เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 71 มารร้ายกับชีพจรมังกร ห้าราชวงศ์ประกาศศึก
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 71 มารร้ายกับชีพจรมังกร ห้าราชวงศ์ประกาศศึก
แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่พบเห็นได้ยากยิ่งในหลายร้อยปีครั้งนี้ส่งผลกระทบถึงกำแพงเมืองทั้งหมดของรัฐซือ ผู้คนบาดเจ็บล้มตายมากมายจนไม่อาจประมาณจำนวนได้ ส่วนภายในเมืองหลวงนั้น นอกจากพื้นที่ที่อยู่ใกล้กับอารามมังกรผงาด พื้นที่อื่นๆ ล้วนได้รับความเสียหาย ซึ่งการฟื้นฟูพื้นที่เสียหายขึ้นมาใหม่ต้องใช้เวลามาก ดีที่เวลานี้ต้าจิ่งแข็งแกร่งรุ่งเรือง เจียงจื่ออวี้จึงมีคำสั่งลงไปว่าจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมบ้านเรือนทั้งหมดเอง ให้เหล่าไพร่ฟ้าได้สัมผัสถึงพระเมตตาอันยิ่งใหญ่ของฮ่องเต้
ในโลกนี้ ปุถุชนคนทั่วไปยำเกรงต่อภัยพิบัติธรรมชาติ แม้รัฐซือจะประสบกับแผ่นดินไหว แต่หัวใจของไพร่ฟ้ากลับไม่ได้สั่นคลอน แน่นอนว่ามีบางเสียงนินทาที่คิดว่าเป็นเพราะฮ่องเต้ทำศึกมานานปีจึงทำให้สวรรค์พิโรธ แต่เสียงเหล่านี้ก็หายไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อเหล่าศิษย์ของอารามมังกรผงาดรู้เรื่องที่เมืองหลวงและรัฐซือประสบต่างต้องตื่นตระหนกกันยกใหญ่ พวกเขาอยู่บนเขายังนึกว่าเป็นแค่แผ่นดินไหวเล็กๆ เท่านั้น ซึ่งพวกเขาคิดได้เพียงว่าเป็นเพราะมีเจียงฉางเซิงคอยปกป้องอยู่
ท่านเซียนฉางเซิง เทพเซียนในแดนมนุษย์!
ไม่ใช่แค่พวกเขาเท่านั้นที่ตระหนักในข้อนี้ เพราะมีคนพบเห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าแถบถนนที่อยู่ใกล้กับอารามมังกรผงาดไม่ได้รับความเสียหายมากมายเท่าใด ทำให้ชื่อเสียงของท่านเซียนฉางเซิงแพร่ออกไปอีกครั้ง เหล่าผู้มีอำนาจในเมืองหลวงเริ่มพากันกว้านซื้อที่ดินแถบใกล้เคียงอารามมังกรผงาดและยอมซื้อในราคาสูง บ้างก็ทำเพื่อความปลอดภัย บ้างก็เพื่อหาความร่ำรวย
จวบจนปลายปี ในที่สุดรัฐซือก็สามารถเดินออกจากฝุ่นควันทึบที่แผ่นดินไหวนำมาได้
วันนี้ เจียงจื่ออวี้มาเยี่ยมและยังพาคนผู้หนึ่งมาด้วย ซึ่งก็คือเสนาบดีกรมโชคชะตา หานเทียนจี
สวีเทียนจีถึงกับตื่นตะลึงเมื่อได้พบกับเจียงฉางเซิงครั้งแรก มักได้ยินคนพูดกันว่าท่านเซียนฉางเซิงเชี่ยวชาญวิชาคงรูปลักษณ์ วันนี้ได้พบช่างน่าตกตะลึงราวกับเป็นชาวสวรรค์
เจียงจื่ออวี้แนะนำหานเทียนจีอย่างง่ายๆ จากนั้นก็ให้หานเทียนจีพูดธุระของเขา หานเทียนจีจึงเพิ่งได้สติขึ้นมา รีบบอกไปว่า “ท่านเซียนขอรับ เหตุแผ่นดินไหวเมื่อสองเดือนก่อนนั้นผิดปกติอย่างยิ่ง ข้าได้ยินว่าเมื่อหกปีก่อนเมืองหลวงก็เคยเกิดเหตุแผ่นดินไหว ข้าเดาว่าเกิดจากชีพจรมังกรปะทุขอรับ”
เจียงฉางเซิงพยักหน้ากล่าวว่า “จากนั้นเล่า”
สองคนนี้คงไม่ได้อยากให้เขาไปแก้ไขชีพจรมังกรหรอกกระมัง
หานเทียนจีพูดต่อว่า “ทุกคราที่ชีพจรมังกรปะทุจะรุนแรงกว่าครั้งก่อนหน้าซึ่งนับเป็นภัยร้ายแรง หากมิใช่ฝีมือมนุษย์ก็ต้องเป็นภัยพิบัติธรรมชาติ แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างใดพวกเราล้วนไม่อาจเอาแต่นั่งรอรับกรรมได้ขอรับ”
เจียงจื่ออวี้เอ่ยว่า “เราสงสัยว่าจะเป็นสมุนของหอมังกรมหายานที่หลงเหลืออยู่เป็นคนทำ”
หอมังกรมหายานล่มสลายไปแล้ว แต่ความจริงกลับมีแค่คนใกล้ตายกลุ่มหนึ่งที่ตายไปเท่านั้น หอมังกรมหายานไม่มีทางจะมีคนแค่น้อยนิดเท่านี้ ฉะนั้นหอมังกรมหายานยังคงเป็นหินก้อนโตที่ขวางอยู่ในหัวใจของเจียงจื่ออวี้
เจียงฉางเซิงถามอย่างจนใจว่า “เช่นนั้นพวกเจ้ารู้ว่าชีพกรมังกรอยู่ที่ใดหรือ พวกเจ้าคงไม่ได้หวังให้ข้ามุดดินหรอกกระมัง”
เขายังไม่เป็นวิชามุดดิน
ต่อให้ใช้วิชาเก้าสวรรค์จำแลงกลายร่างเป็นไส้เดือนตัวหนึ่งแล้วมุดลงดินก็เปลืองแรงเกินไป
“เราได้ส่งองครักษ์ชุดขาวออกไปสืบที่รัฐซือแล้ว หากเป็นฝีมือมนุษย์จะต้องมีทางเข้า หากค้นพบทางเข้า ถึงยามนั้นก็หวังว่าท่านอาจารย์จะยื่นมือเข้าช่วยได้ เพราะผู้ที่สามารถเคลื่อนชีพจรมังกรได้จะต้องเป็นผู้มีวรยุทธ์ยุทธ์สูงส่งขอรับ” เจียงจื่ออวี้ตอบ
หานเทียนจีเอ่ยต่อว่า “ผู้เยาว์อยากทราบว่าท่านปกป้องเขามังกรผงาดได้อย่างไร เป็นวิชาแห่งโชคชะตาใดจึงทำให้เขามังกรผงาดพ้นภัยไปได้ขอรับ”
เขาสงสัยเหลือเกินจึงได้ให้เจียงจื่ออวี้พาเขามาที่นี่
เจียงฉางเซิงส่ายหน้าบอกว่า “ข้าจะไปรู้วิชาโชคชะตาใดกัน ก็เพียงใช้พลังยุทธ์ปกป้องเขาไว้เท่านั้น”
เมื่อเอ่ยคำพูดนี้ออกไป ทั้งเจียงจื่ออวี้และหานเทียนจีต่างนิ่งเหม่อ ไม่กล้าเชื่อหูตนเอง
เจียงจื่ออวี้อดถามไม่ได้ว่า “ใช้พลังยุทธ์ปกป้องเขารึ ทำได้อย่างไร แม้ว่าเขามังกรผงาดจะไม่ใช่ภูเขาขนาดใหญ่แต่ก็ยังเป็นภูเขา ลำพังแค่เดินขึ้นเขามาก็ยังต้องใช้เวลาถึงครึ่งชั่วยามนะขอรับ”
เจียงฉางเซิงได้แต่ยิ้มไม่พูดอะไร
หานเทียนจีตกตะลึง
ใช้พลังยุทธ์ปกป้องเขาผ่านพ้นภัยพิบัติธรรมชาตินับเป็นพลังยุทธ์ระดับใดกัน
เขาไม่อาจจินตนาการได้เลย ฟังแล้วน่ากลัวเสียจริงๆ ในถ้ำสวรรค์สำแดงเดชอาจจะมีผู้ล้ำเลิศเช่นนี้ได้ แต่ด้วยฐานะและความสามารถของเขาจึงยังไม่เคยสัมผัสกับตัวมาก่อน
สุดท้าย คนทั้งสองก็จากไปอย่างเงียบๆ สิ่งที่พวกเขาคิดอยู่ในใจมีเพียงพวกเขาเองเท่านั้นที่รู้
ก่อนไป เจียงฉางเซิงยังให้ขวดโอสถกับเจียงจื่ออวี้ไปสองขวดด้วย เขาก็กลัวว่าบุตรชายของตนจะอายุสั้นเช่นกัน จึงต้องปรับร่างกายเอาไว้แต่เนิ่นๆ
ไป๋ฉีส่งเสียงจิ๊ๆ ด้วยความประหลาดใจ แอบคิดในใจว่า ‘เป็นพลังยุทธ์ปกป้องเขาง่ายๆ เท่านั้นที่ใดกัน เขาเพียงตบมืออย่างสบายๆ ครั้งหนึ่งก็สามารถสยบกำลังรุนแรงของแผ่นดินไหวเอาไว้ได้แล้ว ไม่ได้ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดด้วยซ้ำ…’
เจียงฉางเซิงมานั่งสมาธิใต้ต้นไม้วิญญาณปฐพี และเริ่มใช้แต้มเช่นไหว้พยากรณ์สอบถามอยู่ในใจว่า
“ข้าอยากรู้ว่าแผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร”
[ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้ 4,000 แต้ม จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
หนนี้เจียงฉางเซิงยอมกรีดเลือดตนเองทีเดียว
[แผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดขึ้นจากมารร้ายดูดซับโชคของชีพจรมังกร เมื่อใดที่โชคแห่งชีพจรมังกรหมดไป รัฐซือก็จะล่มสลาย โชคของสิบสามรัฐก็จะถูกตัดขาดและกลายเป็นพื้นที่แห่งภัยพิบัติไปนับแต่นั้น]
มารร้าย?
แปลว่าสองสำนักหลังบัลลังก์ร่วมมือกันแล้ว ไม่ธรรมดาเลยนี่
ทว่าแต้มเซ่นไหว้ 4,000 แต้มก็ยังไม่แน่ว่าจะหักล้างกับทัณฑ์สวรรค์ยามที่เขาบรรลุวิชามรรคาธรรมชาติขั้นที่หกได้
บ่งบอกว่ายามนี้มารร้ายที่ว่าไม่อาจคุกคามเขาได้
เจียงฉางเซิงคิดเช่นนี้ก็รู้สึกว่าปัญหาไม่ได้ใหญ่โตเท่าไร
ทันใดนั้นเขาก็ใช้พลังวิญญาณแยกร่างออกมาอีกร่างหนึ่ง ไป๋ฉีเห็นแล้วต้องเบิกตาหมาป่าของมันจนกว้าง
ร่างแยกเหมือนกับตัวเขาเองไม่มีผิดเพี้ยน หากคนสองคนนั่งอยู่ข้างกันก็แยกไม่ออกแต่อย่างใดว่าคนไหนเป็นตัวจริง
เจียงฉางเซิงใช้เวลาสองเดือนก็ฝึกฝนวิชาแยกร่างได้ถึงระดับสมบูรณ์แล้ว และเรียกว่าใช้วิชานี้ได้อย่างคล่องแคล่วนัก
ร่างแยกยืนขึ้น จากนั้นกระโดด ขี่เมฆาทะยานหมอกออกไป ก่อนหายวับไปที่ขอบฟ้าอย่างรวดเร็ว
ไป๋ฉีสั่นสะท้านและถามอย่างระมัดระวังว่า “ท่านนักพรต เมื่อครู่นั้นคือ…”
เจียงฉางเซิงปรายตามองมันหนหนึ่ง ก่อนเอ่ยอย่างมีนัยยะว่า “เจ้าไม่ได้เห็นสิ่งใดทั้งสิ้น ใช่หรือไม่”
ไป๋ฉีตกใจจนสั่นไปทั้งตัว พลางพยักหน้าอย่างสุดชีวิต
มารดามันเถอะ นี่มันเป็นวิชายุทธ์จริงๆรึ
ไม่มีทางเป็นภาพมายาไปได้ ไป๋ฉียังสามารถสัมผัสถึงลมปราณของร่างแยกนั้นด้วยว่าเหมือนกับเจียงฉางเซิงไม่มีผิดเพี้ยน
เจียงฉางเซิงส่งร่างแยกไปตามหาชีพจรมังกร ร่างแยกเหมือนกับร่างจริงอย่างไม่ต้องสงสัย ทั้งมีความรู้สึกนึกคิด เมื่อออกไปสืบข่าวจึงคล่องตัวยิ่งกว่าองครักษ์ชุดขาวเสียอีก
…
ปีเฉียนอู่ที่สิบหก เดือนสาม วสันตฤดู
ต้าจิ่งถูกหลายราชวงศ์ประกาศศึกอย่างปัจจุบันทันด่วน อาณาจักรที่อยู่โดยรอบพากันปฏิเสธความร่วมมือทางการค้ากับต้าจิ่ง ทั้งยังมีกองทัพประจำท้องถิ่นปรากฏตัวที่ชายแดนของแต่ละราชวงศ์ หากแต่ไม่ได้เข้าโจมตีต้าจิ่ง เพียงแค่ตั้งทัพเอาไว้รอคำสั่งทางทหารเท่านั้น
“โจวเหนือ เว่ย เฉิน เทียนกังและหยวนใต้ถึงกับประกาศศึกกับต้าจิ่ง ดีเหลือเกิน ดีเหลือเกิน!”
เจียงจื่ออวี้ยืนอยู่ตรงหน้าบัลลังก์มังกร กล่าวเสียงแข็ง มีรอยยิ้มเย็นที่เต็มไปด้วยจิตสังหารบนใบหน้า
เหล่าขุนนางบุ๋นบู๊ต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความตึงเครียดยิ่ง สิบสามรัฐไม่เคยประสบกับเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน แม้ว่าก่อนนี้จะเปิดศึกกับราชวงศ์โดยรอบแต่ก็น้อยครั้งนักที่จะถูกราชวงศ์อื่นรุมโจมตีพร้อมกัน นั่นเพราะระหว่างราชวงศ์ต่างๆ ก็ยังมีความแค้นที่สืบทอดกันมาและมีผลประโยชน์พัวพันกันอยู่
เฉินหลี่เอ่ยว่า “ทูลฝ่าบาท ห้าราชวงศ์ประกาศศึกพร้อมกันแต่กลับไม่ได้รุกเข้าโจมตี อาจเพราะพวกเขาพรั่นพรึงต่อความเกรียงไกรของต้าจิ่ง จึงเพียงจะร่วมมือกันแสดงท่าทีต่อต้านเราเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ”
สวีเทียนจีส่ายศีรษะ “ข้าคิดว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น พวกเขาอาจกำลังรอสัญญาณเข้าโจมตีในเวลาเดียวกันก็เป็นได้”
เหล่าขุนนางต่างแสดงความคิดเห็นของตนออกมา
เจียงจื่ออวี้ก็ใจเย็นลงแล้วเช่นกัน แม้เขาจะทระนงตนแต่ก็ไม่ได้โง่ เมื่อห้าราชวงศ์ร่วมมือกัน ไม่ว่าต้าจิ่งจะเข้าโจมตีราชวงศ์ใดก็จะชักนำให้เกิดศึกใหญ่ของหกราชวงศ์ในทันที เวลานี้ต้าจิ่งจะต้องเปิดศึกในทุกชายแดน!
ซี่งนับว่าไม่เป็นผลดีอย่างยิ่งสำหรับต้าจิ่ง
เวลานี้ต้าจิ่งเท่ากับสามราชวงศ์รวมกัน แต่กู่ฮั่นและราชวงศ์จิ้นยังคงอยู่ในระหว่างผนวกรวม วันใดเปิดศึกและแสดงความเสื่อมโทรมออกมาให้เห็นก็เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าชาวกู่ฮั่นและชาวจิ้นจะต้องก่อกบฏเป็นแน่ หากเป็นดังนั้นก็จะอันตรายเกินไป
“ทูลฝ่าบาท แผนการในเวลานี้คือใช้การไม่เปลี่ยนแปลงรับมือความเปลี่ยนแปลงทั้งปวงเป็นดีที่สุด ห้าราชวงศ์ร่วมมือกันแต่ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่กล้าเปิดศึกเป็นคนแรก ต้าจิ่งก็ต้องการเวลาเพื่อผนวกรวมราชวงศ์จิ้นเพื่อให้มีกำลังทหารมากขึ้นด้วยพ่ะย่ะค่ะ” หยางเช่อยืนขึ้นพูด คำพูดของเขาได้รับการยอมรับจากคนจำนวนมาก
เจียงจื่ออวี้แค่นเสียงกล่าวว่า “เช่นนั้นเราก็จะดูซิว่ามันผู้ใดอาจหาญเข้าโจมตีต้าจิ่งก่อน เราก็จะทำลายมันเป็นคนแรก!”
เขาเริ่มมีราชโองการส่งทหารจำนวนมากไปยังชายแดนต่างๆ เพื่อเป็นการป้องกันดินแดน ถึงขั้นที่ไม่เหลือแม่ทัพเอาไว้ในเมืองหลวงแม้สักคน ขอเพียงเป็นแม่ทัพขั้นห้าขึ้นไปล้วนถูกส่งออกไปทั้งหมด
…
ณ อารามมังกรผงาด เจียงฉางเซิงได้รู้เรื่องนี้จากหลี่หมิ่น ห้าราชวงศ์พร้อมใจเข้าสู้ หลังประกาศศึกแล้วก็กระจายข่าวนี้ออกไปในวงกว้าง ข่าวนี้ได้แพร่ไปทั่วต้าจิ่งแล้ว ทำให้เหล่าประชาชนขวัญผวา
ห้าราชวงศ์รุมโจมตี แค่ได้ฟังก็น่าตื่นตกใจแล้ว
ซึ่งนี่ก็คือหนึ่งในเหตุผลที่ห้าราชวงศ์ประกาศศึกแต่ไม่รุกเข้าโจมตี
เจียงฉางเซิงได้ฟังแล้วก็แอบถอนใจ ยังไม่ทันหาพบว่าชีพจรมังกรอยู่ที่ใด ศัตรูก็เคลื่อนไหวก่อนแล้ว
เขาถึงกับสงสัยว่าสองสำนักหลังบัลลังก์น่าจะรู้เรื่องของชีพจรมังกรด้วย จึงจงใจก่อเรื่องในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานนี้
ค้นหามาสามเดือนร่างแยกของเจียงฉางเซิงและองครักษ์ชุดขาวก็ยังหาทางเข้าของชีพจรมังกรไม่พบ ชีพจรมังกรซ่อนอยู่ใต้ดินที่ลึกเป็นที่สุด จึงไม่แน่ว่าจะค้นหาจุดที่วิญญาณลอดออกมาได้ กระทั่งอาจเป็นไปได้ว่าไม่ได้อยู่ในอาณาเขตของรัฐซือด้วยซ้ำ เจียงฉางเซิงจึงได้แต่ต้องล้มเลิกการค้นหา ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ต้องทำใจยอมรับเสีย
“อืม ข้ารู้เรื่องหมดแล้ว”
เจียงฉางเซิงตอบรับไปประโยคหนึ่ง หลังจากรายงานข่าวทั้งหมดแล้วหลี่หมิ่นก็คำนับและจากไป
ไป๋ฉีขยับเข้ามากล่าวว่า “เรื่องที่ห้าราชวงศ์ร่วมมือกัน จะต้องมีสำนักหลังบัลลังก์คอยบงการอยู่เบื้องหลังเป็นแน่”
เจียงฉางเซิงพยักหน้า เขาก็รู้เรื่องนี้เช่นกัน แต่ก็ไม่ได้รู้สึกรำคาญใจ ตรงกันข้ามกลับกำลังรอให้อีกฝ่ายนำรางวัลรอดชีวิตมาให้เสียอีก
เป็นพวกรอถูกเชือดทั้งนั้น
ไป๋ฉีถามต่อว่า “ต้าจิ่งจะต้องรับมือไม่ไหวแน่ ท่านจะออกโรงหรือไม่”
เจียงฉางเซิงกล่าวว่า “รับมือไม่ไหวค่อยว่ากัน”
เขาไปยุ่งย่ามกับเรื่องของราชสำนักน้อยครั้งนัก แต่หากต้าจิ่งถึงขั้นที่แผ่นดินจะล่มสลาย เขาก็สามารถออกโรงได้ สายตาของเขาไม่เคยมองแค่เรื่องตรงหน้ามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
อาจเป็นเพราะหากเขาออกโรงช้าไปก็จะมีคนตายจำนวนมาก แต่เมื่อย้อนกลับมามอง หลังจากนี้หลายร้อยปีก็ต้องมีคนตายทั้งสิ้น ล้วนเป็นเมฆหมอกที่ผันผ่าน เขาไม่อยากเป็นพระโพธิสัตว์ หรือต่อให้เป็นพระโพธิสัตว์จริงๆ ก็มิใช่ว่าจะต้องทำตามคำขอไปเสียทุกเรื่อง
เขายินดีจะเป็นที่พักพิงให้ดินแดนต้าจิ่ง แต่ไม่ยินยอมปกป้องอยู่เพียงลำพังเรื่อยไป แต่จะยื่นมือเข้าช่วยเป็นเรื่องๆ ไป หากต้องการเป็นราชวงศ์ที่ยืนยงนับพันปี สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องก้าวหน้าขึ้นมาด้วยตนเอง
เจียงฉางเซิงหยิบโอสถเพิ่มวิญญาณออกมาหนึ่งขวด หลังจากกินไปแล้วก็ใช้วิชาตัวเบาต่อไปทันที
แม้ว่าเวลานี้ยังไม่พบกับศัตรูเป็นการชั่วคราว เเต่เขาก็ยังคงปรารถนาในวิชามรรคาธรรมชาติขั้นที่เจ็ดอย่างยิ่ง เขาต้องการแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ เพื่อหลีกเลี่ยงภัยถึงชีวิตหากมีผู้แข็งแกร่งในระดับที่เหนือกว่าขั้นจักรวาลปรากฏตัวออกมา
ตามการคาดคะเนของเขา เขาน่าจะบรรลุวิชามรรคาธรรมชาติขั้นที่เจ็ดภายในเวลาห้าปี!
นี่เป็นเพียงแค่ระดับขั้นเท่านั้น ส่วนพลังของเขาเพิ่มขึ้นทุกๆ ปีอยู่แล้ว!
…
ตะวันจันทราหมุนเวียน
แต่ละเดือนผ่านไป กำลังทหารที่ประจำอยู่ ณ ชายแดนต้าจิ่งก็ยิ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ
เจียงจื่ออวี้ยังคงมีนโยบายทางทหารอย่างไม่หวั่นกลัวใดๆ ทั้งยังไม่สนใจว่าคลังของแคว้นจะเป็นเช่นใด จำต้องสู้กับห้าราชวงศ์กันให้ตายไปข้างหนึ่ง
ท่าทีของต้าจิ่งทำให้ห้าราชวงศ์ที่อยู่โดยรอบเกิดความสงสัย เดิมทีนึกว่าต้าจิ่งจะตื่นตกใจ และนึกไม่ถึงว่าต้าจิ่งกลับยิ่งมีท่าทีเตรียมรับศึกอย่างแข็งกร้าวยิ่ง
เดือนแปด
ในที่สุดสงครามใหญ่ก็ปะทุขึ้น โจวเหนือเป็นราชวงศ์แรกที่เปิดการโจมตีต้าจิ่ง ในวันเดียวกันนั้น อาณาจักรเทียนกังทางทิศเหนือก็นำกำลังทหารเข้าโจมตีพื้นที่ที่เคยเป็นราชวงศ์จิ้น เจ็ดวันจากนั้นราชวงศ์เว่ยก็ส่งทหารมาเสริมแก่โจวเหนือ ส่วนราชวงศ์เฉินและอาณาจักรหยวนใต้ก็ส่งกำลังทหารตามมา ภายในหนึ่งเดือนก็เกิดศึกขึ้นทุกฝั่งชายแดนของต้าจิ่ง
นี่คือสงครามใหญ่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ ครั้งนี้ห้าราชวงศ์ทุ่มกำลังทหารไปมากกว่าสองล้านคนและยังคงทยอยเข้ามาเพิ่มอย่างต่อเนื่อง
ฮ่องเต้มีพระราชบัญชา ประกาศว่าชาวยุทธ์สามารถเข้าไปเป็นกำลังหนุนในสงครามแต่ละแห่งได้อย่างอิสระ หลังสงครามจะมีบำเหน็จรางวัลให้ตามความดีความชอบ ไปจนถึงมอบตำแหน่งขุนนางให้โดยไม่ถามชาติกำเนิดไม่ถามประวัติความเป็นมา
เมื่อพระราชบัญชานี้ออกไป ยุทธภพต้าจิ่งก็สั่นสะเทือน!
แต่ในวันนี้มีคนมาพบเจียงฉางเซิง
ฮวงชวนยืนอยู่ตรงหน้าเจียงฉางเซิง โค้งเอวลงกล่าวว่า “ผู้มาเยือนบอกว่าตนเองมาจากสำนักหลังบัลลังก์ อยากจะพบท่านสักหนขอรับ”
………………………………………