เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 588 เพลิงโทสะของมรรคาอริยะ
“ได้ยินว่าขั้นพรหมสามคนแรกได้รับยอดของวิเศษของ
มรรคาจารย์ แต่ละคนได้มาสามชิ้น!”
“ไม่ได้วิชาหรือ”
“แล้วแดนเซียนพรหมวันนี้มีขั้นพรหมกี่คนแล้วเล่า”
“ปฐมาจารย์หมื่นพุทธ ผู้บรรลุแห่งดาวเหนือ ราชัน
มรรคานิพพาน บรรพจารย์เสวียนถี มหาเถระกษิติครรภ์
ทั้ง
หมดห้าคน”
“ลัทธิมรรคาของข้ามีขั้นพรหมแล้ว ผู้เข้าร่วมลัทธิมรรคา
ของข้าล้วนศึกษาเส้นทางสู่ขั้นพรหมได้”
เหล่าผู้ศรัทธาในมหาพิภพจิตจรส่วนมากกำลังคุยกัน
เกี่ยวกับขั้นพรหม ตั้งแต่ขั้นเอกเทวะไปจรดผู้บำเพ็ญเซียนใน
โลกของมนุษย์เดินดินล้วนใฝ่ฝันจะไปให้ถึงจุดนั้น
เดิมทีมหาพิภพจิตจรเริ่มมีกำแพงกั้นระหว่างระดับชั้นที่
ต่างกันแล้ว แต่เพราะความปรารถนาที่มีต่อขั้นพรหมมีมากเกินไปจริงๆ ดังนั้นข่าวเรื่องนี้จึงกระจายไปอย่าง
กว้างขวางยิ่ง
เมื่อปฐมาจารย์หมื่นพุทธกับราชันมรรคานิพพานสำ เร็จ
ขั้น
พรหม ทั้งยังเป็นขั้นพรหมสามคนแรก การต่อสู้ระหว่าง
ลัทธิพุทธกับลัทธิมรรคาก็ยิ่งรุนแรงขึ้นอีก ตั้งแต่ในโลกแห่ง
ความเป็นจริงลามไปถึงมหาพิภพจิตจร
นอกเหนือจากนี้ ลัทธิของบรรพจารย์เสวียนถีก็เริ่มผงาด
ขึ้นมาโดดเด่นด้วย ฝ่ายผู้บรรลุแห่งดาวเหนือกับมหาเถระกษิ
ติครรภ์ไม่มีลัทธิ พวกเขาหลีกห่างจากการต่อสู้แย่งชิง
มหาเถระกษิติครรภ์บรรลุขั้นพรหมเป็นคนที่ห้าหลังจาก
บรรพจารย์เสวียนถีบรรลุขั้นพรหมได้ราวพันปี เขาเก็บตัวเงียบ
ยิ่งนัก แต่เรื่องมาแดงเพราะไป๋ฉี นอกจากขั้นพรหมสามคน
แรก มรรคาจารย์ก็พบหน้าบรรพจารย์เสวียนถีกับมหาเถระกษิ
ติครรภ์เป็นการส่วนตัวเช่นกัน
สมบัติอาคมที่เจียงฉางเซิงมอบให้ขั้นพรหมสามคนแรก
เป็นสมบัติอาคมมรรคาสวรรค์ แล้วแถมด้วยวิชาแห่ง
บุญบารมีที่สร้างมาเพื่อพวกเขาโดยเฉพาะ ส่วนบรรพจารย์เสวียนถีกับมหาเถระกษิติครรภ์ได้รับเพียงวิชาแห่งบุญบารมี
เท่านั้น
เคล็ดวิชาเทวะมหาบุญบารมีสามารถแตกแขนงสร้าง
วิชาแห่งบุญบารมีได้นับพันหมื่น ผู้ยิ่งใหญ่ที่แบกรับหน้าที่ต่อ
วิถีเซียนทั้งหลายย่อมได้รับบุญบารมีมาแน่นอนอยู่แล้ว หาก
ไม่ใช้ก็จะเป็นการเสียเปล่า
บรรพจารย์เสวียนถีกับมหาเถระกษิติครรภ์รู้สึกขอบคุณ
เจียงฉางเซิงยิ่งนัก พวกเขาสัมผัสได้ว่ามรรคาจารย์คาดหวัง
กับพวกเขาไว้มาก
โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว กรรมระหว่างพวกเขากับมรรคาจารย์ก็
พันผูกแน่นยิ่งกว่าเก่า
กาลเวลาผ่านมาเนิ่นนานถึงเพียงนี้ ถึงผลสะท้อนกลับ
ของกรรมจากการที่เจียงฉางเซิงย้ายโลกวิถีเซียนยุคโบราณ
มาจะยังไม่หายไปอย่างสิ้นเชิง แต่มันก็ส่งผลต่อเขาไม่มาก
แล้ว บางครั้งยามเขาพบสิ่งมีชีวิตจากโลกสวรรค์ใบที่สี่ ก็
ไม่เกิดผลกระทบอะไรมากมายนักหลังจากขั้นพรหมคนที่ห้าถือกำเนิดก็ไม่มีขั้นพรหมคน
ใหม่ถือกำเนิดอีก ผู้ยิ่งใหญ่บางคนร้อนใจเกินไปจึงกลับ
กลายเป็นไม่บรรลุ ตัวอย่างเช่นเจ้าลัทธิคุนหลุนที่เคยเป็น
อันดับสองของวิถีเซียน
ด่านของขั้นพรหมเป็นสิ่งที่เจียงฉางเซิงชี้แนะไม่ได้ สิ่งที่
เขาสั่งสอนบอกได้เขาล้วนเทศนาไปหมดแล้ว ส่วนที่เหลือต้อง
ขึ้นอยู่กับตัวพวกเขาเอง
แน่นอนว่ากับคนข้างกายของตน เจียงฉางเซิงยังคอย
สนับสนุนเท่าที่ทำได้
ตัวอย่างเช่นมู่หลิงลั่วกับเทพกระบี่
นับตั้งแต่เทพกระบี่แสดงผลสำ เร็จอันยอดเยี่ยมในวิถี
กระบี่ให้เห็น ยามว่างเว้นจากการฝึกบำเพ็ญเจียงฉางเซิงก็
มักจะไปเข้าฝันเขา เล่าแก่นแท้ของขั้นพรหมให้เขาฟัง
เจียงฉางเซิงหวังจากใจว่าในหมู่สหายเก่าของตนจะมีคน
บรรลุขั้นพรหมสักคน แต่การทำให้มนุษย์เดินดินก้าวไปเป็น
ตัวตนที่ระดับสูงขึ้น แต่เดิมก็เป็นเรื่องที่ฝืนลิขิตฟ้าอยู่แล้ว
…ในห้วงมิติอันมืดมิด ถนนแสงเจ็ดสีสายหนึ่งพุ่งออก
มาจากเบื้องลึก ด้านในของถนนแสงคือดวงดาวหลากสี เมื่อ
พวกมันมาอยู่รวมกันก็เกิดเป็นแสงดาวระยิบระยับงามจับตา
ส่องสว่างห้วงมิติอันมืดมิดบริเวณนี้จนสว่างไสว
ร่างหนึ่งเดินอยู่บนถนนแสงเจ็ดสี เขาก็คืออริยเทวะโลกา
ที่ก่อนหน้านี้เคยคิดจะช่วยเจียงฉางเซิงนั่นเอง
อริยเทวะโลกาดูภายนอกไม่แตกต่างจากเมื่อหนึ่งล้าน
กว่าปีก่อน ใบหน้าของเขายังคงมีสีหน้าเมตตาสงสารสรรพ
ชีวิต หว่างคิ้วของเขายับย่นเป็นรอยตามความเคยชิน
ระหว่างที่ก้าวเดินไปเรื่อยๆ บนถนนแสงเจ็ดสีก็ค่อยๆ
มีร่างอื่นปรากฏตัวเพิ่มมา พวกเขาทั้งหมดล้วนมีรูปร่างของ
เผ่ามนุษย์ เพียงแต่สีหน้าสุขทุกข์เศร้าโกรธแตกต่างกันอย่าง
เห็นได้ชัด อริยเทวะโลกาเดินอย่างนิ่งสงบไม่สนทนากับผู้อื่น
ทั้ง
สิ้น
ผ่านไปพักใหญ่ จู่ๆ ร่างหนึ่งก็เข้ามาชนอริยเทวะโลกา
แต่เป็นการชนเบาๆ เพียงหนหนึ่งเท่านั้น ไร้ซึ่งเจตนาร้าย อริยเทวะโลกาปรายตามองแล้วถามว่า “เจ้ามาทำอะไร ตอนนี้ข้า
มีความผิดติดตัวอยู่นะ”
ผู้มาเยือนคือเด็กหนุ่มคนหนึ่ง บนร่างของเขาสวม
อาภรณ์สีขาวกับผ้าคาดเอวสีน้ำเงิน ดวงหน้าหล่อเหลาสง่า
งาม บนใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มกว้าง
“ความผิดพวกนั้นของเจ้านับเป็นอะไร อีกอย่างตอนนี้
มรรคาอริยะก็กำลังจะทำการใหญ่จึงเรียกตัวเจ้ามาแล้ว
เจ้ายังจะกลัวความผิดอะไรอีก” เด็กหนุ่มหัวเราะ
การปรากฏตัวของเขาดึงดูดสายตาของผู้ฝึกบำเพ็ญ
มรรคาอริยะรอบด้านมาไม่น้อย
อริยเทวะโลกาแค่นเสียงหยัน “ความผิดของข้าอาจถูก
มองข้ามได้ก็จริง แต่เจ้าเป็นอริยอัครจักรพรรดิน้อย เจ้า
เข้าใกล้ข้าย่อมถูกคนประสงค์ร้ายหลอกใช้ประโยชน์ จากนั้น
เบื้องบนก็จะยกเรื่องเก่ามาพูดใหม่”
เด็กหนุ่มที่ถูกเรียกขานว่าอริยอัครจักรพรรดิน้อยขยับ
เข้ามาโอบไหล่เขาแล้วหัวเราะ “อริยอัครจักรพรรดิน้อย
อย่างไรก็มีคำว่าน้อยอยู่ใช่ไหมเล่า เจ้าเป็นอะไรไปกันแน่ตั้ง
แต่กลับมาเจ้าก็เหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ก่อนหน้านี้
เจ้าเอาแต่จะช่วยข้า เป็นเจ้าที่เข้ามายุ่งวุ่นวายกับข้าตลอด
ตอนนี้เหตุไฉนกลับกันเสียแล้ว หรือว่าเจ้ารู้ว่าอริยเทวะยม
พิภพตายอย่างไร”
เมื่อเอ่ยถึงอริยเทวะยมพิภพก็มีคนไม่น้อยหันมาทันที
อริยเทวะโลกาตอบโดยไม่เปลี่ยนสีหน้าสักนิด “ไม่รู้
ต่อให้รู้ ข้าก็จะไม่พูด บาปของมรรคาอริยะหนักหนามากแล้ว
จะก่อเภทภัยอีกไม่ได้”
อริยอัครจักรพรรดิน้อยเบ้ปาก “เจ้านะเจ้า เลือกเดินทาง
ผิดแล้ว หากไม่ใช่เพราะพวกเราอยู่ในมรรคาอริยะล่ะก็
พฤติกรรมอย่างเจ้าอยู่ในวิถีบำเพ็ญอื่นคงตายไปไม่รู้กี่ครั้ง
แล้ว”
มรรคาอริยะจัดการเรื่องต่างๆ อย่างโหดเหี้ยม แต่
ภายในกลับเปิดกว้างอย่างยิ่ง นอกจากบางเรื่องที่จำ เป็นต้อง
ทำตามคำสั่ง คนในมรรคาอริยะก็มีสิทธิ์พูดจาได้อย่างอิสระ
มาก ในมรรคาอริยะ มีผู้ยึดถือความเมตตา ชอบวิตกกังวล
อย่างอริยเทวะโลกาอยู่ไม่ใช่น้อย บางคนนิสัยที่เสริมส่งพรสวรรค์คือการมองโลกในแง่ร้ายพวกนั้นจะออกอาการหนัก
กว่านี้อีก แต่ไม่ว่าพวกเขาจะพูดอะไรออกมาจากปากล้วนไม่
ถูกลงโทษทั้งสิ้น มิหนำซ้ำ มรรคาอริยะยังจะกระตุ้นให้นิสัยที่
ช่วยเสริมส่งพรสวรรค์ของพวกเขารุนแรงขึ้นอีกด้วย
อริยะเทวะโลกาหัวเราะ แต่คร้านจะเถียง
อริยอัครจักรพรรดิน้อยกลอกตาไปมาแล้วเอ่ยว่า
“เจ้าอยากรู้หรือไม่ว่าการเคลื่อนไหวหนนี้มีจุดประสงค์ใด”
“จุดประสงค์ใดเล่า”
“มันเกี่ยวกับพลังชีวิตแห่งมหามรรคาแล้วก็การโต้กลับ
ชะตาเร้นกับมัชฌิมาพิทักษ์ หนนี้เบื้องบนโกรธแล้วจริงๆ
การตายของอริยอัครจักรพรรดิกระบี่ริษยายังเป็นหนามตำ
ใจมรรคาอริยะตราบจนทุกวันนี้”
อริยอัครจักรพรรดิน้อยเอ่ยอย่างจริงจัง น้ำเสียง
เต็มไปด้วยความตื่นเต้น
เมื่อเอ่ยถึงอริยอัครจักรพรรดิกระบี่ริษยา อริยเทวะโลกา
ก็เผยสีหน้ากลัดกลุ้มออกมาการตายของอริยอัครจักรพรรดิกระบี่ริษยาสร้างแรง
สั่นสะเทือนในมรรคาอริยะมากเพียงใดมีพวกเขาเท่านั้นที่รู้
นั่นคืออริยอัครจักรพรรดิเชียวนะ สิบล้านปีที่ผ่านมาเพิ่งมีอริย
อัครจักรพรรดิสิ้นชีวาเป็นครั้งแรก มิหนำซ้ำ ยังเกิดขึ้นระหว่าง
ที่ชะตาเร้นกับมัชฌิมาพิทักษ์รุมโจมตีมรรคาอริยะอยู่อีกด้วย
หนึ่งล้านปีที่ผ่านมามรรคาอริยะสั่งสมเพลิงโทสะ
มาโดยตลอด!
อริยอัครจักรพรรดิน้อยเอ่ยต่อ “จากที่ข้ารู้มา มรรคา
อริยะไม่เคยเรียกรวมพลอริยอัครจักรพรรดิ อริยราชัน กับอริย
เทวะแบบนี้มาสามสิบล้านปีแล้ว ครานี้ต้องทำการใหญ่แน่
กลียุคก่อเกิดวีรบุรุษ สงครามใหญ่หนนี้ ข้าจะต้องเอาคำว่า
น้อยในชื่อข้าออกไปให้จงได้!”
อริยเทวะโลกาคิดถึงศึกใหญ่ที่กำลังจะมาถึง ความกังวล
ของเขายิ่งหนักหนากว่าเดิม ต่อจากนี้จะมีคนตายอีกมาก
เท่าใดกัน
เขาอดนึกถึงมรรคาจารย์ในห้วงอนันต์สุญญตาไม่ได้ผ่านไปเนิ่นนานถึงเพียงนี้ ไม่รู้ว่ามรรคาจารย์แข็งแกร่ง
มากเท่าใดแล้ว
เขารู้แต่ว่าอริยราชันเพลิงพิโรธตายเพราะอริยเทวะยม
พิภพ และพวกเขาทั้งคู่ตายในเงื้อมมือของมรรคาจารย์ แต่อริ
ยอัครจักรพรรดิกระบี่ริษยา เขาไม่รู้ เขาเคยคิดว่าจะใช่มรรคา
จารย์หรือเปล่า แต่ก็คิดว่าไม่น่าจะใช่
อริยเทวะเดินทางมาถึงมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนใหญ่มีท่าทาง
รีบร้อน สุดปลายของถนนแสงเจ็ดสีเริ่มมีประตูแสงบานหนึ่ง
โผล่มา
อริยอัครจักรพรรดิน้อยพูดจ้อไม่หยุด แต่อริยเทวะโลกา
ฟังไม่เข้าหูสักนิด จิตใจของเขาเริ่มล่องลอยไปที่อื่น
…
นับตั้งแต่แดนเซียนพรหมถือกำเนิดขั้นพรหมคนที่ห้า
ใจของเจียงฉางเซิงก็สงบในที่สุด เขาไม่ตั้งตาคอยขั้นพรหมคน
ต่อไปเป็นพิเศษแล้ว ดังนั้นจึงสงบใจไปฝึกบำเพ็ญได้
ความจริงแล้วหลังจากขั้นพรหมสามคนแรกถือกำเนิด
จิตใจอันตึงเครียดของจักรพรรดิเซียนเหล่านั้นก็คลายลง นั่นทำให้ไม่มีขั้นพรหมคนใดถือกำเนิดขึ้นมาอีกหลังจากนั้น
เป็นเวลานาน
เวลาปีแล้วปีเล่าผ่านไป
จู่ๆ เจียงฉางเซิงก็ลืมตาขึ้น เขานับนิ้วคำนวณ หนนี้ปิด
ด่านไปทั้งหมดหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นปี
สายตาของเขามองด้านนอกของค่ายกลพิทักษ์สวรรค์
หมื่นปรากฏการณ์ เวลานี้กำลังมีคนต่อสู้กันอยู่ เทพกระบี่
นั่นเอง เขากำลังต่อสู้กับสิ่งมีชีวิตตนหนึ่งที่มีกลิ่นอายคล้ายกับ
อนธการล่องสวรรค์
ระหว่างที่เขาปิดด่านฝึกบำเพ็ญ มักมีสิ่งมีชีวิตเข้ามา
ใกล้แดนเซียนพรหมอยู่เสมอ ส่วนใหญ่พวกเขาเลือกจะอ้อม
เลี่ยง แต่ก็มักมีพวกตาไม่มีแววอยู่ตลอด ทว่าสุดท้ายพวกเขา
ก็ถูกจักรพรรดิเซียนทั้งหลายปราบได้ ขั้นพรหมยังไม่เคยต้อง
ลงมือ
ตัวตนที่น่ากลัวเหมือนอนธการล่องสวรรค์ไม่โผล่มาให้
เจอบ่อยนัก ดังนั้นเจียงฉางเซิงจึงไม่มีเหตุให้ต้องลืมตาขึ้นมาแต่หนนี้มีคนที่ใช้เจ้าปราณประหลาดนั่นโผล่มาอีกครั้ง
ย่อมหมายความว่าคนที่อยู่เบื้องหลังอนธการล่องสวรรค์
หมายตาแดนเซียนพรหมเข้าแล้ว
เจียงฉางเซิงเริ่มพยากรณ์หาผู้แข็งแกร่งที่สุดในขอบเขต
ต่างๆ
ผู้แข็งแกร่งที่สุดในขอบเขตที่สำ รวจได้แต้มพุ่งไปถึง
1,960,000 แต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์แล้ว แต่อีกฝ่ายยัง
ไม่เข้าใกล้แดนเซียนพรหม
ไป๋ฉีเห็นเจียงฉางเซิงตื่นแล้วก็ขยับเข้ามาหาทันที นาง
เอ่ยอย่างระมัดระวัง “นายท่าน มีเรื่องหนึ่ง ข้าไม่รู้ว่าควรบอก
ดีหรือไม่”
“พูดมาเถิด”
เจียงฉางเซิงบอกอย่างนิ่งสงบ เริ่มฟังเสียงในใจของ
สรรพชีวิตทั้งหลายอีกครั้ง นี่คือความคุ้นชินของเขา เขาใช้
สิ่งนี้เพื่อทำให้แน่ใจว่าวิถีเซียนไม่ก้าวเดินออกนอกลู่นอกทาง
และไม่ทรยศต่อสรรพชีวิตทั้งหลายไป๋ฉีถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า “นายท่าน ท่านน่าจะรู้เรื่อง
เจ้าลัทธิคุนหลุนใช่หรือไม่ เพราะเขาไม่บรรลุขั้นพรหมเสียที
เขาจึงออกไปนอกแดนเซียนขั้นพรหม เดินทางท่องพันมหา
โลกาตามลำพัง การกระทำของเขาจะชักนำให้จักรพรรดิเซียน
ออกไปข้างมากขึ้นหรือไม่ ถึงอย่างไรขั้นพรหมก็ยากเหลือเกิน
จริงๆ”
ตอนที่ขั้นพรหมทั้งห้ายังไม่ถือกำเนิด จักรพรรดิเซียน
ทั้ง
หลายล้วนมีความคาดหวังอยู่ในใจ พวกเขาจึงทุ่มกำลัง
พยายามเต็มที่ แต่ยามนี้ขั้นพรหมทั้งห้าถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว
เมื่อมีตัวเปรียบเทียบ พวกเขาจึงรู้สึกสิ้นหวัง
ดูเหมือนว่าต่อให้พวกเขาฝึกบำเพ็ญต่อไปก็ไม่มีทาง
บรรลุขั้นพรหมได้
สภาพจิตใจเช่นนี้ทำให้ใจของจักรพรรดิเซียนจำ นวน
ไม่น้อยเปลี่ยนไป บางคนที่ไม่ยอมแพ้เริ่มเดินไปในเส้นทางอัน
สุดโต่ง ตัวอย่างเช่นเจ้าลัทธิคุนหลุน บางคนก็เริ่ม
ศึกษาศาสตร์แห่งบุญบารมีกับศาสตร์แห่งโชคชะตา แล้วยังมี
บางคนเริ่มกลับไปที่แดนเซียนเอกเทวะ ไม่ว่าอย่างไรจักรพรรดิเซียนก็ไม่ตายเพราะเภทภัยทั้งหลายอยู่แล้ว
แทนที่จะเสียเวลาอยู่ในแดนเซียนพรหม มิสู้กลับไปสุขสำ ราญ
กับชีวิตในแดนเซียนเอกเทวะดีกว่าหรือ
เจียงฉางเซิงเอ่ยว่า “หากมีคนอยากออกไปท่องเที่ยว
ด้านนอกก็ปล่อยเขาไปเถิด จักรพรรดิเซียนใช่ว่าจะเอาตัวรอด
ในพันมหาโลกาไม่ได้ ส่วนเรื่องผลกระทบ สิ่งที่ข้าใส่ใจ
ไม่ใช่ตอนนี้มีจักรพรรดิเซียนเท่าไร แต่เป็นในอนาคตจะ
มีจักรพรรดิเซียนถือกำเนิดขึ้นมาเท่าไรต่างหาก”
คำพูดนี้ทำให้ไป๋ฉีฟังแล้วนับถือ
แผนการของนายท่านกว้างกว่าที่นางจินตนาการถึง
เสมอ
เจียงฉางเซิงเอ่ยต่อว่า “บอกจื่ออวี้ นับจากวันนี้
เป็นต้นไป ผู้ที่เหินสู่เบื้องบนมาแล้วไม่อาจหวนกลับไปได้อีก
ผู้ใดฝ่าฝืนจะทำลายผลมรรคาจักรพรรดิเซียนของเขา”
ได้ยินดังนี้ ไป๋ฉีก็พยักหน้า ขยับตัวเดินทางไปยังแท่นเหิน
สู่เบื้องบนทันทีแม้เจียงฉางเซิงจะติดต่อจักรพรรดิสวรรค์โดยตรงได้ แต่
ที่เขามอบหมายให้ไป๋ฉีไปถ่ายทอดก็เพื่อยกระดับฐานะของไป๋
ฉี แล้วก็ยกระดับความสำ คัญของเรื่องนี้ด้วย
มรรคาจารย์ส่งกระแสจิตมาบอกจักรพรรดิสวรรค์ กับ
มรรคาจารย์ส่งคนมาพบจักรพรรดิสวรรค์ สองอย่างนี้มีนัยยะ
คนละเรื่องกันอย่างสิ้นเชิง
หลังจากไป๋ฉีออกไปแล้ว จู่ๆ เจียงฉางเซิงก็เกิดอยากฝึก
บำเพ็ญวิชาเนรมิตไร้รูปไร้ลักษณ์ขึ้นมา ถือโอกาสนี้แต่งแต้ม
กลิ่นอายแห่งชีวิตให้แดนเซียนพรหมเสียบ้างก็ดี แล้วก็
ถือโอกาสส่งตัวตนบางพวกออกเดินทางไปในพันมหาโลกา
เพื่อรวบรวมข่าวสารให้เขาด้วยเสียเลย
สัญชาตญาณของเขามักร้องบอกว่าวิชาเนรมิตไร้รูปไร้
ลักษณ์ยังมีความลี้ลับที่ลึกล้ำกว่านั้นอยู่ แต่เขาต้องฝึกฝน
และใช้มันให้ได้อย่างถ่องแท้แล้วจึงจะเข้าใจ
เขาเริ่มโคจรพลังตามความทรงจำ ที่ได้รับถ่ายทอดมา
เขาลืมเลือนสิ่งต่างๆ รอบกาย จดจ่ออยู่กับการฝึกยอดเคล็ด
วิชามรรคาสวรรค์วิชาเนรมิตไร้รูปไร้ลักษณ์ยากกว่าที่เขาคาดการณ์ไว้ มัน
ต้องใช้เวลายาวนานกว่าอภินิหารที่เขาเคยฝึกฝน
มาก่อนหน้านี้ทั้งหมด เขารู้สึกเหมือนตนเองได้หวนกลับไปฝึก
วิชามรรคาธรรมชาติอีกรอบ
กาลเวลาผ่านไปหมื่นปีเต็มๆ กว่าเขาจะเริ่มบรรลุวิชา
เนรมิตไร้รูปไร้ลักษณ์ขั้นต้น
เขาเตรียมตัวจะสร้างเผ่าพันธุ์สักเผ่าขึ้นมาเป็นอันดับ
แรก เผ่าพันธุ์สักเผ่าที่คล้ายกับทวยเทพ ถือกำเนิดมาก็
ครอบครองพลังอันแข็งแกร่ง แต่ไม่มีความสามารถที่จะ
สืบพันธุ์ได้
……………………………………………………..