เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 592 หมื่นมรรคาดับสูญฺขิ้นพรหมดุจธุลี
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 592 หมื่นมรรคาดับสูญฺขิ้นพรหมดุจธุลี
เจียงฉางเชิงไมสนใจฟังเสียงในใจของผูศรัทธาทังหลาย เขาจดจอ เสมาธิอยูกับการผานดานเคราะห์ ดานเคราะห์ สวรรค์หนนี้ยาวนานกวาที่เขาคาดการณ์ไว้ พลังอำนาจแห่ง สวรรค์เพิ่มพูนขึ้นอยางตอเนื่องดุจจะดำเนินไปชั่วนิจนิรันดรี ห้าชั่วยามแรก เขาหลงคิดวาครานี้คงสำเร็จด้วยดีแล้ว ทวาตอมาเขาก็สังเกตเห็นความผิดปกติ ดูทาจะเกิดปัญหาใหญ่แล้วสิ! เจียงฉางเชิงเงยหนา สายตาจับจองใจกลางกลุม เมฆดำทะมึน มีกลิ่นอายอัปมงคลลอยอวลอยู่ในนั้น มัน ไมเหมือนดานเคราะห์สวรรค์ครั้งไหนในอดีตทั้งสิ้น นั่นคือสิ่งใดกันแน่ เจียงฉางเชิงพยากรณหาผูแข็งแกรงทีสุดในขอบเขตใกล แตก็ไมพบตัวตนใดmที่คุกคามความปลอดภัยของเขา เขาทำไดเพียงรอคอยอยางอดทน อิงจากความเร็วของ แตมเซนไ ไหว้มรรคาสวรรค์ที่ถูกใช้ในตอนนี้ เขายังฝืนทนได้อีก
นานมาก ทวายิ่งการผ่านดานเคราะห์ ยืดเยื้อนานเทาใดก็
ดึงดูดตัวตนที่แข็งแกรงมาได้งายเทานั้น นึกทบทวนอยางถี่ถ้วนดู ก็พบวาการผานดานเคราะห์ ทุกครั้งในอดีตล้วนดึงดูดตัวตนที่แข็งแกรงให้มาเยือนอยู่เสมอ เฒาลี้ลับลิขิตสวรรค์กึถูกชักนำมาในลักษณะนี้เหมือนกัน เจียงฉางเชิงสร้างรางแยกออกมารางหนึ่งแล้วให้มันยืน อยูข้างกายตน ป้องกันไมให้ตัวเขาถูกลอบโจมตีระหวางใช้ งานความคิด จากนันเขาก็เริมโคจรพลังตามเคล็ดวิชามรรคา ธรรมชาติขั้นที่สิบห้า ทุมเทความคิดกับระดับขั้นถัดไปต่อ หลังจากเขาสูญานสมาธิ ปราณวิญญาณแหงมหา มรรคาในหวงมิติก็เริมไหลทะลักมาหาเขา พวกมันกอตัวเป็น พายุหมุนที่มองเห็นได้ด้วยตาเปลาอยู่ในความมืด เสนผานศูนยกลางของมันขยายใหญอยางรวดเร็ว แมแตตน สรวงสวรรคมหามรรคาก็ยังถูกมันพัดเอนไหว กิ่งก้าน แกวงไกวอยางรุนแรง หนึงวันหลังจากนัน
แต้มเซนไหว้มรรคาสวรรค์ถูกใช้เร็วมากขึ้นทุกที่ พวกมัน ถูกใชเร็วจนเจียงฉางเชิงเริมเป็นกังวล ฺทวาตราบจนตอนนีพลัง จากสวรรค์ก็ยังคงแข็งแกรงขึ้นไมหยุด! เปรียง! เปรียง! เปรียง. อสนีบาตสวรรค์อันนาหวาดหวั่นผ่าลงมาหาเจียงฉาง เชิงอยางบ้าคลั่ง แตมันถูกโลของแต้มเซนไหว้ขัดขวางไว้ จึงทำร้ายเขาไมได้แม้แต่กระผึกริ้น และแล้วหลังจากผ่านดาน เคราะห์มาหนึ่งวัน ฺจิตของเขาก็ก้าวสูระดับขั้นที่สูงขึ้น เรื่องนี้ สำเร็จเร็วกวาที่เขาคาดไว้ เคล็ดวิชาของวิชามรรคาธรรมชาติ ขั้นที่สิบหกทะลักเข้ามาในสมองของเขาอย่างไมขาดสาย วิชามรรคาธรรมชาติขั้นสิบหกายังคงเป็นเคล็ดวิชาที่ มอบใหเพียงแนวทางโดยรวมเชนเดิม มันชวยใหเขาเขาใจ แกนแท้ของมหามรรคาได้มากขึ้น แตไมมีแนวทางฝึกบำเพ็ญ อยางเป็นรูปธรรม จักรพรรดิเซียนทั้งหลายในแดนเซียนพรหมยังเฝ้า ชมการผานดานเคราะห์ของเจียงฉางเชิงอยู่ ในหมูพวกเขา
มีคนจำนวนไมนอยบรรลุสิงตางๆ จากการผานดานเคราะห
หนนี โดยเฉพาะอยางยิงขันพรหมทังหา
เมือแตมเซนไหวมรรคาสวรรคของเจียงฉางเชิงถูกใช ไปเกินครึ่ง พลังอำนาจของสวรรค์ก็ยังแข็งแกรงเพิ่มขึ้นอีก “ขาปะ โระเมินดานเคราะห์สวรรค์ตำเกินไป หลังจากนี้คง ตองสะสมแข เต้มเซนไหว้เพิ่มขึ้นอีก คงต้องกอตั้งแดนเซียน พรหมแหงใหมแลวสินะ” เจียงฉางเชิงคิดอยูเงียบจ ฺตัวเขาครอบครองวิชาเนรมิต ไรู้รูปไร้ลักษณ์แล้ว เขาจึงไมจำเป็นต้องเที่ยวหาผู้ศรัทธา อีกต่อไป เพราะเขาสามารถสร้างสิ่งมีชีวิตและมอบสติปัญญา ให้พวกมันได้ กอนหน้านี้แเขาเคยตั้งใจจะสร้างโลกสวรรค์เก้าใบที่สาม พันโลกแตสุดทายก็หยุดไปกลางคัน แผนการนี้นาจะเอา มาทำตอที่พันมหาโลกาได้ แตครานี้คงให้แดนเชียนแห่งอื่น อยูกระจัดกระจายหางกันไมได เขาตังใจวาจะให้แดนเซียน ทั้งหลายในอนาคตกระจุกอยูรวมกัน เกิดเป็นสภาพแวดล้อม ขนาดมหึมาแหงหนึง
เปรียง!
เสียงอสนีบาตคำรามดังสนันยิงกวาเกา เจียงฉางเชิง สะดุ้งแล้วเงยหน้าขึ้น เขาเห็นกรงเล็บยักษ์ข้างหนึ่งโผลมาจาก ใจกลางกลุมเมฆอสนีบาต มันดำสนิทยิ่งกวาสิ่งใดทั้งสิ้น นิ้ว ทั้งห้าคมกริบ อสนีบาตนับพันหมื่นที่รายล้อมกรงเล็บยักษ์ ฟาดลงมาเบื้องลาง ขณะที่ตัวกรงเล็บยักษ์ก็กำลังยืดลงมา เชนกัน เป้าหมายของมันภก็คือเจียงฉางเชิง ยามอยูตอหน้ากรงเล็บยักษ์ข้างนี้ เจียงฉางเชิง ช่างตัวเล็กกระจ้อยรอย เขาสัมผัสได้วากรงเล็บยักษ์ข้างนี้มิใช สวนหนึงของดานเคราะห์สวรรค์ มีศัตรูที่แข็งแกรงเข้ามายุมยามในดานเคราะห์สวรรค์
ของเขา!
เจียงฉางเชิงพยากรณ์ทันทีวาตัวตนที่อยู่เบื้องหลัง กรงเล็บยักษ์นี้แข็งแกรงมากเทาใด [เกียวพันถึงตนกำเนิดแหงมหามรรคา ตอนนีไ ไมอาจ พยากรณ์พลังของอีกฝ่ายได]
เจียงฉางเชิงขมวดคิว เขายกมือใชวิชาดัชนีมรรคพิฆาต โลกาออกไปทันที่ หนึงดัชนีทำลายกรงเล็บยักษ์แลวพุงทะลวง ผานกลุมเมฆอสนีบาตอันไรขอบเขต ทวากรงเล็บยักษขางแลวขางเลากลับยืนลงมาจาก ด้านหลังกลุมเมฆอสนีบาตอีกครั้ง พวกมันดูคลายภาพมายา ที่ชวนให้คนตาลายสับสน กรงเล็บทั้งหมดไลตะปบคว้าเจียง ฉางเชิงประหนึ่งฝูงมารชั่วนับพันหมื่นกำลังกลุมรุมจับตัวเขา จักรพรรดิเซียนทังหลายทีชมการผานดานเคราะหของ มรรคาจารย์อยูเห็นเซนนี้ ก็หน้าถอดสี “นั่นมันคือสิ่งใด” “สวนหนึ่งของดานเคราะห์สวรรคอย่างนันรี” “ไมนาใช คลื่นพลังนั่นนากลัวนัก มันไมกลัวอำนาจ สวรรค์ มิหนำซ้ำยังมีจิตสังหารแฝงอยู่อย่างชัดเจน” “หรือจะเป็นพวกมรรคาอริยะ พวกเขาคิดจะขัดขวาง
การผานดานเคราะหของมรรคาจารย์ “ไมเป็นไร มรรคาจารย์ยังไมลุกขึ้นยืน เชื่อมั่นในตัว มรรคาจารยสิ”
เหลาจักรพรรดิเซียนที่มาชุมนุมเริ่มหันไปหารือกัน สวน จักรพรรดิเซียนทียืนแหงนหนามองอยูหน้าตำหนักของตนเอง เหลานั้นตางเชือมั่นวามรรคาจารย์จะผานดานเคราะห์ได อย่างราบรื่น สิ่งที่พวกเขาตั้งตาคอยคือภาพของมรรคาจารย์ หลังเลือนขัน เจียงฉางเชิงเผชิญหน้ากับกรงเล็บยักษนับพันหมื่นแต่ เขาไมตระหนกแม้แตน้อย ตัวเขายังคงไมลุกขื้นยืน แตมีราง มายาสีทองรางหนึงโผลออกมาจากรางของเขาแทน มันดู คล้ายจิตวิญญาณที่ลุกขึ้นมาจากกายเนื้อ สิ่งนี้ก็คือรางเทวะ ขันพรหมของเขานันเอง รางเทวะขันพรหมชูมือขวา ยื่นนิวชี้แลวยิงดัชนีมรรค พิฆาตโลกาที่แข็งแกรงกวากอนหน้านี้ร้อยเทาออกไป เพียง ชั่วพริบตาพลังอันแกรงกล้าสายนี้|ก็แผขยายกว้างพุงออก ไปกลืนกลบกรงเล็บยักษจนหมด มันทรงพลังหาสิ่งใดเทียบ เทียม เมฆอ เสนีบาตทั้งแถบถูกแรงระเบิดเป่ากระเจิง นี่ก็คือความแข็งแกรงของรางเทวะขันพรหม!
ความทรงพลังของรางแยกผานกูมอบแรงบันดาลใจให เจียงฉางเชิงคิดสรางรางเทวะขันพรหมอยูไมนอย แล้วรางเทวะขั้นพรหมก็ไมทำให้เขาผิดหวังจริงฯ เพลังที่ มันสำแดงออกมาในศึกแรกชางแข็งแกรงอยางยิ่ง ทั้งที่ใช้พลัง อาคมเทาต กัน แตพลังทำลายล้างที่เกิดขึ้นเป็นคนละระดับ กันอยางสิ้นเชิง ตอนนี้เขายังไมทันก้าวไปถึงขันพรหมรางเทวะอย่าง แทจริงดวยชำ! จักรพรรดิเซียนทังหลายของแดนเซียนพรหมเห็นภาพนี้ ก็ตกตะลึงกันถ้วนหน้า บริเวณที่ถูกเมฆอสนีบาตของดาน เคราะห์สวรรค์ปกคลุมกว้างใหญ่ ยิ่งกวาขนาดของแดนเซียน พรหม อสนีบาตสวรรคแตละสายในตอนนี้มีพลังมากพอ ทำลายแดนเซียนพรหมใหพินาศ ทวาทะเลเมฆของดาน เคราะห์สวรรค์ที่นากลัวขนาดนั้นกลับถูกหนึ่งดัชนีทำลาย! ขณะทีขันพรหมทังหามองรางเทวะขันพรหมฺจิตใจของ พวกเขาก็สั่นสะท้านอยางไร้สาเหตฺุ พวกเขา
คลับคลายคลับคลาเหมือนจะบรรลุบางสิงแตก็ยังควาจับมัน ไว้ไมได้
ทามกลางสายตาจับจองของจักรพรรดิเซียนทังหลาย เมฆอสนีบาตของดานเคราะห์สวรรค์กอตัวรวมกันใหมอีกครั้ง ขอบเขตที่มันแผปกคลุม ไมต่างจากกอนหน้านี้ มันกว้างใหญ่ สุดลุกหูลูกตา สร้างแรงกดดันอย่างที่สุด โชคยังดีที่การผานดานเคราะห์หลังจากนั้น ไมมีกรงเล็บ ยักษนั่นโผลมาอีก ‘ยอมแพแลวหรือ’ เจียงฉางเชิงคิดในใจเงียบจ ฺหากอีกฝ่ายอยากสังหารเขา จรง พลังที่เหนือกวาขอบเขตการพยากรณ์ของระบบยอมบุก มาสังหารเขาได้แต่ในเมื่ออีกฝ่ายหายไปแบบนี้ |นั่นเทากับวา หนนีเป็นเพียงการหยังเชิงหรือไมก็การทดสอบเทานัน เขาพยากรณ์หาผู้แข็งแกรงที่สุดในขอบเขตใกล้เคียงตอ ยังไมมีศัตรูที่แข็งแกรงปรากฏตัวออกมา ดูทาเจ้าของกรงเล็บ ยักษ์เมื่อครูคงไ ไม่อยูใ ในห้วงมิติบริเวณนี้ การผานดานเคราะหยังดำเนินตอไป!
เมือแตมเซนไหวมรรคาสวรรคของเขาถูกใชไปสองใน สาม อำนาจของดานเคราะห์สวรรค์ก็บรรลุถึงจุดที่นากลัว ที่สุด หากดวงจิตสัมผัสถูกมันก็อาจดับสลายได้ทันที่ โชคดีที่ครานี้อำนาจสวรรคไตมาถึงชวงที่แข็งแกรงที่สุด
แลว!
คายกลพิทักษ์สวรรคหมืนปรากฏการณ์ที่อยูรอบแดน เซียนพรหมถูกอำนาจสวรรคบีบจนตองปรากฏโฉม ฺมันสันไหว อยางรุนแรง ในหวงเวลานีสิงมีชีวิตทังหลายในแดนเชียนตาง สัมผัสพลังมหาศาลที่กดทับลงมาสายนันได จักรพรรดิเซียนทั้งหลาย หัวใจบิดจนเป็นเกลียว พลังที่ กดทับลงมาสายนันทำใหผลมรรคาเอกเทวะของพวกเขา สันสะทาน แทนเหินสูเบื้องบนที่อยู่ใต้ต้นสรวงสวรรค์มหามรรคา ใ เปลงแสงเรืองรอง รางหนึงกาวออกมา ที่แท้ก็ไฮเทียนนั่นเอง เขาเพิ่งเหินสูเบื้องบน แตยังไมทันได้สำรวจดูแดนเซียน พรหม เขาก็สัมผัสไดถึงพลังมหาศาลทีกดทับลงมาจาก
ทองฟา เขาเงยหนามองตามสัญชาตญาณ กิงกานนับพันหมืนของตนสรวงสวรรคมหามรรคา แกวงไกวอยางบ้าคลั่งดูคล้ายมารรางยักษ์กำลังดินพลาน บรรยากาศรอบดานเต็มไปดวยความกดดัน “นีมัน.
ไฮเทียนหน้าถอดสี จิตสัมผัสของเขาพุงทะลุฝานตน สรวงสวรรคมหามรรคา จากนันเขาก็ไดเห็นภาพที่เขายาก ะลืมเลือนไปชั่วนิรันดร์ เนีบาตสวรรคแผกวางสุดลูกหูลูกตากำลังฟาด กระหน้ำลงมาพร้อมกัน เหมือนคุกอสนีบาตอันยุงเหยิง ที่หมายจักทำลายจักรวาลทั้งปวง ในเวลาเดียวกันนี้ เจียงฉางเชิงก็รูสึกถึงอาการสติพราเลือนอันคุนเคย
มาแลว!
การขามมิติของดวงจิตทีเขาตองไดพบระหวางผานดาน
เคราะห!
เจียงฉางเชิงไมขัดขืน ตรงกันขามเขาสงสัยใครรูวาตัว เขาทีจวนเจียนจะบรรลุขันพรหมรางเทวะจะขามมิติไปเยือน อนาคตที่ห่างไกลมากเพียงใด อาการเวียนหัวตาลายอยางรุนแรงเขาจูโจม ทุกสิ่ง เบื้องหน้าของเจียงฉางเชิงพราเลือนไปหมด ไม่รู้วาผานไปกี่หมื่นปีหรือบางทีอาจเพิ่งผานไป ชัวพริบตา ดวงจิตของเจียงฉางเชิงรวงลงมาถึงพื้นดิน เขาลืมตาขึ้นอยางเชื่องช้ำ สิ่งแรกที่เห็นคือสองมือของ
ตนเอง
เขาเงยหน้าขึ้น ฝุ่นทรายที่พัดฟุ้งอยูบนท้องฟ้าสะท้อน เข้ามาในสายตา ที่แหงนี้คือทะเลทรายอันรกร้างแหงหนึ่ง กระดูกสีขาวโพลนกองระเกะระกะอยูทกหนทุกแหงพายุทราย มิอาจบดบังทองนภาที่แดงฉานประหนึ่งโลหิต ก้อน เมฆขาดวินแขวนประดับอยูบนนันดุจเศษผ้าขาดๆ สถานที่ แหงนี้ชางดูวังเวงเหลือเกิน ที่นี่คือ.
เจียงฉางเชิงขมวดคิ้ว เขาก้าวเท้าไปเบื้องหน้ำ พายุ ทราย โหมพัดอยางทารุณ ฺทวาเมื่อมันพัดมากระทบตัวเขา พวกมันก็ไหลออมตัวเขาไปโดยอัตโนมัติ หลังจากเดินหน้ามาเรื่อย” ในที่สุดเจียงฉางเซิงก็ มองเห็นเงารางหนึ่ง คนผูนั้นเป็นนักพรตสวมอาภรณ์สีขาว เสื้อผ้าอาภรณ์ขาดวิ่น ผมเผ้ายุงเหยิงนั่งอยู่บนก้อนศิลา มือขวาของเขาค้ำอยูบนกระบี่ชั้นยอดเลมหนึง ขณะที่ศีรษะกุม มองผืนทรายดวยดวงตาสองขางทีไรประกาย ทัวทังราง แลดูไมเหลือประกายแห่งชีวิต เจียงฉางเชิงหยุดยืนอยูหางจากเขาสิบจังแลวเอยถาม “ขอถามสหายนักพรตที่แหงนี้คือที่ใดหรือ” เขาสัมผัสได้วานักพรตอาภรณ์สีขาวผู้นี้ยังไมตาย เขา เพียงไมยอมกระดุกกระดิกเทานัน นักพรตอาภรณ์สีขาวเงยหน้าขึ้นมาอยางเชื่องช้ำเขา เชี้แววตาเฉยชาไร้ประกาย จับจ้องเจียงฉางเชิง ผานไปครูใหญ่ เขาจึงเอยตอบวา “หากพลาดพลังกาวเขามาก็จงกลัปไปเถิด เบื้องหน้าคือทางตัน ทางตันของวิถีเซียน”
เจียงฉางเชิงขมวดคิว ทางตันของวิถีเซียนที่อีกฝ่าย พูดถึงทำให้เขาหันมาสนใจอย่างฉับไว หรือวาวิถีเซียนในยุคนี้กำลังตกอยู่ในห้วงวิกฤต “ขอถามสหายนักพรตเหตุใดจึงกลาวเชนนันเลา’ ทวานักพรตอาภรณสีขาวกลับกมหนาไมยอม ตอบ คำถามของเจียงฉางเซิงอีกตอไป เจียงฉางเชิงถามเพิ่มอีกหลายประโยค แตอีกฝ่ายก็ ยังคงไมตอบสิ่งใด เขาจึงจำใจต้องก้าวตอไปข้างหน้าอยาง เสียไมได
ชัวขณะทีเขาเดินผานขางกายนักพรตอาภรณ์สีขาว ขา
ได้ยินเสียงอีกฝ่ายถอนหายใจอย่างชัดเจน เขาเหลือบมองอีก ฝ่าย ทันใดนันเขาก็พบวาบนแผนหลังของนักพรตอาภรณ์ สีขาวกำลังมีดวงวิญญาณดวงหนึงหลุ ดลอยออกมา ดวงวิญ
ญาณดวงนันคอย ฺสลายไปทีละนอย คนผู้นี้สิ้นอายุขัยแล้ว! เจียงฉางเชิงรังสายตากลับมาแลวกาวไปขางหนาตอ เขาอยากเห็นนักวาทางตันของวิถีเซียนที่วาเป็นอยางไร
เสนทางหลังจากนัน เขาเห็นภิกษุนังตายซากอยูบนแทน ดอกบัวอันผุพัง ฺเขาเห็นเซียนกระบี่ประคองกระบี่อาคมที่หัก พังด้วยสองมือ เขาเห็นจอมปีศาจรางชุมโชกโลหิต สิ้นใจตาย ขณะจองเขม็งมองทองนภา บางคนเอยตอบเขา แตถ้อยคำที่เอยตอบล้วนคล้ายคลึง กับนักพรตอาภรณ์สีขาวคนกอนหนา พวกเขาตางโนมน้าวให เขายอนกลับไป ดวงวิญญาณของตัวตนเหลานันลวนกำลังแตกสลาย พวกเขาสูญเสียพลังไปจนหมดสินแลว การตอสู้เซนไรกันที่ทำ ใหผู่ แข็ง แกรงมากมายหดหูเซนนี้ เจียงฉางเชิงสัมผัสได้วาผู้แข็งแกรงเหลานี้พลังไมด้อย กวาขันพรหมทัวไปเลย แมแตขันพรหมก็ยังวายชีวาอยางนันรี เมฆหมอกอึมครึมเริ่มเข้าปกคลุมหัวใจเขา เขาไมหวงตนเองในตอนนี้แตเขากำลังหวงวิถีเซียน ครึ่งชั่วยามหลังจากนั้น วัดแห่งหนึ่งก็โผลมาให้เห็นทามกลางพายุทราย เบื้องหน้ำ พอเดินเข้าไปใกล้เขาก็เห็นวาตัววัดชำรุดทรุดโทรม
กำแพงดินพังถลมเป็นชวงๆ คราบเลือดกระจายอยูทั่วไปหมด ต้นไม้เกาแกในลานวัดถูกผ่าจนไหม้เกรียม เปลวเพลิงสีขาวที่ ไมมอดดับเสียทียังคงลุกไหมอยูบนนัน เจียงฉางเชิงเดินมาจนถึงหนาลานวัด เขาเห็นประตูใหญ่ ของวัดเปิดอ้าอยู่ รางที่มีเส้นผมขาวโพลนรางหนึ่งนั่งสมาธิอยู เบื้องหน้ารูปสลักหินองค์หนึ่ง ด้านใน “เหตุใดจึงแวะหยุด แลวเหตุใดจึงมาเยือน” เสียงแหบพราดังออกมาจากในตัววัด น้ำเสียงนั้น เหนือยลาสุดประมาณ เจียงฉางเชิงเอยวา “ขอถามสหายนักพรต ทางตันแหง วิถีเซียนที่อยู่เบื้องหน้าเป็นเซนไร” “หมืนมรรคาดับสูญฺขันพรหมดุจดังธุลี แมแตอัคร จักรพรรดิเซียนไปแลวก็มิอาจกลับมาไดอีก” นำเสียงแหบพราดังออกมาอีกครัง เจียงฉางเชิงฟังแลว คิวพลันขมวดแบ เนนยิ่งกวาเดิม นากลัวถึงเพียงนันเชียวหรือ