เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 587 วิชาเนรมิตไร้รูปไร้ลักษณ์
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 587 วิชาเนรมิตไร้รูปไร้ลักษณ์
เจียงฉางเซิงเผชิญกับเสียงตวาดถามของอนธการล่อง
สวรรค์ก็ปรากฏตัวออกมายืนอยู่เหนือเตาหลอมสามพัน
สรรพสิ่ง เขาเหยียบอยู่บนปากเตาหลอม แสงเทพสุดขอบตะ
วันลอยอยู่ด้านหลังร่าง แสงสว่างสาดส่องหมื่นจั้งบดบัง
หน้าตาของเขา
คลื่นลมจากปราณวิญญาณแห่งมหามรรคาโถมพัดอยู่
ในความมืด สายตาของอนธการล่องสวรรค์จับอยู่บนร่างของ
เจียงฉางเซิง แม้แต่เขาก็ไม่อาจมองทะลุเข้าไปเห็นโฉมหน้าที่
แท้จริงของเจียงฉางเซิงได้ แต่เจียงฉางเซิงทำให้เขารู้สึกกดดัน
อย่างหนักหน่วง
อนธการล่องสวรรค์ย่อมไม่ขลาดกลัวศึก ร่างที่ลอย
กลับหัวอยู่ของเขาตีลังกากลับมาตั้งตรง ปราณประหลาด
นับไม่ถ้วนก่อตัวเป็นเกราะสีดำชุดหนึ่งรอบกายของเขา รอบ
ชุดเกราะสีดำเต็มไปด้วยอักขระ พลังแห่งมหามรรคาอัน
น่าขนลุกบรรจุอยู่ด้านใน“ใช้พลังเต็มที่มาเถิด ให้ข้าดูหน่อยซิว่าเจ้ามีดีอะไร
ถึงกล้าบุกมา!”
เจียงฉางเซิงลอยลงมาจากด้านบน เขาก้มมองอนธการ
ล่องสวรรค์แล้วเอ่ยเสียงเย็นชา
อนธการล่องสวรรค์ยกฝ่ามือสองข้างขึ้นแล้วซัดฝ่ามือใส่
เจียงฉางเซิงทันที เพียงชั่วอึดใจปราณประหลาดพลันโถมตัว
ดุจพายุเข้ามากลบเจียงฉางเซิง ภายในปราณประหลาด
มหาศาลเหล่านั้นมีดวงวิญญาณผู้วายชนม์นับไม่ถ้วน
ปรากฏตัวออกมา พวกมันแยกเขี้ยวกางกรงเล็บดาหน้าเข้ามา
สังหารเจียงฉางเซิง
เจียงฉางเซิงสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่ามีพลังงานล่องหน
กำลังทิ่มแทงดวงวิญญาณของตนเองราวกับเข็มแหลมนับ
ล้านเล่ม วิธีโจมตีเช่นนี้เป็นวิธีที่ตาเนื้อยากจะตรวจจับได้
แล้วก็ต่อต้านได้ยากอย่างยิ่งอีกด้วย
แต่น่าเสียดาย ในสายตาของเจียงฉางเซิง การโจมตี
ระดับนี้นับว่าห่วยบรม!เตาหลอมสามพันสรรพสิ่งใต้เท้าสำ แดงฤทธิ์เดช ปราณ
ประหลาดนับอนันต์ถูกสูบเข้าไปในปากเตาหลอม เจียงฉาง
เซิงที่ยืนอยู่บนเตาหลอมยักษ์ลอยตัวขึ้นอย่างเชื่องช้า เขายก
มือขวาไปทางฝ่ายตรงข้ามแล้วทำท่าคว้าจับ อนธการล่อง
สวรรค์ถูกดึงเข้ามาในฝ่ามือทันที
‘หากเจ้าบุกมาก่อนหน้านี้สักล้านปี บางทีอาจสร้าง
ความยุ่งยากให้ข้าได้นิดหน่อย’
เจียงฉางเซิงก้มหน้ามองอนธการล่องสวรรค์ที่อยู่ในฝ่า
มือแล้วคิดอยู่ในใจเงียบๆ
เขาพบว่าอัตราความถี่ของการพบเรื่องยุ่งยากในพัน
มหาโลกาน้อยกว่าในห้วงอนันต์สุญญตามาก แต่เรื่องยุ่งยาก
มักจะมาไม่จบสิ้น มักจะมีตัวตนที่แข็งแกร่งเดินทางมาเสมอๆ
บางทีนี่อาจเป็นสาเหตุที่สามมหาวิถีบำเพ็ญหลุดพ้น
ออกเดินทางไปเรื่อยๆ ไม่ยอมให้ดินแดนวิถีบำเพ็ญของตน
ปักหลักอยู่ที่ใดเป็นหลักแหล่ง
เจียงฉางเซิงเกิดความคิดอันใจกล้าประการหนึ่งขึ้นมา
หากเขาพาแดนเซียนพรหมตระเวนท่องพันมหาโลกาด้วยจะดีหรือไม่
หลังจากอนธการล่องสวรรค์ถูกวิชาจักรวาลกลางฝ่ามือ
ย่อขนาด เขาก็ทั้งตกตะลึงและโกรธเกรี้ยว
คลื่นพลังที่แข็งแกร่งหาใดเปรียบระเบิดออกมาจนแดน
เซียนพรหมทั้งหมดสั่นไหว!
ห้วงมิติบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง ร่างมายาที่สวมหน้ากาก
สำ ริดนับไม่ถ้วนปรากฏตัวออกมากระจายอยู่รอบห้วงมิติ
ทั้ง
หมด จักรพรรดิเซียนทั้งหลายในแดนเซียนพรหมต่างสัมผัส
คลื่นพลังของอนธการล่องสวรรค์ได้ พวกเขาตกตะลึงกับคลื่น
พลังนี้
เจียงฉางเซิงแค่นเสียงหยัน มือซ้ายยกขึ้นใช้ดัชนีมรรค
พิฆาตโลกาจิ้มใส่กลางฝ่ามือข้างขวา พลังอันรุนแรงสายหนึ่ง
พุ่งออกไป ต่อจากนั้นคลื่นพลังอันน่ากลัวที่ปกคลุมห้วงมิติอยู่
ก็สลายไปในพริบตา
ตบะของเขาในวันนี้ควบคุมพลังอาคมได้อย่าง
สมบูรณ์แบบแล้ว ดัชนีมรรคพิฆาตโลกาจึงไม่ทำอันตรายฝ่ามือของตนเอง แต่ปราบอนธการล่องสวรรค์ได้อย่าง
พอดิบพอดีเท่านั้น
เจียงฉางเซิงยังไม่ผละจากไปไหน เขารอจนกระทั่งเตา
หลอมสามพันสรรพสิ่งสูบปราณประหลาดทั้งหมดจนเสร็จ
แล้วจึงลอยลงมายืนบนปากเตาหลอมใหม่อีกครั้ง เขาปล่อย
สองมือลงแล้วหันไปมองปฐมาจารย์หมื่นพุทธกับผู้บรรลุแห่ง
ดาวเหนือที่ถูกอาณาเขตของปราณประหลาดกักขังไว้ไกลๆ
จักรพรรดิเซียนทั้งหลายในแดนเซียนพรหมเห็นร่างของ
มรรคาจารย์แล้วเช่นกัน มรรคาจารย์ยืนอยู่บนเตาหลอม
ขนาดยักษ์ หันหลังให้พวกเขา ร่างกายที่ถูกรัศมีเทพบดบังอยู่
ค่อนครึ่งนั่นทำให้พวกเขารู้สึกปลอดภัยยิ่งนัก
“ศัตรูถูกกำจัดแล้วหรือ”
“แน่นอนสิ มรรคาจารย์ลงมือเชียวนะ ต้องจัดการได้
สบายๆ อยู่แล้ว”
“น่าเสียดาย ยังไม่ทันเห็นหน้าค่าตาของศัตรูชัดเลย”
“พลังระดับเมื่อครู่ หากเจ้าเห็นชัด ศัตรูคงบุกมา
ถึงตรงหน้าเจ้าแล้ว”“หากอยากออกไปตะลุยพันมหาโลกาคงจะต้องบรรลุขั้น
พรหมก่อนถึงจะทำได้จริงๆ สินะ”
จักรพรรดิเซียนทั้งหลายสนทนากัน ฝ่ายปฐมาจารย์หมื่น
พุทธกับผู้บรรลุแห่งดาวเหนือยังไม่รู้ว่าศัตรูถูกสังหารไปแล้ว
แม้อนธการล่องสวรรค์จะดับสูญไปแล้ว แต่ปราณ
ประหลาดของเขากลับไม่สลายตามไปด้วย นี่ก็คือความ
แข็งแกร่งของระดับขั้นสูง
เจียงฉางเซิงไม่ช่วยขั้นพรหมทั้งสองออกมาจากการ
กักขัง เพราะอยากดูฝีมือของพวกเขาสักหน่อย
ที่ผ่านมา เขาไม่เคยรู้ชัดเจนว่าเมื่อเทียบมูลค่าแต้ม
เซ่นไหว้ของคนในวิถีเซียนกับมูลค่าแต้มเซ่นไหว้ของคนใน
มหามรรคาสายอื่น พลังแตกต่างกันมากเท่าใด เพราะศัตรูที่
เขาพบล้วนถูกเขาสังหารด้วยพลังที่เหนือกว่าทั้งหมด หาก
มีเรื่องกับศัตรูที่สู้ไม่ได้ เขาย่อมไม่มีทางฝืนเข้าปะทะ เพราะ
อย่างนั้นโลกคุนหลุนจึงถือกำเนิดขึ้นมา
เวลาไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว[อายุเซียน 1,483,457 ปี อนธการล่องสวรรค์ถูกคลื่น
พลังของขั้นพรหมดึงดูดให้มาเยือน เขาหมายจะกลืนกินแดน
เซียนพรหม แต่เจ้าเอาชีวิตรอดจากการโจมตีของเขา ข้าม
ผ่านภัยร้ายหนนี้มาได้สำ เร็จ ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นยอด
เคล็ดวิชามรรคาสวรรค์ นามว่า ‘วิชาเนรมิตไร้รูปไร้ลักษณ์’]
เมื่อเห็นการแจ้งเตือนบรรทัดนี้ตรงหน้า เจียงฉางเซิงก็
อารมณ์ดีขึ้นทันตา
ชื่อยาวขนาดนี้ ต้องมีค่ามากแน่
เขารอคอยต่อไป
หนึ่งชั่วยามหลังจากนั้นปฐมาจารย์หมื่นพุทธก็ฝ่าออก
มาจากปราณประหลาดได้ เมื่อเขาจับคลื่นพลังของอนธการ
ล่องสวรรค์ไม่ได้ เขาก็ขมวดคิ้ว แผ่จิตสัมผัสออกไปสำ รวจ
รอบด้าน ทันใดนั้นเขาก็พบร่างของเจียงฉางเซิง สีหน้าของเขา
เปลี่ยนไปเล็กน้อย จากนั้นก็เหาะเข้ามาหาเจียงฉางเซิงทันที
เขามาถึงเบื้องหน้าเจียงฉางเซิงแล้วคารวะอย่าง
นอบน้อม“มรรคาจารย์ ศัตรู…” ปฐมาจารย์หมื่นพุทธถามอย่าง
ระมัดระวัง
เจียงฉางเซิงยกมือขวาขึ้นแล้วหันฝ่ามือไปหาปฐมาจารย์
หมื่นพุทธ ใจกลางฝ่ามือยังมีปราณประหลาดสายบางๆ ขยับ
ยุกยิกอยู่ เขาเอ่ยตอบนิ่งๆ “ตายใต้เงื้อมมือข้าไปแล้ว”
ปฐมาจารย์หมื่นพุทธได้ยิน หัวใจก็เต้นกระหน่ำ
เขาคาดไว้อยู่แล้วว่าต่อให้ตนเองบรรลุขั้นพรหมก็คง
เทียบมรรคาจารย์ไม่ได้ แต่เมื่อได้มาเปรียบเทียบกันจริงๆ เขา
ถึงรู้ว่าช่องว่างนั่นห่างกันไกลโพ้นแค่ไหน
มิน่าเขาถึงดิ้นรนอยู่ในปราณประหลาดนั่นได้นาน
ถึงเพียงนี้ ที่แท้มรรคาจารย์ก็กำลังทดสอบเขานี่เอง
เขาเหล่มองอีกฝั่งหนึ่งของห้วงมิติ ท่ามกลางปราณ
ประหลาดหนาทึบ ผู้บรรลุแห่งดาวเหนือยังต่อสู้อย่างดุเดือด
อยู่
หนึ่งก้านธูปหลังจากนั้น ผู้บรรลุแห่งดาวเหนือก็
ฝ่าออกมาได้ พลังของเขาปั่นป่วน สภาพน่าอนาถอยู่เล็กน้อยเมื่อเขามองเห็นมรรคาจารย์ก็รีบเหาะเข้ามาคารวะอย่าง
รวดเร็ว
หลังจากทราบว่าอนธการล่องสวรรค์ตายแล้ว ผู้บรรลุ
แห่งดาวเหนือไม่ตะลึงเท่าปฐมาจารย์หมื่นพุทธ เขากลับมอง
มรรคาจารย์ด้วยแววตาเลื่อมใสอย่างแรงกล้า
เจียงฉางเซิงคิดไม่ถึงว่าคนรุ่นหลังผู้นี้จะเลื่อมใสเขา
อย่างแรงกล้าเช่นนี้ ทั้งที่บรรลุขั้นพรหมแล้ว แต่ความเลื่อมใส
นี้ไม่เพียงไม่ลดทอนน้อยลง แต่กลับรุนแรงมากขึ้นอีก
“หลังจากนี้ แดนเซียนพรหมยังต้องเผชิญเรื่องยุ่งยากอีก
มาก พวกเจ้าจะหยิ่งผยองเพราะบรรลุขั้นพรหมแล้วไม่ได้
จงรักษาจิตใจที่หมั่นเพียรฝึกบำเพ็ญเอาไว้ให้ดี”
เจียงฉางเซิงกำชับ ขั้นพรหมทั้งสองพยักหน้า นับว่า
พวกเขาถูกอนธการล่องสวรรค์เรียกสติแล้วจริงๆ
ตอนเพิ่งบรรลุขั้นพรหมแล้วส่งดวงจิตออกไปอวตารได้
พวกเขารู้สึกว่าไม่มีสิ่งใดที่ตนทำไม่ได้อีกแล้ว แต่ปรากฏว่า
เมื่อเผชิญหน้ากับปราณประหลาดอันลึกลับนั่น พวกเขากลับต้องทุ่มกำลังอยู่เนิ่นนานกว่าจะหลุดพ้นจากพันธนาการ หาก
มรรคาจารย์ไม่ลงมือ ผลที่ตามมาไม่อยากจะคิดเลยจริงๆ
“แต่ฝีมือของพวกเจ้าเหนือกว่าที่ข้าคิดเอาไว้ ถึงอย่างไร
ศัตรูผู้นี้ก็มิใช่คนที่พวกเจ้าในตอนนี้จะสู้ได้ วิถีเซียนมีพวก
เจ้าอยู่ ข้าวางใจยิ่งนัก ข้าคาดหวังกับอนาคตของพวก
เจ้าอย่างยิ่ง”
พอกล่าวคำพูดนี้จบ เจียงฉางเซิงก็หายวับไป
คลื่นอารมณ์ถาโถมในหัวใจของปฐมาจารย์หมื่นพุทธกับ
ผู้บรรลุแห่งดาวเหนือ หลังได้รับคำชมจากมรรคาจารย์ หัวใจ
ของพวกเขาก็ถูกความเปรมปรีดิ์เข้ามาแทนที่ความรู้สึก
ไม่ยินยอมในทันที
หลังบรรลุขั้นพรหม พวกเขาไม่มีผู้ใดให้ศึกษาและ
ปฏิบัติตามอีก มรรคาจารย์คือผู้ที่มีสิทธิ์แนะนำที่สุดแล้ว
พวกเขาย่อมเชื่อคำพูดของมรรคาจารย์
“อมิตตาภพุทธ สหายนักพรตดาวเหนือ หลังจากนี้
พวกเรามาพยายามให้มากขึ้นเถิด” ปฐมาจารย์หมื่นพุทธเอ่ย
อย่างจริงจังผู้บรรลุแห่งดาวเหนือพยักหน้าเอ่ยว่า “หนนี้สหาย
นักพรตฝ่าพันธนาการออกมาได้ก่อน แต่หนหน้า ข้าจะ
ไม่ตามหลังสหายนักพรตแน่!”
ได้ยินเช่นนี้ ปฐมาจารย์หมื่นพุทธก็หัวเราะดังลั่น
สายสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองคนขยับเข้ามาใกล้ขึ้นไม่น้อย
…
พอกลับมาถึงในตำหนักเมฆาม่วง มู่หลิงลั่วกับไป๋ฉีก็
เข้ามาถามไถ่อย่างสงสัยใคร่รู้ เจียงฉางเซิงไม่ปิดบัง เขาเล่า
เรื่องราวระหว่างต่อสู้ให้ฟังอย่างคร่าวๆ
“นายท่าน ท่าน…จิ้มศัตรูตายบนฝ่ามืออย่างนั้นรึ ช่าง
เหนือจินตนาการนัก…” ไป๋ฉีทึ่งจากใจจริง
ผู้ยิ่งใหญ่แห่งวิถีเซียนช่างรักการทำเท่เสียจริง นางสงสัย
มากว่าขนบนี้อาจได้รับถ่ายทอดมาจากนายท่าน
เจียงฉางเซิงกลอกตาใส่ ทำเอานางสะดุ้งรีบหลบเป็น
พัลวัน
หลังจากนั้นเขาก็สนทนากับมู่หลิงลั่วอีกหลายประโยค
ก่อนจะหันสายตาไปมองบนฝ่ามือข้างขวาปราณประหลาดสายนั้นมิใช่สิ่งที่เขาจงใจเหลือทิ้งไว้ แต่
มันตกค้างอยู่หลังอนธการล่องสวรรค์สิ้นใจ ในเวลาสั้นๆ นี้
เขายังขับไล่มันออกไปไม่ได้
เขาเคยประสบพบเจอพลังทำนองนี้มาแล้ว หนก่อนคือ
คำสาป แล้วหนนี้คือสิ่งใด
เจียงฉางเซิงพยากรณ์ในใจ ‘ผู้แข็งแกร่งที่สุดที่ปราณนี้
จะพามาแข็งแกร่งเท่าใด’
หลังจากกาลเวลาผ่านไปเนิ่นนาน ขอบเขตของฟังก์ชั่น
แต้มเซ่นไหว้พยากรณ์ของระบบเหนือกว่าวันวานอย่างที่เทียบ
กันไม่ได้ แม้จะยังพยากรณ์อย่างสมบูรณ์แบบไม่ได้ แต่ใน
ขอบเขตที่สำ รวจได้ มันก็สำ รวจพบผู้แข็งแกร่งที่มูลค่า
มากกว่าหนึ่งล้านแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์แล้ว ทั้งยังไม่ได้
มีเพียงหนึ่งอีกด้วย
[ต้องใช้ 1,520,000 แต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์ ต้องการ
ดำเนินการต่อหรือไม่]
ไม่!
แข็งแกร่งถึงเพียงนั้นเชียว!แม้เจียงฉางเซิงจะประหลาดใจ แต่ในใจกลับโล่งอก
หากมีตัวตนมูลค่าระดับสิบล้านแต้มเซ่นไหว้มรรคา
สวรรค์โผล่มาล่ะก็ เขาคงต้องเผ่นแล้ว แต่ถ้าเพิ่งจะล้านต้นๆ
เขายังไม่ต้องตื่นตระหนก
เจียงฉางเซิงพยากรณ์ประเด็นอื่นอีกเล็กน้อยก็เลิกทำ
แล้วเริ่มรับถ่ายทอดวิชาเนรมิตไร้รูปไร้ลักษณ์
วิชาเนรมิตไร้รูปไร้ลักษณ์เป็นวิชาที่ต่อยอดจากดวงจิต
อวตารของขั้นพรหม เมื่อใช้วิชานี้จะสามารถสร้างสรรพสิ่ง
ทั้ง
หลายทั้งปวงโดยไม่มีผู้ใดจับสังเกตได้ แต่สิ่งเหล่านี้ใช่ว่า
จักคงอยู่ชั่วนิรันดร์ หากร่างต้นแตกดับทั้งกายและดวงจิต
เมื่อใด สรรพสิ่งที่เนรมิตขึ้นมาก็จะดับสูญทั้งหมด
คล้ายกับร่างแยก แต่เหนือชั้นกว่าร่างแยก สรรพสิ่งที่เขา
ใช้วิชานี้สร้างขึ้นมาสามารถถือกำเนิดสติปัญญาของตนเองได้
แต่จะหลุดพ้นจากเขาไม่ได้ พวกมันจะอยู่และตายไปพร้อมกับ
เขา
ยอดเคล็ดวิชาเช่นนี้ทำให้เจียงฉางเซิงนึกถึงตัวตนอย่าง
เทพผู้สร้างโลกหรือเทพเจ้าผู้สร้างทำนองนั้นหากมีเทพผู้สร้างโลกอยู่จริง เขาจะใช้วิชาแบบนี้หรือไม่
เทพผู้สร้างโลกสร้างสรรพชีวิต แต่หากเทพผู้สร้างโลก
ตาย ทุกสิ่งที่เขาสร้างขึ้นมาก็จะไม่มีอยู่อีกต่อไป
เจียงฉางเซิงรู้สึกว่าวิชานี้ไม่ได้ช่วยเพิ่มพูนพลังของ
ตนเองอย่างเด่นชัดนัก แต่เขาก็ยังเลือกเรียนรู้มันอยู่ดี ศึกษา
ให้แตกฉานก่อนแล้วค่อยว่ากัน
การจู่โจมของอนธการล่องสวรรค์จบลงอย่างรวดเร็วจึง
ไม่ทำให้สรรพชีวิตในแดนเซียนพรหมหวาดผวา จักรพรรดิ
เซียนทั้งหลายปิดด่านฝึกบำเพ็ญต่อเพื่อแข่งขันกันเป็นขั้น
พรหมคนที่สาม
ส่วนสิ่งมีชีวิตที่ตัวแดนเซียนพรหมให้กำเนิดออกมารวม
ไปถึงภูตทั้งหลายที่จักรพรรดิเซียนมอบสติปัญญาให้ก็กำลัง
เติบโต กลิ่นอายแห่งชีวิตในแดนเซียนพรหมค่อยๆ เพิ่ม
มากขึ้น
แรกสุดคือบุปผชาติและหมู่มวลพฤกษาที่กลายเป็นภูต
จากนั้นก็เป็นแมลงและหมู่วิหค ต่อมาแม้กระทั่งภูเขา หินผา
และสายน้ำต่างก็มีจิตวิญญาณของตนเองเกิดขึ้นมา สาเหตุที่เกิดปรากฏารณ์เช่นนี้ก็เป็นเพราะปราณวิญญาณแห่งมหา
มรรคา หนึ่งในสาเหตุที่ปราณวิญญาณแห่งมหามรรคา
เหนือกว่าปราณวิญญาณแห่งฟ้าดินก็เพราะมันมีพลังในการ
รังสรรค์ที่แข็งแกร่งกว่านี่เอง
กาลเวลาไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว
สี่หมื่นปีให้หลัง ขั้นพรหมคนที่สามก็ถือกำเนิดในที่สุด
เขาไม่ใช่เทพกระบี่หรือเทพธิดาเซียวเหอที่เจียงฉาง
เซิงคาดหวังไว้ แต่กลับเป็นราชันมรรคานิพพาน
ราชันมรรคานิพพานทำให้เจียงฉางเซิงตะลึงมามากกว่า
หนึ่งครั้ง บรรพจารย์ยุทธ์จากวิถียุทธ์ผู้นี้หลังจากเปลี่ยนมาฝึก
บำเพ็ญเซียนก็ได้แสดงสติปัญญาที่เหนือล้ำกว่าคนธรรมดา
ออกมาให้เห็น เขาช่างเกิดมาเพื่อบำเพ็ญเซียนจริงๆ!
หลังจากนั้นไม่ถึงร้อยปี บรรพจารย์เสวียนถีก็บรรลุขั้น
พรหม จักรพรรดิเซียนทั้งหลายอดเห็นใจเขาไม่ได้ ช้าไปเพียง
ร้อยปีกลับทำให้พลาดจากสมบัติอาคมที่มรรคาจารย์
จะประทานให้วันนี้ปฐมาจารย์หมื่นพุทธ ผู้บรรลุแห่งดาวเหนือและ
ราชันมรรคานิพพานถูกมรรคาจารย์เรียกตัวไปพบ พวกเขา
เดินทางไปพบมรรคาจารย์ที่ตำหนักเมฆาม่วง ใช้เวลาอยู่ครึ่ง
วันกว่าจะก้าวออกมา หลังจากนั้นก็มีเจ้าคนชอบจุ้นคนหนึ่ง
ไปปล่อยเรื่องเล่ามากมายไว้ในมหาพิภพจิตจร เจ้าจอมจุ้นคน
นี้ย่อมเป็นไป๋ฉีนั่นเอง
………………………………………………..