เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 593 ฝนโลหิตวิถีเซียน เรู้ทึ้งรูวาทำไมได้
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 593 ฝนโลหิตวิถีเซียน เรู้ทึ้งรูวาทำไมได้
เจียงฉางเชิงประหลาดใจในวิถีเซียนตอนนี้ ยิ่งกวาเกา เขาต้องทำความเข้าใจวาที่นี่คืออนาคตที่ไกลเพียงใด เขามองเงารางผมขาวภายในวัดกอนจะถามอีกครัง “ขอ บังอาจถาม วิถีเซียนในตอนนี้ไมมีใครพลิกสถานการณ์ได้เลย จริงๆ หรือ แลวมรรคาจารยเลา เงารางผมขาวได้ยินเซนนั้นภก็สั่นไปทั้งตัว เขาหันหน้ามา ชาต ฺผิวหนาแหงราวกับเปลือกไม ดวงตาเป็นสีโลหิต ดวงตา ทั้งสองข้างก็เหมือนกับสิ่งมีชีวิตอื่นที่พบระหวางทาง เฉยชาไร้
ประกาย
‘มรรคาจารย์หรือ นั่นเป็นเพียงตำนานที่พิสูจน์ไมได้ หากมรรคาจารยมือยูจริงและยินดีชวยวิถีเซียน วิถีเซียนภ็คง ไมถึงทางตัน ฺทุกสรรพชีวิตของโลกนับล้านๆ ใบถูกเซนไหว้ โลหิต ฝนโลหิตตกลงมาเกาลานปี เคยเห็นมรรคาจารย ปรากฏตัวบ้างหรือไม”
เงารางผมขาวพูดเนิบนาบ เสียงแหบสันแฝงไวดวย อารมณ์ความรู้สึกที่ไมยอมจำนนอันแรงกล้า เผชิญหนากับสายตาของอีกฝ่าย เจียงฉางเชิงคิดโดย จิตใต้สำนึกวาตนเองในอนาคตคงจะถูกเหนี่ยวรั้งไว้ จึงดูแล วิถีเซียนไมได้ เขาเกิดความรู้สึกละอายใจขึ้นมา ไมรู้วา จะปลอบอยางไร ในตอนนีเอง รูปปั้นหินเบื้องหน้าเงารางผมขาวก็เกิดรอยร้าว รอยแตก ลุกลามไปอย่างรวดเร็ว แคชั่วพริบตาก็แผคลุมไปทั่วทั้งรูปปั้น
หน
เจียงฉางเชิงจองมอง รูปปั้นหินนั้นไมใชเขา และก็ ไม่ใชคนที่เขารู้จัก เดียวกอนนะ! ดูจากรูปรางแลวก็พอจะคุนฺตา เจียงฉางเชิงพลันนึกออก ตอนนันที่เขาเดินทางไปที่วิถี เซียนยุ ค. โบราณและยกโลกหนึงไป ภก็เคยพบกับเงารางลึกลับ
คนผูนันปลอยใหเขาพลิกดานอดีตและอนาคต แตก็ เตือนเขาวาอยาทำเซนนี้อีก อีกฝ่ายเหมือนจะเป็นมรรคาจารย์ของวิถีเซียนยุค โบราณ ที่แท้ที่นี่ก็ไมใชอนาคต แตเป็นอดีต เมื่อนึกได้ดังนั้น เจียงฉางเซิงก็ถอนหายใจโลงอก วิถี เซียนยุคโบราณไมเหลืออยูแลว ทุกอยางเป็นชะตากรรม แต หากที่นี่เป็นอนาคตของวิถีเซียนที่เขาอยู่ เซนนั้นเขาก็อาจจะ คิดมาก กระทั่งอาจจะยิ่งทำยิ่งเละเทะกวาเดิม เงารางผมขาวหันไปมองรูปปั้นหินแตกราว เขานิงเป็น ทอง ไมรู้ร้อน เขาสูความเงียบ พายุทรายยังคงพัดมาตลอด แตกลับบดบัง ความอ้างว้างของโลกนี้มิได้ เจียงฉางเชิงหยุดมองอยูครูหนึง สุดทายก็ตัดสินใจ เดินทางตอ ในเมื่อมาแลวก็ตองไปดูวาวิถีเซียนยุคโบราณ เผชิญหนากับอะไร เหตุใดถึงหายไป
เดินออมตรงวัดมา หินทรายบนพืนเริมนุมขึน แตสายลม ก็แรงขึนเชนกัน สายลมที่นี่เย็นเฉียบขูดรีดวิญญาณ แม้แตเจียงฉางเชิงก็ ยังรู้สึกทรมาน “ที่นี่คือที่ใดกันแน”
ภายในใจเจียงฉางเซิงเต็มไปดวยความหวาดกลัว เขา รู้สึกได้วาที่นี่ไมใชโลกของวิถีเซียน ที่นี่อบอวลไปด้วยไอมรณะ ไมอาจดูดซับได้ ไมอาจขับเคลื่อนได้ ทั้งยังกัดกินจิตวิญญาณ
ตลอดเวลา
เมือพายุทรายแรงขึน เจียงฉางเชิงก็มองไมเห็นแลว แผ พลังจิตออกไปก็ไมได้ อยู่ที่นี่เขาก็เหมือนกับสิ่งมีชีวิตทั่วไป ความรู้สึกเซนนี้ ไมดีสำหรับผู้บำเพ็ญเชียนเอาเสียเลย มินาผู้ยิ่งใหญ่วิถีเซียน เหลานั้นถึงอยูในสภาพนาเวทนา เบื้องหน้าคืออะไรกันแน. เจียงฉางเซิงรู้สึกไมดี แตก็ไมเคยหยุดเดิน ถึงอยางไรเขา ก็เป็นเพียงดวงจิตฺหากมีอันตรายจริงฯ ดวงจิตของเขาก็กลับ
ไปได
“หยุดเดียวนี!” เสียงตะโกนดังมาจากขางหลัง เจียงฉางเชิงหันไปมอง พายุทรายแหวกออก เงารางหนึ่งก้าวเข้ามาเร็วๆ เป็นบุรุษสวมชุดจอมยุทธิ์ผูหนึ่ง สวมงอบ สะพายกระบี่ สามเลมไว้ข้างหลัง ตรงเอวผูกเชือกแดงกับน้ำเต้าไว้ใบหน้า เหมือนผานโลกมาอยางโชกโชน ฺตาขางหนึงเวาลงไป เห็นได้ชัดวาไมมีลูกตา มอง[ เดูการแตงกายของคนผูนี้ ดูไมเหมือนผูบำเพ็ญเซียน เลย คล้ายกับจอมยุทธ์พเนจรมากกวา แตเจียงฉางเชิงก็ไมได้ ด้อยคาเขา มาถึงที่นี่ได้ก็แสดงวาเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในโลกนี้ บุรุษสวมงอบเดินปรีมาอยูตรงหนาเจียงฉางเชิงกอน จะพูดด้วยน้ำเสียงทุมต่ำ”เจ้าอยากตายรีไงถึงเดินไปเซนนี้” เจียงฉางเชิงถาม “หากไมเดินไปข้างหน้าแล้วจะให้ข้า ถอยกลับไปรึที่นี่คือทางตันของวิถีเซียน ฺผู้บำเพ็ญอยางเรามา ถึงที่นี่ได้ ภก็ควรต้องเตรียมใจไว้กอนแล้วมิใชหรือ”
บุรุษสวมงอบเงียบ แววตาที่มองเจียงฉางเชิงเปลียนไป ต่อให้มีตาแคข้างเดียว แววตาของเขาก็ยังให้ความรู้สึกที่ กดดันอย่างยิ่ง เจ้านี่คือตัวตนขั้นพรหม อีกทั้งยังไมใชขั้นพรหมหลุดพ้น อยางนอยก็ตองบรรลุขันพรหมรางเทวะทีเจียงฉางเชิงกำลังจะ
บรรลุขน
แนนอน ในวิถีเซียนยุคโบราณ การแบงขันพรหมก็ยอม ต่างกัน
เจียงฉางเชิงพูดตอ “ขาอยากเขาใจทางตันแหงวิถีเซียน แตหนทางนี้ ทุกชีวิตต่างก็ยอมแพ้`ไมมีใครยอมเสวนากับข้า เจาละยอมหรือไม” บุรุษสวมงอบหรี่ตาลงพลางถาม เจาอยากเขาใจอะไรรี เจ้าไมรู้อะไรเลยเกี่ยวกับทางตันแห่งวิถีเซียนอยางนั้นหรือ’ เจียงฉางเชิงตอบกลับ “เตั้งแตที่เข้ามายังวิถีเซียน ฺข้าก็ ปิดดานอยูที่แดนผาสุกมาโดยตลอด ไมเคยออกมาเลย ไหน เลยจะเคยคิดวาพอออกมาก็จะไดยินวาวิถีเซียนเปลียนไปแลว
พูดจบเขาก็ยังทำหนากลุมใจ บุรุษสวมงอบไมสงสัยในตัวเขาเลย ถึงอยางไรก็เป็นผู้ บำเพ็ญเซียนเหมือนกัน เผชิญหนากับหายนะวิถีเซียน จะยังมี เป้าหมายอื่นได้อย่างไร “ทุกอยางเริ่มต้นขึ้นที่ฝนโลหิตนั้น ไมรู้วาเริ่มขึ้นตั้งแต่ เมือไร มีฝนโลหิตตกลงมา ซำยังแผขยายออกไปทีละนิด จนกระทั่งครอบคลุมทั่วทั้งวิถีเซียน หลังฝนโลหิตแห้งกรัง ผู้ บำเพ็ญเชียนก็ถูกมารเข้าแทรก มิหนำซ้ำฝนโลหิตยังทำให้ มรรคาสวรรคหายไป ดวงชะตาวิถีเซียนสูญสลาย ไมเกิดขึ้น มาอีก นับตังแตนันมาทุกหายนะตางก็ประเดประดังเขามา.. บุ กรุษสวมงอบพูดเนิบนาบ สีหน้าเรียบนิง เพียงแตวา อารมณ์ความรู้สึกของเขาดูยากจะที่ระงับเอาไว้ได้ เจียงฉางเชิงจดจำคำพูดสำคัญเอาไว้ ฝนโลหิต! จากนีหากวิถีเซียนเผชิญกับฝนโลหิตก็จะตองระวังไว บุรุษสวมงอบเลาตอ ที่แท้โลกนี้ก็เกิดขึ้นจากฝนโลหิตนั้น ไอมรณะไร้ขอบเขตแผออกมาตลอด ทำให้สิ่งมีชีวิตทั่วไป
ลมตาย ทำใหผูบำเพ็ญเซียนถูกเคราะหรายตามติด แมแตผู แข็งแกรงที่เหนือกวาขั้นพรหมภ็ยังยากที่จะรับมือได้ หากทำลายโลกแหงนี้ก็อาจจะชวยวิถีเซียนได้! ผู้ บำเพ็ญเชียนนับไมถ้วนกอดความคิดนี้มุงไปข้างหน้า ขั้นพรหมตายตกอยู่ที่นี่ไมรู้เทาไรแล้วมีอัครจักรพรรดิเซียน หาย เตัวไปจากที่นี่อีกตั้งไมรู้เทาไรเหมือนกัน คำวาทางตันแหงวิถีเซียนก็คือนามอันโหดร้ายที่เกิดขึ้น จากกองชากกระดูกของผู้ยิ่งใหญ่วิถีเซียนมากมายนับไมถ้วน! ทางตันที่ตั้งอยูตรงใจกลางวิถีเซียนแหงนี้ ในชวงเวลาอัน ยาวนานภก็ไดกัดกินวิถีเซียนจนใกลจะสูญสิน เจียงฉางเชิงยัง ฟังไปขมวดคิวไป “ข้างหน้าซอนอะไรเอาไว้กัน เป็นผู้บำเพ็ญเชียนที่มาร เขาแทรกหรือ” เจียงฉางเชิงถาม บุรุษสวมงอบสายหน้า”ไมมีใครรู้ ข้าไมได้คิดที่จะห้าม เจ้าอุทิศตัวเพื่อวิถีเซียนหรอกนะ แคหวังวาเจ้าจะไมสงตัวเอง ไปตายอยางไรความหมาย พวกเรารวมมือกันได รออีกหนอย
ถึงวิถีเซียนจะเขาสูเคราะหชะตากรรม ฺแตก็ยังมีผูบำเพ็ญ เซียนที่มีหัวใจเด็ดเดี่ยวอยู่’ เจียงฉางเซิงถาม รอ ต้องรออีกนานเทาไรรีรออีกกี่คน
เล
บุรุษสวมงอบเงียบไป ใชแลว
ตองรออีกกีคนกัน รออีกหนอย แล้วเมื่อไรถึงจะเทียบเทากับพลังที่วิถีเซียน บุกโจมตีทางตันแหงนี้คราแรกเลา เจียงฉางเชิงยิ่ม “เซนนันธก็ใหขาไปดูลาดเลาใหเจ้ากอน ก็แลวกัน” พูดจบเขาก็หันหลังกลับ กอนจะเดินไปขางหนาอยาง ไมสนใจใคร ในเมือเขาใจเหตุและผลของทางตันแหงวิถีเซียนแลว เชนนั้นเขาก็ไมมีความจำเป็นที่จะต้องรอตอไปอีก ถึงอย่างไร เขาก็ไมใชคนของยุคนี้
บุรุษสวมงอบมองเงาแผนหลังของเขาพลางอดถามมิได “ขอบังอาจถามนามสหายได้หรือไม” เจียงฉางเชิงหยุดเดิน “ขามีนามวาฉางเชิง เจาละ” “ข้าพเจ้าหงจี๋” เมื่อได้ยินนามของอีกฝ่าย เจียงฉางเซิงก็เดินหน้าตอ ทันที่ ไมทันไรก็หายไปทามกลางพายุทราย หงจี๋ถอนหายใจกอนจะพูดงึมงำกับตัวเอง “ไปดูลาดเลา ใหขา แตจะมีความหมายอะไร บางทีนีก็อาจจะเป็นหนทาง สุดทายของการบำเพ็ญเชียน อยางนอยก็พิสูจนเจตจำนงอัน แนวแนของตนเองได้” เขานั่งลงกับพื้น ฺพายุทรายไมอาจบดบังเงาแผนหลังของ เขาได อีกด้านหนึ่ง เจียงฉางเซิงกาวเดินเร็วมาก เขาอยากจะจบการขามมิติ ,จจะขาด เพราะอยางไรเขาก็ไมใชคนในยุคอดีต ระหวางการเดินอยางเร็วรี่ เขายังพบหลายเงาราง ยังคง เป็นเซนเดิม ทุกคนกำลังรอความตายของตนเอง เขาไมได้
เข้าไปปลอบ และไมไดหยุดเดินอีก หลังผานเขตพายุทรายมาได พายุทรายก็เริมออนกำลัง
จนเมื่อเขาฝ่าออกมาจากพายุทราย ในที่สุดเขาก็หยุด เดน ขางหนาเป็นหนาผาขาด สองดานจมอยูกลางพายุทราย มอง ไมเห็นสุดเข ตแดน หน้าผาขาดกว้างหมื่นเลี้ เบื้องลาง มืดมิด ฝังตรงขามของหนาผาก็เป็นแผนดินมืดมัว เมฆครึม
เคลือนตัวไปมา ที่เขาหยุดก็เพราะเห็นวาด้านบนเหวลึกมีฬเงารางหนึ่ง
ลอยอยู นั่นคือบุรุษผู้สวมชุดนักพรตสีดำในมือถือแสขนหาง กิเลน เสนผมสีขาว ขางหลังเป็นดอกบัวสีดำยักษกำลัง
เบงบาน
เจียงฉางเชิงอยากจะมองหน้าอีกฝ่ายใหชัด แตเมื่อ ตาเปลาและพลังจิตเข้าใกล้อีกฝ่าย ใบหน้าก็พรามัวขึ้นมา ตบะเซนเจา คิดวาจะชวยวิถีเซียนไดอยางนันหรือ
เสียงไมคุ้นหูดังแววมา น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความดูถูก เหยียดหยาม เจียงฉางเชิงได้ยินเซนนั้นก็เกิดความรู้สึกวิงเวียนศีรษะ ในแบบที่คุ้นเคย เขา รู้ตัวแล้ววาเขากำลังจะกลับไป แตเขาก็นึกไปถึงหงจี๋ จึงตัดสินใจทิ้งบางสิ่งเอาไว้ เขาชวยวิถีเซียนไมได แตอยางนอยก็ใหความหวังกับคน ที่มีวาสนาได้พบกันได้ เจียงฉางเชิงยกมือขวาขึ้น ฺชี้ไปที่บุรุษเลิ เสื้อคลุม ดำกอน จะพูดด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก”บางอยาง รู้ทั้งรู้วาทำไมได้ก็ยัง จะทำ!”
ตม!
ดัชนีมรรคพิฆาตโลกาสำแดงเดช แสงสีทองสวางไสว ในตอนที่พลังพุงออกไป ทุกอยางตรงหน้าเจียงฉางเชิงได้หาย ไปแลว ความรู้สึกวิงเวียนศีรษะจูโจมเข้ามาอยางรุนแรง ทำให้ ดวงจิตของเขาจมลงสูหวงความขุนมัว เสียงฟ้ารองดังแววมา เจียงฉางเชิงไดสติ พลันลืมตาขึน
เขายังอยูระหวางการผานดานเคราะห์ รางแยกก็ยืนอยู่ ขางเขา ทั่วทุกสารทิศไมมีศัตรูเข้ามาใกล้ เจียงฉางเชิงเอนตัวพิงบัลลังกเทพสวรรคมหามรรคา อารมณ์ความรู้สึกยังอยูทามกลางวิถีเซียนยุคโบราณ กอนกลับ แม้เขาจะคิด แตก็ไมนึกเลยวาจะสำแดงดัชนี
มรรคพิฆาตโลกาได ดูทาดวงจิตของเขาคงไปสิงสถิตผู บำเพ็ญเชียนที่มีพลังบำเพ็ญใกลเคียงกันในวิถีเซียนยุค โบราณ
ดวงจิตของเขากลับมาแลวก็แสดงวาการผานดาน
เคราะห์ใกล้จะจบขั้นตอนสุดท้าย เมื่อผ่านอสนีบาตตอจากนี้ เขาก็จะบรรลุขั้นพรหมรางเทวะอย่างที่เขาต้องการ! สำหรับเหลาจักรพรรดิเซียนทีมอง เดูอยูนัน พวกเขาไมได สังเกตเลยวาดวงจิตของมรรคาจารยหลุ ,ดลอยออกไปครูหนึ่ง ซึ่งการข้ามมิติของดวงจิตครั้งนี้ แทจริงแล้วเกิดขึ้นในชวงเวลา แคไมกี่ลมหายใจเทานั้น สายฟาพิโรธกระหนำลงมาอยางบาคลัง ทำใหแตม
เซนไหวของเจียงฉางเชิงลดฮวบลง
ไมถึงครึ่งชั่วยาม แต้มเซนไหวที่เหลืออยูของเจียงฉาง เชิงก็หมดลง ฺเขาจำตองผานดานเคราะหดวยตนเอง พลังอาคมสร้างขึ้นเป็นปราการป้องกัน ปรากฏวาถูก อสนีบาตทำลายลงอยางงายดาย แมแตกายทองคงกระพัน กำเนิดจักรวาลของเขาก็ยังถูกอสนีบาตผาจนเจ็บแสบไปทั้งตัว กระทังดวงวิญญาณยังทนทุกขทรมานราวกับจะแตกสลาย เจียงฉางเซิงกัดฟันยืนหยัด เริมทองคาถาของกายทอง คงกระพันกำเนิดจักรวาล เตั้งใจจะใชอสนีบาตมาชะลางกาย
เขาไมตื่นตระหนกแม้แตน้อย เพราะเขารู้สึกวาอสนีบาต จะออนกำลังลงแลว
ซึงความจริงก็เป็นอยางทีเขาคาดเดา เคราะหสวรรค
ใกลจะเริมสลายตัวแลว ผลมรรคาพรหมของเขาพัฒนาขึน อีกครั้ง พลังอาคมใหมหลั่งทะลักออกมาแทนที่พลังอาคมเกา ในตอนนี้เอง เจียงฉางเชิงพลันตรวจจับไดวามี ฬพลังชนิด
หนึงกำลังเขามาใกลอยางรวดเร็ว