เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 63 ต้าจิ่งผงาด จะยังครอบครองยุทธภพได้สักกี่ปี
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 63 ต้าจิ่งผงาด จะยังครอบครองยุทธภพได้สักกี่ปี
“ศิษย์พี่หญิงมาเกิดเร็วจริงๆ …”
เจียงฉางเซิงทอดถอนใจอยู่เงียบๆ เพิ่งจะสิ้นชีพไปหนึ่งปีก็มาเกิดแล้ว แต่ย้อนกลับมามองมารดาของเขา กลับยังไม่ได้มาเกิดแต่อย่างใด
อาจเป็นเพราะอยู่ห่างไกลเกินไป หรืออาจเพราะดวงวิญญาณแต่ละดวงต่างก็มาเกิดในเวลาที่ต่างกัน?
เจียงฉางเซิงเพียงแค่สงสัยแต่ไม่ได้ใช้แต้มเซ่นไหว้ไปพยากรณ์ออกมา และเขาก็ไม่ต้องการจะไปเสาะหาร่างที่เมิ่งชิวซวงกลับชาติมาเกิดด้วย หากมีวาสนาก็จะได้พบกันเอง
ในชาตินี้เจียงฉางเซิงไม่เคยทำผิดต่อผู้ใด ไยต้องคอยไปประจบใครสักคนชาติแล้วชาติเล่าด้วย กลับกันเขาทำให้คนรอบกายได้มีชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว หากได้พบกันอีกครั้งและพบว่าคนผู้นั้นตกที่นั่งลำบากก็ยังจะยื่นมือเข้าช่วย
จะว่าไป หากวันหน้าได้พบกันอีกจริงๆ แล้วจะรับนางกลับมาเป็นศิษย์เอกต่อหรือไม่
ให้นางทำงานให้อารามมังกรผงาดชาติแล้วชาติเล่าหรือ
เจียงฉางเซิงคิดถึงตรงนี้ก็เบิกบานใจนัก อดบิดขี้เกียจไม่ได้ ก่อนทอดถอนใจว่า “บนเขาหนึ่งวัน ข้างล่างเขานับเดือนปี แดนมนุษย์ช่างผันผวนแท้ๆ”
ไป๋ฉีที่นอนหมอบอยู่ข้างๆ เงยหัวขึ้นมาถามว่า “ท่านนักพรต ท่านเบื่อแล้วหรือไม่ จะลงเขาไปเดินเล่นสักหน่อยหรือไม่ บ่าวไปกับท่านได้นะ”
ภายในลานมีเพียงพวกเขาสองคน ไป๋หลงก็ไม่อยู่แต่ไปงีบที่เนินเขาด้านหลังลาน ราวกับกำแพงเมืองสีขาวตั้งตระหง่าน ดูน่าเกรงขามนัก
เจียงฉางเซิงลูบหัวหมาป่าของมัน เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ช่างเถิด ฝึกตนต่อดีกว่า หากหลงใหลในรูปรสของแดนมนุษย์ขึ้นมา จิตแห่งมรรคาก็จะสลายไป”
เขาไม่มีศัตรูในต้าจิ่งอีกแล้ว หากไปเสพสุขเกรงว่าจะหลงทางและลุ่มหลง อย่างไรเขาก็แค่ไร้ซึ่งศัตรูในต้าจิ่งเท่านั้น ยังมิได้ไร้ซึ่งศัตรูในใต้หล้าจริงๆ
ไป๋ฉีเบิกตาหมาป่าของมันจนโตแล้วกล่าวว่า“ ชีวิตมนุษย์มีแค่กี่ปีกัน ท่านแข็งแกร่งมากพอแล้ว ทะนุถนอมวันเวลาไว้เถิด”
เจียงฉางเซิงปรายตามองมัน เอ่ยอย่างมีนัยยะว่า “เจ้าคิดว่าเมื่อข้าตายแล้วก็จะครอบครองต้นไม้วิญญาณปฐพีแต่เพียงผู้เดียวใช่หรือไม่”
ไป๋ฉีทำตัวไม่ถูกรีบร้อนส่ายหัว
“สัตว์ปีศาจก็เพียงมีชีวิตอยู่นานกว่ามนุษย์เท่านั้น แต่ก็ต้องตายในไม่ช้าก็เร็ว ยอดปีศาจอายุพันปีในหล้านี้เป็นเพียงเรื่องเล่าเท่านั้น อย่างไรข้าก็ยังไม่เคยพบเห็นมาก่อนเลย” ไป๋ฉีพูดอย่างจริงจัง
เจียงฉางเซิงหัวเราะร่วน “ในเมื่อเป็นเรื่องเล่า เช่นนั้นก็มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นความจริง หากตั้งใจบำเพ็ญเพียรให้ดี เจ้าอาจได้เป็นเรื่องเล่าคนต่อไป”
ไป๋ฉีได้ฟังพลันมีความหวังโชติช่วงขึ้นมาในใจ
จะเป็นไปได้จริงหรือไม่หนอ
…
ปีเฉียนอู่ที่สิบ เจียงฉางเซิงอายุครบหกสิบปี คนอื่นๆ ในรุ่นเดียวกันต่างผมหงอกกันไปหมดแล้ว มีเพียงเขาที่ยังคงมีรูปลักษณ์เหมือนอายุสิบแปดปี เรื่องนี้แพร่หลายไปในหมู่ชาวบ้านจึงทำให้แต้มเซ่นไหว้ของเขาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว
ในที่สุดหลี่หมิ่นก็ฝึกวิชาดาบมารสังหารเทพสำเร็จ จึงไม่ได้มาฝึกยุทธ์บ่อยครั้งอีก แต่ไปทำงานให้หลี่กงกงแทน
วันนี้ฮวาเจี้ยนซินพาเด็กชายตัวน้อยคนหนึ่งเข้ามาในเรือน
เขาก็คือเจียงซิ่ว องค์รัชทายาทองค์ปัจจุบัน ปีนี้อายุหกขวบ
เจียงฉางเซิงย่อมเคยพบกับเจียงซิ่วมาก่อน เจียงจื่ออวี้เคยพาเขามาก่อนหน้านี้
“เหตุใดเจ้าจึงพาเขามาเล่า”
เจียงฉางเซิงถามด้วยรอยยิ้ม เขากางแขนสองข้างออก เจียงซิ่วก็โผเข้าในอ้อมแขนเขาทันที
“อาจารย์ปู่!”
หว่างคิ้วของเจียงซิ่วก็มีปานลวดลายมรรคาเช่นเดียวกัน เรื่องนี้แพร่ไปทั่วใต้หล้าแล้ว ต่างว่ากันว่าฮ่องเต้แห่งราชสกุลเจียงล้วนมีรอยประทับอันเป็นลิขิตสวรรค์อยู่
เจียงซิ่วเรียกเขาว่าอาจารย์ปู่ก็เป็นความประสงค์ของเจียงฉางเซิงด้วย เนื่องจากเขาตัดสินใจว่าจะปกปิดความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเจียงจื่ออวี้ต่อไป เมื่อราชวงศ์จิ่งสืบทอดต่อไปรุ่นแล้วรุ่นเล่า หากให้คนรู้ว่าเขาเป็นโอรสของเจียงยวนก็เกรงว่าวันหน้าจะยุ่งยากเกินไป
เมื่อเทียบกับศัตรูแล้ว เจียงฉางเซิงกลับกลัวความยุ่งยากจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มากกว่า
ฮวาเจี้ยนซินกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “เขาอายุหกขวบแล้ว ข้าเตรียมจะเริ่มสอนวิชายุทธ์ให้เขา วางใจเถิด จะไม่รบกวนท่านแน่นอน ข้าจะสอนเอง เมื่อท่านว่างค่อยมาชี้แนะเล็กน้อยเป็นพอแล้ว”
เจียงซิ่วเอ่ยฮึดฮัดว่า “ไม่เอา ไม่เอา ข้าจะให้อาจารย์ปู่สอน”
ใบหน้าน้อยๆ แสนงามของเขาโมโหจนแก้มพอง ดูเหมือนเด็กผู้หญิงเหลือเกิน
ทำเอาเจียงฉางเซิงเบิกบานใจนัก จึงเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “อาจารย์ปู่ไม่สอนเจ้าหรอก เจ้าไม่เอาของกินอร่อยๆ มาให้อาจารย์ปู่สักนิด”
เจียงซิ่วเกาหัวยิ้มเคอะเขิน กล่าวว่า “วันหน้าจะต้องเอาของกินอร่อยๆ มาแน่นอนขอรับ”
เขาเริ่มอ้อน ทำให้เกิดเสียงหัวเราะรื่นเริงในเรือนไม่ขาดสาย
ไป๋ฉีเห็นแล้วกลอกตามองบน คิดในใจว่า ‘บอกว่ากลัวยุ่งยาก เห็นๆ อยู่ว่าเบิกบานใจหนักหนา’
ผ่านไปครู่หนึ่ง ฮวาเจี้ยนซินก็เริ่มสอนวิชายุทธ์ให้เจียงซิ่วด้วยการให้ฝึกวิถีสวรรค์พิภพวิถีสวรรค์พิภพ เริ่มปูพื้นฐานกำลังภายในให้ดีเสียก่อน
“น่าเสียดาย พรสวรรค์ด้านยุทธ์ของเจ้าหนูนี่ไม่สู้พ่อของเขา จึงยากจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ด้านยุทธ์ได้”
เจียงฉางเซิงมองพักหนึ่งแล้วก็เก็บสายตากลับมา ก่อนจะเริ่มบำเพ็ญเพียรเช่นกัน
…
ย่างเข้าสารทฤดู อารามมังกรผงาดมีใบไม้สีเหลืองเต็มภูเขาทำให้เกิดทัศนียภาพอีกอย่างหนึ่ง ผู้มาทำบุญที่ขึ้นและลงเขายังคงมีมากเช่นเดิม มีขุนนางผู้สูงศักดิ์ มีชาวบ้านทั่วไปและมีชาวยุทธ์ในยุทธภพด้วย
ภายในเรือน เจียงฉางเซิงกำลังหลอมโอสถ
หลี่หมิ่นยืนอยู่ข้างเจียงฉางเซิง เอ่ยเบาๆ ว่า “ระยะนี้ชาวยุทธ์ในเมืองหลวงเพิ่มมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นมีคนจำนวนไม่น้อยที่คนของข้าไม่อาจมองระดับยุทธ์ออกได้ การสอบเคอจวี่ด้านบู๊ก็ยังไม่ได้เริ่มในเร็ววันนี้ เกรงว่าจะเกิดเรื่องพลิกผันขึ้น”
เจียงฉางเซิงถามว่า “หลี่กงกงเล่า เหตุใดจึงไม่มา”
หลี่หมิ่นตอบว่า “สุขภาพไม่สู้ดี จึงพักรักษาตัวอยู่ที่เรือนขอรับ”
เจียงฉางเซิงพยักหน้าน้อยๆ ไม่ได้สอบถามให้มากอีก เขามอบโอสถแก่หลี่กงกงไปไม่น้อยแล้ว แต่วาระสุดท้ายของอีกฝ่ายกำลังจะมาถึง
“ท่านนักพรต เรื่องนี้จะต้องระมัดระวังให้มากขึ้นจริงๆ ยอดฝีมือลึกลับพวกนั้นมักเดินเตร็ดเตร่ไปมาในแถบเขามังกรผงาด…” หลี่หมิ่นกล่าวเตือนอีกครั้ง
เจียงฉางเซิงยิ้มให้ “วางใจเถิด ข้าประมาณการในใจไว้แล้ว”
หลี่หมิ่นกล่าวต่อไปว่า “ความลับเรื่องที่จักรพรรดิตะวันจรัสบรรลุขั้นเทวชนเป็นที่รู้กันทั่วใต้หล้าแล้ว เขาบอกว่าตนได้กินเลือดของอสูรเจิ้ง[1]ภูเขา สำนักต่างๆ จำนวนไม่น้อยจึงพากันไปเสาะหาเจิ้งภูเขากัน จักรพรรดิตะวันจรัสก็ไม่ได้ขยายหอผลาญเพลิงฟ้าออกไปอีก ยังคงตั้งฐานที่มั่นอยู่ที่ยุทธภพทางภาคใต้ ไม่ได้คิดจะขึ้นเหนือมาขอรับ”
เจิ้งภูเขา?
เจียงฉางเซิงกลับเพิ่งเคยได้ยินชื่อนี้เป็นครั้งแรกจึงอดถามความเป็นมาของเจิ้งภูเขาไม่ได้
“ว่ากันว่าเจิ้งภูเขาคล้ายเสือดาวมีหางหลายหาง บนหัวยังมีเขาด้วย ส่วนตัวจริงๆ เป็นเช่นใดนั้นข้าก็ไม่เคยเห็นมาก่อนเช่นกัน มันต่างกับพวกสัตว์ปีศาจอื่นๆ เมื่อเจิ้งภูเขาปรากฏกายในหล้าล้วนมาเพื่อช่วยมนุษย์ จึงถูกขนานนามว่าอสูร กระทั่งมีคนเรียกมันว่าเป็นเทพด้วยขอรับ” หลี่หมิ่นอธิบาย
เจียงฉางเซิงมองไป๋ฉีแล้วเอ่ยถามว่า “เคยได้ยินหรือไม่”
ไป๋ฉีเงยหัวขึ้น หาวครั้งหนึ่งก่อนเอ่ยว่า “ย่อมต้องเคยได้ยิน ที่จริงเจิ้งภูเขาไม่นับเป็นสัตว์ปีศาจ พวกมันแข็งแกร่งมาแต่กำเนิดและเพลิดเพลินกับการช่วยเหลือมนุษย์ แม้ข้าจะไม่เคยเห็นเจิ้งภูเขามาก่อน แต่ก็เคยเห็นอสูรอื่นๆ ที่มักผลุบโผล่ราวกับเป็นเทพหรือภูตผี มองแค่แวบเดียวเจ้าหมอนั่นก็หายวับเข้าไปในเขาลึกๆ แล้ว”
เจียงฉางเซิงรู้สึกว่าน่าสนใจดี สิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ในโลกแห่งยุทธ์นี้ช่างมีมากมายดีจริงๆ
หลี่หมิ่นไม่ได้ประหลาดใจเพราะไป๋ฉีพูดได้มานานแล้ว เขากลับสอบถามมันเพิ่มอีกด้วยเพราะอยากรู้เรื่องเล่าของเจิ้งภูเขาให้มากขึ้น
เวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูปหลี่หมิ่นก็กลับไป เจียงฉางเซิงหลอมโอสถต่อ
ไป๋ฉีเอ่ยว่า “ยอดฝีมือข้างล่างเขามีมากขึ้นเรื่อยๆ จริงๆ เกรงว่าจะมีคนแอบวางแผนบางอย่าง หาไม่แล้วก็จะไม่มาคอยวนเวียนอยู่รอบๆ อารามมังกรผงาดเช่นนี้ จะให้ข้าไปจัดการหรือไม่”
มันเลียริมฝีปาก มันแสดงนิสัยอ่อนโยนยามอยู่ภายในอารามมังกรผงาด แต่ความจริงแล้วมันเป็นสัตว์ปีศาจที่ดุร้ายทีเดียว
มุมปากของเจียงฉางเซิงยกขึ้นน้อยๆ ตายังคงจับจ้องหม้อหลอม กล่าวว่า “ไม่จำเป็น ยังมีคนไม่มากพอ”
การต่อสู้กับหอมังกรมหายานผ่านไปแปดปีแล้ว สำหรับเจียงฉางเซิงเวลาแปดปีนับไม่ได้ว่าเป็นสิ่งใด แต่สำหรับยุทธภพแล้วกลับเป็นยุคใหม่อีกยุคหนึ่ง
คล้ายว่ามีคนที่จำไม่ได้ว่าแท้จริงนั้นเจียงฉางเซิงแข็งแกร่งมากเพียงใด
ก็ถูกอยู่ ต้าจิ่งไม่ได้มีอินเทอร์เน็ตเชื่อมต่อซึ่งกันและกัน ทั้งยังไม่มีคลิปวิดีโอเป็นหลักฐานด้วย
…
เย็นย่ำ ณ โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งในเมืองหลวง
ลู่เฉิงเฟิงแบกหีบไม้ไว้บนหลัง นั่งลงที่โต๊ะตัวหนึ่ง เอาหีบไม้ลงมาวางไว้ที่ข้างโต๊ะ ก่อนเรียกเสี่ยวเอ้อร์มาสั่งอาหาร
เมื่อสั่งสุราอาหารเสร็จ เขาก็อยู่เงียบๆ เงี่ยหูฟังเรื่องที่ผู้คนในยุทธภพคนอื่นๆ ที่อยู่ในชั้นหนึ่งสนทนากัน
“จักรพรรดิตะวันจรัสบรรลุขั้นเทวชนแล้วจริงรึ”
“ใครจะไปรู้ ก็เขาเป็นคนพูดออกมาเอง แต่ในยุทธภพเวลานี้ก็ไม่มีใครเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้จริงๆ”
“ใครว่าไม่มี เทพแห่งยุทธ์บนอารามมังกรผงาดยังมีชีวิตอยู่นะ”
“ท่านเซียนฉางเซิงไม่ได้มาปรากฏตัวเป็นเวลาแปดปีแล้ว ไม่รู้ว่าเวลานี้ระดับยุทธ์เป็นเช่นใดบ้าง”
“ยามที่ท่านเซียนฉางเซิงคว้าตำแหน่งราชันแห่งยุทธภพก็ผ่านไปยี่สิบกว่าปีแล้ว เวลานี้อายุเขาจะมากเท่าใดกัน”
“เล่าลือกันว่าท่านเซียนฉางเซิงรู้วิชาคงรูปลักษณ์ และตัวเขาก็เป็นคนที่อายุเกินร้อยปีที่ไม่ตายสักที จิ๊ๆ ก็ไม่รู้ว่าจะครองยุทธภพต้าจิ่งไปได้อีกสักกี่ปีกัน”
ได้ยินคำพูดเหล่านี้ ลู่เฉิงเฟิงมีหน้าสับสนขึ้นมาทันใด
“คนที่ช่วยข้าในตอนนั้นน่าจะเป็นท่านเซียนฉางเซิงผู้นี้”
เขาแอบคิดอยู่เงียบๆ เขาก็คือคนของสำนักมือปราบปีศาจที่ไล่สังหารไป๋ฉีในครั้งนั้น เนื่องจากครานั้นบาดเจ็บสาหัส กอปรกับใบหยกเกล็ดทองก็น่าตื่นตกใจนักจึงทำให้เขาตกใจกลัวและหนีออกไปจากต้าจิ่ง
เมื่อบาดแผลของเขาหายดีแล้ว สำนักมือปราบปีศาจจึงมอบหมายภารกิจใหม่ให้เขา เนื่องจากเขาเป็นหนึ่งในศิษย์จำนวนน้อยนักของสำนักมือปราบปีศาจที่เคยมายังต้าจิ่ง
เวลานี้เองเสียงหัวเราะเย็นเยียบดังขึ้น “ท่านเซียนฉางเซิงจะนับเป็นสิ่งใดได้ ก็แค่พวกเล่นปาหี่จอมปลอมเท่านั้น ข้าขอถามพวกเจ้าหน่อย พวกเจ้าเคยเห็นหอมังกรมหายานหรือไม่ เคยเห็นท่านเซียนฉางเซิงตัวจริงหรือไม่”
ทุกคนต่างหันหน้าไปมองก็เห็นบุรุษในอาภรณ์สีน้ำเงินผู้หนึ่ง เขานั่งอยู่ริมหน้าต่าง กำลังแกว่งจอกสุรา ใบหน้าเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน
นักดาบผู้หนึ่งค่อนแคะว่า “โห? เจ้าไม่เชื่อรึ เช่นนั้นเจ้าจงไปดูที่สุสานวีรบุรุษสิว่าเจ้ารู้จักยอดคนแห่งยุทธภพเหล่านั้นหรือไม่”
บุรุษอาภรณ์น้ำเงินปรายตามองเขา กล่าวว่า “ยุทธภพเปลี่ยนกลุ่มคนที่อยู่ตำแหน่งยอดสุดทุกๆ สิบปี ยอดคนแห่งยุทธภพเมื่อหลายสิบปีก่อนจะเทียบกับในเวลานี้ได้เยี่ยงไร ก่อนนี้แม้แต่ขั้นเบิกญาณก็ยังนับเป็นสุดยอดยอดฝีมือแล้ว แล้วเหล่าปรมาจารย์ตั้งแต่ก่อนตั้งราชวงศ์จิ่งจะนับเป็นสิ่งใดได้ ทุกท่านอย่าได้ด้อยค่าตนเอง ใต้หล้านี้เปลี่ยนไปแล้ว นับตั้งแต่ต้าจิ่งก่อตั้งแคว้นจนทุกวันนี้ก็เป็นเวลาถึงหกสิบปีแล้ว”
หกสิบปี สำหรับคนส่วนมากแล้วก็คือหนึ่งชั่วชีวิต
คำพูดของเขาทำให้ชาวยุทธ์จำนวนไม่น้อยรู้สึกว่ามีเหตุผล
นับแต่ฮ่องเต้จิ่งอู่จู่ผลักดันให้เกิดกระแสแห่งยุทธ์ ยุทธภพต้าจิ่งก็ค่อยๆ แข็งแกร่งและยิ่งใหญ่ขึ้นทุกวัน เมื่อฮ่องเต้องค์ปัจจุบันขึ้นครองราชย์ก็มีการกระตุ้นเรื่องยุทธ์ขึ้นมาอีกครั้ง กอปรกับการดำรงอยู่ของหอเจินอู่ จำนวนของยอดฝีมือในราชสำนักปัจจุบันนี้ถึงขั้นที่เรียกว่าน่ากลัวเป็นที่สุด มียอดเคล็ดวิชาถ่ายทอดไปในยุทธภพและผลักดันให้ยุทธภพก้าวหน้าไปเช่นกัน
ในทุกๆ เดือนจะมีผู้ทรงอิทธิพล และคนหนุ่มสาวผู้มีพรสวรรค์เกิดขึ้นในยุทธภพ แม้แต่ชาวยุทธ์ที่อยู่ภายในยุทธภพก็ยังสัมผัสถึงคลื่นแห่งยุคของวิถียุทธ์ที่ขยายออกไปอย่างกว้างขวาง
ชาวยุทธ์วัยกลางคนผู้หนึ่งเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “เจ้ามั่นใจในตัวเองนัก เช่นนั้นเจ้ากล้าไปท้าประลองกับท่านเซียนฉางเซิงแห่งอารามมังกรผงาดหรือไม่”
บุรุษอาภรณ์น้ำเงินแค่นเสียงกล่าวว่า “ย่อมไม่กล้า แม้ข้าจะคลางแคลงในตัวท่านเซียนฉางเซิง แต่ฮวงชวนแห่งอารามมังกรผงาดนั่นก็เป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งในอันดับหนึ่งจริงแท้แน่นอน ไม่อาจคลางแคลงได้”
หลายเดือนก่อนฮวงชวนลงเขามาหาพวกหลิงเซียว และได้ใช้กำลังของตนผู้เดียวโจมตีพรรคหนึ่งในยุทธภพ ทำให้มีชื่อเสียงสะท้านยุทธภพ
ชาวยุทธ์ที่อยู่ในโรงเตี๊ยมได้ยินคำพูดนี้ต่างก็เยาะหยันบุรุษอาภรณ์น้ำเงิน พูดเสียยืดยาวสุดท้ายก็แค่คุยโว หลงนึกว่าเป็นยอดฝีมือจากไหนเสียอีก
บุรุษอาภรณ์น้ำเงินโมโหขึ้นมา “แม้ข้าจะไม่กล้า แต่ข้ารู้จักเทพจอมโจร เทพจอมโจรจะขึ้นอารามมังกรผงาดภายในเจ็ดวันนี้ เพื่อขโมยยอดเคล็ดวิชาวิถีสวรรค์พิภพ พวกเจ้าจงดูเถิด อย่างมากอีกเจ็ดวัน อารามมังกรผงาดจะต้องถูกปิด กระทั่งต้องไปรายงานตัวกับสำนักหลังบัลลังก์ อย่างไรท่านเซียนฉางเซิงกับฮ่องเต้องค์ปัจจุบันก็มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันยิ่ง”
คำพูดนี้กลับทำให้ทุกคนเกิดความสนใจขึ้นมาและพากันซักไซ้
คนที่อยู่ภายในโรงเตี๊ยมแห่งนี้ล้วนเป็นชาวยุทธ์ แม้แต่เถ้าแก่ร้านก็เป็นเช่นกัน ฉะนั้นเรื่องใหญ่โตต่างๆ ของผู้คนในยุทธภพเขาก็มักแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน เพราะหากนำไปแจ้งต่อทางการโดยตรง จะทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงและทำการค้าที่อยู่เบื้องหลังเขาต่อไปไม่ได้
ลู่เฉิงเฟิงฟังอยู่เงียบๆ เขาคิดในใจว่า ‘เมื่อต้าจิ่งได้รับมรดกตกทอดจากหอมังกรมหายานก็ต่างจากไปเดิมจริงๆ เมื่อครั้งข้ามาเมื่อยี่สิบปีก่อนวิถียุทธ์ของที่นี่ยังเวิ้งว้างนัก แต่ยามนี้กลับมีกระแสด้านยุทธ์ที่เข้มข้นเหลือเกิน ต้าจิ่งผงาดแล้ว ไม่อาจต้านทานได้โดยแท้’
ทันใดนั้นสายตาของเขาก็ถูกชาวยุทธ์สองคนที่อยู่ตรงมุมร้านดึงดูดเอา ชาวยุทธ์สองคนนี้สวมอาภรณ์สีเทาที่พิมพ์ลวดลายสัตว์อัศจรรย์อยู่
ม่านตาของลู่เฉิงเฟิงหดลงทันใด สายตาจ้องเขม็งไปยังลายรูปสัตว์อัศจรรย์นั้น มันเหมือนกับเสือดาวแยกเขี้ยวกางกรงเล็บแต่มีสามหัว บนหัวยังมีเขาประหลาดที่คล้ายมีสายฟ้าอยู่ด้วย แผ่นหลังมีปีกหนึ่งคู่ ลายภาพสัตว์อัศจรรย์ที่อยู่บนเสื้อผ้าของคนทั้งสองนั้นเหมือนกัน
“รูปสัญลักษณ์ของเขาบริวารเทพ พวกเขามาได้อย่างไร เขาบริวารเทพอยู่ห่างจากต้าจิ่งนับหมื่นลี้เชียวนะ…”
………………………………………
[1]เจิ้ง เป็นสัตว์ประหลาดโบราณในตำนานของประเทศจีน ตัวเป็นเสือดาว ขนสีแดง มีเขาหนึ่งเขาอยู่บนหน้าผาก มีห้าหางและชอบทำเสียงหินกระแทก