เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 66 สำนักหลังบัลลังก์รุมโจมตี ผิงอันผู้เก่งกาจผิดมนุษย์
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 66 สำนักหลังบัลลังก์รุมโจมตี ผิงอันผู้เก่งกาจผิดมนุษย์
เหนือทะเลเมฆ เงาร่างหนึ่งเหาะเหินประหนึ่งสายลม เขาก็คือเจียงฉางเซิงนั่นเอง เขาเหยียบย่างบนก้อนเมฆาขาว ท่องเที่ยวอยู่บนท้องนภา ห่างจากพื้นดินสูงเกือบพันจั้ง
สายลมโบกพัดเสื้อคลุมขนนกเทพกิเลนกับเรือนผมสีดำของเขา บนใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ในใจเบิกบานอย่างที่สุด
นี่มันสนุกกว่าขี่กระบี่บินเสียอีก แล้วยังเร็วกว่าอีกด้วย!
“วิชาขี่เมฆาทะยานหมอกธรรมดายังเร็วถึงเพียงนี้ หากเป็นวิชาขี่เมฆวิเศษที่ตีลังกาหนึ่งรอบเดินทางได้หนึ่งแสนแปดพันลี้จะรวดเร็วมากเพียงใด ชั่วเวลาที่ตีลังกาหนึ่งรอบจะเหาะเหินข้ามระยะทางหนึ่งแสนแปดพันลี้ได้จริงๆ หรือเปล่านะ…”
เจียงฉางเซิงแอบถอนหายใจ เขาก้มลงมอง สายตาลอดทะลุผ่านทะเลเมฆจนมองเห็นแผ่นดินต้าจิ่ง ขุนเขาเขียวขจีกับผืนธาราสีเขียวคราม เหนือหมู่เขามีเมฆหมอกลอยเวียนวนเสมือนหนึ่งแดนเซียนบนโลกมนุษย์
ก่อนหน้านี้เขาเตร็ดเตร่อยู่แถวเมืองหลวงเท่านั้น ยังไม่เคยได้เห็นต้าจิ่งที่แท้จริง
เขามองเมืองที่ตั้งอยู่กลางหมู่เขา มองถนนหลวงสายแล้วสายเล่าที่มุ่งหน้าไปยังทิศต่างๆ บางครั้งบางคราวก็เห็นเงารถม้ากับผู้คน
ต้าจิ่งในยามนี้เจริญรุ่งเรืองอย่างแท้จริง ทุกหนทุกแห่งล้วนมีผู้คน
เจียงฉางเซิงมองเห็นเด็กน้อยที่พาแกะมากินหญ้าบนเนินเขากำลังฝึกยุทธ์ เจียงฉางเซิงล้วงคัมภีร์เล่มบางจ๋อยเล่มหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ คัมภีร์เล่มนี้เป็นสิ่งที่เขาเขียนขึ้นระหว่างฝึกคัดพู่กันยามเบื่อหน่าย เขาใช้พลังวิญญาณส่งคัมภีร์ลับลอยลงไป
ในคัมภีร์บันทึกวิชายุทธ์ไว้วิชาหนึ่ง ถือเสียว่าเป็นของขวัญที่สวรรค์ประทานให้ก็แล้วกัน
เจียงฉางเซิงแหงนหน้าหัวเราะลั่น จากนั้นจึงเหาะลอยลิ่วจากไป เด็กน้อยบนเนินเขาไม่ได้ยินเสียงหัวเราะของเขา เมื่อคัมภีร์ลับเล่มนั้นลอยเข้ามาในสายตา เขาก็หยุดเท้านิ่งงันอย่างช่วยไม่ได้
“นี่จะกลายเป็นเรื่องเล่าในยุทธภพเรื่องหนึ่งหรือเปล่านะ”
เจียงฉางเซิงตั้งตาคอยอยู่เงียบๆ เขาเริ่มเหาะวนเวียนเตร็ดเตร่ไปยังที่ต่างๆ พยายามทำให้ตนเองปรับตัวเข้ากับวิชาขี่เมฆาทะยานหมอกให้ได้มากที่สุด
…
ปีเฉียนอู่ที่สิบเอ็ด
“เดือนห้า สวีเทียนจีเดินทางลงไปที่เจียงหนาน บุกเดี่ยวตะลุยเข้าไปในหอเพลิงผลาญฟ้า เปิดศึกใหญ่กับจักรพรรดิตะวันจรัสผู้นั้น แม้เอาชนะจักรพรรดิตะวันจรัสไม่สำเร็จ แต่สวีเทียนจีก็พาตัวเองออกมาจากวงล้อมได้อย่างราบรื่น ศึกนี้ทำให้ขวัญกำลังใจของหอเพลิงผลาญฟ้าลดน้อยถอยลงอย่างมาก ในที่สุดยุทธภพก็รู้ว่าจักรพรรดิตะวันจรัสไม่ใช่อันดับสองในใต้หล้าที่แท้จริง”
หลี่หมิ่นเล่าอย่างตื่นเต้น เขารู้ว่าสวีเทียนจีได้รับคำชี้แนะจากเจียงฉางเซิง ตัวเขาเองก็เหมือนกัน ในบางแง่มุมก็นับได้ว่าเขากับสวีเทียนจีเป็นศิษย์ร่วมสำนักกันกึ่งหนึ่ง
เจียงฉางเซิงถามพร้อมรอยยิ้มว่า “หากเป็นเช่นนี้ จักรพรรดิตะวันจรัสคนนั้นก็ไม่ใช่ขั้นเทวชนสินะ”
ขั้นเทวชนจะปล่อยให้สวีเทียนจีหนีรอดไปได้อย่างไรกัน
ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ห่วยเกินไปแล้ว!
หลี่หมิ่นส่ายหน้า “ข้าก็ไม่รู้ชัดเจนนัก สวีเทียนจีก็แข็งแกร่งมากเช่นกัน บางทีเขาอาจเป็นขั้นเทวชนคนต่อไป”
วั่งเฉินเดินเข้ามาเอ่ยยิ้มๆ ว่า “สวีเทียนจีฝึกฝนวิชาตัวเบาที่ยอดเยี่ยมที่สุดของหอเจินอู่มา บางทีระดับขั้นพลังอาจสู้จักรพรรดิตะวันจรัสไม่ได้ แต่เรื่องหนียังทำได้อยู่”
แม้วิชายุทธ์จะสังหารศัตรูข้ามระดับขั้นได้ยาก แต่วรยุทธ์อันสูงส่งบางชนิดก็ทำให้คนหนีรอดจากความตายได้ เหมือนเช่นเทพจอมโจรผู้มีวิชาอันพิเศษและมีวิชาตัวเบาอันเยี่ยมยอด แม้วรยุทธ์จะอยู่เพียงขั้นบรรลุฟ้าแต่กลับหลบพ้นประสาทสัมผัสของไป๋ฉีที่พลังเทียบเท่ากับขั้นเทวจิตได้
แล้วก็เป็นเพราะเหตุนี้ เจียงฉางเซิงจึงไว้ชีวิตเทพจอมโจร คิดว่าหลังจากนี้อาจใช้ประโยชน์จากเขาได้
เจียงฉางเซิงหัวเราะเอ่ยตอบว่า “ดูท่าฝ่าบาทเตรียมตัวจะกำราบหอเพลิงผลาญฟ้าแล้ว”
หลี่หมิ่นหัวเราะหยัน “สมควรกำราบแล้ว หลายปีมานี้หอเพลิงผลาญฟ้ากุมอำนาจยุทธภพแดนใต้ไว้แต่เพียงผู้เดียว พวกเขาเก็บเกี่ยวความมั่งคั่งและทรัพยากรในการฝึกยุทธ์ไปไม่รู้เท่าไร ไม่นานมานี้องครักษ์ชุดขาวจำนวนมากเดินทางออกไปจากเมืองหลวงแล้ว อีกไม่นานจักรพรรดิตะวันตรัสคงได้กลายเป็นหนูข้างถนนแน่”
หอเพลิงผลาญฟ้าแข็งแกร่งอีกเท่าใดก็ไม่มีทางแข็งแกร่งเหนือกว่าราชวงศ์ต้าจิ่ง พวกเขาปกครองหอเจินอู่ บวกกับรับสมัครผู้เข้าสอบจอหงวนบู๊ สั่งสมกำลังมาหลายปี พลังของผู้ฝึกยุทธ์เพิ่มพูนไปถึงจุดที่น่ากลัวอย่างยิ่ง มากพอจะกวาดล้างยุทธภพ
หลี่หมิ่นบอกข่าวคราวอีกสองสามเรื่องก็ลงจากเขาไป
วั่งเฉินกุมด้ามไม้กวาดแล้วถอนหายใจเอ่ยว่า “ไม่พบหลี่กงกงมานานแล้ว คิดถึงเขาอยู่เหมือนกัน”
เส้นผมของเขาค่อยๆ ถูกย้อมด้วยสีขาว ความเยาว์วัยลาจากเขาไปแล้ว
เจียงฉางเซิงเอ่ยว่า “ต่างคนต่างมีชะตา เขามีชีวิตอยู่มานานมากพอแล้ว”
หลี่กงกงอายุน้อยกว่าหลี่ยวนเพียงไม่กี่ปี ตอนนี้ต้าจิ่งก่อตั้งแคว้นมาหกสิบเอ็ดปี ก็เท่ากับว่าหลี่กงกงอายุเกินเก้าสิบปีแล้ว
วั่งเฉินยิ้ม “ท่านนักพรต ข้าว่าท่านไม่แก่ชราลงเลยจริงๆ อย่างฮวาเจี้ยนซิน แม้รูปลักษณ์จะเยาว์วัย แต่ยามเผชิญหน้ากับองค์รัชทายาทก็ยังเผยร่องรอยของคนที่ผ่านกาลเวลามาแล้วบ้าง แต่ท่านกลับเหมือนคนอายุสิบแปดจริงๆ”
เจียงฉางเซิงส่ายศีรษะ “อาจเป็นเพราะข้าไม่ลงจากเขา ไม่เหมือนนาง ผ่านความเป็นความตาย บุญคุณความแค้นมามากเกินไป”
วั่งเฉินคิดว่าเป็นไปได้ แต่เขานับถือเจียงฉางเซิงจากใจจริง ผู้ที่อยู่แต่บนเขาตลอดเวลาได้จึงจะเป็นผู้บำเพ็ญพรตที่แท้จริง
ตอนนั้นเองฮวงชวนก็ก้าวเท้าเร็วไวเข้ามาบอกว่า “อาจารย์ เจ้าหนูหลิงเซียวคนนั้นลงเขาไปอีกแล้ว ข้าดูแล้วเขาต้องไปแก้แค้นแน่”
การเดินทางลงจากเขาหนก่อนของหลิงเซียวไม่ราบรื่น แม้จะพาศิษย์ใหม่กลับมาได้จำนวนหนึ่ง แต่ก็สูญเสียสหายร่วมสำนักไปสองคน เหตุการณ์มีอยู่ว่าระหว่างทางเขาทำตัวเป็นผู้กล้าผดุงความยุติธรรม ช่วยสตรีมานางหนึ่ง แต่ศัตรูของสตรีนางนั้นตามล่าไม่หยุด หลิงเซียวถูกคนทั้งสำนักของอีกฝ่ายกลุ้มรุมโจมตี ต้องทนเห็นสตรีนางนั้นถูกสังหารกับตา ก่อนจะพาศิษย์ทั้งหลายหลบหนีมาได้ โชคดีที่ฮวงชวนเร่งตามไปทันจึงช่วยพวกเขาเอาไว้ได้ ศึกนั้นทำให้ฮวงชวนสร้างชื่อเลื่องลือไปทั่วยุทธภพ
ทว่าหลิงเซียวกลับเปลี่ยนไป ก่อนหน้านี้เขาเป็นคนขี้อาย แต่ตอนนี้กลับเงียบขรึม เขาอาศัยพรสวรรค์คู่กับวิชาวิถีสวรรค์พิภพ เหยียบเข้าสู่ขั้นบรรลุฟ้าในปีนี้ได้สำเร็จ พลังเปลี่ยนโฉมไปไม่เหลือเค้าเดิม
เจียงฉางเซิงตอบว่า “ปล่อยเขาไปเถิด แต่ไหนแต่ไรยุทธภพก็เกิดบุญคุณความแค้นได้ง่ายดายอยู่แล้ว”
เรื่องเช่นนี้ เขาเห็นมาจนชาชิน
ในอดีตศิษย์พี่ใหญ่ของเขายังเคยกลายเป็นพรรคมารเพื่อสตรีเพียงนางเดียวเสียด้วยซ้ำ
ฮวงชวนถอนหายใจเอ่ยว่า “เขาไม่ได้ชอบสตรีนางนั้นเสียหน่อย ก็แค่กล้ำกลืนโทสะนี้ไม่ลงเท่านั้น ยุทธภพมีกฎของยุทธภพ การเข่นฆ่าในยุทธภพ ขอเพียงไม่เป็นเรื่องใหญ่ ทางการก็จะไม่ยุ่งเกี่ยว ดังนั้นเขาจึงคิดจะพึ่งตัวเอง”
ไป๋ฉีหยอกล้ออยู่ด้านข้าง “เหตุไฉนเจ้าไม่มีช่วงเวลาที่ทำตัวบ้าบอเช่นนี้บ้างเล่า”
ฮวงชวนเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ “ท่านปู่ของข้าเป็นถึงประมุขพรรคมาร ข้าเห็นความเป็นความตายมาตั้งแต่เล็ก เจ้าหนูหลิงเซียวคนนั้นจะสู้ข้าได้อย่างไร”
“โอ๋ เหตุไฉนข้าเคยได้ยินว่ามีคนเคยถูกหอเพลิงผลาญฟ้าไล่ล่าจนวิ่งเตลิดขี้หดตดหายกลับมาที่อารามกันนะ”
“เจ้าไปฟังใครเล่ามา”
หนึ่งมนุษย์หนึ่งหมาป่าเริ่มโต้คารมกัน สำหรับไป๋ฉีผู้ปากสุนัขเป็นปกตินิสัย นี่นับเป็นความบันเทิงเพียงหนึ่งเดียวของมัน ผ่านไปไม่นานชิงขู่ก็มาเยือนบ้าง วันนี้ช่างครึกครื้นจริงๆ
ชิงขู่ล่วงเข้าสู่วัยฉกรรจ์แล้ว ยามนี้เขามีบารมีในอารามมากนัก บารมีของเขามีมากกว่าศิษย์พี่ใหญ่อย่างวั่นหลี่เสียอีก ลูกศิษย์อายุน้อยจำนวนมากต่างหวาดกลัวเขา
“ศิษย์พี่มีคนเดินทางมาหา บอกว่าเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ขอรับ” ชิงขู่บอกด้วยสีหน้าซับซ้อน
ตราบจนบัดนี้การจากไปของท่านนักพรตชิงซวีก็ยังเป็นหนามตำใจของลูกศิษย์รุ่นเก่าแก่ทั้งหลาย พวกเขาไม่รู้ว่าเหตุใดท่านนักพรตชิงซวีจึงจากไป
เจียงฉางเซิงสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย เอ่ยว่า “หากมีจดหมายของอาจารย์ก็ให้เขาเข้ามาพักเถิด”
ชิงขู่ตอบว่า “เขาบอกว่าต้องการพบท่าน หากท่านไม่ยอมให้พบ เขาก็จะไม่เหยียบเข้ามาในอารามมังกรผงาดขอรับ”
เดิมทีเจียงฉางเซิงจะตอบว่าไม่เข้าก็ไม่เข้าสิ แต่เมื่อคิดอีกทีพฤติกรรมของคนผู้นี้ดูแปลกพิกล แล้วเรื่องนี้ยังเกี่ยวพันถึงท่านนักพรตชิงซวีด้วย เขาจึงตอบว่า “ก็ได้ ให้เขาเข้ามาเถิด”
ชิงขู่หมุนตัวเดินจากไปทันที
ฮวงชวน วั่งเฉินเดินออกไปอย่างรู้สถานการณ์ ในเรือนจึงเหลือเพียงไป๋ฉีกับเจียงฉางเซิง ส่วนฮวาเจี้ยนซินกลับวังไปอยู่เป็นเพื่อนเจียงซิ่วแล้ว ยามนี้นางไม่ฝึกยุทธ์แล้ว นางทุ่มเทความคิดไปกับการดูแลเจียงซิ่วเพียงอย่างเดียว ความรักที่ท่านย่ามีให้หลานช่างเข้มข้นเหลือเกินจริงๆ เรื่องนี้ทำให้เจียงฉางเซิงต้องถอนหายใจอยู่บ่อยๆ
หลังจากเวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป ชิงขู่ก็พานักพรตคนหนึ่งเดินเข้ามาในเรือน
คนผู้นี้สวมอาภรณ์นักพรตสีดำ มองดูแล้วอายุราวสามสิบปี บนริมฝีปากมีไรหนวดประดับจางๆ แลดูเหมือนผ่านชีวิตมาไม่น้อย
สายตาของเขาจับจ้องบนร่างเจียงฉางเซิง สีหน้าก็เผยความตกใจอย่างห้ามตนเองไม่ได้ เห็นได้ชัดว่าเขาตกตะลึงกับความเยาว์วัยของเจียงฉางเซิง
เจียงฉางเซิงส่งสายตาให้ชิงขู่ ชิงขู่จึงถอยออกไปทันที
นักพรตอาภรณ์สีดำสูดหายใจลึกเฮือกหนึ่งแล้วประสานมือคำนับเอ่ยว่า “คารวะศิษย์พี่ฉางเซิง อาตมามีนามว่าหนิงขู่”
เจียงฉางเซิงยกมือทำท่าบอกให้เขานั่งลง หลังจากนั้นก็รินชาให้เขา
เมื่อหนิงขู่นั่งลงแล้ว เจียงฉางเซิงจึงถามว่า “มิทราบว่าอาจารย์อยู่ที่ใด”
หนิงขู่สีหน้าซับซ้อนเอ่ยปากเล่าว่า “ท่านอาจารย์ออกไปจากต้าจิ่งแล้ว แต่เดิมเขาอยากมาส่งข้าที่อารามมังกรผงาด แต่มีหนหนึ่งพวกเราพบผู้ฝึกยุทธ์หลายคนในโรงเตี๊ยมชนบทแห่งหนึ่ง พวกเขากล่าวว่าตนเองมาจากสำนักหลังบัลลังก์ ยามนั้นข้าไม่เข้าใจว่าสิ่งใดคือสำนักหลังบัลลังก์ หลังจากนั้นอาจารย์จึงบอกข้าว่าสำนักหลังบัลลังก์ก็คือสำนักที่แข็งแกร่งจนมีอำนาจเหนือราชวงศ์ อาจารย์ได้ยินว่าสำนักหลังบัลลังก์เตรียมจะจับมือกันจัดการต้าจิ่ง วันนั้นผู้ฝึกยุทธ์กลุ่มนั้นฆ่าล้างบางคนในโรงเตี๊ยมแล้วไล่ล่าข้ากับอาจารย์ โชคดีที่พวกเรากระโดดลงทะเลหนีพ้นภัยมาได้อย่างหวุดหวิด ต่อมาจึงหลบขึ้นไปบนเกาะกลางทะเลแห่งหนึ่งเพื่อรักษาตัว เวลาผ่านไปถึงสองปี พวกเราจึงหวนกลับมาอาณาจักรต้าจิ่งอีกหน อาจารย์ให้ข้านำข่าวกลับมาบอกท่าน ส่วนเขาเดินทางไปนอกอาณาจักรต้าจิ่งเพื่อหาหนทางรอด”
เจียงฉางเซิงสีหน้านิ่งสนิทถามว่า “มีสำนักหลังบัลลังก์ร่วมมือกันกี่แห่ง”
“สองแห่ง”
“สองแห่งเท่านั้นเองหรือ”
“ขอรับ พวกเขาเตรียมตัวจะชักเชิดอาณาจักรโดยรอบให้ล้อมโจมตีราชวงศ์จิ่ง พวกเขารู้ว่าท่านแข็งแกร่งมาก แต่ไม่ว่าอย่างไรท่านก็มีเพียงคนเดียว คงจะรอจนแผ่นดินต้าจิ่งย่อยยับแล้วค่อยคิดหาวิธีจัดการท่าน”
คำพูดของหนิงขู่ทำให้เจียงฉางเซิงเลิกคิ้ว
ก็จริงดังว่า ต่อให้เขาแข็งแกร่งอีกเท่าใดก็แข็งแกร่งแค่คนเดียว อยากปกป้องแผ่นดินอันกว้างใหญ่ย่อมเป็นเรื่องยากเย็น
ต่อให้เขาบุกเดี่ยวเดินทางไปกวาดล้างรังของสำนักหลังบัลลังก์ทั้งสองแห่งด้วยตัวคนเดียว อีกฝ่ายก็หลบหนีได้ พวกเขาสามารถยื้อยุดไปเรื่อยๆ จนกว่าต้าจิ่งจะพินาศ
จู่ๆ เจียงฉางเซิงก็รู้สึกถึงแรงกดดัน
เขาไม่กลัวศัตรูจำนวนมาก กลัวก็แต่ศัตรูที่ใช้สมอง
หนิงขู่ล้วงจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ หลังจากนั้นก็ยกถ้วยชาดื่มรวดเดียวจนหมดแล้วลุกขึ้นหมายจะเดินจากไป
เจียงฉางเซิงถามว่า “เจ้าจะไปที่ใด”
หนิงขู่เอ่ยว่า “ไปตามหาอาจารย์ขอรับ หนนี้ข้าเดินทางมาเพื่อนำคำพูดมาบอกท่านเท่านั้น”
“ใต้หล้ากว้างใหญ่ เจ้าจะไปตามหาจากที่ใด เหตุใดมิอยู่ที่นี่เล่า”
“ชีวิตนี้ของข้าอาจารย์เป็นผู้ช่วยไว้ ข้ามิใช่ศิษย์ของอารามมังกรผงาด อาจารย์อยู่ที่ใด ที่นั่นจึงจะเป็นบ้านของข้า”
หนิงขู่ไม่แม้แต่จะหันหลังกลับมามอง เขาก้าวออกไปจากลานเรือน
เจียงฉางเซิงได้ยินดังนี้ก็ไม่ขัดขวางอีก
ต่างคนต่างมีปณิธาน ท่านนักพรตชิงซวีเลี้ยงดูศิษย์เช่นนี้ออกมาได้ก็คงโล่งใจแล้ว
แต่เจียงฉางเซิงเอาอย่างเขาไม่ได้หรอก เมืองหลวงและอารามมังกรผงาดในยามนี้ล้วนต้องการเขา เขาจากไปไม่ได้
เจียงฉางเซิงแกะจดหมายออกมา เนื้อหาด้านในคล้ายกับสิ่งที่หนิงขู่บอก มันไม่มีถ้อยคำถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ เป็นเหมือนกับจดหมายแจ้งข่าวธรรมดาๆ ฉบับหนึ่งมากกว่า แต่ประโยคสุดท้ายกลับทำให้หัวใจของเขาวูบไหวเล็กน้อย
‘หากสู้มิไหว ขอเพียงตนปลอดภัย’
เจียงฉางเซิงเก็บจดหมายไว้อย่างดี หลังจากนั้นจึงเรียกแต้มเซ่นไหว้ออกมาดู
[แต้มเซ่นไหว้ปัจจุบัน 74,003 แต้ม]
“หากสำนักหลังบัลลังก์ทั้งหมดที่เตรียมตัวจะล้อมโจมตีต้าจิ่งมารุมโจมตีข้า ข้าจะกำราบพวกเขาได้อย่างง่ายดายหรือไม่”
[ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้จำนวน 4,000 แต้ม ต้องการดำเนินการต่อหรือไม่]
สี่พัน ก็ไม่มากจนน่าเหลือเชื่อเกินไปนัก
ความยุ่งยากอยู่ที่อีกฝ่ายมุ่งเป้าไปที่ต้าจิ่งก่อน
เจียงฉางเซิงเลือกไม่อย่างเงียบๆ หลังจากนั้นจึงส่งข่าวไปให้เจียงจื่ออวี้ที่อยู่ในวังหลวง ให้เขาเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ
…
ปีเฉียนอู่ที่สิบสอง ฮ่องเต้ประกาศราชโองการ เคลื่อนกองทัพแปดแสนนายไปยังชายแดนอาณาจักรของราชวงศ์จิ้น เขาเตรียมตัวจะฮุบอาณาจักรจิ้นก่อน!
เดือนต่อมา ข่าวใหญ่เรื่องหนึ่งก็สั่นสะเทือนยุทธภพของต้าจิ่ง จักรพรรดิตะวันตรัสของหอเพลิงผลาญฟ้าสวามิภักดิ์ต่อราชสำนัก กลายเป็นแม่ทัพขั้นสี่ ลูกศิษย์ของหอเพลิงผลาญฟ้าทั้งหมดเข้าร่วมกองทัพ ร่วมเดินทางไปยังอาณาจักรจิ้นด้วย
ตอนที่เจียงฉางเซิงทราบข่าวนี้ก็ค่อนข้างประหลาดใจเช่นกัน เขาได้ยินหลี่หมิ่นบอกว่าฮ่องเต้เขียนจดหมายลับฉบับหนึ่งให้องครักษ์ชุดขาวนำไปมอบให้จักรพรรดิตะวันจรัส เนื้อหาข้างในคือสิ่งใด คนของเขาสืบมาไม่ได้ ฮวาเจี้ยนซินก็ออกจากสังกัดองครักษ์ชุดขาวมาแล้ว นางจึงไม่มีอำนาจที่จะรู้เช่นกัน
ค่ำคืนวันนี้
เจียงฉางเซิงกับไป๋ฉีต่างลืมตาขึ้นมาพร้อมกัน แม้แต่ไป๋หลงที่กำลังนอนอุตุอยู่ก็ผงกหัวมองไปทางวังหลวงด้วย
กลิ่นอายเช่นนี้มัน…
ขั้นเทวชน!
ขั้นเทวชนตัวจริง!
กลิ่นอายแข็งแกร่งกว่าหลวงจีนเทวะตัดใจที่เผาผลาญเลือดลมของตนเองเสียอีก!
เจียงฉางเซิงหรี่ตา กลิ่นอายนี้เป็นของผิงอัน ในที่สุดก็สำเร็จแล้วสินะ
ผิงอันในวัยสามสิบสามปีบรรลุเป็นขั้นเทวชนด้วยการสนับสนุนเต็มกำลังจากเจียงจื่ออวี้ อายุเท่านี้ก็บรรลุขั้นเทวชนแล้ว นี่เป็นอัจฉริยะที่ใต้หล้าต้องตกตะลึงอย่างแท้จริง
เจียงฉางเซิงถอนหายใจอย่างเสียไม่ได้ แม้เจียงอวี่จะโง่เขลา แต่เขาให้กำเนิดบุตรชายที่ดีคนหนึ่งออกมาจริงๆ พรสวรรค์การฝึกยุทธ์ของผิงอันยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เขาเคยพบเห็นมาอย่างแท้จริง ตั้งแต่เล็กก็มีพละกำลังมหาศาล เกิดมาเป็นหน่ออ่อนที่ดีของการฝึกวรยุทธ์ แม้แต่สวีเทียนจีผู้เคยเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งยุทธภพก็ยังหวาดกลัวเขา
น่าเสียดายที่เจียงอวี่วางยาพิษสังหารมารดาของผิงอันเพื่อสนับสนุนบุตรนอกสมรส ทำให้ผิงอันเกิดมาพิการทั้งชีวิต บางทีนี่อาจเป็นลิขิตฟ้า ฟ้าไม่ยินยอมให้ผิงอันที่สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ได้ถือกำเนิดมาบนโลกใบนี้
จะว่าไปแล้ว แม้พรสวรรค์ของผิงอันจะน่ากลัว แต่เหตุสำคัญที่เขาบรรลุขั้นเทวชนได้ ก็เพราะเจียงจื่ออวี้ตัดใจยอมสละสมบัติวิเศษที่ทุ่มกำลังทั้งแว่นแคว้นเสาะหารวบรวมมาได้ในช่วงหลายปีนี้ให้ผิงอันเพียงผู้เดียว แค่สระน้ำสมุนไพรที่ต้องแช่มาสองปีเต็มก็มากมายเพียงใดแล้ว โชคดีที่ทำสำเร็จ
……………………………………………