เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 68 มีสุขพร้อมหน้าครอบครัว ให้เมืองหลวงกลายเป็นนรกบนดิน
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 68 มีสุขพร้อมหน้าครอบครัว ให้เมืองหลวงกลายเป็นนรกบนดิน
เดือนแปด ตะวันแผดกล้ามาเยือน
เจียงฉางเซิงกำลังอาศัยความเย็นใต้อยู่ใต้ร่มไม้ หลี่หมิ่นมาเยี่ยมและแจ้งข่าวเรื่องหลี่กงกงเสียชีวิต เจียงฉางเซิงมีท่าทีสงบ
หลี่หมิ่นกล่าวว่า “ท่านนักพรต เขาบอกว่าครึ่งหลังของชีวิตได้ติดตามท่านทำให้เขาได้ย้อนกลับไปครั้งยังหนุ่ม ราวกับได้เป็นกำลังให้ฮ่องเต้จิ่งอู่จู่ ได้มีปณิธานการต่อสู้ มีจิตใจฮึกเหิม ชีวิตของเขาก็ไม่มีที่ต้องเสียใจแล้วขอรับ”
หลี่หมิ่นกลับมิได้เศร้าเสียใจกับการจากไปของหลี่กงกง หลี่กงกงอยู่มาเก้าสิบกว่าปี ในต้าจิ่งนับได้ว่าอายุยืนยาวมากแล้ว ก่อนเสียไปก็มิได้ต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานมากเกินไปนัก
เจียงฉางเซิงทอดถอนใจ “ชีวิตคนย่อมมีชะตาของตน อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด”
หลี่หมิ่นเอ่ยต่อว่า “ในการประลองยุทธ์ที่ทะเลสาบชุมสนเมือหลายเดือนก่อน ทำให้มีราชันแห่งยุทธภพคนใหม่เกิดขึ้น คนผู้นี้…”
เขามีท่าทางลังเล
เจียงฉางเซิงถาม “เหตุใดจึงอึกๆ อักๆ เล่า”
“คนผู้นี้คือศิษย์พี่ของท่าน เมิ่งชิวเหอ”
หลี่หมิ่นสูดหายใจลึกแล้วกล่าวออกมา เจียงฉางเซิงได้ฟังแล้วก็ชะงักไป
เมิ่งชิวเหอยังมีชีวิตอยู่ มิหนำซ้ำยังได้ขึ้นถึงตำแหน่งราชันแห่งยุทธภพ?
หลายสิบปีก่อนเมิ่งชิวเหอติดตามองค์ชายเจ็ดมาท้าต่อสู้ที่นี่และพ่ายแพ้ไป จากนั้นก็ไม่ได้ปรากฏตัวอีก หายไปราวกับอากาศธาตุ เจียงฉางเซิงกระทั่งนึกว่าเขาตายแล้วด้วยซ้ำ นับๆ ดูก็ผ่านไปสี่สิบเอ็ดปีแล้ว
ความเสียใจเดียวก่อนเมิ่งชิวซวงจะตายก็คือไม่ได้พบกับเมิ่งชิวเหออีก เพราะพวกเขาเป็นพี่น้องกันแท้ๆ
หลี่หมิ่นเอ่ยว่า “ไม่รู้ว่าคนผู้นี้ไปร่ำเรียนยอดวิชาเทพสะท้านภพมาจากที่ใด ครั้งประลองอยู่ที่ทะเลสาบชุมสนนั้น เขาสามารถสยบเหล่าผู้กล้าทั้งมวลลงได้ คนในยุทธภพต่างคิดว่าเขามีความสามารถที่จะท้าสู้กับจักรพรรดิตะวันจรัสได้ทีเดียว”
เจียงฉางเซิงกล่าวว่า “วันหน้าจับตาดูความเคลื่อนไหวของเขาให้มากๆ สักหน่อย”
หลี่หมิ่นพยักหน้า หลังจากบอกกล่าวอีกหลายเรื่องจึงจากไป
เจียงฉางเซิงมองไปยังท้องฟ้า ใจลอยอยู่เงียบๆ
ไป๋หลงเลื้อยลงมาตามกิ่งก้านต้นไม้ ลำตัวเขื่องของมันทำให้ต้นไม้วิญญาณปฐพีโยกสั่น ดีที่เวลานี้ต้นไม้วิญญาณปฐพีก็มีขนาดใหญ่โตแล้วเช่นกัน เป็นเหมือนต้นไม้เก่าแก่อายุร้อยปี
มันแลบลิ้นออกมาเลียใบหน้าเจียงฉางเซิง
เจียงฉางเซิงแอบใช้แต้มเซ่นไหว้พยากรณ์อยู่เงียบๆ “ข้าอยากรู้ว่าเวลานี้เมิ่งชิวเหอแข็งแกร่งเพียงใด”
[ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้ 500 แต้มจะดำเนินการต่อหรือไม่]
ไม่
เจียงฉางเซิงเลิกคิ้วน้อยๆ
แต้มเซ่นไหว้ 500 แต้มไม่ใช่น้อยๆ เลยนะ เมิ่งชิวเหอไปพบกับเรื่องอัศจรรย์ใดมาจึงได้ก้าวหน้าขึ้นมารวดเร็วเช่นนี้
คงมิใช่ว่าพวกหอมังกรมหายานที่เหลืออยู่คอยช่วยเขาหรอกนะ
เจียงฉางเซิงคิดถึงความเป็นไปได้มากมาย ทั้งแง่ดีและไม่ดี อย่างไรเสียก็ต้องเตรียมการรับมือเรื่องที่เลวร้ายที่สุดเอาไว้ล่วงหน้า นั่นก็คือเมิ่งชิวเหออาจกลายเป็นศัตรูของเขา
ทว่าเขาก็มิได้ตระหนกลนลาน หากว่าเมิ่งชิวเหอรนหาที่ตาย ก็คือการมอบรางวัลรอดชีวิตให้เขา หากไม่มารนหาที่ตาย เมิ่งชิวเหอก็มีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่ปีแล้ว
ผู้ที่เคยเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกันมา แต่เวลานี้กลับอาจกลายเป็นศัตรูคู่แค้น
ย้อนนึกถึงครั้งยังเด็ก เมิ่งชิวเหอยังเคยช่วยชีวิตเขาไว้ด้วยซ้ำ
ชีวิตคนช่างยากหยั่งแท้ๆ
เจียงฉางเซิงรู้สึกปลงอนิจจังต่อชีวิตคนอยู่พักหนึ่งก็เริ่มฝึกตนต่อไป
เขาเข้าใกล้วิชามรรคาธรรมชาติขั้นที่เจ็ดเข้าไปทุกขณะแล้ว และเขารู้สึกว่าความสามารถของตนอยู่เหนือกว่าขั้นจักรวาล ต่างกับตอนที่เพิ่งบรรลุขั้นที่หกราวฟ้ากับดินทีเดียว
น่าเสียดายที่เขาไม่อาจแสดงความสามารถของตนออกมาได้เต็มที่ หนึ่งเพราะไร้ซึ่งคู่ต่อสู้ที่เหมาะสม สองเพราะหากแสดงพลังออกมาโดยไร้สาเหตุก็จะกระทบกับคนบริสุทธิ์ได้โดยง่าย ตัวเขาเองก็ไม่อยากแสดงความสามารถออกมาจนหมดเปลือก เพราะอย่างไรคนเราก็ควรเหลือไพ่ใบสุดท้ายเอาไว้สักหน่อย
…
ครึ่งเดือนหลังจากนั้น เจียงซิ่วในวัยเก้าขวบมาเยี่ยมเจียงฉางเซิงและถือกล่องของว่างมาด้วย
จำต้องพูดว่าเจียงซิ่วหน้าตาเหมือนกับเจียงฉางเซิงตอนเล็กๆ มาก ชิงขู่ได้เห็นแล้วก็อดตกตะลึงและอดคาดเดาอยู่ในใจไม่ได้ แต่บางเรื่องที่คาดเดาก็ไม่อาจเอ่ยออกจากปาก ได้แต่ปล่อยให้มันเน่าไปในท้องเท่านั้น
“ท่านอาจารย์ปู่ขอรับ เมื่อคืนข้าฝัน”
เจียงซิ่วมานั่งตักของเจียงฉางเซิงอย่างว่าง่าย สองคนดูไม่เหมือนปู่กับหลาน แต่เหมือนพี่น้องกันมากกว่า เพราะรูปลักษณ์ของเจียงฉางเซิงอ่อนเยาว์เหลือเกิน
เจียงฉางเซิงถามด้วยรอยยิ้มว่า “ฝันถึงสิ่งใด”
เจียงซิ่วเอียงคอกล่าวว่า “ข้าฝันว่าเห็นพวกภูตผีปีศาจเข้ามาโจมตีเมืองหลวง ถึงกับเข้ามาตรงหน้าข้าและจะกินข้า ดีที่มีเทพเซียนลงมายังแดนมนุษย์และช่วยข้าไว้ได้ทัน เทพเซียนผู้นี้ยังพาข้าเหาะเหิน…”
เขาเริ่มอธิบายภาพฝันอย่างตื่นเต้นดีใจ เจียงฉางเซิงฟังพลางหัวเราะเหอะๆ
ทันใดนั้น
เจียงซิ่วก็ชี้ไปยังไป๋ฉีแล้วเอ่ยว่า “ท่านอาจารย์ปู่ขอรับ ปีศาจในฝันนั่นจะเป็นไป๋ฉีหรือไม่ ปกติแล้วมันไม่ชอบข้า ไม่แน่ว่าอาจอยากกินข้าก็ได้!”
ไป๋ฉีที่นอนหมอบอยู่กับพื้นกลอกตามองบนคร้านจะไปสนใจเขา
เจียงฉางเซิงยิ้มให้ “หากมันกล้ารังแกเจ้าขึ้นมาจริงๆ อาจารย์ปู่จะจับมันต้มเป็นน้ำแกง เป็นอย่างไรเล่า”
“ดีขอรับ ดีขอรับ ข้ายังไม่เคยกินน้ำแกงหมาป่ามาก่อนเลย”
เจียงซิ่วเอ่ยพลางตบมือ ไป๋ฉีฟังแล้วต้องสั่นสะท้านไปทั้งตัว
ปู่หลานสองคนเล่นกันอยู่พักหนึ่ง เจียงฉางเซิงก็ปล่อยเจียงซิ่วไป และเจียงซิ่วก็ไปฝึกวิชาตัวเบากับเทพจอมโจรต่อ
ปีกลายเจียงซิ่วได้พบกับเทพจอมโจรโดยบังเอิญ และทั้งสองคนยังเล่นด้วยกันเสียด้วย เมื่อรู้ว่าเจียงซิ่วเป็นองค์รัชทายาทองค์ปัจจุบัน เทพจอมโจรยิ่งกระตือรือร้นขึ้นมา ทันใดนั้นเขาก็คิดว่าตนอาจจะกลายเป็นสวีเทียนจีคนถัดไปก็เป็นได้
เมื่อมีเจียงฉางเซิงอยู่ เทพจอมโจรก็ไม่กล้าสอนส่งเดชหรือรังแกเจียงซิ่ว เมื่อสองคนอยู่ด้วยกัน เทพจอมโจรก็ดูแลเจียงซิ่วเป็นอย่างดียิ่ง กระทั่งยังเป็นม้าให้เขาขี่และหยอกล้อกับเขาด้วย
เจียงฉางเซิงมองเจียงซิ่วกระโดดโลดเต้นจากไป ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าวันคืนเช่นนี้ก็ไม่เลวทีเดียว
นี่ก็คือความสุขที่ครอบครัวพร้อมหน้าหรือ
….
ปีเฉียนอู่ที่สิบสี่ ผิงอันตีแนวรบโจวเหนือสำเร็จ ขี่ม้าบุกเดี่ยวเข้าไปในค่ายใหญ่ของข้าศึก ทว่าเหล่าแม่ทัพในค่ายต่างหนีไปหมดแล้ว ทัพใหญ่เข้าโจมตีค่ายทหารในรัฐเหลียงได้อย่างราบรื่น สถานการณ์ศึกเกิดการเปลี่ยนแปลง
อีกทางหนึ่ง แผ่นดินกว่าครึ่งหนึ่งของราชวงศ์จิ้นถูกราชวงศ์จิ่งตีได้ และเข้าใกล้เมืองหลวงของอาณาจักรเข้าไปทุกที ราชวงศ์จิ้นคล้ายไม่คิดจะต่อต้าน ถอยทัพไปหมด ไม่เห็นแม้แต่เงาของกำลังฝ่ายยุทธ์ลึกลับที่เล่าลือกัน
กลางดึก
ณ ห้องทรงพระอักษร เจียงจื่ออวี้วางฎีกาในมือลงและคลึงหว่างคิ้ว
เมื่อแผ่นดินขยายใหญ่โตขึ้น ฎีกาที่เข้ามาทุกๆ วันก็ยิ่งมีมากขึ้น นอกจากการศึกแล้วยังมีเรื่องของไพร่ฟ้า กฎหมาย ยุทธภพและอื่นๆ ไม่ใช่แค่บนโต๊ะเท่านั้น แม้แต่บนพื้นตรงหน้าโต๊ะก็ยังมีกองเป็นภูเขาลูกน้อยๆ อยู่
เจียงจื่ออวี้ลุกขึ้น เดินไปตรงหน้าต่าง มองจันทร์กระจ่างนอกหน้าต่าง เขาใจลอย ปล่อยใจตนให้ว่าง
ลมหนาววูบหนึ่งพัดมา อย่างไรเขาในเวลานี้ก็มีพลังยุทธ์ขั้นบรรลุฟ้า ย่อมไม่กลัวความหนาว แต่เขากลับขมวดหัวคิ้ว
ตะวันร้อนยามคิมหันต์จะมีลมหนาวจากที่ใดมากัน
ทันใดนั้นเจียงจื่ออวี้ก็เกิดไม่วางใจขึ้นมา รู้สึกว่าจะต้องมีบางสิ่งเกิดขึ้น
“หรือว่ายอดฝีมือลึกลับที่เป็นมือสังหารจากแต่ละอาณาจักรกำลังจะมา”
เจียงจื่ออวี้คิดอยู่เงียบๆ นับแต่มีคำสั่งให้เข้าโจมตีราชวงศ์จิ้น เขาก็รออีกฝ่ายมาโดยตลอด แต่คนผู้นั้นก็ไม่เคยมา ทว่าแม้จะเป็นเช่นนี้เขาก็ไม่เคยลดความระแวดระวังตัวลง
ในเวลาเดียวกัน
ณ อารามมังกรผงาด เจียงฉางเซิงที่นั่งฝึกวิชาอยู่ใต้ต้นไม้ยืนขึ้น ดวงตาเผยแววตั้งตารอคอยออกมา
ไป๋ฉีสัมผัสบางสิ่งได้จึงลืมตาขึ้นมา มันทำท่าสูดดมกลิ่นอยู่ไม่หยุดหย่อน เอ่ยว่า “ท่านนักพรต เป็นกลิ่นอายชั่วร้าย มีของสกปรกจะเข้ามาในเมือง”
เจียงฉางเซิงกล่าวว่า “เจ้าจงปกบ้านป้องเรือนอยู่ที่นี่ ข้าไปครู่เดียวก็จะกลับมา”
เขากระโดดขึ้นและหายวับไปในราตรี
ไป๋ฉีแอบตระหนกอยู่ในใจ นี่เป็นท่าร่างใดกัน
มันอยู่ข้างกายเจียงฉางเซิงอยู่ทุกวันและรู้ดียิ่งว่าเจียงฉางเซิงรักการฝึกฝนมากเท่าใด ความสามารถของคนผู้นี้จะต้องก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ เป็นแน่
“เมื่อใดจะได้ร่ำเรียนวิชายุทธ์จากเขา…ข้าต้องเป็นฝ่ายรุกสักหน่อยแล้วหรือไม่…”
ไป๋ฉีคิดอยู่เงียบๆ ขณะหมอบอยู่บนอุ้งเท้าของตน
ณ กำแพงวังหลวง ร่างหนึ่งเข้าไปในวังหลวงอย่างเร็วรี่เช่นภาพเงา เงียบงันไร้สุ้มเสียง เหล่าราชองครักษ์และองครักษ์ชุดขาวที่ลาดตระเวนอยู่บนหลังคาล้วนไม่เห็นเขา
ร่างนี้เล็ดลอดเข้าไปภายในตำหนัก คล้ายกับรู้ว่าฮ่องเต้อยู่ที่ใดและถึงกับตรงเข้าไปในห้องทรงพระอักษรในทันที
ไม่นานนัก เขาก็มาถึงภายนอกของห้องทรงพระอักษร
ปัง
ทันใดนั้นเจียงจื่ออวี้ก็ผลักเปิดประตู ในมือถือกระบี่เล่มหนึ่ง ปานที่หว่างคิ้วของเขาส่องแสงออกมาจางๆ
“ผู้ใด ออกมาเสีย!”
เจียงจื่ออวี้เอ่ยเสียงแข็ง เมื่อศัตรูเข้ามาใกล้เขาก็สัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดตรงหว่างคิ้ว จึงถือกระบี่ออกไปนอกห้องในทันที
สิ้นเสียง เงาดำเงาหนึ่งก็เข้าจู่โจมทันใด เคลื่อนไหวรวดเร็วนัก เจียงจื่ออวี้ตั้งตัวรับไม่ทันแต่อย่างใด ในดวงตาของเขามองเห็นบุรุษอาภรณ์ดำผู้หนึ่งถือกริชอยู่ในมือ ปลายกริชพุ่งตรงเข้ามาที่ลำคอของเขา
กริชถูกปัดออกไปทันใด การเคลื่อนไหวของบุรุษอาภรณ์ดำก็เปลี่ยนไปด้วย เขาหวดเท้าเข้าเตะเจียงจื่ออวี้ ทันใดนั้นก็มีร่างหนึ่งปรากฏขึ้นมากลางอากาศตรงหน้าเจียงจื่ออวี้ และยกเท้าขึ้นถีบที่หน้าอกของบุรุษอาภรณ์ดำจนกระเด็นออกไป
โครม!
บุรุษอาภรณ์ดำชนกำแพงลานจนทะลุไปหลายชั้น ทำให้เกิดฝุ่นคลุ้งไปไกลนับร้อยจั้ง ทำเอาทุกคนที่อยู่ในวังตื่นตกใจไปหมด
ฝุ่นดินยังไม่จางหายไป บุรุษอาภรณ์ดำลุกขึ้นมาจากเศษซากปรักหักพังอย่างยากลำบาก เขากุมหน้าอกเอาไว้ เลือดสดไหลออกมาจากมุมปาก ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยแววไม่อยากเชื่อ
เขาเป็นถึงเทวชนแต่กลับถูกถีบจนกระดูกซี่โครงหักและพลังยุทธ์ภายในกายแทบสูญสลาย
เป็นไปได้เยี่ยงไร!
ม่านตาของเขาหดลงทันใด เขามองเห็นร่างหนึ่งยืนอยู่ที่ฝั่งซ้ายบนหลังคาตำหนัก แสงจันทร์สาดลงมา เสื้อคลุมขนนกเทพกิเลนส่องแสงสีเงิน ทำให้เจียงฉางเซิงราวกับเซียนที่ลงมายังแดนมนุษย์ ทำเอาจิตวิญญาณเขาสั่นสะท้าน
“เจ้าเป็นใครกันแน่”
บุรุษอาภรณ์ดำขบฟันถาม “ต้าจิ่งจะมีผู้ที่แข็งแกร่งเยี่ยงนี้ได้อย่างไร เจ้าเห็นว่าหอมังกรมหายานล่มสลายแล้วจึงจงใจมาที่นี่ใช่หรือไม่ เจ้าไม่มีทางเป็นชาวต้าจิ่งโดยเด็ดขาด!”
เขาแน่ใจว่าอีกฝ่ายต้องเป็นปีศาจเฒ่า แต่เป็นไปไม่ได้ที่จะมีรูปร่างหน้าตาหนุ่มแน่นเช่นนี้
เจียงฉางเซิงมีสีหน้าเรียบเฉยขณะก้มลงมองเขา เอ่ยถามว่า “ครานั้นข้าสังหารยอดฝีมือหอมังกรมหายานไปกลุ่มหนึ่ง เหตุใดเจ้าจึงไม่คิดว่าข้าอยู่ในขั้นกายาทองคำเล่า เหตุใดจะต้องมารนหาที่ตายที่ต้าจิ่งให้จงได้ด้วย”
บุรุษอาภรณ์ดำเอ่ยขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “เป็นไปไม่ได้ ในดินแดนของสิบสำนักหลังบัลลังก์ ไม่เคยมีคนขั้นกายาทองคำเกิดขึ้นมาร้อยปีแล้ว เซียวเต้าเทียนก็เพียงเข้าใกล้เท่านั้น ทั้งมิได้ทำให้เกิดฟ้าดินสะเทือนเลื่อนลั่น เก็บตัวมาหลายสิบปีจึงทำให้เขาเกิดจิตมาร และต่อให้ไม่มีเจ้า พวกเราก็จะต้องจัดการหอมังกรมหายานให้ได้ จนใจที่ถูกเจ้าชิงลงมือไปเสียก่อน”
เจียงฉางเซิงถามว่า “เหตุใดจึงไม่คาดเดาว่าข้าอยู่ในขั้นกายาทองคำมานานแล้วเล่า”
บุรุษอาภรณ์ดำเอ่ยเสียงแข็ง “เคยเดาไว้ แต่จนปัญญา สำนักหลังบัลลังก์ช่วงชิงโชคชะตา ไม่ก้าวหน้ากลับถดถอย หากเจ้าเป็นปีศาจเฒ่าขั้นกายาทองคำจริง การที่เจ้าครอบครองสิบสามรัฐไว้แต่เพียงผู้เดียว และยังสนับสนุนให้ราชวงศ์จิ่งขยายอาณาเขตออกไป เห็นชัดว่าเป็นการท้าทายพวกเรา แม้จะเป็นขั้นกายาทองคำ พวกเราก็จะต้องต่อต้าน!”
เขาดึงม้วนกระดาษออกมาจากอกเสื้อทันใดและเปิดออกอย่างรวดเร็ว มีไอดำพวยพุ่งออกมาจากหน้ากระดาษ
เจียงฉางเซิงไม่ได้เข้าไปขัดขวาง ทำเพียงแค่คอยดูการแสดงของเขา อีกทั้งไอสีดำนั้นก็แข็งแกร่งกว่าบุรุษอาภรณ์ดำแค่เล็กน้อยเท่านั้น ไม่มีทางคุกคามเขาได้
“ท่านเซียนฉางเซิง เจ้าละโมบเกินไปแล้ว คนผู้เดียวแต่คิดจะครอบครองทรัพยากรทั้งสิบสามรัฐ หนำซ้ำยังขยายอาณาเขตออกไปอีก คืนนี้ข้าจะต้องทำให้เมืองหลวงของต้าจิ่งกลายเป็นนรกบนดินให้จงได้!”
บุรุษอาภรณ์ดำเอ่ยเสียงเย็นเยียบ ไอดำที่พวยพุ่งออกมาจากม้วนกระดาษจับตัวกันเป็นโครงกระดูกสีขาวอย่างรวดเร็ว โครงกระดูกสีขาวพุ่งทะยานขึ้นสูง ส่งเสียงเหมือนคนร้องไห้ น่าสยดสยองเป็นที่สุด
เจียงฉางเซิงยกมือขึ้นปัดจากบนลงล่าง ยิงดัชนีปราณออกมาจากนิ้วชี้
พลังวิญญาณกลายร่างเป็นลูกธนูพุ่งทะลุโครงกระดูกสีขาว โครงกระดูกสีขาวแตกสลายในพริบตาและร่วงลงสู่พื้น
บุรุษอาภรณ์ดำถลึงตากว้าง สั่นเทิ้มไปทั้งตัว
………………………………………