เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 582 ทฤษฎีแห่งความทุกข์ พุทธกับมรรคา
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 582 ทฤษฎีแห่งความทุกข์ พุทธกับมรรคา
“ปล่อยไปตามธรรมชาติเถิด เขาก็มีชีวิตของเขา ไม่จำ
เป็นต้องดูแลพิเศษ และยิ่งไม่ต้องฝากความหวังไว้กับผู้อื่น
จำ เอาไว้ อนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้นก็อาจจะเป็นเพียงภาพลวงตา
อย่าดื้อรั้น”
เจียงฉางเซิงส่ายหน้า ไป๋ฉีได้ฟังก็เข้าสู่ห้วงความคิด ใคร่
ครวญถึงคำพูดของนายท่าน
“จบการเทศนาแล้ว จากนี้ข้าจะปิดด่านระยะยาวอีกครั้ง
เจ้าอย่าไปเถลไถลที่ไหนเชียว จงใช้เวลาไปกับการฝึกบำเพ็ญ
พันมหาโลกามีพลังลี้ลับมากมาย เจ้าอย่าตายในระหว่างที่ข้า
ปิดด่านก็แล้วกัน”
เจียงฉางเซิงทิ้งท้ายไว้เท่านี้ก็หลับตาลง
ไป๋ฉีได้ฟังก็อดเม้มปากด้วยความไม่พอใจมิได้
นางลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเลือกเชื่อฟังนายท่าน ปิดด่าน
ฝึกบำเพ็ญด้วยทว่าหนึ่งพันปีต่อมา นางก็อดใจไม่ไหวหนีออกไปจาก
ตำหนักเมฆาม่วง
แดนเซียนพรหมเงียบสงบ ตั้งแต่จบการเทศนาที่ตำหนัก
เมฆาม่วง จักรพรรดิเซียนทุกคนต่างก็เก็บงำ พลังไว้ จะทะลวง
ขั้น
พรหม
โดยเฉพาะพรหมสามคนแรกจะได้รับสมบัติอาคมของ
มรรคาจารย์ นั่นคือมหาโชควาสนาเลยทีเดียว!
สมบัติวิเศษมรรคาสวรรค์ ฟังดูทรงพลังยิ่งนัก!
ขณะที่เหล่าจักรพรรดิเซียนภายในแดนเซียนพรหมกำลัง
พยายามเพื่อบรรลุขั้นพรหมนั้น แดนเซียนเอกเทวะที่อยู่ไกล
ถึงห้วงอนันต์สุญญตาก็ประสบเรื่องราวอันวิเศษยอดเยี่ยม
ของตนเองเช่นกัน
แดนเซียนเอกเทวะกว้างใหญ่ไพศาล ดังนั้นหลายล้าน
ปีก่อนยุคสมัยวิถีเซียนจึงอยู่ในกระบวนการสร้างระเบียบใหม่
เปิดโอกาสให้เหล่าอัจฉริยะและผู้มีความทะเยอทะยานได้
แสดงฝีไม้ลายมือออกมา ส่งผลให้ยอดคนและอัจฉริยะ
ถือกำเนิดขึ้นมามากยิ่งขึ้นเรื่อยๆฝ่ายที่มีอำนาจบารมีมากที่สุดก็คือสายเลือดจักรพรรดิ
เผ่าเจียง
สายเลือดจักรพรรดิเผ่าเจียงได้ก้าวข้ามสถานะของ
เชื้อพระวงศ์เทียนจิ่งไปแล้ว เทียนจิ่งก็เป็นเพียงราชวงศ์ที่ปก
ครองโลกคุนหลุนเท่านั้น อีกทั้งหลังจากที่จักรพรรดิเทียนจิ่ง
สละราชบัลลังก์แล้วเข้าร่วมกับสายเลือดจักรพรรดิเผ่าเจียงได้
อัจฉริยะของสายรองเผ่าเจียงก็เข้าร่วมกับสายเลือดจักรพรรดิ
ได้เช่นกัน ดังนั้นเทียนจิ่งกับสายรองจึงล้วนสยบต่อสายเลือด
จักรพรรดิ
ประมุขของสายเลือดจักรพรรดิก็คือราชันนภาแห่งแดน
สวรรค์ โอรสสวรรค์เซวียนเต้าเจียงลู่ ราชันนภาผู้นี้บรรลุขั้น
เซียนทองเอกเทวะแล้ว เคยต่อสู้เพื่อสายเลือดจักรพรรดิ มี
ชื่อเสียงไปทั่วแดนเซียนเอกเทวะ เป็นหนึ่งในตัวตนที่แข็งแกร่ง
ที่สุดในห้วงอนันต์สุญญตาหลังจากมหันตภัย
กาลเวลาผันแปร ดาราเปลี่ยนทิศ หมื่นเผ่าพันธุ์วิถีเซียน
เริ่มแผ่ขยายจากแดนเซียนเอกเทวะ โลกที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของห้วงสุญญตานั้นถูกรุกราน ห้วงอนันต์สุญญตาเกิดคลื่น
ลมผันผวนขึ้นมาอีกครั้ง
ตำหนักยมโลก นรกขุมที่สิบแปด
ท้องฟ้าถูกเมฆดำปกคลุม เพลิงสวรรค์นับไม่ถ้วนตก
ลงมา กระทบแผ่นดินที่เต็มไปด้วยหินหนืดและรอยตะ
ปุ่มตะป่ำ
เจียงอี้นั่งบนก้อนหินยักษ์ เขาสวมเกราะดำชำ รุด โซ่
เปลวไฟพันธนาการรอบตัวทำให้ร่างกายและจิตวิญญาณ
บอบช้ำ เส้นผมสีขาวพลิ้วไหวไปตามลม ดูเงียบเหงาและ
วังเวงอย่างเห็นได้ชัด
เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นข้างกายเขา นั่นก็คือเฒ่าลี้ลับลิขิต
สวรรค์
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ถูกแสงสีน้ำเงินอ่อนคลุมไว้ ทำให้
ไม่ถูกเพลิงแห่งนรกทำร้าย
เมื่อเห็นเจียงอี้ยังคงเป็นทุกข์ เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ก็
ถอนหายใจก่อนจะถาม “จะให้ข้าไปขอร้องกับฝ่าบาทหรือไม่
ข้ามองออกนะว่าลึกๆ ฝ่าบาทก็ยังคงห่วงใยเจ้าอยู่”เจียงอี้ไม่เงยหน้าขึ้น เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง
“ไม่ต้องหรอก นี่เป็นสิ่งที่ข้าสมควรได้รับ และเป็นสิ่งที่
ราชสำ นักทมิฬสมควรได้รับเช่นกัน แม้ปณิธานแรกของข้า
จะทำเพื่อยุติมหันตภัยโดยเร็วที่สุด แต่ข้าก็ทำกรรมชั่วเอาไว้
มากมาย จำ ต้องชะล้าง”
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ถอนหายใจ บ่อยครั้งที่เขาไม่เข้าใจ
เจียงอี้ คิดว่าเจ้าเด็กนี่มีความขัดแย้งในตัวเองมากเกินไป ยาม
สังหารก็อย่างกับมารคลั่ง พอใจเย็นก็มีเมตตาโอบอ้อมอารี
“เหตุใดท่านถึงยังไม่เหินสู่เบื้องบนอีก ไม่จำ เป็นต้องรอ
ข้าเลย ท่านไปก่อน เดี๋ยวข้าจะไปหาท่านเอง” เจียงอี้เงยหน้า
ขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่เผยใบหน้าของตน
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์กล่าว “ข้าไม่รีบ อีกอย่างข้าก็ยังไม่
ใช่จักรพรรดิเซียน ถึงจะมีจักรพรรดิสวรรค์สนับสนุน แต่ก็ยัง
ไม่ตรงตามเงื่อนไข”
เจียงอี้อดหัวเราะเบาๆ มิได้ “จักรพรรดิสวรรค์อย่างนั้น
หรือ ท่านเป็นคนของท่านปู่ข้าแท้ๆ เหตุใดถึงไปอยู่กับ
จักรพรรดิสวรรค์ได้ล่ะ”เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์พูดด้วยความจำ ใจ “เผ่ามนุษย์มีคำ
กล่าวว่าผู้รู้จักตนเองคือพรอันประเสริฐมิใช่หรือ ตัวข้าไม่
มีประโยชน์อันใดกับมรรคาจารย์แล้ว ถ้าจะไปกวนใจเขา
สู้สนับสนุนบุตรชายของเขา หลานของเขาไม่ดีกว่ารึ หาที่ที่
เหมาะกับตัวข้าเอง มรรคาจารย์ก็ย่อมมองเห็นเอง”
แม้น้ำเสียงจะมีความจำ ใจ แต่เขาก็พูดด้วยรอยยิ้ม เขา
ได้ประจักษ์และร่วมการสร้างวิถีเซียนขึ้นมา ไม่เหมือนยุคสมัย
วิถียุทธ์ที่เขาเป็นเหมือนคนนอก ตอนนี้ต่อให้ไม่ได้ติดตาม
มรรคาจารย์ เขาก็พึงพอใจ โอบกอดความหวังอันยิ่งใหญ่ไว้
“เอาล่ะ อย่ามาพูดถึงเรื่องข้าเลย ข้ามาครั้งนี้หลักๆ ก็
เพราะอีกเรื่องหนึ่ง ช่วงนี้มีผู้ยิ่งใหญ่วิถีเซียนหมายตาพลังของ
เจ้า แอบวางแผนการลับ ส่วนเป็นใครนั้นข้าก็ยังไม่รู้ แต่ข้ารู้
มาว่าพวกเขาวางแผนจะบุกเข้ามาที่ตำหนักยมโลก เป้าหมาย
ก็คือเจ้า”
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์พูดอย่างจริงจัง น้ำเสียงเต็มไปด้วย
ความกังวลใจไม่มีใครสงสัยในความแข็งแกร่งของเจียงอี้ เขากระทั่ง
โอหังอวดดีด้วยซ้ำ แต่เจียงอี้ในตอนนี้ถูกทำลายกายเนื้อ
เหลือเพียงดวงวิญญาณ ดวงวิญญาณยังถูกทรมานหลาย
แสนปี ศักยภาพไม่เท่าเมื่อก่อนแล้ว
เมื่อได้ฟังคำพูดของเฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ เจียงอี้ก็ยิ้ม
เขาพลันเงยหน้าขึ้น ใบหน้าหล่อเหลาแต่ขาวซีดเต็มไปด้วย
ลวดลายโลหิต ดวงตาแนวตั้งตรงหน้าผากแผ่กลิ่นอาย
ความตายออกมา
“คิดจะชิงพลังของข้าอย่างนั้นหรือ ดูท่าชนรุ่นหลังใน
ตอนนี้คงจะมั่นใจในตัวเองน่าดู เช่นนั้นก็ให้พวกเขามา เรื่องนี้
ท่านไม่ต้องยุ่ง อย่าขัดขวาง!”
เจียงอี้กล่าวด้วยน้ำเสียงดุดัน มหาจักรพรรดิทมิฬใน
มหันตภัยวิถียุทธ์ได้แผ่พลังอำนาจที่หากไม่ใช่ข้า แล้วจะเป็น
ใครไปได้อีกออกมา
แม้จะถูกกักขังมานานหลายปี แต่ความโอหังของเขาก็
ไม่ลดลงเลย ซ้ำ ยังรุนแรงยิ่งขึ้นเขาแบกรับกรรมชั่วของวิถีเซียน ในสายตาเขามีเพียงพัน
มหาโลกา ทุกอย่างของห้วงอนันต์สุญญตาไม่อยู่ในสายตาเขา
แล้ว
ใครกล้ามาล่วงเกินเขา เขาก็จะไม่เห็นใจเป็นอันขาด!
ภายในใจเขาได้สั่งสมความโกรธและดุร้ายเอาไว้!
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์เห็นเจียงอี้เป็นเช่นนี้กลับยิ้ม เขา
วางใจได้แล้ว เชื่อว่าไม่มีใครคุกคามเจียงอี้ได้
ทั้ง
สองคนพูดคุยกันอีกครู่หนึ่งก่อนที่เฒ่าลี้ลับลิขิต
สวรรค์จะกลับไป
เจียงอี้ก้มหน้าลงอีกครั้ง รับการลงทัณฑ์จากเพลิงแห่ง
นรกต่อ จะมีเศษเสี้ยวเงาของวิญญาณอาฆาตลอยออก
มาจากในตัวเขาตลอดเวลา ลอยขึ้นฟ้าและหายไป
… แด
นสุขาวดี เหนือทะเลเมฆสีแดง จินฉานจื่อนั่งบนเมฆ
ในมือถือเบ็ดตกปลา สายตกปลาจมลงไปกลางเมฆ
พระพุทธองค์ชราซูบผอมผู้หนึ่งเหาะเหินลงมาข้างเขา
ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “อมิตตาภพุทธ จินฉานจื่อ เจ้ายังไม่ยอมก้มหัวอีกรึ ด้วยพรสวรรค์ของเจ้าไม่ช้าก็เร็วจะได้รู้แจ้งศาสตร์
พุทธมหายาน ตอนนี้กลับดื้อรั้น นี่เจ้ากำลังทำตัวเองเสีย
อนาคต พระพุทธเจ้าเริ่มไม่พอใจแล้ว”
จินฉานจื่อจ้องคันเบ็ดพลางพูดหน้านิ่งๆ “อมิตตาภพุทธ
เหตุใดต้องก้มหัวเล่า ศาสตร์พุทธดูที่เจตนาเดิม ข้าคิดว่าการ
เสียสละตนเองจะทำให้ตนเองเป็นทุกข์ ไม่อาจนำพาความ
สงบสุขมาให้ทุกสรรพชีวิตได้ การทำตนเป็นแบบอย่างก็ใช่ว่า
จะได้ผลดีเสมอไป
แทนที่จะให้ทุกสรรพชีวิตยอมรับความทุกข์ ก็ให้วิถีพุทธ
แบกรับความทุกข์นั้นเถิด เหตุใดเราถึงขจัดความทุกข์ไม่ได้
หยุดยั้งการเกิดความทุกข์นั้นไม่ได้เล่า”
พูดถึงท้ายที่สุด เขาก็หันไปมองพระพุทธองค์ชราด้วย
แววตาที่จริงจัง
พระพุทธองค์ชราขมวดคิ้ว “ความทุกข์นั้นมีมาก ขอแค่
มีชีวิตก็มีทุกข์แล้ว แม้ในโลกนี้จะมีแค่คนสองคน พวกเขาก็
จะมอบความทุกข์ให้กันและกัน เพราะความทุกข์ถูกกำหนด
โดยจิตใจคน เว้นแต่เจ้าคิดจะสังหารทุกสรรพชีวิต ทว่าวิถีพุทธเป็นส่วนหนึ่งของทุกสรรพชีวิต หากไม่มีทุกสรรพชีวิต
ทุกอย่างจะมีความหมายอันใดกัน จินฉานจื่อ ตัวความทุกข์
นั้น
ก็คือสิ่งที่อยู่ตรงกันข้าม”
จินฉานจื่อส่ายหน้า “ความทุกข์คือสิ่งที่อยู่ตรงกันข้าม
จริงๆ ดังนั้นจึงจำ เป็นต้องมีจุดยืน ตัววิถีพุทธก็คือจุดยืน ใน
เมื่อพวกเรามีจุดยืน เหตุใดต้องทำสิ่งที่ไม่มีจุดยืนด้วยเล่า โลก
นี้มีโพธิ์ และก็ไม่มีโพธิ์ หากวิถีพุทธต้องการโพธิ์ โพธิ์ก็
จะดำรงอยู่”
พระพุทธองค์ชราถอนหายใจ ไม่โน้มน้าวจินฉานจื่ออีก
สุดท้ายพระพุทธองค์ชราก็กลับไป
หลายวันต่อมา นักบวชหนุ่มรูปหนึ่งมาถึง
“อาจารย์อาจินฉานจื่อ ท่านมองว่าการช่วยทุกสรรพ
ชีวิตให้พ้นทุกข์คือวิถีพุทธ แต่หากท่านไม่มีศาสตร์พุทธที่สูงส่ง
จะช่วยให้พ้นทุกข์ได้อย่างไร เหตุใดถึงไม่ก้มหัว นี่ก็เป็นการ
ก้มหัวเพื่อทุกชีวิต ก่อนที่มรรคาจารย์จะสร้างยุควิถีเซียนขึ้น
มาก็เคยก้มหัวยอมจับมือกับวิถียุทธ์เช่นกัน” นักบวชหนุ่มพูด
โน้มน้าวอย่างจริงจังจินฉานจื่อไม่มองเขาสักนิด “เจ้าก็พูดแล้วนี่ว่าจับมือ
เป็นถึงเจ้าปกครองของห้วงอนันต์สุญญตา แต่วิถียุทธ์กลับ
จับมือกับวิถีเซียน เป็นมรรคาจารย์ที่ก้มหัวหรือว่าวิถียุทธ์
ก้มหัวกันแน่เล่า”
นักบวชหนุ่มขมวดคิ้ว “มรรคาจารย์แข็งแกร่งขึ้นมาแล้ว
ถึงเริ่มมีชื่อเสียง ช่วยทุกสรรพชีวิต ตอนนี้ท่านหัวดื้อไม่ยอม
เข้าใจ แล้วเมื่อไรจะแข็งแกร่งเล่า”
“อมิตตาภพุทธ มรรคาจารย์มีจิตใจเมตตาโอบอ้อมอารี
ข้าเองก็มีฟ้าดินซ่อนอยู่ในใจเช่นกัน”
“ท่าน…”
นักบวชหนุ่มโมโหแล้ว พูดโน้มน้าวอีกหลายครั้งก็ไม่
เป็นผล จึงได้แต่สะบัดแขนเสื้อกลับไป
ในช่วงเวลาต่อมา พระพุทธองค์และพระอรหันต์หลาย
คนผลัดเปลี่ยนกันมาโน้มน้าว เรื่องที่จินฉานจื่อโต้วาทีกับ
เหล่าพุทธเรื่องความทุกข์ก็ได้แพร่ไปในแดนเซียนเอกเทวะ
เช่นกันจินฉานจื่อได้รับชื่อเสียงจากตรงนี้มาก เพราะทฤษฎี
ความทุกข์ของเขาได้ใจสรรพชีวิตมากกว่า เทียบกับทฤษฎี
ความทุกข์ของเขาแล้ว ทฤษฎีความทุกข์ของวิถีพุทธดูกำกวม
มากกว่า ยากที่จะทำให้ทุกสรรพชีวิตยอมรับ
โลกคุนหลุน สถานบำเพ็ญลัทธิมรรคา
ภายในตำหนักแห่งหนึ่ง นักพรตเจ็ดคนนั่งเรียงกัน
หันหน้าเข้าหาเตาหลอมใบใหญ่ เหนือเตาหลอมมีเงามายา
ของราชันมรรคานิพพานลอยขึ้นมา
นักพรตหญิงผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น “ราชันมรรคา การถกเถียง
เรื่องความทุกข์ของวิถีพุทธนั้นก่อให้เกิดกระแสเป็นวงกว้าง
มาก ถึงโลกบำเพ็ญเซียนจะตำหนิวิถีพุทธเล็กน้อย แต่วิถีพุทธ
ก็ไม่ได้ใช้ไม้แข็งกับจินฉานจื่อ ยิ่งทำให้มีชื่อเสียงว่าใจกว้าง
มากขึ้น ด้วยเรื่องนี้ ชื่อเสียงของวิถีพุทธจึงได้กึกก้องไปทั้งแดน
เซียนเอกเทวะแล้ว ข้าสงสัยว่าวิถีพุทธตั้งใจจะผลักดันจินฉาน
จื่อขึ้นเป็นพระพุทธเจ้า ถึงอย่างไรเขาก็เป็นศิษย์ของพระ
ศรีอาริยเมตไตรย”
นักพรตคนอื่นก็เห็นด้วยกับคำพูดของนาง“ใช่แล้ว ทุกสรรพชีวิตตำหนิวิถีพุทธ แต่กลับชื่นชอบจิน
ฉานจื่อ”
“ต้องบอกว่าวิถีพุทธใช้เรื่องเล็กนี้สร้างผลกระทบเป็น
วงกว้างได้ขนาดนี้ นับว่ามีฝีมือจริงๆ”
“หลักๆ ก็เป็นเพราะจินฉานจื่อลงไปจุติฝึกฝนยังแดน
มนุษย์ เขาเกิดมาในฐานะองค์ชายแต่กลับจะเดินบนเส้นทาง
ของจอมยุทธ์ พยายามเป็นยอดยุทธ์ของอาณาจักร สุดท้ายก็
ถูกราชวงศ์ใส่ร้ายป้ายสีและตายไปด้วยแรงอาฆาต เรื่องราว
เช่นนี้ผนวกกับความดื้อรั้นและความคิดของเขา จึงครองใจคน
ได้ง่ายมาก”
“ลัทธิมรรคาจะล้าหลังไม่ได้ ถึงอย่างไรพวกเราก็ได้
ชื่อว่ามรรคา จะยอมตกจากลัทธิอันดับหนึ่งได้อย่างไร”
เมื่อได้ฟังการถกเถียงกันของลูกศิษย์ ราชันมรรคา
นิพพานก็ยังหน้านิ่ง
จนเมื่อพวกเขาพูดจบ ภายในตำหนักเงียบลง ราชัน
มรรคานิพพานถึงเอ่ยขึ้น “ในเมื่อลัทธิพุทธกำลังสร้างอำนาจ
ลัทธิมรรคาก็ควรจะเคลื่อนไหวบ้าง ลัทธิพุทธใช้แผนการครองใจคน เช่นนั้นลัทธิมรรคาก็จะมุ่งไปในทางปั้นอัจฉริยะ
นับจากนี้ไป ลัทธิมรรคาจะแบ่งออกเป็นเจ็ดบรรพต
ประกาศรับอัจฉริยะจากหมื่นโลก ทุกหมื่นปีลัทธิมรรคา
จะจัดการประลองขึ้น ผู้แข็งแกร่งที่สุดจะได้เป็นประมุขบรรพต
ทั้ง
เจ็ด…”
เหล่านักพรตตั้งใจฟัง คิดว่ากลยุทธ์อัจฉริยะไม่เลว
ทีเดียว
วิถีพุทธเดินเข้าไปกลางใจสามัญชน ลัทธิมรรคาเดิน
เข้าไปกลางใจผู้บำเพ็ญเซียน ทิศทางต่างกัน ต่อสู้กันได้ง่าย
ขึ้น
นักพรตวัยกลางคนกล่าว “ราชันมรรคา มีคนผู้หนึ่งที่
เหมาะสมมาก เขายังมาจากสายเลือดจักรพรรดิเผ่าเจียงด้วย
ตอนนี้กำลังฝึกอยู่ในสังกัดข้า เขามีพรสวรรค์ที่คล้ายกับมหา
จักรพรรดิทมิฬ แต่เนื่องจากพรสวรรค์ของเขาส่งผลเป็น
วงกว้างมากเกินไป จึงถูกราชันนภาปกปิดชื่อเสียงเรียงนาม
เอาไว้”
…………………….