เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 70 หนึ่งจักรพรรดิเล่าขานพันปี วิชาแยกร่าง
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 70 หนึ่งจักรพรรดิเล่าขานพันปี วิชาแยกร่าง
หลังจากทูตฝ่ายซ้ายของหอชุมดาราสิ้นชีพ ต้าจิ่งก็ยิ่งโหมกำลังบุกอาณาจักรจิ้น ยอดฝีมือที่โลดแล่นอยู่บนสนามรบของอาณาจักรจิ้นมีจำนวนน้อยลงทุกที หากเป็นเช่นนี้ต่อไป การจะยึดครองอาณาจักรจิ้นก็ไม่ใช่เรื่องยากแล้ว
ขวัญกำลังใจของทหารแนวหน้าของต้าจิ่งเพิ่มทวี โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกคนจากยุทธภพที่มาเข้าร่วมสงคราม มีแต่คนที่เคยเผชิญหน้ากับขั้นเทวชนมาด้วยตนเองเท่านั้นจึงจะรู้ว่าขั้นเทวชนแข็งแกร่งมากเพียงใด แม้แต่ขั้นเทวชนยังถูกสังหารคาเมืองหลวง ต้าจิ่งในยามนี้แข็งแกร่งมากเพียงใดกัน
หลังจากเจียงจื่ออวี้ได้สัมผัสความแข็งแกร่งของเจียงฉางเซิงอีกครั้ง ความทะเยอทะยานของเขาก็พองโต เขาส่งทหารกับแม่ทัพออกไปรบไม่หยุด
เจียงฉางเซิงยังคงใช้ชีวิตทำนาฝึกวิชาอยู่ในอารามอย่างสุขสำราญใจ
ภายในลานเรือน เจียงซิ่วกับเทพจอมโจรกำลังประลองฝีมือกันอยู่
เพราะเจียงฉางเซิงมองอยู่ด้านข้าง เทพจอมโจรจึงเคร่งเครียดอย่างยิ่ง เขากลัวว่าตนจะทำให้เจียงซิ่วบาดเจ็บโดยไม่ทันระวัง
เจียงซิ่วผู้อายุสิบขวบออกกระบวนท่าได้ลื่นไหลมาก น่าเสียดายที่ไร้พลังสังหาร เทพจอมโจรรับมือเขาอย่างขอไปที เพื่อให้เขาได้สำแดงสิ่งที่ตนเองร่ำเรียนมาอย่างเต็มที่
ฮวาเจี้ยนซินนั่งอยู่ข้างเจียงฉางเซิง พลางชี้แนะเจียงซิ่วเป็นระยะ เจียงฉางเซิงชมอยู่ด้านข้างพร้อมกับหลอมโอสถไปด้วย
ผ่านไปเนิ่นนานเจียงซิ่วก็หอบแฮ่ก ร้องบอกให้หยุดต่อสู้ เทพจอมโจรเผ่นแน่บทันทีเพราะกลัวถูกเจียงฉางเซิงตำหนิ เพราะว่าเมื่อครู่เขาทนไม่ไหวใช้วิชาตัวเบาออกมาจนทำให้เจียงซิ่วล้มหน้าคว่ำ คางกระแทกจนเขียวช้ำ
เจียงซิ่วกลับเป็นบุรุษอกสามศอกตัวน้อย เขาไม่ร้องไห้ หลังจากลุกขึ้นมาก็ประลองวิชาต่อ
ฮวาเจี้ยนซินเรียกเจียงซิ่วมาหาแล้วเช็ดบาดแผลให้เขา
เจียงซิ่วหันไปมองเจียงฉางเซิง แล้วถามด้วยสีหน้าเศร้าหมอง “อาจารย์ปู่ ข้าไม่ได้เรื่องมากใช่หรือไม่”
เจียงฉางเซิงเหล่มองเขาแล้วตอบว่า “ก็นิดหน่อย“
เจียงซิ่วยิ่งทุกข์ใจ ขอบตาเริ่มแดงระเรื่อขึ้นมาแล้ว
ฮวาเจี้ยนซินรีบปลอบเขา บอกว่า “ซิ่วเอ๋อร์ เจ้ายอดเยี่ยมมากแล้ว เพียงแต่อาจารย์ปู่ของเจ้าสายตาสูงส่งเกินไป เจ้าคิดดูสิว่าคนที่อาจารย์ปู่ของเจ้าเคยสั่งสอนมีใครบ้าง แม่ทัพใหญ่ผิงอัน ฮวงชวน แล้วยังมีบิดาของเจ้าอีก”
เจียงซิ่วได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกว่ามีเหตุผล หัวใจจึงรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง
เจียงฉางเซิงถามว่า “ซิ่วเอ๋อร์ ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้ากับพี่น้องคนอื่นเป็นเช่นไรบ้าง”
เจียงจื่ออวี้มีพระโอรสหกองค์ พระธิดาเจ็ดองค์แล้ว องค์ชายสามอายุน้อยกว่าเจียงซิ่วสองปี
เจียงซิ่วตอบว่า “ก็ดีนะขอรับ มีอันใดหรือ”
เจียงฉางเซิงหัวเราะตอบว่า “ไม่มีอันใด เพียงลองถามดูเท่านั้น”
ฮวาเจี้ยนซินช่วยเจียงซิ่วเช็ดบาดแผลเสร็จก็ให้เขาไปเล่นกับลูกศิษย์ของอารามมังกรผงาด รอเขาออกไปพ้นเรือนแล้ว ฮวาเจี้ยนซินก็เอ่ยอย่างกังวล “องค์ชายสามเป็นอัจฉริยะแห่งการฝึกยุทธ์ ได้กราบจงเทียนอู่เป็นอาจารย์ องค์ชายองค์อื่นตอนนี้ยังไม่เผยพรสวรรค์ออกมาให้เห็น”
เจียงฉางเซิงหยอกล้อ “ก็หลานของเจ้าทั้งนั้น เจ้ารักแต่ซิ่วเอ๋อร์หรือไร”
ฮวาเจี้ยนซินกลอกตาเอ่ยว่า “ย่อมไม่ใช่ เพียงแต่กลัวว่าศึกชิงราชบัลลังก์จะเกิดขึ้นอีกหนแล้วทำลายสายสัมพันธ์ของพวกเขาพี่น้องก็เท่านั้น”
นางมีประโยคหนึ่งไม่ได้เอ่ยออกมา นั่นก็คือพี่น้องตระกูลเจียงต่อสู้กันเสมอ
พี่น้องคนอื่นของเจียงฉางเซิงนอกจากเจียงอวี้ คนที่เหลือไม่มีผู้ใดพบจุดจบที่ดี หลังจากเจียงอวี่ขึ้นครองบัลลังก์เขาก็ใช้ลูกไม้มากมายจัดการอ๋องทั้งหลาย
ส่วนเจียงจื่อหานก็เป็นเช่นเดียวกัน พี่น้องมากมายถูกทำร้าย สุดท้ายเจียงจื่ออวี้เอาชนะมาได้ แต่เขาก็ไม่เหลือพี่น้องสักคน
เจียงฉางเซิงเองก็กังวลเรื่องนี้เช่นกัน ดังนั้นเขาจึงถามเจียงซิ่วว่าความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องเป็นอย่างไรบ้าง
ราชวงศ์ก็เป็นเช่นนี้ สิ่งที่ราชวงศ์ลงมือกระทำต่อพี่น้องในช่วงต้นของราชวงศ์ส่งผลกระทบต่อคนรุ่นหลังอย่างง่ายดายยิ่ง เหมือนหลี่ซื่อหมิน แม้ผลงานด้านการปกครองและการรบของเขานับว่าเป็นหนึ่งจักรพรรดิที่ถูกเล่าขานนับพันปี แต่เหตุการณ์ที่ประตูเสวียนอู่[1]ก็ส่งผลกระทบกับตระกูลหลี่อย่างลึกล้ำ
เจียงฉางเซิงเอ่ยว่า “ต่อไปข้าจะเตือนจื่ออวี้ไว้”
ฮวาเจี้ยนซินพยักหน้า นางสนทนากับเจียงฉางเซิงครู่หนึ่งก็ลุกขึ้นเดินจากไป เจียงฉางเซิงเอาแต่ฝึกวิชาหลอมโอสถทั้งวัน อยู่ข้างเขาไปก็เบื่อหน่าย ดังนั้นส่วนใหญ่ฮวาเจี้ยนซินจึงไปใช้เวลาอยู่กับหลานๆ มากกว่า
หลังนางจากไป ไป๋ฉีถึงเข้ามาในลานเรือน
มันถูกเจียงฉางเซิงไล่ออกไปที่อื่นก่อนเพื่อไม่ให้มันได้ยินอะไรเข้า
ไป๋ฉีมาถึงหน้าเจียงฉางเซิงแล้วเอ่ยว่า “ท่านนักพรต ข้าไล่นกในไร่สมุนไพรหมดแล้ว ข้าทิ้งกลิ่นเอาไว้ด้วย ในเวลาสั้นๆ นี่พวกมันไม่กลับมาอีกแน่”
เจียงฉางเซิงพยักหน้าเบาๆ แล้วตั้งใจหลอมโอสถต่อ
ไป๋ฉีถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “หนนี้ท่านหลอมโอสถอะไรอีกหรือ”
เจียงฉางเซิงตอบว่า “โอสถไว้ชำระกายา”
แม้จะเป็นผู้ฝึกเซียน แต่ก็ต้องมีร่างกายที่แข็งแกร่งจึงจะรองรับพลังวิญญาณที่มากขึ้นได้
ไป๋ฉีได้ยินก็ดวงตาเป็นประกาย เริ่มตั้งตาคอย
เจียงฉางเซิงหลอมโอสถคราใดล้วนแบ่งปันให้คนรอบตัวด้วยเสมอ แม้มันจะได้รับการปฏิบัติดีไม่เท่าไป๋หลงแต่อย่างน้อยก็ยังได้กินบ้าง
ติดตามเจียงฉางเซิงมาสิบหกปี พลังของมันก้าวกระโดดยิ่งกว่าตรากตรำฝึกบำเพ็ญหลายสิบปีเสียอีก
…
ปีเฉียนอู่ที่สิบห้า เดือนสี่ สวีเทียนจีนำกองทัพใหญ่บุกตีเมืองหลวงของอาณาจักรจิ้น เขาเหยียบเข้าไปในวังหลวง ปักธงของกองทัพราชวงศ์จิ่ง ณ บัดนี้แผ่นดินอาณาจักรจิ้นจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของแผนที่ราชวงศ์จิ่งแล้ว
เมื่อข่าวนี้ส่งกลับมาถึงต้าจิ่ง ประชาชนในสิบสามรัฐกับเก้ารัฐรอบนอกต่างโห่ร้องยินดี พวกเขากำลังได้ประจักษ์การผงาดขึ้นมาของจักรวรรดิอันแข็งแกร่งแห่งหนึ่ง!
หลังจากกลืนกินอาณาจักรจิ้นได้ ราชวงศ์โจวเหนือก็เริ่มถอยทัพ สงครามจึงหยุดตามไปด้วย เจียงจื่ออวี้ตัดสินใจพักสั่งสมกำลังสองปี เตรียมอาวุธยุทโธปกรณ์ เสบียงอาหาร อาชาและศาสตราวุธให้มากกว่าเดิม ความทะเยอทะยานของเขาขยายใหญ่มากขึ้นก็จริง แต่เขาไม่รีบร้อน
เจียงจื่ออวี้ในตอนนี้อายุเกินสามสิบหกปีแล้ว!
สมัยจิ่งเหวินตี้ ตอนที่เขาอายุเท่านี้เพิ่งจะได้ขึ้นครองราชย์ แต่เจียงจื่ออวี้สร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ได้แล้ว
สมัยที่เจียงจื่ออวี้ยังเป็นเพียงเว่ยอ๋อง เขาทุ่มกำลังกอบกู้แผ่นดินที่กำลังจะล่มสลาย ทวงคืนแผ่นดินของแคว้นกลับมาได้ หลังขึ้นครองบัลลังก์เขาบุกตีกู่ฮั่นและอาณาจักรจิ้นอย่างห้าวหาญ ทำให้แผ่นดินต้าจิ่งขยายใหญ่เป็นเท่าตัว มีผลงานเช่นนี้ ขอเพียงยามแก่ชราเขาไม่เลอะเลือน ฐานะของเขาบนหน้าบันทึกประวัติศาสตร์ย่อมเหนือว่าจิ่งอู่จู่กับจิ่งเหวินตี้ ต่อให้นับราชวงศ์ทั้งหมดของสิบสามรัฐตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เขาก็ยังติดหนึ่งในสามอันดับแรก ทั่วทั้งแว่นแคว้น นายเหนือหัวกับขุนนางรวมใจเป็นหนึ่ง นายเหนือหัวกับปวงประชารวมใจเป็นหนึ่ง ประชาชนทั้งหลายต่างเชื่อว่าฮ่องเต้จะสร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่มากกว่านี้
ภายในห้องทรงพระอักษร
ฮวาเจี้ยนซินเดินทางมาเยี่ยมเจียงจื่ออวี้ เจียงจื่ออวี้ให้คนนำชากับขนมเข้ามาแล้วสั่งให้ปิดประตูห้อง
“จื่ออวี้ เจ้ายุ่งอยู่กับราชกิจของแผ่นดิน เดิมทีข้าไม่สมควรสอดมือมายุ่ง แต่ยามนี้องค์ชายทั้งหลายเติบใหญ่ขึ้นทุกที พวกเขาถึงวัยที่จะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรแล้ว ตำแหน่งผู้สืบทอดราชบัลลังก์ต้องกำหนดให้เร็วสักหน่อยจึงจะเลี่ยงภัยภายหน้าได้ ไม่เพียงเท่านี้ การสั่งสอนองค์ชายทั้งหลาย ดีที่สุดคือให้พวกเขาร่ำเรียนฝึกวิชาด้วยกันเพื่อเพิ่มพูนความผูกพัน” ฮวาเจี้ยนซินเอ่ยอย่างจริงจัง
เจียงจื่ออวี้ฟังจบก็หัวเราะ “ท่านแม่พูดถูกแล้ว แต่เดิมข้าก็คิดจะแต่งตั้งเจียงซิ่วเป็นผู้สืบทอดราชบัลลังก์อยู่แล้ว แต่ก่อนหน้านี้เห็นว่าเขายังเยาว์วัยเกินไปก็เท่านั้น ท่านแม่ไม่ต้องกังวล จุดด่างพร้อยของตระกูลเจียงสามรุ่นก่อนจะไม่สืบทอดต่อไปยังรุ่นต่อๆ ไปแน่ ข้าจะแก้ไขตระกูลเจียงให้เข้าร่องเข้ารอยเอง”
อยู่เบื้องหน้าฮวาเจี้ยนซิน เขาไม่เรียกขานตนเองว่าเรา เท่านี้ก็ไว้หน้าฮวาเจี้ยนซินมากพอแล้ว
ฮวาเจี้ยนซินพยักหน้า นางมองเจียงจื่ออวี้แล้วเอ่ยอย่างรักใคร่ “จื่ออวี้ พักนี้เจ้าผอมลงนะ สีหน้าก็ไม่ค่อยดีนัก ข้าให้บิดาของเจ้าช่วยหลอมโอสถบำรุงเลือดลมให้เจ้าสักหน่อยดีหรือไม่ แม้แผ่นดินจะสำคัญ แต่ร่างกายสำคัญยิ่งกว่า”
เจียงจื่ออวี่กลับมานั่งที่โต๊ะทรงพระอักษรแล้วกล่าวว่า “นั่นเยี่ยมยอดที่สุด วางใจเถิดขอรับ ในใจข้ารู้จักเหมาะควร ข้าก็ไม่อยากเป็นฮ่องเต้ที่อายุสั้นหรอกขอรับ”
ฮวาเจี้ยนซินได้ยินเช่นนี้จึงวางใจ แม่ลูกสนทนากันอีกครู่หนึ่ง ฮวาเจี้ยนซินก็ไม่อยู่รบกวนเขานานนัก นางลุกขึ้นเดินออกไป
เจียงจื่ออวี้หยิบฎีกาขึ้นมา แต่อ่านไปได้ไม่นานนักก็วางลงอีกหน คำพูดของฮวาเจี้ยนซินเตือนสติเขา เขาละเลยวังหลังไปหน่อยจริงๆ
“เจียงซิ่ว…”
เจียงจื่ออวี้แววตาเป็นประกายระยับ นิ้วมือเคาะกับผิวโต๊ะ
ความจริงในใจเขามีความคิดอีกอย่างหนึ่ง
ผู้ใดจะได้เป็นผู้สืบทอดราชบัลลังก์ เขาอยากดูที่ความสามารถมากกว่า แต่หากไม่แต่งตั้งเจียงซิ่วเป็นว่าที่ฮ่องเต้ก็อาจชักนำให้เกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่มาได้ง่ายจริงๆ
ตัวอย่างเช่นการต่อสู้ในราชวงศ์ ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่อยากมอบราชบัลลังก์ให้กษัตริย์ที่โฉดเขลามากกว่า
เขาอ้าปากเอ่ยว่า “สะบั้นเศียร ถ่ายทอดคำสั่งลงไป นับตั้งแต่วันพรุ่งนี้ให้องค์รัชทายาทมาพิจารณาฎีกาด้วยกันกับเรา ทุกวันวันละสองชั่วยาม”
นี่ก็คือแผนการเหมาสองทางของเขา เขาจะสั่งสอนความสามารถให้เจียงซิ่วด้วยตนเอง แต่หากอีกฝ่ายยังสู้องค์ชายองค์อื่นไม่ได้อีก เช่นนั้นก็หมดหนทางแล้ว
“พ่ะย่ะค่ะ”
เสียงเย็นชาเสียงหนึ่งดังขึ้นในห้องทรงพระอักษร
…
หลังจากราชวงศ์จิ่งหยุดสงคราม แว่นแคว้นก็สงบสุข ประชาชนในใต้หล้าต่างอยู่เย็นเป็นสุข อาณาจักรรอบข้างไม่กล้าหาเรื่องราชวงศ์จิ่ง เมื่อราชวงศ์จิ่งยกกำลังมาข่มเพื่อขอทำการค้าก็ไม่มีผู้ใดกล้าปฏิเสธ ขุมกำลังของราชวงศ์จิ่งรวมไปถึงเศรษฐกิจจึงเติบโตขึ้นทุกวัน
เดือนสิบ
ครืนนนน!
จู่ๆ เมืองหลวงก็เกิดแผ่นดินไหว เขามังกรผงาดสั่นไหวอย่างรุนแรง อาคารหลังแล้วหลังเล่าพังถล่ม เจียงฉางเซิงทาบมือขวาไว้บนพื้น ถ่ายเทพลังวิญญาณเข้าไปในเขามังกรผงาด ใช้พลังอันยิ่งใหญ่ของตนเองประคองเขามังกรผงาดไว้
แต่เมืองหลวงไม่ปลอดภัยเช่นนั้น ท้องถนนแหวกเป็นรอยแยก กำแพงปริแตกราวกับวันสิ้นโลกมาเยือน
แผ่นดินไหวเกิดขึ้นติดกันเจ็ดหนจึงหยุดลงสนิท หนที่นานที่สุดสั่นไหวอยู่เกือบสองนาที
หลังจากแผ่นดินไหวสิ้นสุด กองทัพราชองครักษ์ก็เริ่มออกช่วยเหลือประชาชนในเมือง ศิษย์ทั้งหลายในอารามมังกรผงาดเริ่มช่วยเหลือศิษย์กับผู้มาเยือนอารามที่บาดเจ็บ เพราะเจียงฉางเซิงลงมือ อารามมังกรผงาดจึงไม่มีคนตาย
ไป๋ฉีเบะปาก “เมืองหลวงไม่ได้ตั้งอยู่บนชีพจรมังกรของสิบสามรัฐมิใช่หรือ เหตุไฉนจึงเกิดแผ่นดินไหวได้”
วั่งเฉินหยิบไม้กวาดขึ้นมาแล้วบอกว่า “หลายสิบปีก่อนก็เคยมีแผ่นดินไหวเหมือนกัน แต่แผ่นดินไหวหนนี้เล็กกว่าหนนั้นมากนัก”
ไป๋ฉีส่ายหน้า มันหันไปมองเจียงฉางเซิงที่อยู่ใต้ต้นไม้แล้วบอกว่า “นั่นก็ไม่แน่หรอก”
ดวงตาของมันเต็มไปด้วยแววตายำเกรง
วั่งเฉินวรยุทธ์ต่ำต้อยจึงสัมผัสไม่ได้ แต่มันสัมผัสได้อย่างชัดเจน ตอนเกิดแผ่นดินไหว มีพลังมหาศาลสายหนึ่งประคองเขามังกรผงาดให้มั่นคงอยู่
มันจินตนาการไม่ออกเลยว่ากำลังภายในของเจียงฉางเซิงแข็งแกร่งมากเพียงใด เขาจึงโอบอุ้มภูเขาทั้งลูกเอาไว้ได้
เจียงฉางเซิงไม่ส่งเสียงสักแอะ เขาสูญเสียพลังวิญญาณไปจำนวนมากเพื่อประคองเขามังกรผงาด แม้แต่ตอนสู้กับหอมังกรมหายานเขาก็ยังไม่เคยสูญเสียเรี่ยวแรงมากเท่านี้ เพราะเขาไม่เพียงต้องประคองเขามังกรผงาดไว้ แต่ยังต้องจับศิลาใต้พื้นดินไว้ให้มั่นด้วย แต่แน่นอนว่าจำนวนมากที่ว่านี้ มากเมื่อเทียบกับการต่อสู้ก่อนหน้านี้เท่านั้น
เขาไม่คิดอะไรมาก อย่างไรภัยธรรมชาติก็ไม่ใช่ฝีมือมนุษย์ เขาเตรียมตัวจะฝึกบำเพ็ญต่อ
[ปีเฉียนอู่ที่สิบห้า รัฐซือเผชิญแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่ยากจะพบในรอบหลายร้อยปี เขามังกรผงาดเกือบถล่มลงมา โชคดีเจ้าลงมือทันกาล เจ้ารอดพ้นหายนะหนนี้ได้สำเร็จ ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นวิชาอาคม นามว่า ‘วิชาแยกร่าง’]
รัฐซือหรือ
เจียงฉางเซิงเลิกคิ้วเล็กน้อย เขาพบว่าตนเองประเมินแผ่นดินไหวหนนี้ต่ำเกินไปหน่อย แผ่นดินไหวเมื่อหลายสิบปีก่อนเกิดแค่ในเมืองหลวงแห่งนี้ แต่หนนี้มันส่งอิทธิพลไปทั่วรัฐซือ นอกจากเมืองหลวงแล้ว รัฐซือยังมีเมืองอีกยี่สิบกว่าเมือง ไม่รู้ว่ามีผู้คนบาดเจ็บล้มตายเท่าไรบ้าง
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่เขาต้องขบคิด ปล่อยให้เจียงจื่ออวี้ปวดหัวไปเถิด
เจียงฉางเซิงเริ่มรับสืบทอดวิชาแยกร่าง
วิชาแยกร่างเป็นของดีนัก!
ยามนี้เขาไม่ขาดแคลนวิชาอาคมหรือสุดยอดเคล็ดวิชาสำหรับโจมตีกับป้องกันแล้ว ขาดก็แค่วิชาอาคมแปลกพิสดารที่ทำให้ตนเองมีความสามารถรอบด้านเช่นนี้
หลังจากเขารับสืบทอดวิชาแยกร่างเสร็จ เขาก็ลุกขึ้นเดินอยู่ในเรือนแล้วเริ่มฝึกวิชานี้
วิชาแยกร่างสร้างร่างแยกออกมาได้ พลังของร่างแยกจะขึ้นอยู่กับว่าเจียงฉางเซิงใส่พลังวิญญาณเข้าไปมากน้อยเท่าไร แถมร่างแยกยังต่อสู้ได้อีกด้วย!
เป็นอาคมที่ดีมาก!
….
ทั่วทั้งเมืองหลวงถูกโอบล้อมด้วยบรรยากาศวังเวง ทุกหนทุกแห่งทั่วเมืองมีเสียงร่ำไห้ดังกังวาน
หานเทียนจียืนอยู่บนซากปรักหักพังแห่งหนึ่ง เขาขมวดคิ้วกวาดสายตามองไปรอบทิศขณะที่ในมือถือป้ายหยกสีทองแผ่นหนึ่ง ตอนนี้ป้ายหยกกำลังสั่นระริก
เขาขมวดคิ้วจนเป็นปมแล้วพึมพำว่า “เกิดอะไรขึ้น…โชคชะตาในชีพจรมังกรเปลี่ยนไปแล้ว…”
เขาก้มหน้ามองพื้นดิน ในดวงตาเต็มไปด้วยแววตาฉงน
เขาร่ำเรียนศาสตร์แห่งโชคชะตามาจากถ้ำสวรรค์สำแดงเดช แต่เขาก็ไม่เข้าใจสถานการณ์ตอนนี้นักเช่นกัน
จู่ๆ เขาก็นึกถึงคำพูดของอาจารย์
‘สิบสามรัฐของราชวงศ์จิ่งมีชีพจรมังกรอยู่ ใต้หล้ามีชีพจรมังกรเพียงเก้าเส้น ชีพจรมังกรแต่ละเส้นต่างมีพลังแห่งโชคชะตาบรรจุเอาไว้มหาศาล ทว่าชีพจรมังกรของสิบสามรัฐกลับอ่อนแอ แปลกจริงหนอ ประหลาดจริงหนอ หากมิใช่ฝีมือมนุษย์ คงจะต้องมีมหันตภัยซุ่มซ่อนอยู่แน่’
ยามนั้นเขาคิดว่าเพราะหอมังกรมหายานยึดครองวิถียุทธ์ไว้ผู้เดียว โชคชะตาจึงเสื่อมถอย ทำให้ชีพจรมังกรค่อนข้างอ่อนแอ แต่ยามนี้ดูแล้วคงมิใช่เช่นนั้น
ชีพจรมังกรซ่อนความลับอันยิ่งใหญ่ไว้อยู่!
………………………………………………..
[1]เหตุการณ์ที่ประตูเสวียนอู่ ก่อนขึ้นครองราชย์ จักรพรรดิถังไท่จงหรือหลี่ซื่อหมินยกทัพมายึดอำนาจจากบิดาและพี่ชายจนเกิดการสู้รบกันที่ประตูเสวียนอู่ เพราะพี่น้องคิดทำร้ายชีวิตเขา หลี่ซื่อหมินสังหารพี่ชายคนโตที่เป็นองค์รัชทายาทในเหตุการณ์นี้ หลังจากนั้นไม่นานพระบิดาที่เป็นฮ่องเต้ก็แต่งตั้งให้หลี่ซื่อหมินเป็นองค์รัชทายาทแล้วสละบัลลังก์ให้หลี่ซื่อหมินขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรรดิถังไท่จง