เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 62 หมื่นราชวงศ์ช่วงชิงโชคชะตา เปิดแผงควบคุมสังสารวัฏ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 62 หมื่นราชวงศ์ช่วงชิงโชคชะตา เปิดแผงควบคุมสังสารวัฏ
เจียงฉางเซิงเอ่ยปากถาม “หลังจากจื่ออวี้รู้แล้วมีท่าทีเช่นไร”
เขากับฮวาเจี้ยนซินอยู่ภายในเรือน ใช้พลังวิญญาณปิดกั้นโดยรอบอยู่ พวกเขาจึงไม่กลัวว่าศิษย์ด้านนอกจะได้ยิน
ฮวาเจี้ยนซินมีสีหน้ากังวล เอ่ยว่า “เขาเฉยเมยอย่างยิ่ง บอกว่าไม่ต้องสนใจราชวงศ์จิ้น เป้าหมายยามนี้ของต้าจิ่งคือกู่ฮั่น ยึดกู่ฮั่นมาให้ได้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
เจียงฉางเซิงหัวเราะ “ไม่เลว ไร้โทสะไม่ตระหนก นี่สิถึงจะเป็นฮ่องเต้ต้าจิ่งของข้า เจ้าก็ไม่ต้องกังวลใจไป มีข้าอยู่ที่เมืองหลวง ไม่มีผู้ใดสังหารจื่ออวี้ได้ อีกฝ่ายอาจตั้งใจท้าทายต้าจิ่งก็เป็นได้”
ฮวาเจี้ยนซินรู้สึกว่าสมเหตุสมผล หากเวลานี้ต้าจิ่งโกรธา จะยกกองทัพบุกอาณาจักรจิ้นให้จงได้ กลับจะเป็นการเอาตัวเองไปติดอยู่ในบึงโคลน
นางเอ่ยต่อว่า “ระยะนี้องครักษ์ชุดขาวพบว่าแต่ละอาณาจักรต่างส่งยอดฝีมือลักลอบเข้ามาในต้าจิ่ง ดูเหมือนพวกเขากำลังค้นหาบางสิ่งอยู่ ไม่มาข้องเกี่ยวกับบุญคุณความแค้นในยุทธภพ”
เจียงฉางเซิงครุ่นคิดครู่หนึ่งก็เอ่ยว่า “บางทีอาจมาตามหาสมบัติวิเศษของสิบสามรัฐก็เป็นได้ ในเมื่อไม่มีหอมังกรมหายานคอยข่มขวัญสำนักหลังบัลลังก์แห่งอื่นแล้ว พวกเขาคงขวัญกล้ามากขึ้น แม้ต้าจิ่งมีข้าอยู่ แต่ก็มีเพียงข้าเท่านั้น ข้าแข็งแกร่งอีกเท่าใดก็ไม่อาจคุ้มครองทุกซอกมุมในสิบสามรัฐได้”
ฮวาเจี้ยนซินถามอย่างประหลาดใจ “สมบัติวิเศษในสิบสามรัฐยอดเยี่ยมถึงเพียงนั้นจริงหรือเจ้าคะ ข้าได้ยินมาว่าปีที่แล้วองครักษ์ชุดขาวเก็บสมบัติวิเศษมาได้ชิ้นหนึ่ง หลังจากถวายให้จื่ออวี้ก็ไม่ได้ข่าวคราวอีกเลย”
เจียงฉางเซิงหัวเราะ “ไม่ว่าอย่างไรจื่ออวี้ก็เป็นฮ่องเต้ ไฉนเลยจะบอกทุกเรื่องกับข้าและเจ้า ปล่อยเขาไปเถิด”
ตัวเขาเองก็รักษาระยะห่างจากเจียงจื่ออวี้ประมาณหนึ่งเช่นกัน ไม่ได้ทำตัวสนิทสนมมากนัก ไม่ใช่ว่าจะไปเค้นถามทุกเรื่องราว อย่างไรเจียงจื่ออวี้ก็เป็นฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน แม้เป็นพ่อลูกกัน ก็ไม่อาจเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของฮ่องเต้มากเกินไปได้
ฮวาเจี้ยนซินถอนหายใจเอ่ยว่า “ก็ใช่ ข้าเพียงแต่กลัวว่าเขาจะบุ่มบ่าม จนทำร้ายร่างกายตนเองเข้า”
เจียงฉางเซิงเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “อย่าคิดมากไปเลย โอสถบนโต๊ะ เจ้าก็กินเสียตอนนี้เลยเถิด”
ฮวาเจี้ยนซินพยักหน้า หลังจากนั้นจึงหยิบขวดโอสถไปนั่งทำสมาธิบนเตียง
เจียงฉางเซิงสำรวจดูแต้มเซ่นไหว้อยู่เงียบๆ
[แต้มเซ่นไหว้ปัจจุบัน 62,218 แต้ม]
ก็ไม่เลว พอจะเอามาถลุงได้อยู่บ้าง
“ข้าจะบดขยี้กลุ่มอำนาจลึกลับที่สังหารราชวงศ์จิ้นได้อย่างง่ายดายหรือไม่”
[ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้จำนวน 3,000 แต้ม ต้องการดำเนินการต่อหรือไม่]
หืม?
มากกว่าหอมังกรมหายานอยู่หนึ่งพันแต้ม มิน่าจึงเหิมเกริมถึงเพียงนี้ แต่ก็มากกว่าเพียงหนึ่งพันแต้มเท่านั้น
ถ้าอย่างนั้นก็ไม่จำเป็นต้องถลุงแต้มแล้ว
ใต้หล้านี้ช่างไม่ขาดแคลนพวกคนไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำจริงๆ
เจียงฉางเซิงถอนหายใจอยู่ในใจ หลังจากนั้นก็เลือกไม่ แล้วจดจ่อกับการฝึกวิชาต่อ
…
เหตุการณ์ไม่คาดฝันในราชวงศ์จิ้นไม่ได้แพร่สะพัดไปทั่วในสิบสามรัฐ เรื่องที่ฮ่องเต้ต้าจิ่งถูกข่มขู่ก็ไม่มีประชาชนล่วงรู้ ต้าจิ่งยังคงมุ่งมั่นบุกโจมตีกู่ฮั่นเช่นเดิม
นับตั้งแต่ราชวงศ์จิ่งก่อตั้งแว่นแคว้นก็ฟื้นกระแสนิยมของการฝึกยุทธ์มาตลอด หลังจากฮ่องเต้องค์ปัจจุบันขึ้นครองราชย์ก็ทำเช่นเดียวกัน เวลาผ่านไปห้าสิบหกปีพลังของชาวยุทธ์ต้าจิ่งจึงเพิ่มพูนขึ้นมากอย่างยิ่ง อีกทั้งยามนี้ผู้ฝึกยุทธ์ส่วนมากก็เข้าร่วมกองทัพ ดังนั้นกู่ฮั่นจึงไม่ใช่คู่ต่อสู้อย่างสิ้นเชิง
ปีเฉียนอู่ที่เจ็ด แท่ทัพเดชเทวะผิงอันบุกเดี่ยวนำหน้ากองทัพทะลวงฝ่ากองทัพใหญ่สามแสน มิมีผู้ใดขัดขวางได้ เขาควบอาชาโจนทะยานบุกเข้าเมืองหลวงของกู่ฮั่นไปเพียงลำพัง เมื่อกองทัพใหญ่ของต้าจิ่งตามมาถึงก็พบว่าเมืองหลวงโลหิตนองเป็นสายน้ำ ชื่อเสียงของผิงอันเลื่องลือไปทั่วหล้า อาณาจักรรอบด้านไม่มีผู้ใดตัวไม่สั่นระริก
“ดี! ดี! ดี! มิเสียทีเป็นศิษย์พี่ของข้า ฮ่าๆๆ!”
ในตำหนักระฆังทอง เจียงจื่ออวี้เปล่งเสียงหัวเราะดังลั่น หัวใจตื่นเต้นฮึกเหิมยิ่งนัก
ขุนนางบุ๋นบู๊นับร้อยต่างดีอกดีใจเช่นเดียวกัน หากบุกเช่นนี้ต่อไปจนยึดครองกู่ฮั่นมารวมกันได้ อาณาเขตของต้าจิ่งก็จะขยายใหญ่ขึ้น ตอนนี้ดูเหมือนเรื่องนี้จะแน่นอนแล้ว เรื่องนี้จะกลายเป็นความสำเร็จที่ไม่เคยมีราชวงศ์ใดเคยทำได้มาก่อนนับตั้งแต่สิบสามรัฐก่อตั้งมาเนิ่นนาน พวกเขาจะได้ประจักษ์ช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์!
ในตอนนี้เอง ขันทีผู้หนึ่งก็เดินมาจากตำหนักข้าง เขาคุกเข่าหน้าบัลลังก์มังกรแล้วกระซิบบางอย่างเสียงเบา
เจียงจื่ออวี้หัวเราะ “วันนี้มีมงคลคู่มาเยือนราชสำนักโดยแท้ ประกาศให้คนนอกตำหนักเข้ามา!”
ราชองครักษ์นอกตำหนักขานประโยคนี้ซ้ำ ประโยคถูกขานซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่อกันไปไกลนัก
ขุนนางบุ๋นบู๊เต็มท้องพระโรงต่างถกเรื่องสงครามกู่ฮั่น ชื่นชมฤทธิ์เดชดุจเทพของผิงอันอยู่
ผ่านไปครู่หนึ่ง เงาร่างหนึ่งก็เข้ามาในท้องพระโรง ดึงดูดสายตาของคนทั้งหมดไป
คนผู้นี้สวมอาภรณ์สีขาว รูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาเที่ยงธรรม แขนข้างหนึ่งไพล่อยู่หลังบั้นเอว ปล่อยผมยาวสยายดูสบายใจเฉิบ แต่บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความมั่นใจ มิรู้เพราะเหตุใด ทันทีที่เขาก้าวเข้ามาในท้องพระโรง สายตาของทุกคนก็ยากจะผละออกจากร่างของเขา
เขาเดินมาถึงหน้าบันไดมังกรก่อนจะค้อมเอวคำนับ “ข้าน้อยแซ่หาน นามเทียนจี ได้รับคำเชื้อเชิญจากปราชญ์แห่งสี่สมุทร เดินทางมาช่วยเหลือนายเหนือหัวแห่งต้าจิ่งให้สร้างความสำเร็จที่ไม่เคยมีผู้ใดทำได้มาก่อนบนหน้าประวัติศาสตร์หมื่นปีของแผ่นดินสิบสามรัฐ”
ปราชญ์แห่งสี่สมุทร!
ขุนนางบุ๋นบู๊ล้วนรู้จักคนผู้นี้ เขามีความดีความชอบในการติดตามช่วยเหลือฮ่องเต้ สมัยที่ฝ่าบาทรัชกาลนี้ยกทัพออกศึก ปราชญ์แห่งสี่สมุทรก็คือคลังสติปัญญาของพระองค์ เขาเป็นผู้วางแผนการกลอุบายแล้วยังแตกฉานศาสตร์การพยากรณ์ท้องฟ้า เป็นยอดคนผู้น่ามหัศจรรย์
เจียงจื่ออวี้มองสำรวจหานเทียนจีแล้วคลี่ยิ้ม “เจ้าก็เป็นศิษย์ของถ้ำสวรรค์สำแดงเดชเหมือนกันหรือ”
ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชคือที่ใด
ขุนนางบุ๋นบู๊เต็มท้องพระโรงต่างมองหน้ากัน พวกเขาไม่เคยได้ยินนามนี้มาก่อน
หานเทียนจียิ้มตอบ “ถูกต้องแล้วพ่ะย่ะค่ะ ข้ากับปราชญ์แห่งสี่สมุทรเป็นศิษย์สำนักเดียวกัน เขาคือศิษย์พี่ของข้า เขาชื่นชมที่ต้าจิ่งโค้นล้มสำนักยุทธ์ที่ครอบงำอยู่ได้สำเร็จ ทำให้ต้าจิ่งมีคุณสมบัติพอจะเพิ่มพูนโชคชะตาของราชวงศ์ แม้ข้าจะฝึกยุทธ์ แต่ปกติแล้วภาระหน้าที่สำคัญที่สุดคือการประคับประคองโชคชะตาของแผ่นดิน
นับตั้งแต่โบราณ หมื่นราชวงศ์ล้วนช่วงชิงโชคชะตา ราชวงศ์ผู้มิอาจกุมโชคชะตา มิอาจนับว่าเป็นราชวงศ์ที่แท้จริง แผ่นดินที่สิบสามรัฐตั้งอยู่เป็นเพียงมุมหนึ่งของใต้หล้า บนแผ่นดินเสี้ยวนี้มีอาณาจักรอยู่ทั้งหมดสี่สิบสองอาณาจักร อาณาจักรเหล่านี้ต่างถูกสำนักหลังบัลลังก์ครอบงำอยู่ โชคชะตาทั้งมวลจึงตกเป็นของสิบสำนักหลังบัลลังก์ วิถียุทธ์ยากจะรุ่งเรือง หอมังกรมหายานเป็นเพียงหนึ่งในสิบสำนักหลังบัลลังก์เท่านั้น
กล่าวถึงวิถียุทธ์ เหตุใดเมื่อหลายสิบปีก่อนสุดยอดยอดฝีมือในยุทธภพของต้าจิ่งจึงเป็นเพียงขั้นเบิกญาณ ส่วนขั้นเทวจิตนับเป็นปรมาจารย์ นั่นก็เพราะโชคชะตาถูกช่วงชิง ปราณวิญญาณแห่งฟ้าดินน้อยนิด ผู้ฝึกยุทธ์จึงชำระกายาให้บริสุทธิ์ได้ยาก บรรลุมรรคาแห่งสวรรค์ได้ยาก เมื่อต้าจิ่งได้กุมพลังแห่งโชคชะตา ร้อยปีนับจากนี้ขั้นเทวชนจะไม่ใช่จุดสูงสุด ต้าจิ่งในยามนั้นจะผงาดขึ้นเหนือสี่สิบสองอาณาจักรหรือแม้กระทั่งรวมใต้หล้าเป็นหนึ่ง!”
คำพูดของเขาทำให้ขุนนางบุ๋นบู๊ทั้งหลายได้เปิดหูเปิดตาครั้งใหญ่ ใต้หล้ากว้างใหญ่ถึงเพียงนี้เชียว
เฉินหลี่ถามอย่างประหลาดใจ “สิ่งใดคือโชคชะตา แล้วจะครอบครองพลังแห่งโชคชะตาได้อย่างไร”
หานเทียนจีหันไปมองเขาแล้วเอ่ยยิ้มๆ ว่า “โชคชะตากอปรด้วยชะตากรรมและดวงชะตา เกี่ยวพันถึงฟ้าดิน โยงใยถึงแผ่นดินและปวงประชา สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนเป็นสิ่งไร้รูปลักษณ์ แต่ความจริงพวกมันรวมตัวกันเป็นพลังงานสายหนึ่ง แล้วกลายเป็นโชคชะตา โชคชะตายิ่งแข็งแกร่ง อาณาจักรยิ่งสงบสุขรุ่งเรือง ยากเกิดโรคระบาด ปราณวิญญาณในแผ่นดินเพิ่มพูน จะรวบรวมพลังแห่งโชคชะตาช่วยให้ราชวงศ์จิ่งกลายเป็นราชอาณาจักรแห่งโชคชะตาได้อย่างไร นี่คือศาสตร์ที่ข้าน้อยร่ำเรียนมา หากฝ่าบาทเชื่อมั่นในตัวข้าน้อย ข้าน้อยยินดีเป็นกำลังให้ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”
สายตาเขาหันกลับไปมองเจียงจื่ออวี้ใหม่อีกครั้ง
เจียงจื่ออวี้เคยได้ยินปราชญ์แห่งสี่สมุทรเอ่ยเรื่องนี้แล้ว ตัวเขาเองก็เคยพบหานเทียนจีและตรวจสอบตัวตนของอีกฝ่ายมาก่อนหน้านี้แล้ว วันนี้เพียงมาปรากฏตัวให้ขุนนางทั้งหลายได้เปิดหูเปิดตาเท่านั้น
แม่ทัพนายหนึ่งอดเอ่ยไม่ได้ว่า “พูดอะไรลี้ลับเหมือนเล่นละคร เจ้าจะพิสูจน์ตนเองอย่างไรเล่า”
หานเทียนจีหมุนตัวกลับมาสะบัดมือไปทางนอกตำหนักระฆังทองหนึ่งหน เพียงพริบตาเดียวด้านนอกก็มีสายลมกรรโชกก่อตัวขึ้น บางส่วนพัดเข้ามาในท้องพระโรง ทำให้คนทั้งหลายขวัญสะท้าน
หานเทียนจีคลี่ยิ้ม “สิ่งนี้ก็คือประโยชน์อันน่ามหัศจรรย์ของพลังแห่งโชคชะตา เรียกลมเรียกฝนได้ แต่แน่นอนว่ามันจะทำให้สูญเสียอายุขัย ดังนั้นข้าน้อยจึงใช้ได้แต่พลังง่ายๆ เท่านั้น
ทุกท่าน ต้าจิ่งจักต้องกลายเป็นราชอาณาจักรแห่งโชคชะตาให้จงได้ หากมิกุมโชคชะตาให้มั่น สุดท้ายย่อมเป็นเหมือนอาณาจักรทั้งหลายในอดีต สูญสลายดุจหมอกควัน หากไม่พัฒนาย่อมก้าวถอยหลัง เมื่อก้าวถอยหลังมีแต่ห้วงมรณาที่คอยอยู่”
หนนี้ไม่มีผู้ใดกล้าสงสัยแล้ว
เจียงจื่ออวี้หัวเราะเสียงดังแล้วเอ่ยว่า “ดี ประกาศราชโองการของข้า นับจากวันนี้จงก่อตั้งกรมโชคชะตา ให้หานเทียนจีเป็นเสนาบดีกรมโชคชะตา นับจากนี้ต้าจิ่งจะมีเจ็ดกรม ช่วยข้าปกครองแผ่นดิน”
หานเทียนจีคุกเข่าคำนับตอบว่า “ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงไว้วางพระทัย กระหม่อมจะพยายามสุดความสามารถ แม้นตายหมื่นหนก็จะมิทำให้ผิดหวัง”
…
ภายในลานเรือน เจียงฉางเซิงกำลังมองไปทางวังหลวง สายตาฉายแววสงสัยใคร่รู้เล็กน้อย
มีคนเคลื่อนปราณวิญญาณแห่งฟ้าดินได้เสียด้วย แม้เป็นเพียงการหยิบยืมอาศัยพลัง แต่ก็น่าสนใจอยู่นิดหน่อยจริงๆ เรื่องนี้ผู้ฝึกยุทธ์ธรรมดาย่อมทำไม่ได้
เขาเพ่งมองไปทางด้านนั้น ก็เห็นหานเทียนจีพร้อมกับได้ยินคำพูดของเขา
ราชอาณาจักรแห่งโชคชะตา ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง
นอกจากสมบัติวิเศษอันล้ำค่าแล้ว นี่คงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่หอมังกรมหายานยึดครองสิบสามรัฐไว้แต่เพียงผู้เดียว
กำลังภายในของหานเทียนจีอยู่ที่ขั้นเทวจิต เพียงแต่เขาเก็บซ่อนไว้ดีมาก เขาจึงดูเหมือนบัณฑิตคนหนึ่งเท่านั้น
“ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชช่างเก่งกาจจริงๆ สุ่มส่งใครมาสักคนก็มีพลังระดับนี้แล้ว แต่ก็ดี ต้าจิ่งสมควรดันตัวเองให้ผงาดขึ้นมาจริงๆ”
เจียงฉางเซิงคิดอยู่เงียบๆ แม้นยามนี้เขามีชื่อเสียงเลื่องลือทั่วหล้า แต่ก็มีเพียงเขาเท่านั้น ยอดฝีมือของแต่ละอาณาจักรยังคงกล้าลักลอบเข้ามาค้นหาสมบัติวิเศษ แล้วยังมีกองกำลังลึกลับที่กล้าข่มขู่ต้าจิ่งอยู่อีก
ในสายตาพวกเขา แม้ท่านเซียนฉางเซิงจะแข็งแกร่ง แต่แข็งแกร่งอีกเท่าใดก็ปราบศัตรูทั่วใต้หล้าไม่ได้
เพื่อให้ปลอดภัยไว้ก่อน เจียงฉางเซิงตัดสินใจว่าควรจะพยากรณ์สักหน่อย
“หานเทียนจีต้องการสนับสนุนต้าจิ่งด้วยใจจริงหรือไม่”
[ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้ 500 แต้ม ต้องการดำเนินการต่อหรือไม่]
จิ๊ๆ ใช้ได้จริงด้วย หลังจากนี้ก็ใช้ตรวจสอบคำโกหกได้แล้ว
ดำเนินการต่อ!
เจียงฉางเซิงคิดในใจ
[ใช่]
เพียงคำเดียวนี้ก็มากพอให้เจียงฉางเซิงวางใจแล้ว
หานเทียนจีมาด้วยความจริงใจย่อมบ่งบอกว่าปราชญ์แห่งสี่สมุทรจะดูแลเจียงหลัวอย่างจริงใจเช่นกัน
เจียงฉางเซิงคลี่ยิ้ม ต้าจิ่งไม่ได้เอาแต่พึ่งพาเขาเพียงผู้เดียว
แต่เขายังผ่อนคลายไม่ได้ คำพูดของหานเทียนจีทำให้เขาได้เปิดโลก สิบสำนักหลังบัลลังก์ครอบงำสี่สิบสองอาณาจักร นี่แค่เฉพาะแผ่นดินผืนนี้เท่านั้น ใต้หล้ากว้างใหญ่ยิ่งกว่านี้อีก!
เหมือนเช่นคำว่าขั้นจักรวาลที่เจียงฉางเซิงเคยพบเจอก่อนหน้านี้ ในเมื่อมีคำว่าขั้นจักรวาลอยู่ ย่อมแสดงว่าเคยมีคนก้าวไปถึงขั้นนั้นมาก่อนแล้ว!
ระบบรอดชีวิตแข็งแกร่งเพียงใดก็ไม่ทางสร้างระดับขั้นวิถียุทธ์ในโลกนี้ขึ้นมาเอง แล้วยัดเยียดให้สรรพชีวิตได้ นั่นจะน่าเหลือเชื่อเกินไปหน่อย
“ต้องเพียรพยายามฝึกวิชา รีบบรรลุขั้นเจ็ดให้เร็วขึ้นอีกหน่อย ก้าวเหนือกว่าขั้นจักรวาลอีกขั้นน่าจะดี”
เจียงฉางเซิงตัดสินใจแน่วแน่ หลังจากนั้นก็หลับตาลง
ก่อนหน้านี้ สาเหตุที่เขาแข็งแกร่งกว่าศัตรูได้เสมอเป็นเพราะตัวเขาขยันหมั่นเพียร ยืนหยัดฝึกฝนทุกวัน และไม่ประมาทเปิดเผยข้อมูลของตนเอง ศัตรูไม่มีวันรู้พลังของเขาอย่างแน่ชัด ขณะเดียวกันหากเขาไม่มั่นใจเต็มหมื่นส่วน ก็จะไม่ปรากฏตัวตรงหน้าศัตรูอย่างเด็ดขาด นี่คือสาเหตุที่ทำให้เขาก้าวมาถึงตรงนี้ได้อย่างราบรื่น สังหารศัตรูในเสี้ยววินาทีได้เสมอมา
หนทางเส้นนี้จะต้องดำเนินต่อไปเช่นนี้ เพื่อไม่ให้ความตายมาเยี่ยมเยือนระหว่างหนทางบำเพ็ญเซียน!
…
ปีเฉียนอู่ที่แปด กู่ฮั่นล่มสลาย ขุนนางบุ๋นกับแม่ทัพบู๊ที่ผ่านการสอบรับราชการจำนวนมากถูกส่งไปกู่ฮั่น เพื่อรับช่วงปกครองดินแดน ชาวแคว้นต้าจิ่งจากบนจรดล่างต่างเกษมสันต์ ขวัญกำลังใจของปวงประชาพุ่งสู่จุดสูงสุด ตัวตนของฮ่องเต้องค์ปัจจุบันในหัวใจของประชาชนก้าวข้ามจิ่งอู่จู่กับจิ่งเหวินตี้ แม้แต่ยุทธภพก็ชื่นชมเขาอย่างที่สุด
ในปีเดียวกัน เมืองเอกของสิบสามรัฐต่างเริ่มก่อตั้งสถูปแห่งโชค หานเทียนจีขยายกำลังคนของกรมโชคชะตาเป็นการใหญ่ ชาวบ้านทั้งหลายฉงนกับกรมโชคชะตาพอสมควร แต่หากอยากให้แนวคิดเกี่ยวกับโชคชะตารู้กันแพร่หลายทั่วหล้ายังต้องการเวลาอีกสักหน่อย
เดือนเจ็ดของปีนี้
เมิ่งชิวซวงสิ้นอายุขัยลาจากโลก
ลูกศิษย์ทั้งหลายคุกเข่าคำนับอยู่หน้าโถงตั้งโลงศพ ร่ำไห้เสียงกระซิก เจียงฉางเซิงจุดธูปอย่างเงียบๆ แอบทอดถอนใจ
แม้เขาจะมอบโอสถให้เมิ่งชิวซวงไม่น้อย แต่สิ่งนั้นก็สู้ดวงชะตาที่ลิขิตไว้ไม่ได้ สิ่งนี้ทำให้เขารู้แจ้งบางสิ่ง
แต่ละคนต่างมีดวงชะตาเป็นของตนเอง ขีดจำกัดของอายุขัยยากจะก้าวข้าม
“หากมีวาสนา ชาติหน้ามาพบกันใหม่นะขอรับศิษย์พี่”
เจียงฉางเซิงพึมพำ ความเศร้าสร้อยในแววตาค่อยๆ เลือนหายไปอย่างเชื่องช้า
การจากไปของเมิ่งชิวซวงทำให้ลูกศิษย์รุ่นเก่าตระหนักได้ว่ากาลเวลากำลังไล่ต้อนพวกเขาอยู่
แม้คนล่วงลับ แต่ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป
อารามมังกรงาดก็เป็นเช่นนี้ มันจะไม่หยุดเพียงเพราะขาดใครคนใดคนหนึ่งไป
ปีเฉียนอู่ที่เก้า ต้าจิ่งไม่ทำศึกต่อ แต่เสริมความแข็งแกร่งในการปกครองกู่ฮั่น ฮ่องเต้ประกาศราชโองการแบ่งกู่ฮั่นออกเป็นเก้ารัฐ จวบจนบัดนี้แผ่นดินจึงมีทั้งสิ้นยี่สิบสองรัฐ
วันนี้เจียงฉางเซิงกำลังทำสมาธิฝึกวิชาอยู่ใต้ต้นไม้
จู่ๆ เขาก็สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างจึงลืมตาขึ้น
[ตรวจพบว่าเจ้าเริ่มเข้ามาสอดส่องสังสารวัฏ เปิดฟังก์ชั่นแผงควบคุมสังสารวัฏ]
[ปีเฉียนอู่ที่เก้า เมิ่งชิวซวงผู้ถูกเจ้าทำเครื่องหมายเอาไว้กลับชาติมาเกิดได้สำเร็จ ถือกำเนิดในเก้ารัฐนอกของต้าจิ่ง]
เจียงฉางเซิงหลุดสีหน้าตกใจออกมาทันที เมื่อพริบตาก่อนหน้านี้ เขาสัมผัสคลื่นของรอยประทับสังสารวัฏได้จากดินแดนไกลโพ้นอย่างชัดเจน เพียงแต่ว่ามันไกลมาก จนเขาไม่อาจระบุอย่างชัดเจนว่าอยู่ที่ใด คิดไม่ถึงเลยว่าฟังก์ชั่นแผงควบคุมสังสารวัฏจะเปิดใช้งานเพราะเรื่องนี้
ชาติก่อนเขาสร้างแผงควบคุมสังสารวัฏไว้ในเกมจริงๆ เพราะการบรรลุเซียนย่อมก้าวพ้นสามโลก อยู่เหนือห้าธาตุ ก่อนหน้าจะเกิดสิ่งเหล่านั้นย่อมต้องเคยสอดส่องสามโลก เรียนรู้ห้าธาตุมาก่อน
……………………………………………