เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 67 เจียงฉางเซิงให้ท้าย หนึ่งคนคือหนึ่งกองทัพ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 67 เจียงฉางเซิงให้ท้าย หนึ่งคนคือหนึ่งกองทัพ
ราตรีนี้ เหล่ายอดฝีมือที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงต้องตื่นตกใจ พวกเขาพากันขึ้นไปอยู่บนหลังคาและมองไปยังทิศทางของวังหลวงด้วยความตกใจและหวาดกลัว ความน่าเกรงขามของเทวชนทำให้เหล่าชาวยุทธ์ขวัญผวา
เดิมทีพวกเขานึกว่ามียอดฝีมือลึกลับเข้าโจมตีวังหลวง แต่เมื่อเห็นว่าวังหลวงไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ แม้แต่ทหารองครักษ์ที่ลาดตระเวนอยู่รอบกำแพงวังก็ยังไม่มีท่าทีใดๆ พวกเขาจึงตระหนักได้ข้อหนึ่งว่ายอดฝีมือลึกลับผู้นั้นอาจเป็นคนของฮ่องเต้ที่เพิ่งบรรลุขั้นเทวชนสำเร็จ!
“ช่างเป็นกลิ่นอายที่แข็งแกร่งเหลือเกิน!”
“มียอดฝีมืออยู่ในวังหลวงด้วย หรือว่าจะเป็นฮ่องเต้กัน”
“อาจเป็นไปได้ ว่ากันว่าฮ่องเต้เป็นศิษย์สายตรงของเทพแห่งยุทธ์แห่งอารามมังกรผงาด สำเร็จยอดวิชาเทพไร้เทียมทานที่ชื่อว่าวิถีสวรรค์พิภพ อานุภาพของมันยากเกินจะจินตนาการได้”
“จิ๊ๆ ต้าจิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกๆ ปีจริงๆ แม้แต่วรยุทธ์ของฮ่องเต้ก็ยังร้ายกาจเพียงนี้ ยุทธภพนี้อยู่ยากนัก”
“นี่ไม่ใช่เรื่องดีหรอกหรือ”
…
เช้าวันรุ่งขึ้น เจียงจื่ออวี้พาผิงอันไปเยี่ยมเจียงฉางเซิง
ฮวงชวนก็เข้ามาสังเกตดูผิงอันในลานด้วย
ผิงอันยังคงแข็งแรงกำยำเช่นเคย ตัวสูงเกือบหกสิบชุ่น แขนขามีกล้ามเป็นมัดๆ รัศมีเยือกเย็นจางๆ แผ่ออกจากผิวกายของเขา นั่นคือปราณทรงพลังที่ฉาบอยู่ทั่วผิวกายซึ่งจะคอยปกป้องเนื้อหนังเอาไว้โดยไม่รู้ตัว
เมื่ออยู่ต่อหน้าเจียงฉางเซิง ผิงอันก็เก็บปราณดุดันของเขาไปทันใด จากนั้นนั่งลงข้างๆ เจียงฉางเซิงอย่างว่าง่ายและเพลิดเพลินกับการให้เขาลูบศีรษะ
“เป็นอย่างไร เราไม่ได้ทำไม่ดีกับเขาใช่หรือไม่”
เจียงจื่ออวี้ในชุดลำลองยิ้มได้อกได้ใจ เมื่อกลับมาในบริเวณเรือนแห่งนี้เขาก็ไม่ได้คงท่าทีเฉกเช่นฮ่องเต้อีกต่อไป
ฮวงชวนเอ่ยทอดถอนใจว่า “นี่ก็คือเทวชนหรือ ช่างร้ายกาจจริงๆ แม้เขาไม่ได้ลงมือ ข้าก็ยังรู้สึกว่าตนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา ลมปราณของเขาน่ากลัวเหลือเกิน ราวกับเปลวเพลิงร้อนแรงที่กำลังแผดเผาทีเดียว”
วั่งเฉินลูบใต้คาง กล่าวว่า “แม้จะบรรลุขั้นเทวชน แต่เขากลับผอมลงนะ”
ไป๋ฉีมองผิงอันอย่างหวาดกลัว มันไม่อาจเข้าใจได้จริงๆ พากันบ่มเพาะคนสมองทึบคนหนึ่งให้เป็นเทวชน ไม่กลัวว่าอีกฝ่ายจะคลุ้มคลั่ง ควบคุมตัวไม่ได้บ้างหรือ
มาบ่มเพาะข้าสิ!
ไป๋ฉีริษยาหนักหนา
เจียงฉางเซิงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ก็ไม่เลวนี่ ไม่ได้บาดเจ็บถึงชีพจรและกระดูกพื้นฐาน แข็งแกร่งกว่าพวกเทวชนที่ข้าเคยพบเสียอีก”
มีเพียงเซียวเต้าเทียนประมุขหอมังกรมหายานที่สยบผิงอันได้
ต้องพูดทีเดียวว่าแม้ต้องการจะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่บ่มเพาะเทวชนออกมา แต่ก็ยังต้องมีร่างกายที่ใหญ่โตแข็งแรงจึงจะสามารถทานรับได้ไหว พื้นฐานของเทวชนยังจำเป็นต้องมีคุณสมบัติแต่กำเนิดด้วย
เจียงจื่ออวี้เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ย่อมต้องเป็นเช่นนั้น เราจะทำใจให้เขาบาดเจ็บได้อย่างไร”
ทุกคนสนทนากันอยู่พักใหญ่ จวบจนวั่งเฉินพาคนอื่นๆ ออกไป ภายในลานจึงเหลือเพียงเจียงฉางเซิงกับเจียงจื่ออวี้ แม้แต่ไป๋ฉีก็ยังถูกแยกออกไปด้วย
เจียงจื่ออวี้หุบยิ้มแล้วกล่าวว่า “ท่านพ่อ ข่าวที่ท่านส่งให้ข้าก่อนหน้านี้ ข้าได้หารือกับสามสำนักอยู่นาน ตัดสินใจว่าจะเป็นฝ่ายรุกโจมตีไม่อาจนั่งรอความตาย ฉะนั้น พวกเราจึงเริ่มลงมือกับราชวงศ์จิ้นก่อน มิใช่ว่าราชวงศ์จิ้นขู่ว่าจะมาสังหารข้าหรอกหรือ เมื่อมีท่านกับผิงอันอยู่ ไม่ว่าพวกเขาจะส่งยอดฝีมือมาสักกี่คนก็ล้วนต้องตายทั้งสิ้น ถึงยามนั้นพวกเขาจะขึ้นหลังเสือยากลงมา การศึกหนนี้สวีเทียนจี จงเทียนอู่และตะวันจรัสจะนำยอดฝีมือจำนวนมากไป และในจำนวนนั้นตะวันจรัสยังเป็นเทวชนด้วย จะต้องเอาชนะได้อย่างราบรื่นแน่ขอรับ”
เจียงฉางเซิงยิ้มกล่าวว่า “พ่อรู้เจตนาที่เจ้าเลือกราชวงศ์จิ้น เพราะอยากบีบให้ฝ่ายนั้นมาเมืองหลวงใช่หรือไม่”
เจียงจื่ออวี้หัวเราะเหอะๆ “ท่านพ่อ ก็ท่านเคยพูดไว้นี่ ท่านปกป้องข้า ส่วนข้าปกป้องแผ่นดินต้าจิ่ง”
เวลานี้ยามเขาอยู่ต่อหน้าเจียงฉางเซิงกลับเป็นเหมือนเด็กคนหนึ่ง
เจียงฉางเซิงเองก็เอ็นดูเจียงจื่ออวี้นัก ไม่ได้ถือสากับความเจ้าเล่ห์ของอีกฝ่าย อาจเพราะครั้งยังเล็กก็เคยใช้ประโยชน์จากเขาก็เป็นได้
อย่างไรเขาก็จะอายุยืนกว่าบุตรชายมากนัก ต่อให้ตามใจเขาไปทั้งชาตินี้แล้วจะอย่างไร
“มีพ่ออยู่ เจ้าจงวางใจเถิด”
คำพูดของเจียงฉางเซิงทำให้เจียงจื่ออวี้ยิ้มกว้างยิ่งกว่าเดิม เจียงจื่ออวี้หยิบแผนที่แผ่นหนึ่งออกมาจากในอกเสื้อ และเริ่มแนะนำอาณาจักรที่อยู่โดยรอบ เขามีความทะเยอทะยานยิ่งใหญ่นัก เขาต้องการยึดครองอาณาจักรทั้งใต้หล้า สร้างคุณูปการที่ไม่เคยมีมาก่อนในหมื่นชาติ!
เวลานี้ต้าจิ่งมีเทวชนอยู่สองคน เมื่อรวมกับเจียงฉางเซิงที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเทวชนแล้ว เจียงจื่ออวี้ก็ไม่หวาดกลัวสำนักหลังบัลลังก์ใดจริงๆ
สองพ่อลูกพูดคุยกันอยู่นาน ซึ่งส่วนใหญ่นั้นเจียงจื่ออวี้เป็นคนพูด เมื่อเอ่ยถึงปณิธานสูงเทียมเมฆของตนเขาก็มีท่าทีกระตือรือร้นขึ้นมาเป็นที่สุด เจียงฉางเซิงฟังพลางอมยิ้ม ราวกับว่าได้เห็นอีกชีวิตหนึ่งของตนเอง
หากไม่มีหอมังกรมหายานเขาก็จะไม่ถูกสับเปลี่ยนตัว เขาจะได้เป็นองค์รัชทายาทที่ขึ้นครองราชย์อย่างราบรื่น และอาจมีความฮึกเหิมนับหมื่นจั้งเช่นเดียวกับเจียงจื่ออวี้ในเวลานี้ หากมีชีวิตอีกชาติหนึ่ง และได้เป็นกษัตริย์ ก็จะต้องเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์นับพันปี!
น่าเสียดายที่ไม่มีคำว่าหาก
จากสิ่งที่เคยพบเจอมาตั้งแต่เล็ก รวมทั้งระบบรอดชีวิต เจียงฉางเซิงจึงมุ่งมั่นอยู่ในเส้นทางที่ต่างจากเจียงจื่ออวี้โดยสิ้นเชิง แต่เขาก็ไม่ได้นึกเสียใจและมีความสุขกับสิ่งที่เขาเป็น
…
เดือนเก้า ต้าจิ่งรุกรานราชวงศ์จิ้นครั้งแรก การสู้รบครั้งนี้ราชวงศ์จิ้นส่งกำลังทหารมาสี่แสนนาย แต่ก็ยังไม่อาจต้านทานต้าจิ่งได้
สิบกว่าปีก่อน ราชวงศ์จิ้นก็พ่ายแพ้ให้แก่ต้าจิ่ง หลังจากนั้นต้องส่งบรรณาการมาให้ทุกปี กอปรกับต้าจิ่งผนวกรวมกู่ฮั่นเข้ามา ลำพังแค่พิจารณาจากกำลังของแคว้น ราชวงศ์จิ้นก็ไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของต้าจิ่งได้
หลังจากจำศีลมาหลายปี ต้าจิ่งก็ระเบิดอานุภาพที่น่าหวาดกลัวที่สุดออกมา เหมือนเสือกลืนกินแกะ แข็งแกร่งเกินต้าน
ผลการทำศึกถูกส่งเข้าไปในอาณาจักรจิ่งไม่ขาดสาย จักรพรรดิตะวันจรัสปราบทัพศัตรูด้วยกำลังของเทวชนได้อย่างราบคาบ แสดงพลังในการต่อสู้ที่น่าหวาดกลัวซึ่งไม่ด้อยกว่าผิงอันออกมา ผลงานการต่อสู้ของเขาก็ทำให้คนในยุทธภพเกิดความพลุ่งพล่านขึ้นมาเช่นกัน
แต่แรกนั้นคนในยุทธภพจำนวนมากนึกว่าราชสำนักจะจับตัวจักรพรรดิตะวันจรัสและขังเขาไว้ในคุกหลวง แต่นึกไม่ถึงว่าจักรพรรดิตะวันจรัสกลับกลายมาเป็นแม่ทัพต้าจิ่งที่บุกทะลวงแนวข้าศึกและมีชื่อสะเทือนไปในแต่ละอาณาจักร ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ก็ส่งแรงกระตุ้นให้แก่ชาวยุทธ์คนอื่นๆ ด้วย
เดิมทีผู้ฝึกยุทธ์ก็ฮึกเหิมเลือดร้อนอยู่แล้ว เมื่อได้โอกาสสร้างความชอบเช่นนี้จะไม่ทำให้ดวงตาร้อนผ่าวได้อย่างไร
นับวันจะมีชาวยุทธ์สมัครเข้ากองทัพมากขึ้นเรื่อยๆ เหล่าชาวยุทธ์ที่เข้าร่วมกองทัพแล้วต่างยื่นคำขอต่อเบื้องบนเพื่อจะเข้าร่วมทำศึก แต่ถูกเจียงจื่ออวี้รั้งตัวกลับมาหมดและมีคำสั่งมายังกองทัพต่างๆ ว่าวันหน้ายังมีโอกาสอยู่
ลงมือกับราชวงศ์จิ้นเพียงแห่งเดียว ไหนเลยต้องใช้กำลังทหารมากกว่าที่เป็นอยู่
ณ ห้องทรงพระอักษร
หานเทียนจีชี้ไปที่กระบะทราย กล่าวว่า “เมื่อผนวกดินแดนของราชวงศ์จิ้นได้แล้ว เป้าหมายต่อไปของพวกเราควรจะวางอยู่ที่ราชวงศ์เฉิน ทางตะวันออกของราชวงศ์เฉินมีพื้นที่กว้างขวางทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ ทั้งมีแนวกั้นธรรมชาติที่สามารถป้องกันอีกด้านหนึ่งได้ เมื่อใดที่ตีได้แล้วพวกเราก็ไม่ต้องเป็นกังวลว่าจะมีศัตรูปรากฏขึ้นในทิศนี้อีก”
ฝั่งตะวันตกของต้าจิ่งมีสามอาณาจักร ตั้งแต่บนลงล่างได้แก่โจวเหนือ เฉินและหยวนใต้ หยวนใต้อยู่ติดกับมหาสมุทร นับเป็นแคว้นเล็กประชากรน้อยนิดไม่จำเป็นต้องคำนึงถึง ราชวงศ์เฉินซึ่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งมีเทือกเขาจำนวนมาก ปีนข้ามไปยาก หลายปีมานี้ราชวงศ์เฉินเพียงแค่ต้องเอาใจต้าจิ่งให้มากเท่านั้น ส่วนโจวเหนือนั้น ทางเหนือขึ้นเป็นไปที่ราบรกร้าง ทำให้แนวการสู้รบขยายยาวออกไปได้ง่าย
เจียงจื่ออวี้ถามว่า “ความหมายของเจ้าคือ อาจเป็นได้ว่าราชวงศ์เฉินจะโจมตีพวกเราหรือ”
หานเทียนจีกล่าวว่า “ไม่ผิดพ่ะย่ะค่ะ ตามข่าวที่ฝ่าบาทได้รับมา มีสองสำนักหลังบัลลังก์ต้องการร่วมมือกันกัดกร่อนต้าจิ่ง ซึ่งจะต้องผ่านทางโจวเหนือ เก้ารัฐชั้นนอกและจิ้น แต่หากเป็นเพียงเท่านี้แนวรบของพวกเราจะกระจุกอยู่ทางเหนือทั้งหมด จะรับมือได้ง่ายกว่า แต่สำนักหลังบัลลังก์ก็ไม่ได้โง่และย่อมต้องเข้าใจในข้อนี้อยู่แล้ว หากพวกเราเปิดศึกกับแต่ละราชวงศ์และใช้กำลังทหารภายในแผ่นดินจนหมดแล้ว จู่ๆ ราชวงศ์เฉินเกิดลงมือขึ้นมาก็จะอันตรายเกินไป ในสถานการณ์เช่นนี้จึงจำเป็นต้องป้องกันเอาไว้ก่อนพ่ะย่ะค่ะ”
เจียงจื่ออวี้ขมวดคิ้วพลางคาดการณ์จากสถานการณ์ที่หานเทียนจีเอ่ย และเขาก็คิดว่าเป็นอันตรายจริงดังว่า
ในเวลานี้เอง มีองครักษ์ชุดขาวนายหนึ่งเดินเข้ามาและส่งรายงานลับฉบับหนึ่งให้เจียงจื่ออวี้ เมื่อเขาเปิดออกอ่านสีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
หานเทียนจีถามว่า “มีเทวชนมายังสนามรบของจิ่งและจิ้นใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
เจียงจื่ออวี้พยักหน้า “ไม่ผิด สวีเทียนจีและคนอื่นถูกบีบจนจำเป็นต้องถอนทัพ แม้แต่จักรพรรดิตะวันจรัสที่เป็นเทวชนเช่นกันก็ยังมิใช่คู่ต่อสู้ของเขา หึ สวะเช่นนี้ยังกล้าเรียกตนเองว่าจักรพรรดิตะวันจรัสอีก!”
หานเทียนจีส่ายหน้าเอ่ยว่า “อย่าได้โทษว่าเขาไม่ทัดเทียมผู้อื่นเลยพ่ะย่ะค่ะ เทวชนของต้าจิ่งเพิ่งถือกำเนิดมาได้กี่ปีเท่านั้นเอง แต่ฝ่ายนั้นต้องมาจากสำนักหลังบัลลังก์เป็นแน่ ยิ่งไปกว่านั้นยอดวิชาของสำนักหลังบัลลังก์ก็สูงส่งและลึกล้ำกว่า ตะวันจรัสจะเทียบได้เช่นใด ทว่ากระหม่อมเดาว่าเทวชนผู้นั้นก็เอาชนะพวกของตะวันจรัสกับแม่ทัพสวีไม่ได้เช่นกัน สงครามจะเข้าสู่สภาวะหยุดนิ่ง ทัพของเรายังคงได้เปรียบ”
เจียงจื่ออวี้พยักหน้าถามว่า “เมื่อใดจะควบรวมโชคชะตาได้”
หานเทียนจีบอกว่า “ยังต้องใช้เวลาอีกหลายปีพ่ะย่ะค่ะ เวลานี้มีการก่อสร้างสถูปแห่งโชคไว้ในแต่ละพื้นที่แล้ว แต่ฟ้าดินและโชคชะตาหาใช่สิ่งที่มนุษย์จะทำให้ก่อร่างขึ้นได้ กระหม่อมเพียงอาศัยพละกำลังชักนำมาได้เท่านั้น”
เจียงจื่ออวี้สูดหายใจลึก หันสายตาไปอยู่ที่กระบะทรายอีกครั้ง เข้าสู่การใช้ความคิด
….
ปีเฉียนอู่ที่สิบสาม ทัพใหญ่แห่งราชวงศ์จิ่งยึดพื้นที่ชายแดนของราชวงศ์จิ้นได้จำนวนมาก บีบจนทัพใหญ่ของราชวงศ์จิ้นต้องล่าถอยไปเรื่อยๆ ในเวลานี้เอง จู่ๆ อาณาจักรโจวเหนือที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งก็เปิดการโจมตีอย่างแปลกประหลาด ด้วยการบุกตะลุยเข้ามาในรัฐเหลียงของต้าจิ่ง กองทัพประจำรัฐเหลียงยากจะทัดทานได้ ทำให้ต้องเสียเมืองไปหลายเมืองอย่างต่อเนื่อง เจียงจื่ออวี้โมโหสุดกำลัง จึงส่งองครักษ์ชุดขาวที่มีผิงอันไปด้วยเร่งเดินทางไปรัฐเหลียง
หนึ่งคนก็คือหนึ่งกองทัพ!
หนึ่งเดือนจากนั้น ผิงอันเริ่มทำลายทัพใหญ่แห่งโจวเหนือ เมื่อกลายเป็นเทวชนก็เขาก็บ้าดีเดือดขึ้นเรื่อยๆ
ต้าจิ่งหนึ่งแคว้นต่อสู้กับสองราชวงศ์ ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นการต่อสู้ที่บีบเข้ามาจากสองทาง แต่ต้าจิ่งยังคงได้เปรียบกว่า!
ภายในตำหนักใหญ่สีทองอร่าม บนเสาสีแดงทุกต้นมีอัญมณีหลากหลายชนิดฝังประดับเอาไว้ ชายในชุดคลุมสีดำผู้หนึ่ง นั่งอยู่บนที่นั่งหลักของตำหนัก เขาดุดันฮึกเหิม ปล่อยผมสยาย มีกลิ่นอายแสนอันตรายแผ่จากทั่วร่าง
เขาจับจ้องคนผู้หนึ่งที่นั่งอยู่บนที่นั่งแขกทางด้านขวา เอ่ยว่า “เวลานี้ต้าจิ่งมีเทวชนสามคน ท่านเซียนฉางเซิงผู้นั้นยิ่งเป็นผู้ที่มีพละกำลังใกล้ขั้นกายาทองคำ จะรับมือเช่นใด”
ผู้ที่นั่งอยู่บนที่นั่งแขกมีรูปลักษณ์คล้ายปัญญาชน ดูจากหน้าตาอายุราวสามสิบต้นๆ ใบหน้าไร้สีเลือด ซ้ำยังมีรอบตาดำคล้ำ เห็นชัดว่าอิดโรยเต็มทน เขาโบกพัดที่คลี่ออกมา เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “หุบเขาชำนาญยุทธ์ของพวกท่านและหอชุมดาราของพวกข้าต่างส่งเทวชนมาห้าคน เพียงแต่ท่านเซียนฉางเซิงผู้นี้รับมือได้ยาก ประมุขหอให้ข้ามาแจ้งแก่ท่านประมุขหุบเขาเว่ยว่าให้รอต่อไปอีก สิ่งที่ต้องทำในเวลานี้ก็คือทำให้กำลังของแคว้นต้าจิ่งร่อยหรอ ท่านประมุขของเรากำลังลงมือตามแผน ถึงยามนั้นทั้งสิบสามรัฐจะต้องตกเป็นของพวกเราสองสำนักหลังบัลลังก์”
ชายชุดคลุมสีดำก็คือประมุขหุบเขาเว่ย เขาหรี่ตาลงกล่าวว่า “ข้าสงสัยนักว่าประมุขของพวกเจ้าจะจัดการเช่นใด เขาสามารถเชิญปีศาจเฒ่าขั้นกายาทองคำมาได้รึ”
ปัญญาชนส่ายหน้า กล่าวว่า “ปีศาจเฒ่าขั้นกายาทองคำเป็นเช่นมังกรเทพเห็นหัวไม่เห็นหาง ไหนเลยจะเชิญมาได้ มีเพียงสามสำนักหลังบัลลังก์ชั้นสูงที่มีความสามารถนี้ ยิ่งไปกว่านั้นท่านเซียนฉางเซิงไม่มีทางอยู่ในขั้นกายาทองคำ การบรรลุขั้นกายาทองคำ จะต้องทำให้โชคชะตาปั่นป่วน ฟ้าดินเลื่อนลั่น พวกเราจะไม่รู้ได้อย่างไร อย่างมากเขาก็เพียงเข้าใกล้ขั้นกายาทองคำเท่านั้น”
เขาหยุดพักหนึ่งจึงเอ่ยว่า “หอชุมดาราจะโน้มน้าวให้อีกเก้าสำนักหลังบัลลังก์มาเข้าร่วมเป็นพันธมิตร กำลังทหารของเก้าสำนักหลังบัลลังก์เป็นทหารแก่กล้านับสิบล้าน ต้องปราบต้าจิ่งให้ราบคาบได้เป็นแน่ นอกจากนี้ทูตฝ่ายซ้ายของเราเดินทางไปเมืองหลวงต้าจิ่งแล้ว แม้เขามิใช่คู่ต่อสู้ของท่านเซียนฉางเซิง แต่เรื่องการสังหารฮ่องเต้ต้าจิ่งอย่างไม่ให้ทันตั้งตัวนั้นก็ยังมีหวังอยู่มาก ถึงยามนั้นต้าจิ่งจะต้องเกิดความวุ่นวายและต้องการเวลาในการฟื้นฟูราชอำนาจขึ้นมาอีกครั้ง อย่างไรเสียเวลาของพวกเราก็มีมากพอ”
ประมุขหุบเขาเว่ยขมวดคิ้ว กล่าวว่า “ข้ารู้ความสามารถทูตฝ่ายซ้ายของพวกเจ้า นับว่าเก่งกาจจริงดังว่า แต่อย่างมากเขาก็เพียงเสมอกับเซียวเต้าเทียน หากถูกท่านเซียนฉางเซิงจับได้…”
ปัญญาชนพูดขัดขึ้นว่า “เขานำโครงกระดูกภูตไปด้วย!”
ได้ยินเช่นนี้ประมุขหุบเขาเว่ยก็เปรมปรีดิ์ สายตาจ้องเขม็งไปที่ปัญญาชน และปัญญาชนก็เผชิญกับสายตานั้นอย่างสงบเยือกเย็น
“นึกไม่ถึงว่าหอชุมดาราจะได้โครงกระดูกภูตนั่นมา หากให้สำนักหลังบัลลังก์ชั้นสูงทั้งสามรู้เรื่องนี้เข้า พวกเจ้าก็จะลำบากหนักแล้ว” ประมุขหุบเขาเว่ยเอ่ยเยาะหยัน
ปัญญาชนพูดยิ้มๆ ว่า “หุบเขาชำนาญยุทธ์และหอชุมดารามัดรวมอยู่ด้วยกัน ท่านประมุขหุบเขาคงไม่หักหลังพวกเรากระมัง หากทูตฝ่ายซ้ายล้มเหลว โครงกระดูกภูตก็จะตกอยู่ในมือของราชวงศ์จิ่งพอดี”
ประมุขหุบเขาเว่ยชะงักไป ก่อนตบขาหัวเราะลั่น ปัญญาชนก็หัวเราะด้วยเช่นกัน
………………………………………