหนือกว่ากฎเกณฑ์ นางมีลางสังหรณ์ว่านาง
ในอนาคตจะบรรลุขั้นพรหม ในความเป็นจริงแล้ว ระหว่างฝึก
บำเพ็ญช่วงพันปีมานี้ นางก็มักจะเห็นตัวเองในเส้นเวลาอื่น
เหมือนกัน
เดินหน้าต่อไป เทพธิดาเซียวเหอไม่ได้สังเกตเลยว่าคน
รอบตัวหายไปทีละนิด
จนเส้นทางขั้นบันไดหินนี้เหลือแค่นางผู้เดียว
… ไ
ม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร เทพธิดาเซียวเหอลืมตาขึ้นก็
พบว่าตนเองมาถึงวิหารใหญ่ที่สว่างและกว้างโล่งข้างหน้าวางเบาะนั่งทรงกลมเรียงราย มีผู้แสวงมรรคา
หลายคนนั่งอยู่ นั่นคือผู้ยิ่งใหญ่อันดับต้นๆ อย่างเช่นปฐมา
จารย์หมื่นพุทธกับเจ้าลัทธิคุนหลุน
นางเห็นเงาร่างของมรรคาจารย์นั่งอยู่บนบัลลังก์เทพ
สวรรค์มหามรรคาที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นบัลลังก์เทพสูง
สุดของวิถีเซียน ทางซ้ายและขวาแบ่งออกเป็นมู่หลิงลั่วและไป๋
ฉี ส่วนไป๋หลงเผยร่างเดิม กำลังขดตัวอยู่บนบัลลังก์เทพ
นางรีบละสายตากลับมา เริ่มหาเบาะนั่ง
“เซียวเหอ มาแถวหน้า นั่งตรงหน้าข้า”
เสียงของไป๋ฉีดังแว่วมา นี่คือวิชากระแสจิต มีเพียงนางที่
ได้ยิน
เทพธิดาเซียวเหอลังเลอยู่ชั่วครู่ แต่ก็ยังเลือกที่จะเดิน
มาแถวหน้า
ผู้แสวงมรรคาตื่นขึ้นมาเยอะขึ้น จากนั้นก็หาเบาะนั่งที่
เหมาะสมกับตนเองแล้วนั่งลง
ใบหน้าของเจียงฉางเซิงถูกรัศมีเทพบดบัง เขากำลัง
พิจารณามองเทพธิดาเซียวเหอ ซึ่งนางก็ไม่รู้สึกตัวเลยว่าเขากำลังมองมา
ผู้ที่ตื่นเป็นคนสุดท้ายก็คือซูอิ๋น จักรพรรดิเซียนทุกคน
ต่างก็ประหลาดใจในตัวเขา ตบะของเจ้าเด็กนี่ต่ำเตี้ยมาก แต่
เลือดลมและกายเนื้อแข็งแกร่งมาก ไม่สมเหตุสมผลยิ่งนัก
จนเมื่อผู้แสวงมรรคาทั้งหมดนั่งลง เจียงฉางเซิงถึงได้
เอ่ยขึ้น “ทุกท่านเป็นตัวแทนพลังอันดับต้นๆ ของวิถีเซียน ข้า
คาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านจะเผยแผ่วิถีเซียนที่พันมหา
โลกา ดังนั้นข้าจึงยินดีที่จะช่วยให้ทุกท่านก้าวไปสู่ขั้นที่ใกล้กับ
ขั้น
พรหมยิ่งขึ้น”
กล่าวจบ ผู้แสวงมรรคาทุกคนต่างก็หน้าเปลี่ยนสี พากัน
ตื่นเต้นขึ้นมา ผู้แข็งแกร่งอย่างปฐมาจารย์หมื่นพุทธก็ยังเกิด
คลื่นกระเพื่อมขึ้นในใจ
เผยแผ่วิถีเซียน!
มรรคาจารย์กำลังจะมอบหน้าที่ของวิถีเซียนให้แก่
พวกเขา!
พวกเขาไม่ได้รู้สึกกดดัน มีแต่การเฝ้ารอคอยอย่างหาที่
สิ้นสุดมิได้สิ่งที่สำ คัญที่สุดก็คือขั้นพรหม หลังจบการเทศนาครั้งนี้
จะปรากฏตัวตนขั้นพรหมหรือไม่
เสียงของเจียงฉางเซิงแฝงจิตมรรคาไว้ ทำให้เหล่าผู้
แสวงมรรคาแยกเสียงเดิมของเขาไม่ออก แต่เสียงมรรคาเช่นนี้
ก็ทำให้จิตใจพวกเขาสงบลง ไม่ว้าวุ่นใจอีก
เจียงฉางเซิงเริ่มเทศนาเรื่องขั้นพรหมทันที แม้แต่ซูอิ๋นที่
ไม่ใช่จักรพรรดิเซียนก็ยังฟังจนเคลิ้ม
สถานฝึกบำเพ็ญกำเนิดดอกบัวขึ้นมาตลอด บางครั้งก็
เป็นเทพธิดาโปรยดอกไม้ บางครั้งก็เป็นสายลมสดชื่นพัดมา
ทำให้ผู้แสวงมรรคาทุกคนตกอยู่ในห้วงการรู้แจ้งอันวิเศษและ
น่าอัศจรรย์
พวกเขาลืมเวลา ลืมมรรคาของตนเอง ดำดิ่งอยู่
ท่ามกลางความลี้ลับของขั้นพรหม
เจียงฉางเซิงใช้พลังของตนเองนำพาพวกเขามองดูอดีต
ปัจจุบันและอนาคตของแต่ละคน ให้พวกเขาได้รับ
ประสบการณ์ของขั้นพรหมก่อนเทพธิดาเซียวเหอยืนอยู่นอกการหลุดพ้น มองสำ รวจ
อดีตและอนาคตของตนเอง อารมณ์ความรู้สึกของนาง
หลากหลาย บางเรื่องก็เริ่มปล่อยวางลงทีละนิด
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร เทพธิดาเซียวเหอพลันพบคน
คนหนึ่ง
สหายนักพรตฉางเซิงคนนั้น
นางพบว่าตนกับสหายนักพรตฉางเซิงเคยฟังเทศนา
ด้วยกันมาหลายครั้ง แต่นางยืนมองดูอยู่ตรงนี้ กลับไม่เห็น
เรื่องราวชีวิตของสหายนักพรตฉางเซิงคนนั้น
สมาธิของนางถูกสหายฉางเซิงดึงไปหมด
นางเริ่มเข้ามาสวมมุมมองแทนสหายฉางเซิง จากเกิดไป
สู่ตาย จากหนึ่งภพไปสู่หมื่นภพ
ในที่สุดนางก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดนางถึงเคยพบสหาย
ฉางเซิงแค่สองครั้ง คิดจะสืบก็สืบไม่ได้ ที่แท้การพบกันสอง
ครั้งนั้น นางก็เจอกับสหายฉางเซิงสองคน หรือพูดให้ถูกก็คือ
คนละภพกันแทบทุกครั้งหลังฟังการเทศนาจบ สหายฉางเซิงจะ
สิ้นชีพตามชะตากรรมของตนเอง แต่เขาก็จะเติบโตขึ้นอีกครั้ง
ในสังสารวัฏ แสวงหามรรคาต่อ ทว่าเขาก็เหมือนจะจำ นางได้
ตลอด
ในการพบกันหลายครั้งในอนาคต นางได้พบสหายฉาง
เซิงอีกครั้ง เขาก็ยังจำ นางได้ เพียงแต่ว่านางยังมีชีวิตอยู่
มาตลอด ส่วนเขาประสบพบเจอกับความตายนับครั้งไม่ถ้วน
ตบะของทั้งสองคนก็ห่างกันไปยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
เทพธิดาเซียวเหอรู้สึกว่าหัวใจหนักอึ้ง นางรู้สึกได้ถึง
ชะตากรรมอันน่าเวทนาจากในตัวของสหายฉางเซิง เขากำลัง
แบกรับอะไรเอาไว้กันแน่
เทียบกับสหายฉางเซิงแล้ว ความลำบากยากเข็ญ
เหล่านั้นของนางดูเล็กไปเลย สิ่งที่นางสูญเสียก็เทียบไม่ได้กับ
สหายฉางเซิงเช่นกัน
“เจ้ามั่นใจหรือว่าสิ่งที่เจ้าเห็นเป็นความจริง เจ้ามั่นใจ
หรือว่าสิ่งที่เจ้าคิดนั้นถูกต้อง”
เสียงหนึ่งดังแว่วมา ปลุกเทพธิดาเซียวเหอให้ตื่นขึ้นเทพธิดาเซียวเหอลืมตาขึ้น ใช้มุมมองผู้หลุดพ้นมอง
ห้วงเวลาเป็นหมื่นปีเป็นพันปีอีกครั้ง
ใช่แล้ว
สิ่งที่นางเห็นเป็นความจริงแน่หรือ
“เสียงนั้นเมื่อครู่นี้คือ…มรรคาจารย์หรือ”
เทพธิดาเซียวเหอแอบตกใจ ไม่เข้าใจว่ามรรคาจารย์
กำลังชี้แนะผู้แสวงมรรคาทุกคน หรือว่าชี้แนะเฉพาะนางกัน
แน่
นางไม่ได้ใส่ใจกับคำถามนี้ แต่กำลังครุ่นคิดถึงสิ่งที่เห็น
และได้ยิน
สหายฉางเซิงผ่านสังสารวัฏมาไม่รู้กี่ครั้ง หรือว่า…
จะมีใครที่ผ่านสังสารวัฏมาตลอดแต่ยังเก็บความทรงจำ
เอาไว้ได้กัน
อีกทั้งนางยังสังเกตเห็นว่าทุกครั้งที่สหายฉางเซิงฟัง
เทศนา สภาพของเขาก็ต่างกันออกไป
นางพลันนึกถึงความลี้ลับของขั้นพรหมที่ฟังมรรคาจารย์
เทศนามาเมื่อครู่นี้หรือว่าสหายฉางเซิงคนนั้นจะบรรลุขั้นพรหม ร่างจริง
ของเขาส่งดวงจิตของตนเองไปทั้งอดีต ปัจจุบันและอนาคต
กัน
มิน่าทุกครั้งที่ฟังการเทศนา สภาพของสหายฉางเซิง
จะเหมือนกับสองบุคลิก นั่นคือดวงจิตร่างจริงลงมาสิงสถิตอี
กร่างหรือ
เทพธิดาเซียวเหอพลันเข้าใจทุกอย่างแล้ว อารมณ์
ความรู้สึกได้ก้าวข้ามไปสู่ระดับขั้นใหม่หมด
ภายในตำหนักเมฆาม่วง
เจียงฉางเซิงเทศนาไปพลาง สังเกตผู้แสวงมรรคา
ทั้ง
หมดในตำหนักไปพลาง เทพธิดาเซียวเหอที่เขาให้การดูแล
เป็นพิเศษไม่ทำให้เขาผิดหวัง นางเดินบนเส้นทางที่ถูกต้อง
แล้ว
ปฐมาจารย์หมื่นพุทธ เจ้าลัทธิคุนหลุน มหาเถระกษิติ
ครรภ์ พระศรีอาริยเมตไตรยและราชันมรรคานิพพาน
จักรพรรดิเซียนชั้นแนวหน้าเหล่านี้ก็เช่นกัน ผู้บรรลุแห่ง
ดาวเหนือที่สร้างสามร่างแยกคนนั้นก็ไม่เลว จักรพรรดิเซียนคนนี้นับได้ว่าเป็นอัจฉริยะรุ่นหลัง เป็นดาวรุ่งพุ่งแรง หากเขา
เกิดในยุคสมัยเดียวกับปฐมาจารย์หมื่นพุทธ อันดับสองของวิถี
เซียนในตอนนี้ก็อาจจะไม่ใช่ปฐมาจารย์หมื่นพุทธแล้ว
เจียงฉางเซิงมองไปที่ซูอิ๋นที่นั่งข้างหลังสุด ไม่รู้ว่าเจ้าเด็ก
นี่จะมีเรื่องให้เขาตกใจมากกว่านี้อีกได้หรือไม่
เวลาดำเนินต่อไป
การเทศนาครั้งนี้ดำเนินต่อไปนานมาก ถึงอย่างไรแดน
เซียนพรหมก็ไม่มีสิ่งมีชีวิตทั่วไป เหล่าจักรพรรดิเซียนไม่
มีเรื่องด่วนต้องทำ ดังนั้นเจียงฉางเซิงจึงเทศนาให้นานขึ้นอีก
ห้าร้อยปีต่อมา
การเทศนายังคงดำเนินต่อไป แต่มีสหายคนหนึ่งที่ทำให้
เจียงฉางเซิงปลื้มใจ
นั่นคือเทพกระบี่
จิตกระบี่ของเทพกระบี่ก้าวข้ามขั้นเซียนทองเอกเทวะ
เพียงแต่ว่าตบะยังห่างไกลมาก นี่เป็นสิ่งที่แปลกใหม่ วิถีกระบี่
ไม่ได้เป็นสำ นักพิเศษในวิถีเซียนมาสักระยะแล้ว นักกระบี่ก็ยัง
ไม่ผงาดขึ้นอย่างแท้จริงเจียงฉางเซิงนึกไปถึงการพบกันครั้งแรก ตอนนั้นเทพ
กระบี่ออกเดินทางหลายเดือน จิตกระบี่ขับเคลื่อนกระบี่ล้ำค่า
ล้านเล่มมาท้าสู้กับเจียงฉางเซิง ในตอนนั้น ความสง่าของเทพ
กระบี่ในวิถียุทธ์ของแดนมนุษย์มีความเป็นผู้บำเพ็ญเซียน
เพียงแต่ว่าต่อมาเจียงฉางเซิงพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว เร็วจน
ทุกคนรอบข้างตามไม่ทัน
พรสวรรค์การบำเพ็ญเซียนของเทพกระบี่ก็ไม่นับว่า
โดดเด่น ก็เหมือนกับคนรู้จักเก่าคนอื่น ที่มาถึงก้าวนี้ได้ก็
เพราะอาศัยความสัมพันธ์กับเจียงฉางเซิง แต่การรู้แจ้งวิถี
กระบี่ของเขาก็ไม่แย่ เพียงแต่ว่าวิถีเซียนยังขาดเซียนกระบี่
ชั้นยอดคอยชี้ทางให้เขา
บางทีเขาก็อาจจะเป็นเซียนกระบี่อันดับหนึ่งของวิถีเซียน
ได้ คอยชี้นำทางให้นักกระบี่คนอื่นได้
เจียงฉางเซิงคาดหวังว่าวิถีเซียนจะแตกแขนงออก
ไปมากกว่านี้ ไม่ใช่แค่การฝึกพลังอาคมกับกายเนื้อเท่านั้น
สุดท้าย การเทศนาครั้งนี้ก็ดำเนินต่อไปหนึ่งพันสามร้อย
ปีหลังจบการเทศนา เหล่าผู้แสวงมรรคาทยอยกันตื่นขึ้น
มา ต่างก็มีสีหน้าที่เสียดายและยังฟังไม่จุใจ
เจียงฉางเซิงกล่าวขึ้น “จากนี้ ผู้บรรลุขั้นพรหมจะสา
มารถเดินทางออกไปนอกพิภพได้ตามใจชอบเพื่อเผยแผ่วิถี
เซียน ผู้บรรลุขั้นพรหมสามคนแรกให้มาที่ตำหนักเมฆาม่วง
ข้าจะมอบสมบัติวิเศษมรรคาสวรรค์ให้เป็นรางวัล”
เมื่อสิ้นคำพูดนี้ ทั้งตำหนักใหญ่ก็คึกคักขึ้นมา เหล่า
จักรพรรดิเซียนพากันขอบคุณมรรคาจารย์
เจียงฉางเซิงโบกแขนเสื้อ ทุกคนรู้สึกตาลาย ลืมตาขึ้น
อีกครั้งก็มาอยู่ข้างนอกตำหนักเมฆาม่วงแล้ว
มีจักรพรรดิเซียนหลายคนรีบร้อนคารวะและกลับ
ไปอย่างเร็วรี่
เทพธิดาเซียวเหอมองประตูใหญ่ของตำหนักเมฆาม่วง
ด้วยแววตาที่ซับซ้อน
หากสหายฉางเซิงคนนั้นคือดวงจิตของตัวตนขั้นพรหม
จริงๆ เช่นนั้นตัวตนที่แท้จริงของสหายฉางเซิงไม่ต้องบอกก็คง
รู้แล้ว เพราะตอนนี้มีขั้นพรหมอยู่เพียงคนเดียวผนวกกับไมตรีจิตที่พระแม่ฝูหยวนมีต่อนาง ทุกอย่างชี้
ไปที่ความจริงเพียงหนึ่งเดียว
เทพธิดาเซียวเหอสงบจิตใจลง นางป้องมือคารวะไปทาง
ตำหนักเมฆาม่วง จากนั้นหันหลังกลับจากไป
พูดกันไว้แล้วว่าจะต้องพบกันที่จุดสิ้นสุดมหามรรคา
นางก็ต้องตั้งใจฝึกฝน จะให้เขารอนานไม่ได้
… ตำ
หนักเมฆาม่วงกลับมาเป็นปกติ มู่หลิงลั่วรีบกลับไปที่
ของตนและเริ่มการตระหนักรู้ จากการเทศนาครั้งนี้ นาง
มีการตระหนักรู้หลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องปฏิบัติ
ไป๋ฉีไม่รีบร้อน นางไม่ค่อยใส่ใจด้านการบำเพ็ญอยู่แล้ว
ขอแค่ไม่แย่เกินไปก็พอ
“นายท่าน ส่งขั้นพรหมเหล่านั้นออกไป ไม่กลัวว่า
พวกเขาจะก่อตั้งสำ นักของตนขึ้นมาและทิ้งวิถีเซียนรึ” ไป๋
ฉีบอกความกังวลของตน
เจียงฉางเซิงตอบกลับ “ต้องมีแน่นอน แต่ถ้าพวกเขา
จะทิ้งวิถีเซียนก็ต้องตัดโชคชะตาวิถีเซียนกับผลมรรคาของตนทิ้งก่อน สร้างกายเนื้อใหม่แล้วฝึกวิถีบำเพ็ญอื่น ที่พันมหา
โลกาแห่งนี้ไม่มีที่ใดที่อนุญาตให้พวกเขามีเวลาเดินเส้นทาง
อื่นอีกแล้ว อีกทั้งเมื่อบรรลุขั้นพรหมแล้ว ก็จะไม่มีทางทิ้งวิถี
เซียนเด็ดขาด”
เขาเข้าใจรสชาติของพรหมดีที่สุด ถึงอย่างไรเขาก็
ไม่มีทางทิ้งพรหมไปฝึกมหามรรคาอื่นอีกครั้งได้ เขายังเป็น
เช่นนี้ ผู้บำเพ็ญเซียนคนอื่นก็เช่นกัน
เจียงฉางเซิงไม่อยากทำให้ผู้ไล่ตามข้างหลังกลัว เขาแค่
อยากบุกเบิกวิถีเซียน ให้ผู้ไล่ตามไม่มีวันตามทัน แต่กลับ
เต็มไปด้วยความใฝ่หาในตัวเขา ไม่คิดยอมแพ้
ไป๋ฉีพูดต่อ “จินฉานจื่อคนนั้น ต้องดูแลเป็นพิเศษด้วย
หรือไม่”
เจียงฉางเซิงยอมรับคำพยากรณ์ของจินฉานจื่อ ทำให้ไป๋
ฉีคิดว่าเขามีประโยชน์ บางทีก็อาจจะใช้จินฉานจื่อช่วยเลี่ยง
ปัญหาให้กับนายท่านได้บ้าง
…………………..