เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 583 มารชั่วนอกโลกรุกราน
“การประลองของลัทธิมรรคาต้องเท่าเทียมและยุติธรรม
ต่อให้เป็นลูกศิษย์ที่มีสายเลือดจักรพรรดิเผ่าเจียงก็ห้ามฝ่าฝืน
กฎใช้กลโกง”
น้ำเสียงของราชันมรรคานิพพานเข้มงวดอย่างยิ่ง ทำให้
นักพรตที่แนะนำอัจฉริยะจากสายเลือดจักรพรรดิเผ่าเจียงผู้
นั้น
รีบพยักหน้า
หลังจากนั้น ราชันมรรคานิพพานก็กำชับอีกหลาย
ประโยค จากนั้นเงามายาก็สลายไป
ผู้ฝึกบำเพ็ญทั้งเจ็ดคนเริ่มแบ่งออกเป็นเจ็ดบรรพต
พวกเขาล้วนเป็นลูกศิษย์ของราชันมรรคานิพพาน หนึ่งคนหนึ่ง
บรรพต แต่เจ็ดบรรพตกำหนดนิยามว่าอย่างไร ต้องจัดอันดับ
หรือไม่ ยังคงต้องรอหารือกัน
สิบปีหลังจากนั้น
เจ็ดเซียนแห่งลัทธิมรรคาประกาศก่อตั้งเจ็ดบรรพตแห่ง
ลัทธิมรรคา ทั้งยังเชิญชวนให้อัจฉริยะรุ่นเยาว์จากทั่วทั้งแดนเซียนเอกเทวะมาสมัคร แล้วยังประกาศโชควาสนาที่จะได้รับ
จากการประลองของลัทธิมรรคาด้วย สิ่งที่จะได้มีตั้งแต่ยอด
เคล็ดวิชาของลัทธิมรรคา สมบัติอาคม มรดกวิชาที่ตกทอด
จากอดีตเป็นต้น ลัทธิมรรคาเล่นใหญ่ถึงเพียงนี้ แดนเซียนเอก
เทวะจึงสั่นสะเทือน ไม่นานก็กลบเหตุการณ์ถกพระธรรม
ว่าด้วยความทุกข์ยากของลัทธิพุทธอย่างรวดเร็วยิ่งนัก
การถกพระธรรมว่าด้วยความทุกข์ยาก พูดให้ถึงที่สุด
แล้ว สรรพชีวิตทั้งหลายก็ได้แค่มาชมละคร มุงดูเรื่องสนุก
เท่านั้น
แต่การประลองวิชาของลัทธิมรรคากับการรับศิษย์ของ
เจ็ดบรรพตเป็นผลประโยชน์ที่มีอยู่จริง ย่อมชักจูงจิตใจของผู้
บำเพ็ญเซียนส่วนใหญ่ได้มากกว่า
วันเวลาหลังจากนั้นลัทธิพุทธกับลัทธิมรรคาค่อยๆ เริ่ม
ขันแข่งกัน สรรพชีวิตต่างอยากรู้ว่าผู้ใดจะกลายเป็นลัทธิ
อันดับหนึ่งแห่งวิถีเซียน
…ในตำหนักเมฆาม่วง เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า
เขาเอ่ยขึ้นมาว่า “ไป๋ฉี ไปรับเจียงอี้ ให้เขามาฝึกบำเพ็ญอยู่ข้าง
กายเยี่ยสวินตี๋ แล้วให้ซูอิ๋นกลับห้วงอนันต์สุญญตาไป”
ไป๋ฉีที่กำลังหลอมสมบัติอาคมอยู่ได้ยินดังนั้นก็เผ่น
แผล็วออกจากตำหนักเมฆาม่วงทันที
เวลาไถ่บาปหนึ่งล้านปีของเจียงอี้ครบกำหนดแล้ว
จักรพรรดิสวรรค์กำลังส่งดวงวิญญาณของเขาไปยังแท่นเหิน
สู่เบื้องบน ผู้ที่ร่วมเดินทางมากับเขาก็คือเจียงซั่นกับเฒ่าลี้ลับ
ลิขิตสวรรค์
เจียงฉางเซิงนับนิ้วคำนวน เขาอายุหนึ่งล้านสองแสนเจ็ด
หมื่นปีแล้ว แต่หนนี้ถึงเขาจะปิดด่านมาเนิ่นนาน แต่แดนเซียน
พรหมก็ยังไม่มีขั้นพรหมคนที่สองเกิดขึ้นมา
เขาเงยหน้ามองหาปฐมาจารย์หมื่นพุทธ
ปฐมาจารย์หมื่นพุทธจวนเจียนจะถึงขั้นพรหมแล้ว ขาด
อีกเพียงก้าวเดียวก็จะเข้าช่วงการวิวัฒน์สู่ขั้นพรหม
เจ้าลัทธิคุนหลุนช้ากว่าก้าวหนึ่ง อย่างน้อยมูลค่าของตัว
เขาก็ยังถูกปฐมาจารย์หมื่นพุทธทิ้งห่างอยู่เล็กน้อยเจียงฉางเซิงหันไปมองมู่หลิงลั่วบ้าง
ตำหนักเมฆาม่วงกับสวรรค์ชั้นที่สามสิบสามล้วน
มีส่วนช่วยในการฝึกบำเพ็ญ ตัวมู่หลิงลั่วเองก็มีพรสวรรค์
ไม่ด้อย เมื่อบวกกับที่นางย่างเท้าเข้าสู่มรรคาแห่งโชคชะตา
มานานแล้ว นางจึงเร่งความเร็วแซงหน้า เริ่มขันแข่งมุ่งสู่ขั้น
พรหมเช่นเดียวกัน
เจียงฉางเซิงยกมือขึ้นส่งแก่นแท้แห่งมหามรรคา
บางส่วนเข้าไปในสมองของมู่หลิงลั่วเพื่อช่วยนางฝึกบำเพ็ญ
อีกด้านหนึ่ง
ใต้ต้นสรวงสวรรค์มหามรรคา
เยี่ยสวินตี๋กับซูอิ๋นนั่งทำสมาธิอยู่ข้างกัน กาลเวลาหลาย
แสนปีผ่านไป ลักษณะท่าทางของทั้งสองคนเปลี่ยนไปมาก
อย่างยิ่ง ซูอิ๋นสุขุมขึ้น เขาเริ่มมีมาดของผู้สูงส่งที่บรรลุธรรม
แล้ว
ไป๋ฉีเหาะมาหยุดหน้าแท่นเหินสู่เบื้องบนอย่างรวดเร็ว
คลื่นพลังของนางทำให้เยี่ยสวินตี๋กับซูอิ๋นลืมตาขึ้น
ซูอิ๋นเห็นไป๋ฉีก็ลุกขึ้นคำนับทันที“ซูอิ๋น เตรียมตัวกลับเถิด เจ้าสมควรไปแบกรับหน้าที่
อัครเซียนยุทธ์แล้ว”
ไป๋ฉีเหลือบมองซูอิ๋นแล้วเอ่ยเสียงนุ่มนวล น้ำเสียงใสกระ
จ่างลอยเข้าไปในหูของทั้งสองคน
ซูอิ๋นเตรียมใจมานานแล้ว ไม่นานก่อนหน้านี้เขาเพิ่ง
เหยียบเข้าขั้นเซียนทองเอกเทวะ กายเนื้อแข็งแกร่งถึงขีดสุด
เขาสมควรกลับไปแล้วจริงๆ
ผ่านไปหลายแสนปี ผู้ที่เหินขึ้นมายังแดนเซียนพรหม
ทั้ง
หมดล้วนบรรลุขั้นเซียนทองเอกเทวะแล้ว รวมไปถึงสหาย
เก่าเหล่านั้นของเจียงฉางเซิงด้วย ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็เหิน
สู่เบื้องบนมาล้านปีแล้ว อีกทั้งพรสวรรค์ของตัวพวกเขาเองก็
ไม่นับว่าธรรมดาสักเท่าไร
ขั้น
เซียนทองเอกเทวะหรือที่เรียกกันว่าจักรพรรดิเซียน
สิ่งนี้คือจุดหมายปลายทางของสรรพชีวิตทั้งหลายในวิถีเซียน
หากอยากป่ายปีนเหนือขึ้นไปกว่านั้น มิใช่เพียงการทดสอบ
พรสวรรค์ แต่ยังเป็นการทดสอบสติปัญญาและบุญวาสนา
อีกด้วยพรสวรรค์ของซูอิ๋นนับว่าโดดเด่น หากเขาอยู่ที่นี่ต่อ เขา
คิดว่าตนเองมีโอกาสขันแข่งมุ่งสู่ขั้นพรหมเช่นกัน แต่เขารู้ดีว่า
ตนเองก้าวมาถึงจุดนี้ได้เพราะเขามาที่นี่เพื่อเป็นอัครเซียน
ยุทธ์ ดังนั้นเขาต้องกลับไปปฏิบัติหน้าที่ของอัครเซียนยุทธ์
ซูอิ๋นลุกขึ้นยืน หลังจากคารวะเยี่ยสวินตี๋เสร็จก็หยิบ
ขวานไม้ของตนเองเดินไปหาไป๋ฉี
เยี่ยสวินตี๋ไม่พูดคำใด อีกฝ่ายเป็นอัครเซียนยุทธ์ ช้าเร็ว
ย่อมหวนกลับมา ทั้งสองคนยังมีโอกาสพบหน้ากันอีก
ซูอิ๋นเดินมาถึงหน้าไป๋ฉีก็คำนับอย่างนอบน้อมแล้ว
ถามว่า “พระแม่ จะออกเดินทางตอนนี้เลยหรือไม่ขอรับ”
ไป๋ฉีตอบว่า “รอเดี๋ยวก่อน มีคนกำลังขึ้นมา”
ซูอิ๋นพยักหน้า เขายืนรออยู่ด้านข้างอย่างอดทน
หลายปีที่ผ่านมา เขาเห็นเซียนทองเอกเทวะเหิน
สู่เบื้องบนมามากมาย ดังนั้นเขาจึงไม่แปลกใจกับการมีคนเหิน
ขึ้นมาสักเท่าไร
ผ่านไปครู่หนึ่ง แท่นเหินสู่เบื้องบนก็สั่นไหว แสงเจิดจ้า
ฉายฉาน เสาแสงพุ่งตรงดิ่งสู่เบื้องบน ด้านในเสาแสงนั้นค่อยๆก่อตัวเป็นร่างของคนสามคน
เจียงอี้ เจียงซั่นกับเฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ก้าวออกมาจาก
แท่นเหินสู่เบื้องบน ทันทีที่ซูอิ๋นมอง เขาก็คิ้วขมวดอย่างอด
ไม่ได้
ไออำมหิต ช่างเป็นไออำมหิตที่น่ากลัวนัก!
เขาสังเกตเห็นดวงตาแนวตั้งของเจียงอี้กับเจียงซั่น
จึงเดาตัวตนของอีกฝ่ายออกในพริบตา ต้องมาจากเผ่าเจียง
เป็นแน่แท้
แต่ต่อให้มาจากเผ่าเจียง คลื่นพลังรอบตัวสองคนนี้ก็
ออกจะน่ากลัวเกินไปแล้วกระมัง
แดนเซียนเอกเทวะในปัจจุบันแข็งแกร่งถึงขั้นนี้แล้วหรือ
พวกเจียงอี้สามคนเดิมทีสีหน้าเรียบเฉย แต่หลังจาก
มองเห็นไป๋ฉี ก็คลี่รอยยิ้มออกมา จากนั้นพวกเขาก็ยกมือขึ้น
มาคำนับ
ไป๋ฉีหัวเราะแล้วเอ่ยว่า “พวกเจ้าอยู่ฝึกบำเพ็ญกับเยี่ยส
วินตี๋ไปก่อน ต้นไม้ต้นนี้ไม่ธรรมดา ได้ฝึกบำเพ็ญที่นี่คือ
บุญวาสนาอันใหญ่หลวง”พวกเจียงอี้สามคนได้ยินก็เงยหน้ามองต้นสรวงสวรรค์
มหามรรคาที่สูงจนมิอาจเอื้อม มันทั้งดูศักดิ์สิทธิ์และยิ่งใหญ่
คลื่นพลังที่แผ่ออกมามากมายมหาศาลจนแม้แต่กาลเวลาก็
ไม่อาจรุกราน
ไป๋ฉีหันไปมองซูอิ๋นแล้วบอกว่า “ไปเถิด”
ซูอิ๋นพยักหน้า เขายกเท้าก้าวไปด้านหน้า จังหวะที่
เดินผ่านพวกเจียงอี้สามคน พวกเจียงอี้ก็หันไปมองเขาอย่าง
อดไม่ไหว
ช่างมีเลือดลมที่แข็งแกร่งนัก!
ทั้ง
สามคนต่างตะลึงกับกายเนื้อและเลือดลมของซูอิ๋น
ซูอิ๋นผงกศีรษะให้อย่างมีมารยาท ในใจแอบลำพอง เขา
จงใจเผยเลือดลมให้เห็นเอง อีกฝ่ายจะได้สังเกตเห็นตนบ้าง
ไม่นานนัก ซูอิ๋นก็ใช้แท่นเหินสู่เบื้องบนไปจากแดนเซียน
พรหม
เจียงซั่นถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “เจ้าหมอนี่เป็นใครกัน เหตุ
ไฉนจึงไม่เคยพบมาก่อน”ไป๋ฉีหัวเราะคิกคักบอกว่า “เขาคืออัครเซียนยุทธ์ อย่า
ดูแคลนเขาเชียว เขานับว่าเป็นลูกศิษย์สายตรงของนายท่าน
เชียวนะ วิชาที่ฝึกคือวิชากายทองคงกระพันกำเนิดจักรวาลที่
เหนือกว่าวิชากายทองคงกระพัน”
วิชากายทองคงกระพันกำเนิดจักรวาล!
พวกเจียงอี้สามคนสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย พวกเขาเพิ่ง
เคยได้ยินชื่อนี้เป็นครั้งแรก นี่จะต้องเป็นมรดกวิชาของมรรคา
จารย์อย่างแน่นอน
ภาพลักษณ์กับฐานะของซูอิ๋นในใจพวกเขาเปลี่ยนไปใน
พริบตา คนที่ถูกมรรคาจารย์เลือกย่อมเป็นตัวตนระดับที่พลิก
โฉมวิถีเซียนได้
ไป๋ฉีเริ่มแนะนำแดนเซียนพรหมในตอนนี้ให้ทั้ง
สามคนฟัง ทั้งสามฟังอย่างตั้งใจ ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็
มาเยือนเป็นครั้งแรก ต้องทำความรู้จักให้ดีก่อน
ในตำหนักเมฆาม่วง
เจียงฉางเซิงเลื่อนสายตาไปมองบนร่างพวกเจียงอี้
สามคน จากนั้นก็หันไปจับตาดูคนอีกคนหนึ่งที่อยู่บนแดนเซียนพรหม
เฟิงอวี้!
ผู้ฝึกยุทธ์ที่ได้ยันต์เทพกำเนิดจักรวาลของเขาไปผู้นี้ เหิน
สู่เบื้องบนมายังแดนเซียนพรหมเมื่อสามหมื่นปีก่อน ยามนี้เขา
เป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งการบำเพ็ญเซียนอย่างแท้จริงแล้ว ทุกสิ่ง
ล้วนเป็นผลประโยชน์จากความแข็งแกร่งของยันต์เทพกำเนิด
จักรวาล
ยันต์เทพกำเนิดจักรวาลเติบโตจนกลายมาเป็นสมบัติ
อาคมแห่งกรรมแล้ว มันดูดซับพลังแห่งกฎและพลังแห่งมหา
มรรคาเพื่อทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้น กาลเวลาผ่านไปล้านปี
ยันต์เทพกำเนิดจักรวาลก็ครอบครองพลังแห่งกฎและพลัง
แห่งมรรคาทั้งหมดในห้วงอนันต์สุญญตา ยามนี้เมื่อมาถึง
แดนเซียนพรหม มันก็เริ่มดูดซับพลังแห่งมหามรรคาที่สูงขึ้นไป
อีกขั้น เจียงฉางเซิงคาดการณ์ว่ายันต์เทพกำเนิดจักรวาล
น่าจะมีพลังทัดเทียมกับเตาหลอมสามพันสรรพสิ่งในมือเขา
ระดับเทียบเท่าสมบัติวิเศษกำเนิดจักรวาลสิ่งสำ คัญที่สุดก็คือยันต์เทพกำเนิดจักรวาลยังเติบโตต่อ
ได้อีก!
เจียงฉางเซิงยังไม่จำ เป็นต้องใช้ยันต์เทพกำเนิดจักรวาล
ตอนนี้ ดังนั้นเขาจึงปล่อยให้ยันต์เทพกำเนิดจักรวาลอยู่ในร่าง
ของเฟิงอวี้ต่อไป
เขาคาดหวังให้ยันต์เทพกำเนิดจักรวาลก้าวเกินขีดจำ กัด
ของสมบัติวิเศษกำเนิดจักรวาล บรรลุถึงจุดที่แข็งแกร่งยิ่งกว่า
แม้เฟิงอวี้จะเป็นเซียนทองเอกเทวะแล้ว แต่เขาก็ยัง
ตรวจจับการมีอยู่ของยันต์เทพกำเนิดจักรวาลไม่ได้ ยันต์เทพ
กำเนิดจักรวาลมีดวงจิตและพลังอาคมของเจียงฉางเซิง
แฝงอยู่ เขาจึงมองมันเป็นพลังสายหนึ่ง เป็นพลังที่มรรคา
สวรรค์ประทานมาให้เท่านั้น
เฟิงอวี้ในตอนนี้กำลังฝึกบำเพ็ญอยู่ในสถานฝึกบำเพ็ญ
แต่ระยะนี้เขาเกิดอยากออกไปนอกแดนเซียนพรหม ออก
ไปตะลุยโลกข้างนอกดูสักหน่อย สาเหตุหนึ่งก็เพราะเขาพบว่า
ระดับขั้นของตนเองก้าวหน้าได้ยากยิ่ง อย่างน้อยตอนนี้เขาก็ไม่เห็นความหวังที่จะไปถึงขั้นพรหมแม้แต่นิดเดียว พลังลึกลับ
ในร่างสายนั้นไม่อาจผลักดันเขาให้ก้าวหน้าได้อีกแล้ว
เมื่อมาถึงขั้นเซียนทองเอกเทวะ ระดับขั้นที่เหนือขึ้นไป
กว่านั้นล้วนขึ้นอยู่กับการแตกฉานมหามรรคาของตัวเขาเอง
‘ในเมื่อจักรพรรดิเซียนมากมายอยากออกไปท่องเที่ยว
ข้างนอก เช่นนั้นให้พวกเขาลองดูก็ได้ สบโอกาสข่มขวัญ
เจ้าพวกที่อยู่ข้างนอกนั่นพอดี’
เจียงฉางเซิงคิดในใจเงียบๆ แววตาพราวระยับ
พันมหาโลกาอันตรายอย่างยิ่ง แต่สาเหตุที่หลายแสน
ปีที่ผ่านมาไม่มีสิ่งมีชีวิตตนใดค้นพบแดนเซียนพรหม นั่น
ก็เพราะว่าพวกเขาถูกค่ายกลพิทักษ์สวรรค์หมื่นปรากฏการณ์
ขวางกั้นไว้
ไม่นานมานี้ก็มีตัวตนที่แข็งแกร่งจำ นวนมากมาเยือนอีก
ตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดมีมูลค่าราวห้าหมื่นแต้ม เทียบเท่ากับอริ
ยราชัน พลังระดับนี้น่าจะมอบแรงกดดันให้จักรพรรดิเซียน
ทั้ง
หลายแห่งแดนเซียนพรหมได้นิดหน่อยส่วนสำ หรับเจียงฉางเซิง ตัวตนมูลค่าห้าหมื่นแต้มยาก
จะทำให้เขานึกสนใจ เพราะมูลค่าระดับนี้ไม่อาจให้รางวัล
รอดชีวิตกับเขาได้แล้ว
เจียงฉางเซิงเพ่งจิตครู่เดียว มุมหนึ่งของค่ายกลพิทักษ์
สวรรค์หมื่นปรากฏการณ์ก็เปิดออก ปราณวิญญาณแห่งมหา
มรรคานอกค่ายกลทะลักเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง คล้ายกับพายุ
มารจากด้านนอกพัดกวาดเข้ามาในแดนเซียนพรหม
ประสาทสัมผัสของจักรพรรดิเซียนทั้งหลายสัมผัสมันได้ทันที
แม้แดนเซียนพรหมจะกว้างใหญ่ไพศาล แต่จิตสัมผัส
ของจักรพรรดิเซียนกว้างใหญ่ยิ่งกว่า
เจียงฉางเซิงอาศัยมรรคาสวรรค์ประกาศเจตนาของเขา
ให้จักรพรรดิเซียนทั้งหลายทราบ
แทบจะในพริบตาเดียว กลุ่มจักรพรรดิเซียนที่บรรลุวิชา
รับรู้ถึงมรรคาสวรรค์ได้ ก็รู้ว่านอกท้องนภามีมารชั่วเข้ามา
รุกราน หากขัดขวางมารชั่วจากด้านนอก ปกป้องมรรคา
สวรรค์ได้ พวกเขาก็จะได้รับบุญบารมีจากมรรคาสวรรค์ผู้บรรลุถึงขั้นจักรพรรดิเซียน เดิมทีก็รับรู้การมีอยู่ของ
มรรคาสวรรค์ได้อยู่แล้ว วันนี้มีโอกาสได้รับบุญบารมีจาก
มรรคาสวรรค์ พวกเขาย่อมไม่ยอมพลาดโอกาส อีกอย่าง
พวกเขาก็อยากสำ แดงความแข็งแกร่งของตนเองด้วย
นับตั้งแต่มหันตภัยแห่งวิถียุทธ์จบลง จักรพรรดิเซียน
ทั้ง
หลายก็ไม่ได้ต่อสู้อย่างจริงจังมานานมากแล้ว ต่อให้
ประลองวิชากัน พอถึงจุดที่สมควรก็หยุด ไม่กล้าต่อสู้กัน
จนตายในแดนเซียนขั้นพรหมเพราะกลัวว่าจะทำให้มรรคา
จารย์มีโทสะ
ชั่วพริบตาเดียวจักรพรรดิเซียนตนแล้วตนเล่าก็เลิกปิด
ด่าน พวกเขาเหาะออกไปด้านนอกผ่านช่องเปิดของค่ายกล
พิทักษ์สวรรค์หมื่นปรากฏการณ์
พวกเจียงอี้สามคนที่อยู่ใต้ต้นสรวงสวรรค์มหามรรคาก็
ถูกคลื่นปราณวิญญาณแห่งมหามรรคาที่อยู่ไกลๆ นั่นดึงดูด
เช่นกัน
แต่พวกเขาเพิ่งจะมาถึง จึงยังสัมผัสมรรคาสวรรค์ไม่ได้“ไม่ต้องกังวล แค่มีหลายคนเก็บกดต่อไปไม่ไหวแล้วก็
เท่านั้น ปล่อยพวกเขาฝึกวิชากันไปก่อนเถิด แดนเซียนพรหม
ปลอดภัยนัก นี่เพิ่งเป็นครั้งแรกที่มีมารชั่วจากนอกโลก
มารุกราน” เยี่ยสวินตี๋หัวเราะ
เจียงอี้พยักหน้า แม้เขาจะมั่นใจในตัวเอง แต่ยามนี้กาย
เนื้อเพิ่งถูกสร้างขึ้นใหม่ เขายังต้องฟื้นพลังเดิมกลับมาก่อนจึง
ไม่อาจวู่วามออกไปต่อสู้ได้
เจียงซั่นผู้เป็นดาวสังหารนิรันดร์กาลควบคุมสันดานดิบ
ได้ตั้งนานแล้ว เขาจึงไม่คิดอะไรมาก
ฝ่ายเฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ไม่คิดจะไปร่วมวงแม้แต่
นิดเดียว เขายังหวาดกลัวพันมหาโลกาอยู่ไม่ต่างจากแต่ก่อน
ในเวลาเดียวกันนี้ บนห้วงมิติ
มุกที่เปล่งแสงสีน้ำเงินเม็ดหนึ่งกำลังเหาะเร็วรี่มาทางนี้
ราชันชะตางำ ประกาย เจียงเจี่ยนและหนึ่งชายหนึ่งหญิงยืนอยู่
บนนั้น พวกเขากำลังมองมาเบื้องหน้า
“บุ่มบ่ามเข้าไปเช่นนี้ จะไมล่วงเกินท่านปู่ของเจ้าจริง
หรือ”ราชันชะตางำ ประกายถามอย่างลังเล นับตั้งแต่แดน
เซียนพรหมถือกำเนิด มรรคาสวรรค์ก็แข็งแกร่งขึ้นทุกวัน ป้าย
ราชันชะตาของขาเริ่มไม่มีผลแล้ว โชคดีที่เจียงเจี่ยนติดต่อกับ
ท่านปู่ของเขาทางจิตได้
……………………………………………….