เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 65 กรงล้อมมังกร ขี่เมฆาทะยานหมอก
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 65 กรงล้อมมังกร ขี่เมฆาทะยานหมอก
ยามเที่ยงวัน เจียงฉางเซิงทอดถอนใจอยู่ในลานเรือน
ไป๋ฉีถามอย่างแปลกใจ “ท่านนักพรต ถอนหายใจเรื่องใดหรือ”
เจียงฉางเซิงส่ายศีรษะไม่อธิบายอะไร เขาถอนหายใจเรื่องเทพจอมโจร เมื่อคืนวานเขากลับไม่ได้รางวัลรอดชีวิต ดูเหมือนเทพจอมโจรจะไม่ได้ตั้งใจจะมาสังหารคนจริงๆ เพียงต้องการขโมยของเท่านั้น
เจียงฉางเซิงเดินมาถึงใต้ต้นวิญญาณปฐพีก็เริ่มกินโอสถ ไป๋ฉีได้กลิ่นอะไรบางอย่างจึงวิ่งออกจากลานเรือนไปด้านนอก ฝ่ายฮวาเจี้ยนซินกำลังเริ่มสั่งสอนวิชายุทธ์ให้เจียงซิ่ว ส่วนวั่งเฉินถือจอบมุ่งหน้าไปทางภูเขาด้านหลัง
สายลมสารทฤดูพัดผะแผ่ว ใบไม้โปรยปรายร่วงหล่น ยามพวกมันร่วงหล่นมาใกล้เจียงฉางเซิง พวกมันกลับถูกพลังล่องหนกระแทกออกห่างลอยล่องลงไปเกลื่อนพื้น
หนึ่งชั่วยามหลังจากนั้นไป๋ฉีก็กลับมาข้างเจียงฉางเซิงแล้วเอ่ยเสียงเบาว่า “ผู้ฝึกยุทธ์จากสำนักมือปราบปีศาจที่เคยไล่ล่าข้าในอดีตมาแล้ว”
เจียงฉางเซิงหลับตาแล้วตอบว่า “อืม ข้ารู้ตั้งนานแล้ว ไม่ต้องแหวกหญ้าให้งูตื่น”
แม้ไป๋ฉีจะไม่เข้าใจเจตนาของเขา แต่ก็ยังเลือกจะทำตาม อย่างไรเจียงฉางเซิงก็แข็งแกร่งถึงขนาดนั้น ไม่ต้องพูดถึงลู่เฉิงเฟิงเพียงคนเดียว ต่อให้ทั้งสำนักมือปราบปีศาจเดินทางมาก็คงถูกเชือดหมดเกลี้ยง
…
ณ ห้องทรงพระอักษรในวังหลวง
เจียงจื่ออวี้มองกระบะทรายจำลองภูมิประเทศบนโต๊ะแล้วขมวดคิ้ว
แผ่นดินต้าจิ่งกว้างใหญ่ขึ้นแล้ว แต่ทิศตะวันออก ตะวันตกและทิศเหนือยังมีอาณาจักรอยู่อีกมากมาย ส่วนทางใต้ก็เป็น…มหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขตที่ต้าจิ่งยังไม่เคยมุ่งหน้าไปสำรวจ
หานเทียนจียืนอยู่ข้างกระบะทราย กล่าวเสียงเบาว่า “ฝ่าบาท สถานการณ์นี้คือกรงล้อมมังกร ราชวงศ์ของอาณาจักรต่างๆ รอบด้านทยอยถูกสังหาร เห็นชัดว่าเป็นการกระทำของกองกำลังเดียวกัน อำนาจที่ราชวงศ์พวกนั้นครอบครองตกอยู่ในกำมือของศัตรูปริศนา ศัตรูอยู่ในเงามืด แต่พวกเราอยู่ในที่สว่าง จะประมาทมิได้พ่ะย่ะค่ะ”
เจียงจื่ออวี้พยักหน้าตอบ “เราเองก็รู้ แต่เรื่องยุ่งยากก็คือพออาณาจักรพวกนั้นถูกผู้อื่นยึดครอง การค้ากับแคว้นอื่นของต้าจิ่งก็ถูกตัดขาดไปด้วย หากอยากเริ่มสงครามก็ได้แต่เริ่มจากภายใน สั่งสมอาวุธยุทโธปกรณ์และเสบียง เราคิดว่าจะรออีกสักหน่อย ยามนี้ภายในแคว้นต้าจิ่งมีทหารกล้านับล้าน ทหารเกณฑ์ที่เตรียมไว้ก็เกือบจะหนึ่งล้านห้าแสนนาย หากรออีกสักสองสามปี เรามั่นใจว่าจะกวาดอาณาจักรรอบข้างทุกแห่งได้แน่”
“ฝ่าบาท ท่านต้องสร้างกองทัพลับที่ประกอบด้วยสุดยอดยอดฝีมือสักกองหนึ่ง ไว้รับมือกองกำลังลึกลับที่ออกเข่นฆ่าราชวงศ์ของแต่ละอาณาจักรพวกนั้นด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
หานเทียนจีเอ่ยเตือน สายตาของเขาจับจ้องบนแผนที่ของราชวงศ์จิ้น
เจียงจื่ออวี้เอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “เราเองก็คิดเช่นนั้นมานานแล้ว นอกจากนั้น ตอนนี้เราเตรียมจะนำสมบัติวิเศษที่รวบรวมมาได้ในช่วงหลายปีนี้ไปใช้กับคนผู้หนึ่ง ปั้นขั้นเทวชนคนหนึ่งออกมาก่อน เมื่อมีขั้นเทวชนแล้ว กองกำลังลึกลับนั่นย่อมต้องลงมือเองอย่างเลี่ยงไม่ได้”
หานเทียนจีเลิกคิ้ว “ฝ่าบาททรงเลือกผู้ใดไว้หรือ”
“ผิงอัน”
“แม่ทัพใหญ่ผิงอันหรือ ใช้ได้จริงๆ คุณสมบัติร่างกายของเขาน่ากลัวนัก เขาคงจะทนรับความเจ็บปวดที่คนธรรมดายากจะทานทนได้ มั่นใจได้ว่ามีโอกาสบรรลุขั้นเทวชนมากกว่า ยิ่งไปกว่านั้นเขายังฟังคำพูดของฝ่าบาทเพียงคนเดียว”
หานเทียนจีนึกถึงผิงอัน แล้วถอนหายใจอย่างอดไม่ได้
ช่างเป็นคนที่แข็งแกร่งจริงๆ
แม้เขาจะมาจากถ้ำสวรรค์สำแดงเดช แต่ก็ยังต้องตกตะลึงกับพรสวรรค์ของผิงอัน
หากบุคคลเช่นนี้ได้ฝึกวรยุทธ์ที่ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชตั้งแต่เล็ก ยากจะจินตนาการว่าเขาจะบรรลุถึงระดับขั้นใด บางทีการก้าวไปถึงระดับขั้นในตำนานก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
แต่น่าเสียดาย สวรรค์ยุติธรรมนัก พวกเขามอบร่างกายที่เหนือกว่าคนธรรมดาให้ผิงอัน แต่ก็ปล้นเอาสติปัญญาเยี่ยงมนุษย์ของเขาไปด้วย
เวลานี้เององครักษ์ชุดขาวนายหนึ่งก็สาวเท้าเร็วไวเข้ามาส่งจดหมายลับฉบับหนึ่งให้เจียงจื่ออวี้
เจียงจื่ออวี้ฉีกจดหมายออกอ่าน สีหน้าของเขาเย็นยะเยือกในพริบตา
“เหอะ คิดจะใช้วรยุทธ์ต่อต้านหรือ รนหาที่ตาย”
เจียงจื่ออวี้พึมพำเสียงเบากับตนเอง เขาหันไปมององครักษ์ชุดขาวแล้วเอ่ยว่า “จงไปที่หอเจินอู่ เรียกตัวสวีเทียนจีมา”
องครักษ์ชุดขาวเดินออกไปทันที
หานเทียนจีสนใจสวีเทียนจียิ่งนัก เพราะทั้งสองคนต่างมีนามว่าเทียนจีเหมือนกัน เขาถามอย่างสงสัยใคร่รู้ว่า “แม่ทัพสวีอยู่ในหอเจินอู่มาเนิ่นนานถึงเพียงนี้ วรยุทธ์ก้าวหน้าขึ้นบ้างหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
เจียงจื่ออวี้หัวเราะ “แน่นอนอยู่แล้ว ในอดีตเขาเคยเป็นอัจฉริยะวัยเยาว์ผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือทั่วยุทธภพคนหนึ่ง เกือบจะได้กลายเป็นราชันแห่งยุทธภพแล้ว น่าเสียดายยามเยาว์วัยมิรู้ความดันมาท้าสู้กับอาจารย์ของเรา”
ท่านเซียนฉางเซิง!
หานเทียนจีดวงตาเป็นประกาย เขาปรารถนาจะพานพบอันดับหนึ่งแห่งยุทธภพต้าจิ่งคนนี้มาตลอด แต่จนปัญญาที่เจียงฉางเซิงมิยอมพบขุนนางบุ๋นบู๊ในราชสำนัก เขาก็มิสะดวกจะฝืนใจ เขารู้ว่านี่เป็นวิธีหลบเลี่ยงคำครหาของท่านเซียนฉางเซิง
หลายปีที่ผ่านมาขุนนางบุ๋นบู๊ที่อยากประจบท่านเซียนฉางเซิงล้วนถูกหอเจินอู่ตรวจสอบ บางคนถึงกับถูกจัดการอย่างเงียบๆ
อารามมังกรผงาดเป็นขุมกำลังที่ฮ่องเต้ให้ความสำคัญที่สุด เขาไม่อนุญาตให้ผู้ใดละโมบหมายตาอารามมังกรผงาดทั้งสิ้น
…
กลางดึก
ลู่เฉิงเฟิงทำสมาธิโคจรลมปราณอยู่ในโรงเตี๊ยม จู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงผิวปากลอดมาจากนอกหน้าต่าง เขาลืมตาในทันควัน จากนั้นลุกขึ้นสะพายหีบไม้ กระโดดออกไปจากทางหน้าต่าง
เขาลงมาเหยียบบนพื้นถนน ก่อนจะเห็นหน้าต่างของโรงเตี๊ยมใกล้ๆ เปิดออกอย่างต่อเนื่อง ผู้ฝึกยุทธ์คนแล้วคนเล่ากระโดดออกมา
ผู้ฝึกยุทธ์สองคนจากเขาบริวารเทพก็ปรากฏตัวเช่นกัน คนหนึ่งถือดาบ คนหนึ่งถือหอก พวกเขาพยักหน้านิดๆ ให้ลู่เฉิงเฟิง ลู่เฉิงเฟิงก็พยักหน้าตอบ
ผ่านไปครู่หนึ่ง ผู้ฝึกยุทธ์ก็ลงมายืนกันเต็มท้องถนน แต่ละคนมีบรรยากาศรอบตัวที่ไม่ธรรมดา
“ทุกท่าน หลังจากขึ้นเขาไปแล้ว พยายามสร้างความโกลาหลให้ได้มากที่สุด อย่าอยู่รวมกัน เพื่อไม่ให้ถูกนักพรตปีศาจจัดการคราวเดียวหมด เข้าใจหรือไม่”
ผู้ใช้หอกจากเขาบริวารเทพคนนั้นเอ่ยปาก แม้เสียงไม่ดังกังวาน แต่ด้วยการใช้ลมปราณ เสียงจึงลอยเข้าไปในหูของทุกคนอย่างชัดเจน
ทุกคนพยักหน้า หลังจากนั้นจึงเดินตามหลังคนทั้งสองมุ่งหน้าไปยังเขามังกรผงาด หลังจากเข้าสู่เส้นทางขึ้นภูเขาแล้ว พวกเขาก็แยกย้ายกันอย่างรวดเร็ว ต่างคนต่างลักลอบเข้าไปภายในป่า จากนั้นบุกขึ้นไปบนยอดเขาจากคนละทิศทาง
ผู้ใช้หอกกับผู้ใช้ดาบบุกเคียงข้างกัน ผู้ใช้ดาบเอ่ยเสียงเคร่งขรึม “พี่ใหญ่ ไป๋หลงตัวนั้นตัวใหญ่โตขนาดนั้น หากอยากพาตัวไปคงมิใช่เรื่องง่ายนะขอรับ”
ผู้ใช้หอกตอบว่า “จะไม่ขนไปด้วยก็ได้ สิ่งสำคัญก็คือตรวจสอบดูว่าในอารามมังกรผงาดมีสมบัติวิเศษอันใดกันแน่จึงเลี้ยงดูปีศาจงูเช่นนี้ได้”
ผู้ถือดาบถอนหายใจ “ต้าจิ่งมีนักพรตปีศาจเช่นนี้คนหนึ่งก็นับว่าไม่เสียเปล่าที่ก่อตั้งราชวงศ์ขึ้นมาแล้ว ยอดฝีมือที่บุกมาเหล่านี้ส่วนใหญ่มิใช่คนต้าจิ่ง ผู้ที่ทำให้ยอดฝีมือจากอาณาจักรต่างๆ ของสิบสำนักหลังบัลลังก์ต้องเคลื่อนไหวได้ ร้อยปีที่ผ่านมาก็มีเพียงนักพรตปีศาจผู้นี้เพียงคนเดียว”
ผู้ถือหอกไม่เอ่ยตอบ เขาจดจ่ออยู่กับการเร่งเดินทาง
ในเวลาเดียวกันนี้ผู้ฝึกยุทธ์คนอื่นก็กำลังเคร่งเครียดถึงขีดสุด เป้าหมายของพวกเขาก็ไม่ต่างกันมากนัก บางคนมาเพื่อสุดยอดเคล็ดวิชาของเจียงฉางเซิง บางคนมาเพื่อต้นวิญญาณปฐพี
นามของไป๋หลงถูกเล่าลือไปทั่วหล้า สำนักที่พอจะมีขุมกำลังอยู่บ้างล้วนเดาได้ว่าในอารามมังกรผงาดต้องมีสมบัติวิเศษจึงเลี้ยงงูวิเศษเช่นนี้ออกมาได้
สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ สมบัติวิเศษเช่นนี้ช่างล่อตาล่อใจจนยอมแลกได้แม้แต่ชีวิต
ลู่เฉิงเฟิงแห่งสำนักมือปราบปีศาจเดินทางมาหนนี้ก็เพื่อเรื่องนี้เช่นกัน
ลู่เฉิงเฟิงมุดออกมาจากพุ่มไม้แล้วกระโจนขึ้นไปกลางอากาศ เขามองเห็นอารามมังกรผงาดบนเขาแล้ว มันไม่มีแสงเทียน ดูเงียบสงบอย่างยิ่ง
ในตอนนี้เองจู่ๆ เขาก็เห็นแสงสีทองเส้นหนึ่งพุ่งออกมาจากในอารามมังกรผงาด มันบินสูงขึ้นไปถึงตำแหน่งของดวงจันทร์ ทำให้ลู่เฉิงเฟิงกับผู้ฝึกยุทธ์คนอื่นเงยหน้ามองตามสัญชาตญาณ
นั่นมัน…
ลู่เฉิงเฟิงเบิกตาโต จู่ๆ เขาก็หวนนึกถึงค่ำคืนนั้นเมื่อสิบสองปีก่อน
แย่แล้ว!
ลู่เฉิงเฟิงผวาหมุนตัวลงจากเขาทันที แสงสีทองนั่นดิ่งลงมาอย่างรวดเร็ว มันพุ่งทะลุลำคอของผู้ฝึกยุทธ์คนแล้วคนเล่าด้วยความเร็วสูงสุด เสียงกรีดร้องดังขึ้นตรงจุดนั้นจุดนี้ ส่วนมากเพราะตกใจกลัว แต่ภายในเวลาไม่นาน ผู้ฝึกยุทธ์ที่ถูกแทงต่างสิ้นชีพ!
ศิษย์ของอารามมังกรผงาดถูกเสียงดังปลุกให้ตื่น ฮวงชวน วั่นหลี่และหลิงเซียววิ่งออกมาจากเรือนของแต่ละคนอย่างรวดเร็ว
แสงสีทองนั่นวนเป็นวงรอบเขามังกรผงาด มันม้วนตัวควงสว่านลงไปจากเขา ไล่ล่าสังหารผู้ฝึกยุทธ์ตามทางทีละคนๆ ไม่มีผู้ฝึกยุทธ์คนใดขวางกระบวนท่าของมันได้ แม้แต่หลีกหลบก็ไร้หนทาง
ผู้ฝึกยุทธ์สองคนจากเขาบริวารเทพถูกแสงสีทองข่มขวัญจนวิ่งหนีเต็มฝีเท้า
“ช่วย…”
ผู้ฝึกยุทธ์ที่ถือหอกได้ยินเสียงกรีดร้องจากสหายที่อยู่ด้านหลัง เขาหันกลับไปมองตามสัญชาตญาณ แต่ไม่ทันไรแสงสีทองก็ทะลวงผ่านลำคอของเขา ดวงตาของเขาเบิกโพลง แม้แต่ยามก่อนตายก็ยังมองไม่เห็นว่าสิ่งที่สังหารตนคือสิ่งใด
ศพของทั้งสองคนหล่นร่วงลงไปเบื้องล่างแล้วกลิ้งเข้าไปในพงไพร
ลู่เฉิงเฟิงได้ยินเสียงกรีดร้องไล่เข้ามาใกล้ตนเองมากขึ้นเรื่อยๆ บ่งบอกว่าเจ้าสิ่งนั้นไล่ตามเข้ามาใกล้เขาอย่างรวดเร็ว
“ไม่ได้! เป็นเช่นนี้ต่อไปต้องตายแน่!”
ลู่เฉิงเฟิงกัดฟันขบคิด เขาเหินลงเหยียบเส้นทางขึ้นภูเขาแล้วหมุนตัววางหีบไม้ลง เขากระตุ้นลมปราณ ตบฝ่ามือลงบนหีบไม้ กระบี่ไม้เล่มแล้วเล่มเล่าดีดตัวออกมาปักบนโคลนเลนรอบตัวเขาก่อตัวเป็นค่ายกล
เขาเห็นแสงสีทองพุ่งเข้ามาหมายสังหารจึงใช้ค่ายกลกระบี่ทันที สองมือร่ายคาถาอย่างรวดเร็ว ทว่าแสงสีทองเร็วเกินไปแล้วจริงๆ!
เร็วจนขั้นเทวจิตเช่นเขาคนนี้ตามไม่ทัน!
ยามแสงสีทองพุ่งมาถึงตรงหน้าเขา ห้วงเวลาราวกับหยุดนิ่ง เขามองเห็นใบไม้สีทองใบหนึ่ง
พรวด!
ลำคอของลู่เฉิงเฟิงถูกทะลวงจนทะลุ เลือดสาดกระเซ็นบนพื้นดิน เขาเบิกตาโพลง ร่างกายล้มตึงไปด้านหลัง กลิ้งหลุนๆ ลงไปเบื้องล่างจนร่วงหล่นไปจากหน้าผา สุดท้ายก็กระแทกกับตีนเขากลายเป็นกองเลือดเนื้อเละเทะ
บนภูเขา ฮวงชวนวรยุทธ์แข็งแกร่งที่สุด เร็วที่สุด เขาพุ่งออกจากประตูสำนักอย่างรวดเร็วเพื่อตามหาศัตรู แต่ไม่นานเขาก็ค้นพบซากศพ
เขาขมวดคิ้วมองสำรวจต่อไป
ผู้ฝึกยุทธ์เหล่านี้ล้วนตายแล้ว สภาพการตายล้วนเหมือนกันหมด นั่นก็คือถูกอาวุธมีคมบางชนิดเสียบทะลุลำคอ!
ตลอดทางลงเขา ฮวงชวนสูดลมหายใจเย็นยะเยือกเข้าปอด
มีคนตายมากมายนัก!
นับตั้งแต่เสียงกรีดร้องดังขึ้นจนเขาเริ่มขยับตัว ยังเร็วไม่เท่าความตายของคนเหล่านี้
“ฝีมืออาจารย์สินะ…”
ฮวงชวนคิดเงียบๆ ในดวงตาเต็มไปด้วยแววตายำเกรง หัวใจของเขาเกิดความรู้สึกซับซ้อนบางเบา
เขาสงสัยเสมอว่าตนเองจะมีทางไล่ตามวรยุทธ์ของอาจารย์ทันหรือไม่ แต่ตอนนี้เขาตระหนักแล้วว่าตนเองไม่มีทางไล่ตามทัน
…
ภายในลานเรือน เจียงฉางเซิงที่นั่งอยู่บนต้นไม้ยกมือขึ้น แสงสีทองสายหนึ่งบินย้อนกลับมาจากนอกเรือนแล้วมุดหายเข้าไปในแขนเสื้อของเขา
ไป๋ฉีเงยหน้าขึ้นแล้วถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “นั่นคือสิ่งใดหรือ”
มันจำเจ้าสิ่งนี้ได้ เจ้าสิ่งนี้เองที่พามันกลับมายังอารามมังกรผงาด ตราบจนวันนี้มันก็ยังไม่รู้ว่าเป็นสิ่งใด แม้แต่ศาสตราเทพก็ยังไม่มีความสามารถเฉกเช่นนี้
เจียงฉางเซิงหัวเราะ “ทางที่ดีเจ้าอย่าถามดีกว่า ผู้ที่รู้ว่ามันคือสิ่งใดล้วนเป็นคนตายหมดแล้ว”
ไป๋ฉีตัวสั่นทั้งที่ไม่หนาว มันรีบส่ายศีรษะ จากนั้นมันก็ถามต่อว่า “ท่านไม่เหลือคนรอดสักคนไว้ลองถามว่าพวกมันมาเพื่อสิ่งใดหรือ”
เจียงฉางเซิงหลับตา “ไม่จำเป็นต้องถาม คนมากมายเช่นนี้บุกขึ้นเขาแล้วยังพกอาวุธมาอีก ย่อมมีเจตนาจะสังหารคน เป้าหมายไม่ใช่ข้าก็ต้องเป็นของมีค่าอย่างอื่น นี่จะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย ข้าหวังอย่างยิ่งว่าหนหน้าจะมีคนมาเยอะกว่านี้
ไปบอกวั่นหลี่ให้แจ้งทางการ แล้วพาคนไปเก็บศพ คนเหล่านี้ไม่คู่ควรเข้ามาอยู่ในสุสานวีรบุรุษ”
เจ้าพวกที่แอบลับๆ ล่อๆ เข้ามาจะคู่ควรเรียกว่าวีรบุรุษได้เช่นไร
ไป๋ฉีพยักหน้าแล้วจากไปทันที
มันลงเขามาก็เห็นศิษย์มากมายกำลังตรวจสอบศพอยู่อย่างวุ่นวาย
วั่นหลี่ลงมาถึงตีนเขาแล้ว เมื่อไป๋ฉีลงมาถึงตีนเขาก็พบศพของลู่เฉิงเฟิง มันเริงร่าทันใด กระซิบถามเสียงเบาว่า “ผู้อื่นไม่รู้ว่าเขาแข็งแกร่งมากเพียงใด แต่เจ้าไม่รู้หรือไร ละโมบเสียจริงนะ กรรมตามสนองแล้ว”
ลู่เฉิงเฟิงเคยช่วยผู้คนจากอันตราย นับว่าเป็นคนดีคนหนึ่ง แต่เขาก็สังหารมนุษย์สังหารปีศาจตามคำสั่งสำนักเช่นกัน ผู้ที่ยืนอยู่บนจุดยืนคนละฝั่งมักจะทำให้คนมองแล้วสับสน เจียงฉางเซิงเคยช่วยเขามาแล้ว แต่ยามนี้เขากลับพาเจตนาร้ายมุ่งมาหา
บางทีนี่อาจเป็นดวงชะตา
อีกด้านหนึ่ง
ในที่สุดเจียงฉางเซิงที่อยู่บนต้นไม้ก็เห็นข้อความแจ้งเตือน
[ปีเฉียนอู่ที่สิบ ผู้ฝึกยุทธ์จากอาณาจักรต่างๆ หมายตาต้นวิญญาณปฐพีกับไป๋หลงจึงลอบเข้ามาในเขามังกรผงาดกลางดึก เจ้าลงมือได้ทันเวลาสังหารพวกเขาจนหมดสิ้น รอดพ้นภัยจากการถูกสังหาร ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นวิชาอาคม นามว่า ‘ขี่เมฆาทะยานหมอก’]
ห่างหายไปตั้งแปดปี ในที่สุดก็ได้รับรางวัลรอดชีวิตแล้ว!
เจียงฉางเซิงอ่านข้อความแจ้งเตือนเสร็จก็เผยรอยยิ้ม นี่ก็คือสาเหตุที่เขาไม่เหลือผู้รอดชีวิตไว้ นั่นก็เพราะว่าเขาอ่านแรงจูงใจของอีกฝ่ายจากข้อความแจ้งเตือนได้
เขาเริ่มรับถ่ายทอดความทรงจำของวิชาขี่เมฆาทะยานหมอกอย่างมีความสุข อาคมนี้ช่างดีนัก การควบคุมกระบี่เหาะเหินเป็นไม้เด็ดของผู้บำเพ็ญพรต แต่ขี่เมฆาทะยานหมอกเป็นไม้เด็ดของผู้บำเพ็ญเซียน
เช้าวันต่อมา ผู้คนที่อาศัยอยู่แถวตีนเขามังกรผงาดต่างคิดว่าเกิดหายนะ ทหารจำนวนมากกำลังขนย้ายศพลงมา วั่นหลี่คุยอยู่กับเจ้าหน้าที่ทางการ
ค่ำคืนเดียวมีผู้ฝึกยุทธ์ตายหลายร้อยคน ช่างน่าตกใจยิ่งนัก ชาวบ้านทั้งหลายต่างซุบซิบกัน พวกผู้ฝึกยุทธ์ต่างหวาดหวั่นขวัญผวา เพราะพวกเขามองออกว่าคนที่ตายเหล่านี้ล้วนเป็นยอดฝีมือ
บุรุษอาภรณ์น้ำเงินคนหนึ่งมองดูภาพนี้จากท่ามกลางฝูงชน เขาลอบยินดีอยู่ในใจ โชคดีที่ก่อนหน้านี้พบเทพจอมโจรแล้วถูกเทพจอมโจรเกลี้ยกล่อมให้ล้มเลิก มิเช่นนั้นเขาก็คงเป็นหนึ่งในศพเกลื่อนพื้นตรงนี้
“ท่านเซียนฉางเซิงแข็งแกร่งจริงๆ ดูท่าจะมิได้มีเพียงชื่อเสียงจอมปลอม”
บุรุษอาภรณ์น้ำเงินแอบทอดถอนใจ หลังจากนั้นจึงหมุนตัวเดินจากไป
ภายในห้องทรงพระอักษรที่วังหลวง
เจียงจื่ออวี้ทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนอารามมังกรผงาดเมื่อคืนจากปากองครักษ์ชุดขาว เขาขมวดคิ้วเอ่ยว่า “ให้คนไปสืบดูซิว่าผู้ฝึกยุทธ์เหล่านี้มาจากที่ใดบ้าง”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
องครักษ์ชุดขาวเดินออกไป
เจียงจื่ออวี้ขมวดคิ้วเป็นปมมากกว่าเดิม เขาคิดว่าคนเหล่านี้มุ่งเป้าไปที่เจียงฉางเซิง
แม้เขาจะเชื่อมั่นในตัวเจียงฉางเซิงอย่างยิ่ง แต่การกระทำของคนเหล่านี้ส่งสัญญาณบางอย่างออกมาอย่างไม่ต้องสงสัย
บ่งบอกว่าศัตรูคิดจะกำจัดขุนเขาใหญ่อันเป็นที่พึ่งพิงสำคัญที่สุดของเขาลูกนี้ก่อน!
……………………………………………