เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 584 ขั้นพรหมที่สูงขึ้นไปอีกระดับ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 584 ขั้นพรหมที่สูงขึ้นไปอีกระดับ
“ไม่เป็นไร เรื่องนี้เดิมทีก็เป็นความต้องการของท่านปู่ข้า
อยู่แล้ว ท่านสงสัยใคร่รู้ในวิถีบำเพ็ญของพวกเรามาตลอด
มิใช่หรือ”
เจียงเจี่ยนหัวเราะเบาๆ เขาตื่นเต้นที่กำลังจะได้กลับวิถี
เซียนมากทีเดียว
ราชันชะตางำ ประกายได้ยินก็เอ่ยว่า “วิถีบำเพ็ญของ
พวกเจ้าพัฒนาจนขยับขยายมาอยู่ในพันมหาโลกาแล้วหรือ”
เจียงเจี่ยนพยักหน้า ตอบว่า “จะว่าไปแล้ว ความจริงข้า
ก็ไม่รู้เรื่องในวิถีบำเพ็ญของพวกข้านักหรอก ข้าถือกำเนิดใน
มิติมหามรรคา แต่ก็ไม่แน่ใจว่าวิถีบำเพ็ญของพวกเราเป็นของ
มิติมหามรรคาจริงหรือไม่ หรือเดิมทีมาจากพันมหาโลกากัน”
ราชันชะตางำ ประกายรู้สึกว่ามีเหตุผล ปกติเขาก็
ไม่อธิบายเรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังให้ลูกหลานของตนเองฟัง
เช่นกัน อีกอย่างเขารู้สึกว่าวิถีบำเพ็ญของราชันมรรคาอมตะ
ไม่มีทางมาจากมิติมหามรรคา มิติมหามรรคาแห่งนั้นอาจเป็นหนึ่งในอาณาเขตที่วิถีบำเพ็ญหลุดพ้นเข้าไปตั้งถิ่นฐานอยู่
แล้วก็เป็นได้ เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นเป็นปกติ ชะตาเร้นเองก็
มีการขยับขยายไปตั้งถิ่นฐานในมิติมหามรรคาบางแห่งเพื่อ
สั่งสมทรัพยากรพื้นฐานบางอย่างเช่นกัน
หนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีที่ติดตามมาด้วยไม่เอ่ยอะไร แววตา
ของพวกเขาเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้และความคาดหวัง
ราชันชะตางำ ประกายมองไปทางพวกเขาแล้วหัวเราะ
“พวกเจ้าสองคนก็ติดตามอาจารย์ไปฝึกวิชาให้ดีๆ ไปอยู่ที่วิถี
บำเพ็ญอื่นแล้วก็อย่าถือดีว่าตนมาจากชะตาเร้นเล่า”
สองคนนี้คือลูกศิษย์ที่เจียงเจี่ยนรับมาตอนอยู่ในชะตา
เร้น เรื่องนี้ได้ราชันชะตางำ ประกายเป็นคนกลาง หลังจาก
เจียงเจี่ยนแข็งแกร่งมากขึ้นทุกที ชะตาเร้นก็เริ่มรู้สึกว่าไม่ควร
เป็นฝ่ายให้เพียงฝ่ายเดียว ดังนั้นราชันชะตางำ ประกายจึง
เสนอความคิดนี้ขึ้นมา ฝ่ายเจียงเจี่ยนก็ยอมรับด้วยความยินดี
บุรุษมีนามว่าถงชื่อ สตรีนามว่าถงเสวี่ย พวกเขาเป็น
พี่น้องกัน บิดาของพวกเขาคือจักรพรรดิชะตาคนหนึ่งของ
ชะตาเร้น นับว่าตำแหน่งสูงส่งถงชื่อยิ้มแย้มเอ่ยว่า “ศิษย์พี่ วางใจเถิดขอรับ ข้าเลื่อมใส
ความแข็งแกร่งของอาจารย์ที่สุด จะทำตัวหยิ่งยโสได้อย่างไร”
ถงเสวี่ยพยักหน้า สีหน้าว่านอนสอนง่ายยิ่งนัก
พวกเขาสองคนมีชื่อเสียงในชะตาเร้นไม่น้อย นับว่าเป็น
หัวกะทิในหมู่อัจฉริยะรุ่นเยาว์ แต่ยามอยู่ต่อหน้าเจียงเจี่ยน
ท่าทางกลับอ่อนน้อม นั่นก็เพราะว่าพวกเขาได้มาเป็นลูกศิษย์
ของเจียงเจี่ยน ไม่ใช่เพราะมีคนจัดการให้ แต่อาศัย
ความพยายามแย่งชิงสิทธิมา มียอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์มากมาย
ในชะตาเร้นที่อยากกราบเจียงเจี่ยนเป็นอาจารย์
ในฐานะคนนอกคนหนึ่ง เจียงเจี่ยนทำให้เกิดคลื่นลมใน
ชะตาเร้นไม่น้อย เขาอาศัยการต่อสู้พิสูจน์ว่าตนเองไม่อ่อนแอ
กว่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์ของชะตาเร้น
ทั้ง
สี่คนสนทนาพลางเหาะไปทางแดนเซียนพรหม เมื่อมี
เจียงเจี่ยนนำทาง ราชันชะตางำ ประกายจึงเหาะอย่างรวดเร็ว
นัก แต่แล้วเมื่อพวกเขาเข้าใกล้แดนเซียนพรหม พวกเขาก็
สัมผัสได้ถึงคลื่นพลังจากการต่อสู้ราชันชะตางำ ประกายถามอย่างประหลาดใจ “มีคนกล้า
มาหาเรื่องผู้อาวุโสด้วยหรือ”
เจียงเจี่ยนตอบอย่างนิ่งสงบ “คนที่สู้อยู่ไม่ใช่ท่านปู่ วิถี
เซียนมีคนที่แข็งแกร่งอยู่ไม่น้อย อีกอย่างหากท่านปู่ของข้า
ลงมือจริง การต่อสู้คงไม่ยืดเยื้อเช่นนี้แน่”
ราชันชะตางำ ประกายรู้สึกว่ามีเหตุผล ตอนนั้นเขาถูก
เจ็ดทมิฬแห่งซากธุลีรุมโจมตี ราชันมรรคาอมตะใช้เตาหลอม
ชิ้นหนึ่งสยบเจ็ดทมิฬแห่งซากธุลีอย่างง่ายดาย พลังระดับนั้น
ไม่ใช่สิ่งที่ตัวตนระดับเดียวกับเขาจะสั่นคลอนได้ เขาสัมผัสได้
ว่าเจ้าพวกที่ต่อสู้กันอยู่แถวแดนเซียนพรหมพวกนั้นระดับ
พอฟัดพอเหวี่ยงกับเขาเท่านั้น คนที่แข็งแกร่งที่สุดก็แค่พอ
สูสีกับเจ็ดทมิฬแห่งซากธุลีเท่านั้นเอง
พวกเขาเดินทางไปข้างหน้าต่อ จากนั้นพวกเขาก็เห็นร่าง
ของผู้ที่กำลังต่อสู้กันอยู่เหล่านั้น สนามรบกินอาณาบริเวณ
กว้างขวางมาก บริเวณนั้นถูกแบ่งออกเป็นสนามรบขนาดเล็ก
ขนาดใหญ่หลายสิบแห่ง สิ่งที่สะดุดตาที่สุดในนั้นก็คือพระพุทธองค์ทองคำรูปหนึ่งที่กำลังแผ่แสงสีทองไกลนับล้านลี้
มีพันกรพันแขน น่าเกรงขามอย่างที่สุด
เขาก็คือปฐมาจารย์หมื่นพุทธนั่นเอง!
เขาต่อสู้กับผู้แข็งแกร่งจากห้วงมิติหลายสิบคนด้วยตัว
คนเดียวโดยไม่ตกเป็นรอง
นอกจากเขาก็ยังมีอีกคนที่ดึงดูดสายตาอย่างยิ่ง เขา
ไม่ใช่เจ้าลัทธิคุนหลุน ไม่ใช่บรรพจารย์เสวียนถี แล้วก็
ไม่ใช่ราชันมรรคานิพพาน แต่เป็นเทพกระบี่ เขาเหยียบยืนอยู่
บนกระบี่วิเศษ มือซ้ายไพล่ไว้ด้านหลังบั้นเอว ส่วนมือขวา
ควบคุมกระบี่อาคมนับพันหมื่นเล่ม แปรเปลี่ยนเป็นค่ายกล
กระบี่
กระบี่อาคมพันหมื่นเล่มบางคราก็แยกตัวออกจากกัน
บางคราก็มารวมตัวกัน พวกมันดูประหนึ่งดอกไม้ไฟแย้มกลีบ
อลังการอย่างยิ่ง เขาเองก็ล่อศัตรูจำ นวนมากมาล้อมตนเอง
เช่นกัน
เทพกระบี่ผู้บรรลุขั้นเซียนทองเอกเทวะแล้วปลดปล่อย
พรสวรรค์วิถีกระบี่ออกมาได้อย่างสมบูรณ์ จิตกระบี่ของเขาเหนือกว่าจักรพรรดิเซียนแล้ว
ราชันชะตางำ ประกายถูกเทพกระบี่ดึงดูดความสนใจ
เช่นกัน วิถีกระบี่เป็นสิ่งที่ผู้คนใช้กันอย่างแพร่หลายในพันมหา
โลกา ในชะตาเร้นก็มีผู้ที่ก้าวเดินบนวิถีกระบี่ไม่น้อย
“วิถีกระบี่ของคนผู้นี้นับว่าสำ เร็จวิชาในระดับที่
ไม่ธรรมดา หรือว่าเขาจะได้รับมรดกวิชาวิถีกระบี่มาจากยุค
สมัยโบราณ” ราชันชะตางำ ประกายถอนหายใจชื่นชม
ในอดีตกาลอันไกลโพ้น ต้นกำเนิดของวิถีกระบี่มาจาก
วิถีบำเพ็ญหลุดพ้นแห่งหนึ่งที่ใช้กระบี่เป็นชีวิต ใช้กระบี่
หล่อเลี้ยงวิญญาณ แม้ต่อมาวิถีบำเพ็ญของพวกเขา
จะล่มสลาย แต่อิทธิพลของวิถีกระบี่ยังคงอยู่ ปัจจุบันในวิถี
บำเพ็ญหลุดพ้นแห่งต่างๆ ก็ยังมีสิ่งมีชีวิตที่ศึกษาวิถีกระบี่อยู่
รวมถึงในชะตาเร้นด้วย
เจียงเจี่ยนจำ เทพกระบี่ได้ ใบหน้าของเขาเผยรอยยิ้ม
เมื่อเห็นความองอาจในปัจจุบันของสหายในอดีต เขาก็ทั้งดีใจ
ทั้ง
รู้สึกมีหน้ามีตาเป็นอย่างยิ่ง“คนผู้นี้เป็นผู้อาวุโสคนหนึ่งของข้าเอง เขามาฝึกบำเพ็ญ
ตามท่านปู่ของข้า ในวิถีบำเพ็ญของพวกเราเขาถูกเรียกขานว่า
เทพกระบี่” เจียงเจี่ยนเอ่ยแนะนำ
“อ้อ? จิตกระบี่นั่นก็คู่ควรกับนามเทพกระบี่แล้วจริงๆ”
ราชันชะตางำ ประกายยิ้มแล้วตอบอย่างไว้หน้ายิ่งนัก
ถงชื่อกับถงเสวี่ยชมการต่อสู้อย่างสนอกสนใจ
อีกฝั่งหนึ่ง ภายในตำหนักเมฆาม่วง เจียงฉางเซิงก็กำลัง
ชมการต่อสู้อยู่เช่นกัน
จักรพรรดิเซียนกลุ่มที่แข็งแกร่งที่สุดเพิ่งมูลค่าเกินหนึ่ง
หมื่นแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์มานิดหน่อยเท่านั้น มูลค่า
แต้มของศัตรูมากกว่าพวกเขาหลายเท่าตัว หากตัดศัตรูที่
แข็งแกร่งที่สุดที่ยังไม่ลงมือออกไป จักรพรรดิเซียนอันดับ
บนสุดทั้งหลายก็กำลังเผชิญหน้ากับศัตรูที่มูลค่าแต้มมากกว่า
ตนเองทั้งสิ้น
ตัวอย่างเช่นในกลุ่มศัตรูที่ปฐมาจารย์หมื่นพุทธ
ประจันหน้าอยู่ มีคนหนึ่งแข็งแกร่งจนมูลค่าถึงสี่หมื่นแต้มมูลค่าแต้มของเขาเกือบเป็นสามเท่าของปฐมาจารย์หมื่นพุทธ
แต่สิ่งที่น่าตะลึงก็คือเขาทำอันใดปฐมาจารย์หมื่นพุทธไม่ได้
แม้จักรพรรดิเซียนอันดับบนๆ เหล่านี้จะบรรลุขั้นพรหม
ได้ไม่เร็วเท่าเจียงฉางเซิง แต่เพราะพวกเขาอยู่ในขั้นเซียน
ทองเอกเทวะมานาน ดังนั้นพวกเขาจึงสั่งสมพลังมาได้
แข็งแกร่งมาก
เจียงฉางเซิงค้นพบว่าระหว่างที่ต่อสู้ ปฐมาจารย์หมื่น
พุทธก็กำลังทลายโซ่ตรวนที่รั้งเขาจากขั้นพรหมไปด้วย หลัง
ศึกนี้จบลง ปฐมาจารย์หมื่นพุทธคงได้ก้าวเข้าช่วงวิวัฒน์สู่ขั้น
พรหม ต้อนรับการมาถึงของมูลค่าแต้มที่เพิ่มอย่าง
พรวดพราดแน่
เจ้าลัทธิคุนหลุนที่ก่อนหน้านี้เดินนำอยู่หน้าสุดมาตลอด
กลับตามหาโอกาสเลื่อนขั้นไม่พบเสียที กลายเป็นว่ามีผู้ที่มา
ทีหลังคนหนึ่งแซงหน้าเหล่าผู้อาวุโสไปเสียอย่างนั้น
เขาคนนั้นก็คือผู้บรรลุแห่งดาวเหนือ!
ฟังไม่ผิด จากที่เจียงฉางเซิงพยากรณ์ดู หลังจากศึกนี้ผู้
บรรลุแห่งดาวเหนือจะเหยียบเข้าโค้งสุดท้ายสู่ขั้นพรหมแล้วเช่นกัน
คิดไม่ถึงว่าผู้บรรลุแห่งดาวเหนือจะกลายแป็นคนที่สาม
ของวิถีเซียน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าลัทธิคุนหลุน บรรพจารย์เสวียนถี
มหาเถระกษิติครรภ์ หรือราชันมรรคานิพพาน ล้วนถูกเขา
แซงหน้ากันหมด
‘ขั้นพรหมก็คือจุดเริ่มต้นจุดใหม่ โครงสร้างของวิถีเซียน
หลังจากนี้คงเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ คงใช้สายตาเช่นเมื่อก่อน
มาตัดสินไม่ได้เสียแล้วสิ’
เจียงฉางเซิงคิดอย่างเงียบๆ เขาไม่วิตกว่าคนรุ่นหลัง
จะหันมาเล่นงานตนเองสักนิด
เขาบรรลุขั้นพรหมตั้งแต่อายุยังไม่ถึงสามหมื่นปี สถิตินี้
คงไม่มีใครทำลายได้ไปอีกนานแสนนาน เว้นเสียแต่ว่าเขา
จะก้าวข้ามขั้นพรหม แล้วนำวิถีเซียนก้าวไปถึงจุดที่สูงจน
ตอนนี้จินตนาการไม่ถึง หากเป็นเช่นนั้นก็คงมีคนบรรลุขั้น
พรหมก่อนอายุสามหมื่นปีโผล่มาได้
“ทุกคนกำลังจะบรรลุขั้นพรหมแล้ว ส่วนข้าก็กำลังก้าว
ไปข้างหน้าอีกก้าว ระดับขั้นถัดไปจากขั้นพรหมควรชื่อว่าอะไรดีหนอ”
เจียงฉางเซิงทำหน้าครุ่นคิด
ฟังไม่ผิดหรอก เขากำลังจะเลื่อนขั้น!
นับตั้งแต่บรรลุวิชามรรคาธรรมชาติขั้นที่สิบห้า เวลาก็
ผ่านมาหนึ่งล้านสองแสนกว่าปีแล้ว ในที่สุดเขาก็จะเลื่อนขั้น
เสียที จากที่เขาสัมผัสมา ในขั้นพรหมก็น่าจะแบ่งออกเป็นขั้น
ย่อยๆ เหมือนกัน หลังจากเลื่อนขั้นแล้วเขาก็คงยังอยู่ในขั้น
พรหมที่สูงขึ้นไปอีกระดับเท่านั้น
เขาชมการต่อสู้พลางครุ่นคิดนามของระดับขั้นไปด้วย
ศึกใหญ่นอกท้องฟ้าศึกนี้ดำเนินไปเนิ่นนานนัก พอกลุ่ม
สี่คนของราชันชะตางำ ประกายกับเจียงเจี่ยนมาถึงก็เข้ามาร่วม
ศึกด้วย แต่นั่นก็ยังไม่อาจทำให้การต่อสู้จบลงโดยเร็วได้อยู่ดี
ราชันชะตางำ ประกายจมอยู่กับการต่อสู้อันดุเดือด คนที่แสดง
พลังอันแข็งแกร่งออกมามากที่สุดคือเจียงเจี่ยน แม้แต่ปฐมา
จารย์หมื่นพุทธกับผู้บรรลุแห่งดาวเหนือก็ยังต้องเหลือบมอง
เขาบนโลกนี้ไม่มีเรื่องที่บังเอิญขนาดนั้นหรอก เจียงฉาง
เซิงทำนายรู้ก่อนแล้วว่าพวกเขาสี่คนจะมา ถึงได้เปิดศึกหนนี้
ขึ้น เขาเองก็มีแผนการของตนเองอยู่
เป็นเวลาต่อเนื่องนานหลายเดือนกว่าศึกใหญ่หนนี้จะจบ
ลง ผู้รุกรานทั้งหลายบุกโจมตีไม่สำ เร็จนานวันเข้าจึงได้แต่
ล่าถอยไป
พวกเจียงเจี่ยนสี่คนได้รับคำขอบคุณจากจักรพรรดิเซียน
ทั้ง
หลาย จักรพรรดิเซียนของแดนเซียนพรหมรู้จักหน้าค่าตา
กันอยู่แล้ว แต่มีน้อยคนที่รู้จักเจียงเจี่ยน ด้วยการแนะนำของ
เจียงเจี่ยน ราชันชะตางำ ประกายจึงทำความรู้จักกับจักรพรรดิ
เซียนทั้งหลายได้สำ เร็จ
ปฐมาจารย์หมื่นพุทธ ผู้บรรลุแห่งดาวเหนือจากไปอย่าง
เงียบๆ พวกเขาเตรียมตัวไปปิดด่านเพื่อบรรลุขั้นพรหม
ราชันชะตางำ ประกายตกตะลึงกับจักรพรรดิเซียนเหล่านี้
มีคนที่พลังเหนือกว่าขั้นเทวะหลุดพ้นมากมายนักเชียว นี่
ไม่ธรรมดาเอาเสียเลย จากที่เจียงเจี่ยนเล่าให้ฟัง คนเหล่านี้ล้วนเหินสู่เบื้องบนมาจากมิติมหามรรคา ทั้งยังมาภายในช่วง
หนึ่งล้านปีที่ผ่านมาอีก
หลังจากสนทนากันครู่หนึ่ง ทั้งสี่คนก็เข้าไปในแดนเซียน
พรหม จุดประสงค์การมาเยือนของราชันชะตางำ ประกายคือ
การคุ้มครองพวกเขาสามคนมาส่งเท่านั้น ถึงอย่างนั้นเขาก็
ถือโอกาสชมดูวิถีเซียนสักหน่อย เขาไม่คิดจะรบกวนเจียงฉาง
เซิง รั้งอยู่ไม่กี่ปีก็จากไป
เจียงเจี่ยนพาถงชื่อกับถงเสวี่ยมาคารวะเจียงฉางเซิง
หลังจากเข้ามาในตำหนักเมฆาม่วง ทั้งสามคนก็เข้ามา
คารวะเบื้องหน้าเจียงฉางเซิง
ถงชื่อกับถงเสวี่ยมองไม่เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของเจียง
ฉางเซิง แต่ก็เพราะเช่นนั้นพวกเขาจึงยิ่งตื่นเต้น
เจียงฉางเซิงสำ รวจดูเจียงเจี่ยนแล้วเอ่ยอย่างพึงพอใจ
“ไม่เลว ดูท่าเจ้าจะได้ประโยชน์จากชะตาเร้นมามากทีเดียว”
มากเอาการจริงๆ มูลค่าแต้มของเจียงเจี่ยนเหนือกว่า
ปฐมาจารย์หมื่นพุทธเสียอีก!แต่เจียงเจี่ยนยังไม่ก้าวมาบนเส้นทางแห่งขั้นพรหม นั่นก็
เพราะตอนอยู่ที่ชะตาเร้นเขาไม่อาจบำเพ็ญเซียนได้ เขาทำได้
เพียงฝึกวิถีบำเพ็ญของชะตาเร้นคู่ไปด้วย จนวันนี้มูลค่าของ
ตัวเขาเกือบแตะสี่หมื่น ช่างเยี่ยมยอดอย่างยิ่ง
แน่นอนว่าถ้าปฐมาจารย์หมื่นพุทธบรรลุขั้นพรหมเมื่อไร
เขาก็คงทิ้งห่างเจียงเจี่ยนอีกครั้ง เจียงเจี่ยนยังต้องใช้เวลาอีก
ยาวนานเพื่อจะไล่ตามให้ทัน
เจียงเจี่ยนหัวเราะ “ราชันชะตาปฏิบัติกับข้าดีจริงๆ ท่าน
ปู่ สองคนนี้คือลูกศิษย์ของข้าเอง”
เขาแนะนำถงชื่อกับถงเสวี่ยอย่างสั้นๆ
สองพี่น้องเอ่ยพร้อมกัน “คารวะมรรคาจารย์”
เจียงฉางเซิงยกมือขึ้น ขวดหยกขาวสองใบลอยไปหยุด
อยู่เบื้องหน้าทั้งสองก่อนจะตกลงในอุ้งมือของพวกเขา
“ถือเสียว่าเป็นของขวัญพบหน้าก็แล้วกัน ใช้โอสถนี้
ชำ ระล้างกายา สรรพคุณของมันยอดเยี่ยมนัก” ท่าทางของ
เจียงฉางเซิงอ่อนโยนอย่างยิ่ง ไม่มีการวางท่าใหญ่โตเจียงฉางเซิงสนใจคู่พี่น้องสกุลถงที่เจียงเจี่ยนพามามาก
พอตัว น้อยครั้งนักที่เขาจะมีความรู้สึกเช่นนี้ ลูกหลาน
ทั้ง
หลายใส่ใจกับความห่างชั้นทางสถานะมากเกินไป จึงหา
ยากที่จะทำตัวตามใจอย่างเจียงเจี่ยน
นี่ต่างหากถึงจะเหมือนครอบครัว รับศิษย์แล้วก็พามาให้
ผู้อาวุโสเห็นสักหน่อย ถูกต้องตามมารยาท
แน่นอนว่าหากหลายครั้งเข้า เจียงฉางเซิงก็คิดว่าตนเอง
คงรำคาญเหมือนกัน
มนุษย์ก็เป็นเช่นนี้ มีแต่ความขัดแย้งอยู่ในตัว
ไม่ว่าอย่างไรก็ตามเจียงฉางเซิงเพิ่งได้สัมผัส
ประสบการณ์เช่นนี้เป็นหนแรก อย่างน้อยก็สำ หรับร่างจริง เขา
จึงเบิกบานใจมากทีเดียว
เจียงฉางเซิงฟังเจียงเจี่ยนเล่าสิ่งที่เขาประสบพบเจอใน
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา เจียงฉางเซิงฟังอย่างเพลิดเพลิน ถงชื่อ
กับถงเสวี่ยคอยเล่าเสริมเป็นบางครั้ง โดยเฉพาะถงเสวี่ย นาง
สดใสร่าเริงอย่างยิ่ง ยามเล่าเรื่องราวอันองอาจของท่าน
อาจารย์ นางเต็มเปี่ยมด้วยอารมณ์ แทบจะเหมือนเล่นงิ้วบนเวทีแล้ว มู่หลิงลั่วกับไป๋ฉีก็ยังหันมาสนใจ แม้แต่ไป๋หลงที่
นอนหลับอุตุก็ยังถูกดึงดูดความสนใจมาด้วย
ผ่านไปครู่ใหญ่ เจียงเจี่ยนก็ให้ลูกศิษย์ทั้งสองออกไปรอ
ตนเองข้างนอก ถงชื่อกับถงเสวี่ยรีบคำนับแล้วหมุนตัวเดิน
ออกไป
หลังจากนั้นเจียงเจี่ยนก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็นการเป็นงาน
ว่า “ท่านปู่ การพบกันหนนี้คงทำให้ชะตาเร้นหันมาสนใจวิถี
เซียนแน่ ทำเช่นนี้จะดีจริงหรือขอรับ”
เขาเองก็ตกใจกับจักรพรรดิเซียนทั้งหลายของแดนเซียน
พรหมเช่นกัน ผู้ที่ก้าวข้ามขั้นเทวะหลุดพ้นมีมากมายถึงเพียงนี้
เชียว วิถีเซียนพัฒนาเร็วเกินไปแล้ว
เจียงฉางเซิงหัวเราะแล้วเอ่ยว่า “หากวิถีเซียนอยาก
หยัดยืนในพันมหาโลกาย่อมมิอาจหลบซ่อนอยู่ในเงามืด ให้
พวกเขาได้พบปะกับชะตาเร้นมากหน่อยก็เป็นเรื่องดี”
ไป๋ฉียิ้มร่าเอ่ยว่า “เจียงเจี่ยน เจ้าอย่าดูแคลนจักรพรรดิ
เซียนทั้งหลายของแดนเซียนพรหมเชียว มีคนกำลังจะบรรลุขั้นพรหมแล้วนะ อีกเดี๋ยวพอมีขั้นพรหมถือกำเนิดครบสามคน
พวกเรายังจะต้องหวาดกลัวชะตาเร้นอีกหรือ”
………………………………………………….