เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 69 โปรยถั่วเสกทหาร ยากสู้ชะตาฟ้าลิขิต
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 69 โปรยถั่วเสกทหาร ยากสู้ชะตาฟ้าลิขิต
บุรุษอาภรณ์ดำทอดสายตามองโครงกระดูกสีขาวที่กระจัดกระจายอยู่นพื้น แล้วทรุดตัวลงคุกเข่า น้ำเสียงสั่นระริกเอ่ยว่า “นี่คือโครงกระดูกภูตเชียวนะ…เหตุไฉนจึงอ่อนแอถึงเพียงนี้…”
เจียงจื่ออวี้ยืนอยู่บนชายหลังคา ทอดสายตามองภาพนี้จากไกลๆ แล้วก็ตกตะลึงเฉกเช่นเดียวกัน
ยามโครงกระดูกภูตปรากฏ เจียงจื่ออวี้หวั่นผวา แต่ยังไม่ทันปล่อยให้เขาคิดเพ้อเจ้อเหลวไหล โครงกระดูกภูตก็ถูกเจียงฉางเซิงซัดแตกกระจายอย่างสบายๆ
บิดาของเขาแข็งแกร่งมากเพียงใดกันแน่นะ
จู่ๆ เจียงจื่ออวี้ก็ค้นพบว่าไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าเจียงฉางเซิงแข็งแกร่งมากเพียงใด ไม่ว่าศัตรูจะแข็งแกร่งมากขนาดไหน เจียงฉางเซิงก็ทำให้พวกเขาพ่ายแพ้ย่อยยับได้อย่างสบายๆ
เขาทราบเรื่องราวความเป็นมาในชีวิตของเจียงฉางเซิง แต่ไม่อาจเข้าใจได้เลยว่าเจียงฉางเซิงเติบโตมาอย่างไร
เจียงจื่ออวี้ยกมือขึ้น ส่งสัญญาณให้องครักษ์ชุดขาวที่เร่งรีบมาจากทั่วทุกสารทิศหยุดเคลื่อนไหว
เจียงฉางเซิงก้มลงมองบุรุษชุดดำ แล้วถามว่า “ยังมีลูกไม้อะไรอีกหรือไม่”
บุรุษชุดดำตกอยู่ในความหวาดกลัว เขาหัวเราะอย่างเศร้าสร้อย “มีขั้นกายาทองคำอยู่จริงๆ สินะ…”
เขาลุกขึ้นมาอย่างยากลำบากด้วยจนปัญญาที่กำลังภายในถูกโจมตีแตกสลายหมดแล้ว เขารู้ว่าตนเองไม่มีทางหนีรอด
สาเหตุที่หอชุมดาราส่งเขามาก็เพราะว่าวิชาตัวเบาของเขาเป็นเอกอุในสิบสำนักหลังบัลลังก์ เขาคิดว่าต่อให้อีกฝ่ายเป็นขั้นกายาทองคำที่เร้นกายจากโลกจริงๆ ตนเองก็ยังมีโอกาสหนีรอดไปได้
ไฉนเลยจะคิดว่าอีกฝ่ายเตะทีเดียว เขาจะใช้กำลังภายในไม่ได้เช่นนี้
ยามเขาหวนนึกถึงลูกเตะเมื่อครู่นั้น แม้แต่ตอนนี้เขาก็ยังขวัญผวา ฝึกยุทธ์มาหลายสิบปี เขาไม่เคยสัมผัสความน่ากลัวเช่นนี้มาก่อน
บุรุษอาภรณ์ดำเอ่ยเสียงเกรี้ยวกราด “นักพรตปีศาจฉางเซิง แม้นวันนี้ข้าสิ้นชีพ แต่สิบสามรัฐแห่งนี้ ไม่มีวันเป็นของเจ้าแต่เพียงผู้เดียว!”
เขาลุกพรวดขึ้นมาแล้วพุ่งเข้าใส่เจียงฉางเซิง
เจียงฉางเซิงยืนอยู่บนชายหลังคา เหนือศีรษะคือดวงจันทร์สว่างไสว เขาดูประหนึ่งเทพเซียน สูงส่งและมิอาจต่อต้านขัดขืน
บุรุษอาภรณ์ดำเหินร่างขึ้นจากพื้น แล้วล้วงกริชเล่มหนึ่งออกมาจากข้างเอว ความเร็วของเขาเพิ่มพรวดอย่างฉับพลันประหนึ่งร่างกายหายวับไปกับอากาศ แต่มีเพียงเจียงฉางเซิงเท่านั้นที่มองเห็นชัดเจนว่าเขาเพิ่มความเร็วขึ้น
เจียงฉางเซิงยกมือขึ้นอีกครั้ง เขายิงดัชนีปราณออกมา พลังวิญญาณกลายเป็นแสงเย็นเยียบพุ่งเข้าสังหาร ทะลวงผ่านหน้าผากของบุรุษอาภรณ์ดำ
ตุ้บ!
ศพของบุรุษอาภรณ์ดำร่วงลงบนพื้น
ขั้นเทวชนผู้นี้มุ่งมาดมาลอบสังหาร แต่ยังไม่ทันใช้ลมปราณสำแดงกระบวนท่าโต้ตอบจบหนึ่งยกก็ถูกเจียงฉางเซิงเล่นงานจนสูญสิ้นกำลังภายใน ภาพที่แสดงออกมาหลังจากนั้นไร้มาดของขั้นเทวชนอย่างสิ้นเชิง ตายได้ดูอ่อนแออย่างยิ่ง
มีเพียงเจียงจื่ออวี้ที่เผชิญการลอบสังหารของบุรุษอาภรณ์ดำมาแล้วเท่านั้นที่รู้ชัดว่าอีกฝ่ายแข็งแกร่งเพียงใด
เจียงฉางเซิงยกมือขึ้นดูดม้วนคัมภีร์กับโครงกระดูกสีขาวที่กองอยู่บนพื้นเข้าไปในแขนเสื้อ เขาหันกลับมาเหล่มองเจียงจื่ออวี้แวบหนึ่ง แล้วหายตัวไปจากชายหลังคา
องครักษ์ชุดขาวกับราชองครักษ์ทุกคนที่มองดูศึกนี้อยู่ได้สติกลับมา ในใจพวกเขาถอนหายใจชื่นชมความแข็งแกร่งของท่านเซียนฉางเซิง
หานเทียนจียืนอยู่บนชายหลังคาใกล้ๆ กับประตูวังหลวง สีหน้าของเขาตกตะลึงเช่นเดียวกัน
“พลังของเขาอยู่ระดับขั้นใดกันแน่นะ”
ก่อนหน้านี้หานเทียนจีคิดเหมือนสำนักหลังบัลลังก์แห่งอื่นว่าเจียงฉางเซิงคงจะก้าวไปถึงจุดสูงสุดของขั้นเทวชนเท่านั้น แต่วันนี้ดูแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่
ต้องได้ประจักษ์ศึกนี้เองกับตาเท่านั้นจึงจะตระหนักได้ว่าพลังของท่านเซียนฉางเซิงสูงส่งยากหยั่งถึง แข็งแกร่งกว่าที่ผู้อื่นพูดกันมากนัก
“ถ่ายทอดราชโองการของข้า นำศพของคนผู้นี้ไปแขวนไว้ที่ประตูเมืองทิศเหนือของเมืองหลวง ประจานศพเจ็ดวัน!”
เสียงเย็นเยียบของเจียงจื่ออวี้สะท้อนก้องภายในตำหนัก
…
ภายในเรือน เจียงฉางเซิงมองโครงกระดูกสีขาวกองหนึ่งที่อยู่บนโต๊ะแล้วใช้จิตสัมผัสสำรวจมัน
ไป๋ฉีหมอบอยู่ข้างหน้าต่าง มองเข้าไปในเรือนอย่างสงสัยใคร่รู้ สายตาจับจ้องอยู่บนโครงกระดูกสีขาวกองนั้น แววตาของมันเต็มไปด้วยความหวั่นกลัว
“ท่านนักพรต ระวังหน่อย วิญญาณร้ายสิงสู่ร่างได้ง่ายๆ มันจะล่อลวงจิตใจของผู้คน…”
ไป๋ฉีเอ่ยเตือนอย่างอดไม่ได้ มันกลัววว่าเจียงฉางเซิงจะประมาท
จู่ๆ เจียงฉางเซิงก็ตัวสั่นสะท้าน ทำเอาไป๋ฉีตกใจจนสะดุ้ง ต่อจากนั้นมันก็พองขนเมื่อเห็นเจียงฉางเซิงหันหน้ามามองมันด้วยรอยยิ้มแปลกประหลาด
ไป๋ฉีตกใจเกือบตายแล้ว หากเจียงฉางเซิงถูกสิงร่าง ผู้ใดจะขวางได้เล่า
เจียงฉางเซิงเห็นปฏิกิริยาของมันก็หัวเราะทันที เขาเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “คิดว่าข้าไม่รู้จักระวังหรือไร”
เขาเก็บสายตากลับไป เลิกแกล้งให้ไป๋ฉีกลัว แล้วจดจ่ออยู่กับการสำรวจโครงกระดูกสีขาว
ไป๋ฉีถอนหายใจอย่างโล่งอก สายตาที่มองเจียงฉางเซิงเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง มันบ่นอุบว่า “ท่านนักพรต ท่านเกือบทำให้บ่าวตกใจตาย…”
มันหันไปมองโครงกระดูกสีขาวบนโต๊ะบ้าง มองอยู่ครู่หนึ่ง จู่ๆ สีหน้าของมันก็กระตุก ตะโกนออกมาว่า “หรือว่านี่จะเป็นโครงกระดูกภูตในตำนาน”
โครงกระดูกภูตหรือ
เจียงฉางเซิงหันไปมองมันแล้วบอกว่า “เจ้าเข้ามาเล่าให้ข้าฟังซิ”
ไป๋ฉีตื่นเต้นทันที มันกระโดดข้ามขอบหน้าต่างมาข้างกายเจียงฉางเซิง ปราณปีศาจแผ่ออกมาแล้วกลายร่างเป็นสตรีสวมอาภรณ์สีขาวนางหนึ่ง มันนั่งลงข้างกายเจียงฉางเซิงแล้วเล่าว่า “บ่าวเกิดในอาณาจักรตงหลิน ห้าสิบปีก่อนเคยได้ยินว่าสำนักมากมายแย่งชิงของชั่วร้ายสิ่งหนึ่ง มันมีนามว่าโครงกระดูกภูต โครงกระดูกภูตนี้เป็นวิญญาณร้ายกระดูกขาว มันถือกำเนิดมาพันปีแล้ว ตำนานเล่าว่าเมื่อพันปีก่อน มียอดฝีมือผู้ไร้เทียมทานคนหนึ่ง บุตรชายของเขาถูกสังหารตายเพราะความแค้น เขาไม่ยอมรับเรื่องนี้จึงใช้วิชายุทธ์ชั่วช้าหลอมศพของบุตรชายให้กลายเป็นวิญญาณร้าย เลี้ยงดูมันนับร้อยปี เมื่อเวลาผ่านไปอีกพันปี โครงกระดูกภูตก็มีพลังเทียบเท่ากับขั้นเทวชน…”
จิ๊ๆ
มีวิชาชั่วร้ายเช่นนั้นเสียด้วย
เจียงฉางเซิงแอบถอนหายใจ ดูท่าโลกใบนี้จะมิใช่โลกแห่งการฝึกยุทธ์ธรรมดาๆ มารดามันเถอะ นี่มันโลกฝึกยุทธ์ผสมแฟนตาซีชัดๆ
ไป๋ฉีเอ่ยต่อว่า “เล่ากันว่าโครงกระดูกภูตมีประโยชน์อันพิเศษอยู่ แต่รายละเอียดเป็นเช่นไร บ่าวก็มิทราบแน่ชัด”
มันทำท่าจะเข้าไปกอดแขนเจียงฉางเซิงตามสัญชาตญาณ แต่เจียงฉางเซิงเหล่ตามองมันเสียก่อน มันจึงสะดุ้งหดมือกลับไป
เจียงฉางเซิงเอ่ยตอบว่า “ก็มีประโยชน์ที่ไม่เหมือนใครจริงๆ นั่นแหละ”
เขาสัมผัสได้ว่าโครงกระดูกภูตรองรับพลังวิญญาณและลมปราณได้ หรือพูดอีกอย่างก็คือ หากมอบลมปราณให้มันมากพอ โครงกระดูกภูตก็จะแข็งแกร่งขึ้นอีก นอกจากนี้ในร่างของโครงกระดูกภูตยังมีวิชาผนึกอะไรบางอย่างอยู่ด้วย แม้แต่พลังของขั้นเทวชนก็เปิดผนึกนั่นไม่ออก คาดว่าคงเป็นฝีมือของขั้นกายาทองคำ
วิถียุทธ์ในโลกใบนี้ช่างรุ่งเรืองจริงๆ มีวิชาสารพัดอย่าง ทั้งค่ายกล วิชาผนึก นั่นนี่มากมายหลากหลาย
ในตอนนี้เอง เบื้องหน้าของเขาก็ปรากฏข้อความแถวหนึ่ง
[ปีเฉียนอู่ที่สิบสี่ ทูตฝ่ายซ้ายของหอชุมดารานำโครงกระดูกภูตมาโจมตี เจ้าลงมือช่วยเหลือบุตรชายของเจ้าแล้วตามไล่ล่าสังหารศัตรูสำเร็จ รอดพ้นภัยจากการสังหาร ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นวิชาอาคม นามว่า ‘โปรยถั่วเสกทหาร’]
โปรยถั่วเสกทหารหรือ
น่าสนใจอยู่นิดๆ
เจียงฉางเซิงยังไม่รับถ่ายทอดความทรงจำทันที แต่เขาทำลายผนึกในโครงกระดูกภูตก่อน
ทันทีที่จิตสัมผัสของเขาพุ่งเข้าปะทะ ผนึกนั่นก็แตกสลายทันที เสียงวูบดังขึ้น สายลมที่แฝงไอชั่วร้ายพัดกระจายไปรอบด้าน มันเป่าหน้าต่างจนส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด ไป๋ฉีหวาดกลัวจนตัวสั่น
ต่อจากนั้นโครงกระดูกบนโต๊ะก็เริ่มสั่นเบาๆ ไป๋ฉีจับตามองอย่างเคร่งเครียด โครงกระดูกสีขาวขยับเข้ามาต่อกันอย่างรวดเร็ว จากนั้นมันก็ลุกขึ้นมายืนบนโต๊ะด้วยร่างกายที่สมบูรณ์ ดูจากโครงกระดูกแล้ว โครงกระดูกภูตรูปร่างเหมือนเด็กหนุ่ม น่าจะอายุประมาณสิบสามถึงสิบสี่ปี
“เจ้าเป็นผู้ใด”
โครงกระดูกภูตส่งเสียงแหบพร่าออกมา แต่เสียงนั่นกลับแฝงความอ่อนเยาว์อยู่นิดๆ
เจียงฉางเซิงตอบว่า “เจ้านายของเจ้า นับจากนี้เป็นต้นไป เจ้าจงติดตามข้าฝึกบำเพ็ญเพียร”
โครงกระดูกภูตตีลังกาลงมาด้านล่างแล้วคุกเข่าโขกศีรษะคำนับเจียงฉางเซิง
เจียงฉางเซิงเลิกคิ้ว ได้ผลจริงๆ ด้วยแฮะ
ตอนที่ทลายผนึก เขาประทับรอยประทับสังสารวัฏลงไปบนร่างของโครงกระดูกภูต คิดไม่ถึงว่าจะทำให้โครงกระดูกภูตยอมศิโรราบได้อย่างราบรื่นจริงๆ ตอนนี้เขาสัมผัสได้ว่าตนใช้รอยประทับสังสารวัฏควบคุมโครงกระดูกภูตได้แล้ว
ไม่ถูกสิ รอยประทับสังสารวัฏเป็นเพียงสิ่งที่เชื่อมโยงพวกเขาเข้าด้วยกันเท่านั้น สาเหตุสำคัญก็คือวิชาผนึกนี้สูงส่งมาก ไม่ว่าผู้ใดที่ทำลายผนึกได้ โครงกระดูกภูตล้วนแต่จะคำนับเขาเป็นนาย
เจียงฉางเซิงเอ่ยพร้อมรอยยิ้มว่า “ไป๋ฉี พามันออกไปเถิด หลังจากนี้ให้มันอาศัยอยู่ใต้ต้นไม้”
ไป๋ฉีถามอย่างฉงน “ท่านไม่กลัวถูกคนเห็นเข้าหรือ”
“ไม่กลัว”
เจียงฉางเซิงตอบอย่างนิ่งสงบ ไม่มีผู้ใดลักลอบเข้ามาในลานเรือนของเขาได้ นอกเสียจากเขาจะอนุญาต หรือต่อให้เรื่องของโครงกระดูกภูตแพร่ออกไปจริง เขาก็ไม่กลัว ยามสมบัติชิ้นนี้ตกอยู่ในมือของหอชุมดารา หอชุมดารายังรักษามันไว้ได้ เหตุไฉนเขาจะทำไม่ได้เล่า
ไป๋ฉีลังเลครู่หนึ่งก็ถอนหายใจ แล้วพาโครงกระดูกภูตออกไปจากเรือน
เจียงฉางเซิงหันไปมองม้วนคัมภีร์ เขาพบว่าในม้วนคัมภีร์มีมิติแห่งหนึ่งซ่อนอยู่ แม้จะไม่ใหญ่โต แต่ก็ใหญ่พอจะซ่อนโครงกระดูกภูตได้
ไม่เลว หลังจากนี้เก็บไว้ใส่ข้าวของได้
เจียงฉางเซิงเก็บม้วนคัมภีร์ไว้อย่างดี หลังจากนั้นก็นั่งทำสมาธิบนเตียงรับสืบทอดความทรงจำของวิชาโปรยถั่วเสกทหาร
ไม่นานนัก เขาก็สีหน้าเปลี่ยนไปวูบหนึ่ง
วิชาอาคมนี่มัน…
น่าสนใจจริงๆ ด้วย!
วิชาโปรยถั่วเสกทหาร เป็นดั่งเช่นนามของมัน โปรยเมล็ดถั่วเสกให้มันกลายเป็นพลทหาร แต่เมล็ดถั่วนี้ต้องสร้างจากพลังวิญญาณ เจียงฉางเซิงสามารถทยอยสะสมเมล็ดถั่วพลังวิญญาณจำนวนมากได้ แม้จะใช้พลังวิญญาณเพียงน้อยนิด แต่พลังของพลทหารที่สร้างขึ้นมาก็แข็งแกร่งกว่าพลทหารธรรมดา
เพียงเมล็ดถั่วร่วงตกพื้นสัมผัสดินโคลนมันก็จะกลายร่างเป็นพลทหารทันที หรือพูดอีกอย่างก็คือ เจียงฉางเซิงมอบเมล็ดถั่วพลังวิญญาณให้คนอื่นใช้ได้
ยิ่งพลังวิญญาณของเจียงฉางเซิงแข็งแกร่งเท่าไร พลทหารที่สร้างมาจากวิชาโปรยถั่วเสกทหารก็มีแต่จะยิ่งแข็งแกร่งเท่านั้น
จุ๊ๆ นี่เป็นเพียงวิชาอาคมจริงๆ หรือ
มิเสียทีที่เป็นรางวัลรอดชีวิตซึ่งได้มาจากการสังหารศัตรูขั้นเทวชนแบบคูณสอง ไม่เลวๆ
หลังจากเจียงฉางเซิงรับสืบทอดความทรงจำเสร็จ เขาก็เริ่มสะสมเมล็ดถั่วพลังวิญญาณ กระบวนการนี้ไม่ยากนัก เพียงชั่วพริบตาเดียวเขาก็สร้างเมล็ดถั่วขึ้นมาได้หนึ่งกำมือแล้ว
ขีดจำกัดของวิชาโปรยถั่วเสกทหารอยู่ที่ว่าผู้ใช้วิชามีพลังวิญญาณมากน้อยเท่าไร เขาคำนวณอย่างละเอียดดูสักหน่อย ก็พบว่าภายในหนึ่งวินาทีเขาสร้างเมล็ดถั่ววิญญาณได้หนึ่งร้อยเมล็ด พลังวิญญาณที่เสียไปไม่นับว่ามาก ไม่ว่าอย่างไรพลังวิญญาณของเขาในตอนนี้ก็ใช้คำว่ามหาศาลมาบรรยายได้แล้ว
เขาสุ่มโยนเมล็ดถั่วเมล็ดหนึ่งลงบนพื้น เมล็ดขยายใหญ่อย่างรวดเร็วกลายร่างเป็นรูปลักษณ์ที่เหมือนเขา เขาควบคุมให้เมล็ดถั่วไม่เคลื่อนไหว แต่ยืนนิ่งอยู่กับที่
หลังจากเวลาราวหนึ่งก้านธูปผ่านไป ทหารเมล็ดถั่วก็แตกสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย
หรือพูดอีกอย่างก็คือ พลทหารเมล็ดถั่วใช้ต่อสู้ได้หนึ่งก้านธูปเท่านั้น
แต่นั่นมากพอแล้ว
เจียงฉางเซิงรื้อถุงใบน้อยใบหนึ่งออกมาจากตู้ แล้วสร้างเมล็ดถั่วพลังวิญญาณจำนวนมากใส่ลงไปด้านใน เขาเติมมันจนเต็มหลังจากนั้นก็แขวนไว้ที่ข้างเอว
“หลังจากนี้ใช้เป็นถุงผ้าปักมอบให้คนอื่น จะได้ขยายขอบเขตเผยแผ่อภินิหารของข้าได้”
เจียงฉางเซิงครุ่นคิดอยู่เงียบๆ หลังจากนั้นก็เริ่มฝึกวรยุทธ์ต่อ
เช้าวันต่อมา ศพทูตฝ่ายซ้ายของหอชุมดาราถูกแขวนไว้หน้าประตูเมืองทิศเหนือ ทำให้ผู้ฝึกยุทธ์กับชาวบ้านที่เดินทางเข้าออกจำนวนไม่น้อยตกใจกลัว
ข้างประตูเมืองมีประกาศแปะไว้ว่า
‘ขั้นเทวชนของอาณาจักรจิ้นลักลอบเข้ามาในวังหลวงกลางดึกหมายลอบสังหารฝ่าบาท มิประมาณกำลังตน ทำผิดมหันต์มิอาจอภัยจึงต้องประหาร!’
…
ณ โรงเตี๊ยมหลังหนึ่งในชนบทอันรกครึ้มด้วยพงไพรริมถนนหลวง มันตั้งอยู่ท่ามกลางทิวเขารายล้อม ได้ยินเสียงอาชาร่างกำยำหลายตัว ข้างคอกม้ามีคนเชือดหมูกำลังเชือดหมูอยู่
“ได้ยินหรือยัง หนึ่งเดือนก่อนมีขั้นเทวชนจากอาณาจักรจิ้นคนหนึ่งมาลอบสังหารฝ่าบาทรัชสมัยนี้!”
“จริงหรือหลอก แล้วผลลัพธ์เล่า”
“แน่นอนว่าตายอนาถน่ะสิ ศพถูกแขวนอยู่บนกำแพงเมือง อ่อนแอเสียจริง ขั้นเทวชนก็เท่านี้เองเรอะ”
“มีโอกาสแปดเก้าสิบส่วนที่เทพแห่งยุทธ์ของอารามมังกรผงาดจะเป็นคนลงมือ”
“จิ๊ๆ เทพแห่งยุทธ์ช่างสู้สุดใจจริงนะ ฮ่องเต้เป็นลูกศิษย์ของเขามิใช่หรือ ข้าว่าดูเหมือนลูกชายเขาเสียมากกว่า ถึงได้เฝ้าทั้งวันทั้งคืน”
ชาวยุทธ์ในโรงเตี๊ยมถกเถียงกัน ตรงมุมห้องหนึ่งผู้เฒ่าหนึ่งเด็กหนุ่มนั่งฟังอย่างเงียบสงบ
ผู้เฒ่าคนนั้นสวมอาภรณ์สีเทา เส้นผมขาวโพลนทั้งศีรษะ แม้แต่หนวดเคราก็เป็นสีขาว หากเจียงฉางเซิงอยู่ที่นี่ เขาจะต้องจำอีกฝ่ายได้อย่างแน่นอน คนผู้นี้ก็คืออดีตศิษย์พี่รองและศิษย์พี่ใหญ่แห่งอารามมังกรผงาด เมิ่งชิวเหอ
เมิ่งชิวเหอในยามนี้อายุเจ็ดสิบกว่าปีแล้ว เขาไม่โผงผางเผยคมของตนเหมือนเช่นยามเยาว์วัยอีกต่อไป รอบกายเขาไร้กลิ่นอายของยอดฝีมือ มองดูแล้วเหมือนผู้เฒ่าธรรมดาคนหนึ่ง
เมิ่งชิวเหอถอนหายใจเสียงเบา “เขายังเก่งกาจถึงเพียงนั้นเชียว”
เด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างเขาสวมชุดจอมยุทธ์ บนแผ่นหลังสะพายกระบี่ เท้าข้างหนึ่งเหยียบบนเก้าอี้ นั่งไม่สนใจมาด ทำตัวตามอำเภอใจอย่างยิ่ง แต่หน้าตาของเขาหล่อเหลาคมคายเอาการทีเดียว
ชายหนุ่มหิ้วไหสุราในมือข้างหนึ่งแล้วยกขึ้นเทเข้าปาก ดื่มรวดเดียวจนหมดไหแล้วจึงเช็ดปาก หัวเราะพลางเอ่ยว่า “ท่านเซียนฉางเซิงสุดยอดจริงๆ มิเช่นนั้นบิดาของข้ากับผู้อาวุโสทั้งหลายในสำนักคงไม่ตายใต้เงื้อมมือเขา”
เมิ่งชิวเหอเหล่ตามองชายหนุ่มแล้วถามว่า “เจ้ายังหัวเราะออกอีก เจ้าสมควรแค้นจนเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันมิใช่หรือไร”
ชายหนุ่มโบกมือ แล้วเอนศีรษะขยับเข้าไปใกล้เมิ่งชิวเหอ เขาหัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวว่า “แค้นอันใดกัน ไม่มีหอมังกร ยามนี้ข้ากลับเป็นอิสระ ความตายของบิดาข้าเป็นเจตจำนงของตัวเขาเอง ท่านเซียนฉางเซิงเอาชนะพวกเขาได้ย่อมระดับขั้นสูงกว่าขั้นเทวชน บรรลุถึงระดับขั้นในตำนานไปแล้ว ปล่อยให้เขาครองอำนาจเหนือสิบสามรัฐแต่ผู้เดียว ช่วยหอมังกรของเราสังหารศัตรูรอบด้านไปก่อน เมื่อเขาสิ้นอายุขัยละจากโลก หอมังกรค่อยผงาดขึ้นมาครองใต้หล้าอีกหน
คนแข็งแกร่งเท่าใดก็ยากสู้ชะตาฟ้าลิขิต ท่านเซียนฉางเซิงผู้นั้นเป็นผู้บำเพ็ญพรต ไร้บุตรธิดา เมื่อเขาตาย สิบสามรัฐนี้มิเท่ากับว่ากลายเป็นของหอมังกรหรอกหรือ นี่สิขุมกำลังของหอมังกร ขุมกำลังที่สั่งสมมาพันปี ไฉนเลยจะแตกสลายในศึกเดียว ยามโอกาสมาถึง ข้าเพียงโบกแขนหนเดียว ยุทธภพทั่วหล้าจะมิมีผู้ใดกล้าขัดขืน”
เมิ่งชิวเหอเอ่ยเยาะหยัน “ทุ่มสุดตัวจริงนะ ราคาที่จ่ายไปมากเกินไปหรือไม่”
ชายหนุ่มยักไหล่ เห็นชัดว่าเขาเริ่มเมามายเล็กน้อยแล้ว “ราคาที่จ่ายไปมากมายเสียที่ใด บิดาของข้าฝึกวรยุทธ์จนธาตุไฟเข้าแทรก จิตใจถูกมารขวางกั้น คนอื่นที่ตายก็ล้วนเป็นคนที่ใกล้ตายอยู่แล้ว บ่าวเฒ่าของบ้านข้าเล่าให้ฟังว่าหนึ่งร้อยปีที่ผ่านมาหอมังกรเสื่อมถอยลงมาตลอด การประลองยุทธ์ระหว่างสิบสำนักหลังบัลลังก์เมื่อหนก่อน หอมังกรมหายานก็พ่ายแพ้ ด้านนอกมีศัตรูแข็งแกร่งจับจ้องมาดร้าย ด้านในควบคุมท่านเซียนฉางเซิงมิได้ หากเปลี่ยนเป็นเจ้า เจ้าคิดว่าควรทำเช่นไรเล่า”
…………………………………………..