เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 64 เทพจอมโจรเข้าอาราม นับแต่นี้เก็บตัวสิบปี
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 64 เทพจอมโจรเข้าอาราม นับแต่นี้เก็บตัวสิบปี
จันทร์กระจ่างดาวพร่างพราย ณ เรือนพักบนเขา
“ยี่สิบสอง ยี่สิบสาม…ยี่สิบเจ็ด ยี่สิบแปด…”
เจียงฉางเซิงนั่งมองทัศนียภาพยามราตรีของเมืองหลวงอยู่บนกิ่งของต้นไม้วิญญาณปฐพี ปากก็กำลังนับจำนวน
เวลาห้ามออกจากเรือนของเมืองหลวงในยามนี้ดึกนัก เวลานี้ยังคงมีแสงไฟสว่างไสวอยู่ เจียงฉางเซิงกำลังนับจำนวนของยอดฝีมือขั้นบรรลุฟ้าที่อยู่เบื้องล่างของภูเขา
เขายังนับโรงเตี๊ยมที่อยู่ในละแวกเขามังกรผงาดด้วย ต้าจิ่งกว้างใหญ่นักจึงมีโรงเตี๊ยมจำนวนนับไม่ถ้วน ทว่าเมื่อมียอดฝีมือมากมายเพียงนี้มารวมตัวกันอยู่ในละแวกใกล้ๆ เขามังกรผงาด พวกเขาจะต้องมีแผนการบางอย่างเป็นแน่
“เทวจิตสามคน บรรลุฟ้าสามสิบหกคน ขบวนทัพไม่เล็กเลย หากเป็นเมื่อสามสิบปีก่อนคงไม่อาจเห็นภาพเช่นนี้ได้”
เจียงฉางเซิงพึมพำกับตนเอง ในแววตาของเขาเต็มไปด้วยความคาดหวัง
ไม่ได้รับรางวัลรอดชีวิตมานานมากแล้ว ควรจะมาได้แล้ว!
ซึ่งนี่ก็คือสาเหตุที่เขามอบมรดกของหอมังกรมหายานให้เจียงจื่ออวี้ ประการหนึ่งเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ต้าจิ่ง อีกประการหนึ่งก็เพื่อเก็บตัวรอโอกาส
ผู้ฝึกยุทธ์แย่งชิงชัยชนะกัน นานวันเข้าย่อมมีคนที่หลงลืมความแข็งแกร่งของเจียงฉางเซิง หรือไม่ก็ไม่ยอมเชื่อ จากนั้นก็จะเดินทางมามอบรางวัลให้เขา
เจียงฉางเซิงรออยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็ฝึกตนอยู่ใต้แสงจันทร์ เก็บรัศมีของเสื้อคลุมขนนกเทพกิเลนไปเสีย เขาเข้าสู่ความมืดมิดและถูกใบไม้บดบังไปโดยสิ้นเชิง
หลังจากนั้นครึ่งชั่วยาม แสงเทียนในอารามมังกรผงาดก็ค่อยๆ ดับลง ความมืดมิดปกคลุมทั่วทั้งอารามมังกรผงาด
ร่างหนึ่งเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วอยู่ในป่า เท้ากระโดดผ่านโขดหิน กิ่งไม้ ยอดหลังคาศาลา ไม่มีเสียงดังแม้แต่น้อย ราวกับเป็นแมลงปอแตะผิวน้ำ
เขากระโดดลอยตัวขึ้นไปกลางอากาศ ภายใต้แสงจันทร์สาดส่อง คนชุดดำผู้หนึ่ง สวมชุดดำไปทั้งตัว เผยเพียงดวงตาและจมูกออกมา เขามีความตื่นเต้นยินดีอยู่เต็มดวงตา
“วันนี้หากข้าขโมยวิชาวิถีสวรรค์พิภพในตำนานไปได้ จะต้องกลายเป็นเรื่องโจษจันในยุทธภพแน่ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์อันใด ยามมาอยู่ตรงหน้าข้าก็เป็นเช่นเรื่องสมมติทั้งสิ้น!”
คนชุดดำคิดอย่างดีอกดีใจ เขากระโดดข้ามประตูทางเข้าอาราม เคลื่อนไหวอย่างว่องไว ศิษย์ที่กำลังฝึกยุทธ์อยู่ในลานต่างๆ ระหว่างทางล้วนไม่ได้สังเกตเห็นเขา
หลายวันมานี้เขาอาศัยฐานะของผู้ที่มาทำบุญเข้ามาสำรวจพื้นที่ต่างๆ ในอารามมังกรผงาดจนเข้าใจละเอียดแล้ว แม้เขาจะไม่เคยได้พบกับท่านเซียนฉางเซิง แต่เห็นชัดว่าที่ต่างๆ ที่ไม่ให้เขาเข้าไปจะต้องซุกซ่อนที่พำนักของท่านเซียนฉางเซิงไว้เป็นแน่
…ค้นให้หมด!
ทว่าเขาโชคดียิ่งนัก จึงสามารถคลำหาเรือนพักของเจียงฉางเซิงได้ในทันที
ไป๋ฉีที่นอนหลับอยู่ใต้ต้นไม้พลันลืมตาขึ้น คนชุดดำตื่นตกใจจนรีบหดหัวเข้าไปหลบอยู่ข้างหลังกำแพงลานทันที เขาสะกดลมหายใจ ควบคุมสติ เคลื่อนลมปราณไปตามเคล็ดวิชา ทำให้กลิ่นอายของตนกลายเป็นความว่างเปล่า
ไป๋ฉีพึมพำ “แปลกจริง…รู้สึกไปเองหรอกหรือ…”
มันปรายสายตาไปยังเจียงฉางเซิงที่อยู่บนต้นไม้ เมื่อเห็นว่าเขายังอยู่จึงวางใจลง ต่อให้ฟ้าจะถล่มลงมาก็มีท่านนักพรตอยู่ แล้วมันจำต้องกลัวสิ่งใด
มันก้มหัวลงนอนหลับต่อ ฝันหวานถึงจอมปีศาจอายุพันปีอาละวาดไปทั่วใต้หล้า ในฝันมันกลายร่างเป็นมนุษย์แล้ว ท่านเซียนฉางเซิงเป็นทาสรับใช้ของมัน กำลังนวดเฟ้นให้มัน สุขสมยิ่งนัก
คนชุดดำเฝ้ารออย่างอดทนอยู่ครึ่งชั่วยามเต็มๆ จึงชะโงกหัวออกไปและเห็นว่าหมาป่าตัวนั้นหลับไปแล้วจึงโล่งอกอยู่ในใจ
“สมกับเป็นนักพรตปีศาจจริงๆ ถึงกับเลี้ยงปีศาจหมาป่าเอาไว้ ดูท่าที่ร่ำลือกันนั้นจะเป็นความจริง ประสาทการดมกลิ่นของหมาป่าศักดิ์สิทธิ์ไป๋ฉีเฉียบคมเพียงนี้ แล้วงูยักษ์ไป๋หลงที่ว่ากันว่าสามารถแปลงกลายเป็นมังกรได้อยู่ที่ใดกัน”
คนชุดดำแอบตื่นตระหนกอยู่ในใจ เมื่อช้อนตาขึ้นมอง ม่านตาก็หดลงทันใด
เขาเห็นไป๋หลงพันตัวอยู่บนยอดเขา ลำตัวงูแสนน่ากลัวนั้นทำเขาขวัญผวา เขาไม่เคยเห็นงูตัวยักษ์เช่นนี้มาก่อน ตัวกว้างเกือบครึ่งจั้งได้กระมัง!
แม่ข้าเอ๋ย เจ้าสัตว์เดรัจฉานนี่คงไม่แปลงกลายเป็นมังกรได้จริงๆ หรอกกระมัง
คนชุดดำแอบด่าทอในใจ จิตใจตึงเครียด ก่อนจะเดินตามกำแพงและแอบเข้ามาภายใต้ต้นไม้วิญญาณปฐพี เขาปีนไปตามต้นไม้ สายตามองไปยังเรือนหลายหลังที่อยู่ภายในลาน หนึ่งในนั้นมีแสงเทียนส่องสว่าง ภายในเป็นฮวาเจี้ยนซินและเจียงซิ่วพักอาศัยอยู่ ฮวาเจี้ยนซินกำลังเล่านิทานเสียงเบาๆ กล่อมให้เจียงซิ่วเข้านอน
“เหตุใดจึงมีแม่ลูกคู่หนึ่งอยู่ เจ้านักพรตปีศาจถึงกับเลี้ยงดูสตรีเอาไว้ด้วย สำหรับนักพรตนี่มิใช่การผิดศีลหรอกหรือ นักพรตปีศาจบังอาจถึงเพียงนี้ มันช่าง…น่าอิจฉาจริงๆ”
คนชุดดำพร่ำบ่นอยู่ในใจ เขาปีนไปข้างหน้าตามกิ่งก้านของต้นไม้ จู่ๆ ก็มีมือข้างหนึ่งจับศีรษะของเขาไว้ ทำเอาเขาตกใจจนตัวแข็งทื่อไปหมด เหงื่อกาฬไหลออกมาไม่กล้าขยับเขยื้อน
เขาท่องยุทธภพมาหลายปีเพียงนี้ มีสิ่งใดบ้างที่จะไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน เขาเคยกระทั่งถูกฝังมาแล้ว ทั้งยังเคยเจอศพเดินได้ ทั้งประสบการณ์และสัญชาตญาณบอกเขาว่านี่จะต้องเป็นมือข้างหนึ่งที่จับหัวเขาอยู่เป็นแน่
คนเป็น?
คนตาย?
หากเป็นคนเป็น เหตุใดไม่ขยับต่อ
แต่หากเป็นคนตาย แล้วเหตุใดจึงมาแขวนอยู่บนต้นไม้
อึดใจนี้คนชุดดำคิดถึงความเป็นไปได้มากมาย เขาค่อยๆ เงยหัวขึ้นอย่างระมัดระวัง สายตาไปสบกับใบหน้าที่หล่อเหลาไม่ธรรมดาใบหน้าหนึ่ง อีกฝ่ายมีรอยยิ้มอยู่ภายใต้ใบไม้ที่มืดสลัว เขาตกใจจนแทบกรีดร้องออกมา แต่เจียงฉางเซิงเข้าไปสกัดจุดปิดเสียงเขาเอาไว้เสียก่อน
คนชุดดำเบิกตากว้าง ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
เจียงฉางเซิงหิ้วตัวเขาลงมาที่พื้นทำเอาไป๋ฉีตกใจตื่น ไป๋ฉีมองคนที่เขาหิ้วอยู่ในมือ เมื่อนั้นก็เบิกตาหมาป่าจนกว้าง ร้องว่า “มีจริงด้วย…”
มันยังพูดไม่ทันจบก็เห็นเจียงฉางเซิงยื่นนิ้วออกมาทำสัญญาณมือว่าไม่ให้ส่งเสียง จึงหุบปากทันใด
เกือบลืมไปแล้วว่าห้ามทำให้จอมเผด็จการตัวน้อยนั่นตื่นขึ้นมา หาไม่แล้วจะต้องอาละวาดขอขี่หลังมันอีกแน่นอน
เจียงฉางเซิงหิ้วคนชุดดำออกไปจากลาน ไป๋ฉีสงสัยจึงรีบตามไป
พวกเขามาตรงหน้าผา เจียงฉางเซิงคลายจุดให้คนชุดดำ
คนชุดดำกระโดดลงไปใต้หน้าผาทันที พลางพูดค่อนแคะว่า “ฮ่าๆๆ นักพรตปีศาจ คิดไม่ถึงกระมัง วิชาตัวเบาของข้านั้นล้ำเลิศที่สุดในยุทธภพ หุบเหวนับหมื่นจั้งข้าท่องไปมา…”
เขายังหัวเราะไม่ทันเสร็จ จู่ๆ ก็พบว่าร่างของตนกำลังลอยขึ้น เจียงฉางเซิงใช้พลังวิญญาณดูดตัวเขาไว้จากระยะไกล และดึงเขากลับมาบนหน้าผา ร่วงลงตรงหน้าเจียงฉางเซิง
ไป๋ฉีหมอบอยู่บนพื้น ดวงตาเต็มไปด้วยแววหยอกล้อ
คนชุดดำทำตัวไม่ถูก แต่สิ่งที่มีมากกว่าคือความหวาดกลัวและสิ้นหวัง
เจียงฉางเซิงเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “บอกชื่อมาเถิด เหตุใดจึงล่วงล้ำเข้ามาในอารามมังกรผงาด”
คนผู้นี้มาที่อารามมังกรผงาดหลายครั้งแล้ว ผู้มีพลังขั้นบรรลุฟ้าท่ามกลางผู้คนที่มาทำบุญย่อมโดดเด่นอย่างเห็นได้ชัด แน่นอนว่าย่อมมีแต่เจียงฉางเซิงที่มองเห็นได้ชัดเจน คนทั่วไปไม่อาจมองพลังยุทธ์ของเขาออกได้
หากมิใช่เพราะคนชุดดำไม่ได้ทำร้ายศิษย์คนไหนภายในอาราม ยามนี้เขาคงต้องกลายเป็นศพไปแล้ว
คนชุดดำสูดหายใจลึกๆ กล่าวว่า “ชาวยุทธภพเรียกขานข้าว่าเทพจอมโจร ข้าอยากสัมผัสสิ่งที่อยู่ภายในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งยุทธภพสักหน่อย ดูว่าจะสามารถขโมยสุดยอดเคล็ดวิชาของผู้อาวุโสได้หรือไม่…”
นอกจากยอมสารภาพออกมาตรงๆ แล้ว เขาคิดว่าหากพูดเหตุผลอื่นไปก็จะต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย นั่นเพราะการล่วงล้ำเข้ามาในเขตอิทธิพลของผู้อื่นในยามวิกาลนับเป็นเรื่องต้องห้ามใหญ่หลวง
เจียงฉางเซิงไม่ได้สังหารเขา ทำให้เขามองเห็นความหวังรำไร
เจียงฉางเซิงถามว่า “เจ้าไม่มีชื่อหรือไร”
คนชุดดำเอ่ยอย่างกระอักกระอ่วน “แต่เล็กมาข้าก็เป็นเด็กกำพร้า อาจารย์เป็นผู้ล้ำเลิศที่สติไม่สมประกอบผู้หนึ่ง จึงตั้งชื่อให้ข้าว่า สวะ…อะแฮ่ม ผู้อาวุโสข้าไม่มีเจตนาร้ายจริงๆ เพียงอยากสร้างชื่อเสียงเท่านั้น คนที่อยู่ในวงการเรานั้น ของที่ขโมยมาได้ยิ่งล้ำเลิศเพียงใด ฐานะของคนที่เราไปขโมยของมายิ่งสูงส่งเท่าใด ชื่อเสียงของพวกเราก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น จากนั้นจึงจะมีคนร่ำรวยทรงอิทธิพลมาหาพวกเรา…”
เขาทรุดตัวลงคุกเข่าตรงหน้าเจียงฉางเซิง โขกหัวสุดชีวิต
“ขอผู้อาวุโสไว้ชีวิต ผู้เยาว์ยอมไปบอกกล่าวทั่วยุทธภพว่าตัวข้าเทพจอมโจรจะไม่เข้ามาในอารามมังกรผงาดอีกแล้ว…”
ไป๋ฉีขบขัน พูดพลางหัวเราะว่า “สวะ อาจารย์ของเจ้านี่อัจฉริยะดีแท้”
เทพจอมโจรสัมผัสได้ถึงความอัปยศแต่ไม่กล้าตอบโต้
เจียงฉางเซิงเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มว่า “เคยได้ยินชื่อของสวีเทียนจีหรือไม่”
เทพจอมโจรเงยหน้าขึ้นตอบ “เคยได้ยินขอรับ หนึ่งในสิบยอดปรมาจารย์แห่งยุทธภพและเป็นชาวยุทธ์ที่มีตำแหน่งทหารสูงสุด”
“ปีนั้นที่สวีเทียนจีมาหาเรื่องที่นี่ เหตุที่เขาสามารถมีชีวิตต่อไปได้เพราะเขามากวาดพื้นให้อารามมังกรผงาดสิบปี เจ้าเลือกที่จะตายหรือเลือกจะกวาดพื้นสิบปีเล่า”
“สิบปีหรือ”
เทพจอมโจรตกใจจนสั่นไปทั้งตัว ชีวิตคนเราจะมีสิบปีสักกี่ครั้งกัน
เจียงฉางเซิงประทับตราประทับเป็นตายภายในกายของเขา เทพจอมโจรสะดุ้งเฮือกตื่นตระหนกเป็นที่สุด เขาสัมผัสได้ถึงพลังอันน่าหวาดกลัวที่ไหลเวียนอยู่ภายในกาย
“ตราประทับเป็นตายนี้ไม่ว่าเจ้าจะหนีไปไกลเท่าใด เพียงข้าเคลื่อนพลัง เจ้าก็จะต้องตาย จงมาเฝ้าภูเขาแต่โดยดีเถิด เจ้ายังหนุ่มแน่น ตอนสวีเทียนจีลงเขาไปคราวนั้นอายุเพิ่งจะสี่สิบเท่านั้น จงสร้างคุณงามความดีตามอย่างเขาเถิด”
เจียงฉางเซิงตบแก้มเทพจอมโจรเบาๆ เอ่ยทั้งหัวเราะเบาๆ พูดจบก็เดินจากไป
หน้าผากของเทพจอมโจรแนบอยู่กับพื้น หลั่งน้ำตาแห่งความอัปยศและสิ้นหวังออกมา
ไป๋ฉีเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ศิษย์น้องตัวน้อย จงอดทนเถิด เวลาสิบปีรวดเร็วนัก แต่แรกนั้นข้าก็เผชิญกับชะตากรรมเดียวกับเจ้า บัดนี้พ้นเวลาสิบปีไปแล้วข้ายังตัดใจลงเขาไม่ได้เลย”
มันหันหลังแล้วรีบวิ่งตามหลังเจียงฉางเซิงไปด้วยท่าทางแสนเชื่อง
เทพจอมโจรสั่นไปทั้งตัว รู้สึกเพียงว่าชีวิตมืดมนไปหมด
…
เช้าตรู่ หน้าประตูขึ้นเขาอารามมังกรผงาดมีคนกวาดพื้นเพิ่มมาคนหนึ่ง ซึ่งก็คือเทพจอมโจร วั่งเฉินมอบชุดนักพรตให้เขาชุดหนึ่ง เวลานี้ดูไปแล้วเหมือนกับศิษย์ของอารามมังกรผงาดไม่ผิดเพี้ยน ใบหน้าของเขาหล่อเหลาหนุ่มแน่นนัก ดูไปแล้วอายุแค่ยี่สิบต้นๆ เท่านั้น
เทพจอมโจรสีหน้าเฉยชา ในใจทุกข์ทรมานเป็นที่สุด
ศิษย์ตัวน้อยคนหนึ่งขยับเข้าใกล้ ถามว่า “ศิษย์พี่ท่านนี้หน้าตาไม่คุ้นเลย ไม่ทราบว่าอยู่ที่เรือนได้หรือ”
เทพจอมโจรกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “ไสหัวไป”
“เหตุใดท่านจึงมาด่ากันเล่า”
“ด่าเจ้าแล้วจะทำไม”
“ท่าน…รังแกผู้อื่น ข้าจะไปขอความยุติธรรมจากอาจารย์ลุงฮวง!”
อาจารย์ลุงฮวง?
หรือจะเป็นฮวงชวนผู้มีชื่อกระฉ่อนผู้นั้น
เทพจอมโจรรีบรั้งตัวเขาไว้ก่อนเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ขออภัยศิษย์น้อง ศิษย์พี่อารมณ์ร้อนไปหน่อย กลางคืนจะพาเจ้าลงเขาไปกินไก่ย่างว่าอย่างไร”
ศิษย์ตัวน้อยเบิกตากว้าง กล่าวว่า “ตกลงขอรับ!”
เทพจอมโจรถามอย่างสงสัยว่า “เจ้ารับปากเช่นนี้เลยหรือ อารามมังกรผงาดกินเนื้อได้รึ”
“กินได้อยู่แล้ว พวกเราบำเพ็ญพรตไม่ได้ออกบวช ต่างกับอารามดั้งเดิม และยังแต่งภรรยามีบุตรได้ด้วย แต่ต้องขอลาจากอารามก่อนจึงจะทำได้” เมื่อนั้นศิษย์ตัวน้อยจึงเข้าใจขึ้นมาว่าที่แท้คนผู้นี้ไม่ใช่ศิษย์พี่แต่เป็นศิษย์น้องต่างหาก
เทพจอมโจรเกิดความสนใจขึ้นมาจึงสนทนากับเขา ทั้งสองคนกวาดพื้นไปพลางสนทนากันไปพลาง ศิษย์ตัวน้อยจึงยิ่งวางท่าสูงส่งขึ้นเรื่อยๆ
ตะวันค่อยๆ โผล่ขึ้นมาทางทิศตะวันออก คนมาทำบุญเริ่มขึ้นมาบนเขา
จวบจนใกล้เที่ยงมีคนในยุทธภพกลุ่มหนึ่งขึ้นมาบนเขา บุรุษอาภรณ์น้ำเงินที่อยู่ในกลุ่มนั้นเห็นเทพจอมโจรก็เบิกตากว้าง รีบเดินเข้าไปตรงหน้าเขาแล้วสอบถามเสียงเบาว่า “พี่ใหญ่ เหตุใดท่านจึงได้มากวาดพื้น…นี่ท่านกำลัง…”
เทพจอมโจรถลึงตาใส่เขา ตอบเสียงเบาว่า “หุบปาก รีบไสหัวลงเขาไป แล้วห้ามพูดออกไปว่าได้พบกับข้าที่นี่”
บุรุษอาภรณ์น้ำเงินเกิดความสงสัยอยู่ในใจ กระซิบถามไปว่า “พี่ใหญ่ เกิดเรื่องอันใดขึ้นกับท่าน”
“พลาดท่าเข้าให้น่ะสิ ต้องเป็นนักพรตกวาดพื้นให้อารามมังกรผงาดสิบปี เจ้าจงไปบอกต่อภายนอกว่าข้าเก็บตัวสิบปี สิบปีให้หลังข้าจะไปหาเจ้า แล้วพวกเราจะไปทำงานใหญ่กัน ไปที่…”
เทพจอมโจรกล่าวจริงจัง จากนั้นยังเคลื่อนสายตาไปจรดที่วังหลวงอีกด้วย
บุรุษอาภรณ์น้ำเงินตื่นตกใจนัก ไม่กล้าคิดให้เลยเถิด จากนั้นก็หันหลังลงเขาไปด้วยความตกใจ ไปให้ไกลจากที่แห่งนี้ ด้วยกลัวว่าเขาจะถูกกักตัวเอาไว้และต้องลงเอยเช่นเดียวกับเทพจอมโจร
เทพจอมโจรมองแผ่นหลังของเขาแล้วถอนหายใจออกมา
ลู่เฉิงเฟิงเดินขึ้นเขามาตามทางเดินบนเขาและบันไดหิน เห็นว่าบุรุษอาภรณ์น้ำเงินที่คุยโวอยู่ในโรงเตี๊ยมเมื่อวานนี้ลงเขาไปด้วยท่าทางหวาดกลัว เขาแอบสงสัยในใจแต่ไม่ได้คิดมากและก้าวเดินขึ้นเขาต่อไป
เขาเดินสวนกับเทพจอมโจร หลังจากซื้อธูปเทียนแล้วก็เดินตรงเข้าไปในอาราม
เทพจอมโจรหันหน้ากลับมาเหลือบมองลู่เฉิงเฟิง คิดในใจว่า ‘ช่างเป็นพลังยุทธ์ที่สูงส่งและลึกล้ำนัก จิ๊ๆ หวังว่าเจ้าจะก่อเรื่องก่อราวสักหน่อย ข้าจะได้สบายใจขึ้นมาบ้าง’
เขาถอนหายใจ นึกเสียใจว่าไม่ควรมาที่อารามมังกรผงาดเลยจริงๆ