เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 72 ตระกูลขุนนางประคองจันทร์ อารามมังกรผงาดร่วมสงคราม
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 72 ตระกูลขุนนางประคองจันทร์ อารามมังกรผงาดร่วมสงคราม
“ให้เขาเข้ามาเถิด”
เจียงฉางเซิงเอ่ยไปทั้งที่ยังไม่ลืมตา เขาสัมผัสถึงปราณของอีกฝ่ายแล้วว่าเป็นพลังยุทธ์ขั้นเทวจิต ตั้งแต่อีกฝ่ายเข้ามาในเมืองเขาก็สัมผัสได้แล้ว แต่เจ้าหมอนี่ดูๆ ไปแล้วไม่ได้มีเจตนาร้ายใด ทั้งยังไม่มีท่าทีลับๆ ล่อๆ เขาจึงไม่ได้ลงมือ
ฮวงชวนรีบไปเรียกทันที
ไป๋ฉีปรายตาไปยังโครงกระดูกภูตที่อยู่ข้างหลังต้นไม้วิญญาณปฐพี พลางเอ่ยเตือนว่า “ท่านนักพรต ต้องเปลี่ยนที่ซ่อนโครงกระดูกภูตหรือไม่ หากถูกพบเห็นเข้าก็จะวุ่นวายใหญ่โตเอา”
เจียงฉางเซิงตอบว่า “ไม่เป็นไร ข้าอยู่ข้างหน้า ยังจะให้ฝ่ายนั้นอ้อมไปหลังต้นไม้ได้รึ”
โครงกระดูกภูตติดกระดาษยันต์ไว้แผ่นหนึ่งซึ่งทำให้ปราณของมันกลายเป็นว่างเปล่า ไม่มีใครสัมผัสได้
ไป๋ฉีได้ฟังก็คิดว่าสมเหตุสมผลจึงไม่เอ่ยสิ่งใดอีก
ผ่านไปไม่น่าน ฮวงชวนก็พาผู้ฝึกยุทธ์ของสำนักหลังบัลลังก์มา ฮวงชวนนำอีกฝ่ายมาถึงตรงหน้าประตูเรือนพักแล้วหันหลังจากไปทันใด ไม่รบกวนพวกเขาสนทนากัน
ผู้ฝึกยุทธ์ของสำนักหลังบัลลังก์ผู้นี้เป็นสตรีในอาภรณ์สีครามผู้หนึ่ง สวมหมวกปีกกว้าง มีแพรขาวห้อยไว้รอบปีกหมวก เผยให้เห็นใบหน้ารูปไข่งดงาม มือกุมกระบี่เล่มหนึ่ง ท่าทีเมื่อนางเห็นเจียงฉางเซิงก็เหมือนกับคนอื่น นั่นคือเห็นแล้วต้องตกตะลึง
ดีที่นางไม่ได้แน่นิ่งไป นางเร่งเดินมาตรงหน้าเจียงฉางเซิงแล้วประสานฝ่ามือกำหมัดคำนับ กล่าวว่า “ผู้เยาว์อวี้เหยียนอี้มาจากสำนักหลังบัลลังก์ตระกูลขุนนางประคองจันทร์ ขอคารวะท่านเซียนฉางเซิงเจ้าค่ะ”
เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้นกล่าวว่า “ตระกูลขุนนางประคองจันทร์รึ ในเมื่อเรียกขานตนเองว่าเป็นตระกูลขุนนางก็ย่อมมิใช่ธรรมดา”
อวี้เหยียนอี้เอ่ยเบาๆ ว่า “ขอบคุณในคำชมของผู้อาวุโส ผู้เยาว์มาในครานี้ด้วยต้องการเชิญผู้อาวุโสไปพำนักที่ตระกูลขุนนางประคองจันทร์ ตระกูลขุนนางประคองจันทร์ยินดีดูแลผู้อาวุโส แต่หากผู้อาวุโสมีสำนักหลังบัลลังก์อยู่แล้ว เช่นนั้นก็แล้วไป ถือเสียว่ามาผูกมิตรเจ้าค่ะ”
เจียงฉางเซิงเผยรอยยิ้มน้อยๆ เอ่ยถามว่า “หากข้าตอบรับ ข้าต้องไปจากต้าจิ่งหรือไม่ ตระกูลขุนนางประคองจันทร์จะปกป้องต้าจิ่งหรือไม่”
อวี้เหยียนอี้ดีอกดีใจ กล่าวว่า “หากผู้อาวุโสไปที่ตระกูลขุนนางประคองจันทร์ได้ก็จะดียิ่งเจ้าค่ะ ตระกูลขุนนางประคองจันทร์ก็ยินดีจะรับดูแลต้าจิ่งด้วยเจ้าค่ะ”
รับดูแล?
เจียงฉางเซิงอดส่ายหัวไม่ได้
ไป๋ฉีค่อนแคะว่า “สำนักหลังบัลลังก์ก็คือสำนักหลังบัลลังก์ ไม่มีทางยอมขาดทุนเลย”
อวี้เหยียนอี้ปรายตามองมันหนหนึ่ง แต่ไม่ได้ใส่ใจ ก่อนหันกลับมามองเจียงฉางเซิง กล่าวว่า “ผู้อาวุโส เมื่อตระกูลขุนนางประคองจันทร์รับดูแลต้าจิ่งก็จะสามารถใช้โชคชะตาของต้าจิ่งและทรัพยากรในวิถียุทธ์ได้ดียิ่งขึ้น และสิ่งเหล่านี้ก็จะเป็นหนึ่งในแหล่งทรัพยากรที่จะมาดูแลท่าน อย่างไรก็ได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย แม้ผู้อาวุโสจะเก่งกาจ แต่คนผู้เดียวไม่อาจดูแลทั้งใต้หล้าต้าจิ่งได้ แม้จะมีพลังในขั้นกายาทองคำ หุบเขาชำนาญยุทธ์กับหอชุมดาราต่างก็ต้องการฉีกเนื้อจากในปากพยัคฆ์ของท่านอยู่”
นางหยุดพูดก่อนเอ่ยต่อว่า “หุบเขาชำนาญยุทธ์และหอชุมดาราไม่เพียงแค่หนุนให้ห้าอาณาจักรมารุกรานเท่านั้น ความจริงแล้วเป็นเก้าอาณาจักร ยังมีอีกสี่อาณาจักรที่กำลังเคลื่อนกำลังพลและกำลังเดินทางมาจากหลายหมื่นลี้ ถึงยามนั้นเก้าอาณาจักรจะร่วมมือกัน ต้าจิ่งจะต้องพ่ายแพ้อย่างไม่ต้องสงสัย แม้ผู้อาวุโสจะแข็งแกร่ง แต่ฟ้าดินกว้างใหญ่ ท่านจะดูแลศึกได้กี่ทางกัน ว่ากันว่าหุบเขาชำนาญยุทธ์หาผู้แข็งแกร่งในขั้นกายาทองคำได้คนหนึ่งแล้วด้วยเจ้าค่ะ”
เก้าอาณาจักร เหี้ยมโหดถึงเพียงนี้!
และยังดึงตัวคนขั้นกายาทองคำมาได้แล้วด้วย?
เจียงฉางเซิงแอบทอดถอนใจ
ไป๋ฉีได้ฟังแล้วหนังตาก็กระตุกรุนแรง พวกสำนักหลังบัลลังก์เป็นบ้าไปแล้วจริงๆ
อวี้เหยียนอี้เห็นเขายังไม่พูดไม่จา จึงเอ่ยปากอีกครั้งว่า “ผู้อาวุโส รากฐานของตระกูลขุนนางประคองจันทร์ลึกล้ำยิ่งกว่าหอมังกรมหายาน เราก่อตั้งมาแล้วสองพันปี ครอบครองสี่อาณาจักรใหญ่ หากท่านยินยอม ประมุขของเราไม่มีทางทำไม่ดีต่อท่านเป็นแน่เจ้าค่ะ”
ไป๋ฉีแค่นเสียงใส่ “เหตุใดประมุขของเจ้าจึงไม่มาด้วยตนเองเล่า”
อวี้เหยียนอี้เอ่ยอย่างจนใจว่า “หากท่านประมุขมาก็เท่ากับเป็นการประกาศตัวเป็นศัตรูต่อหุบเขาชำนาญยุทธ์และหอชุมดารา ยิ่งไปกว่านั้นผู้อาวุโสก็จะระแวดระวังตัว หรือกระทั่งคิดว่าท่านประมุขอาศัยโอกาสนี้ข่มขู่ ท่านประมุขเป็นบิดาของผู้เยาว์เจ้าค่ะ พลังยุทธ์ของข้าไม่สูงส่งจึงจะไม่เป็นที่สังเกต แต่ฐานะของข้าสามารถเป็นตัวแทนความจริงใจจากตระกูลขุนนางประคองจันทร์ได้เจ้าค่ะ”
ท่าทีของนางอ่อนน้อมนัก กระทั่งน่าสงสัยว่ากำลังแสร้งทำเป็นน่าสงสารหรือไม่ อย่างน้อยไป๋ฉีก็คิดว่าเป็นเช่นนั้น
เจียงฉางเซิงตอบว่า “ขอบคุณในความหวังดีของตระกูลขุนนางประคองจันทร์อย่างมาก แต่ขออภัย ข้าไม่อาจไปจากต้าจิ่งและต้าจิ่งก็ต้องการเป็นเอกราช”
ได้ยินเช่นนี้อวี้เหยียนอี้ก็ร้อนใจขึ้นมา “ผู้อาวุโส หอชุมดาราและหุบเขาชำนาญยุทธ์เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่มีอายุนับพันปี ถึงยามนั้นเมื่อต้าจิ่งถูกแยกส่วน ท่านก็จะกลายเป็นหนามยอกอกของพวกเขา ต้องรับมือกับสองสำนักหลังบัลลังก์ด้วยกำลังตนผู้เดียวนับเป็นเรื่องที่ไม่ชาญฉลาด แม้หอมังกรมหายานจะถูกท่านทำลายจนล่มสลาย แต่พวกเขากลับไม่ได้ล่มสลายไปจริงๆ จนถึงขั้นที่ศิษย์ของหอยังท่องไปในแต่ละอาณาจักรในใต้หล้า รอว่าสักวันสำนักหลังบัลลังก์ของพวกเขาจะรวมกันได้ใหม่ ตามที่ผู้เยาว์รู้มา เหล่าคนที่ท่านสังหารไปล้วนเป็นกลุ่มผู้สูงวัยในหอมังกรมหายานเท่านั้น มิได้มีผู้มีอำนาจแกนกลางและศิษย์มากพรสวรรค์มาปรากฏตัวแต่อย่างใด พวกเขาใช้ท่านเป็นมีดเล่มหนึ่งเท่านั้นเจ้าค่ะ!”
ขั้นกายาทองคำเป็นระดับขั้นในตำนานของวิถียุทธ์จริงๆ นับเป็นพละกำลังน่าเกรงขามที่อยู่เหนือมนุษย์ปุถุชนทั่วไป!
แต่ต่อให้เป็นขั้นกายาทองคำก็ไม่อาจแยกร่างได้ ต่อให้แข็งแกร่งอีกสักเท่าใดก็มีเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น
หากเจียงฉางเซิงต้องการจะต่อสู้กับสองสำนักหลังบัลลังก์และเลือกที่จะไปอยู่ในสนามรบ จะต้องมีคนเข้ามาสังหารฮ่องเต้เป็นแน่ ยากจะดูแลได้ทั้งสองทางในเวลาเดียวกัน
เจียงฉางเซิงเอ่ยด้วยสีหน้าที่ไม่เปลี่ยนไปแต่อย่างใดว่า “เห็นข้าเป็นมีดรึ ขอเพียงข้ายังอยู่ในต้าจิ่งอีกสักวัน ตัวข้าซึ่งเป็นนี้เล่มนี้ก็จะสามารถกำราบให้พวกเขาไม่มีวันเงยหัวขึ้นได้อีกตลอดกาล”
อวี้เหยียนอี้จนใจยิ่งกว่าเดิม นางอยากพูดออกไปว่าท่านจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้อีกนานเท่าใดกัน
สำนักหลังบัลลังก์สามารถสืบทอดต่อไปได้ แต่ชีวิตของคนผู้หนึ่งจะยืนยาวเทียบเท่าสำนักหลังบัลลังก์แห่งหนึ่งได้อย่างไร
อวี้เหยียนอี้ไม่กล้าล่วงเกินเจียงฉางเซิง เพราะชื่อเสียงเรื่องความโหดเหี้ยมของเจียงฉางเซิงแพร่สะพัดไปภายนอก เขาเคยสังหารยอดฝีมือมาแล้วตั้งเท่าไร แม้แต่ทูตฝ่ายซ้ายแห่งหอชุมดาราที่มีวิชาตัวเบาล้ำเลิศในใต้หล้าก็ยังต้องมาสิ้นชีพในเมืองหลวง
ในเวลานี้เอง จู่ๆเจียงฉางเซิงก็เอ่ยออกมาว่า “ไป๋ฉี หลับตาลงซะ”
อวี้เหยียนอี้ได้ยินก็กำกระบี่ในมือแน่นโดยไม่รู้ตัว
ไป๋ฉีเองก็นึกว่าเจียงฉางเซิงจะลงมือ จึงรีบหลับตาลงทันที
เจียงฉางเซิงมองอวี้เหยียนอี้และใช้วิชาเนตรเทวะลวงตาสะกดจิตนาง ทำให้นางนึกว่าเขาเป็นคนที่นางเชื่อถือที่สุด
อวี้เหยียนอี้ถูกสะกดจิตในทันใด นางเหม่อลอยไปกับที่และรูม่านตากลายเป็นสีทอง
เจียงฉางเซิงถามว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าทางเข้าของชีพจรมังกรในต้าจิ่งอยู่ที่ใด”
ชีพจรมังกรจะต้องซ่อนอยู่ใต้ดิน ซึ่งนี่ก็คือสาเหตุที่เจียงฉางเซิงไม่ใช้แต้มเซ่นไหว้พยากรณ์ เพราะหากชีพจรมังกรบางเบาก็ต้องเป็นพวกหอมังกรมหายานที่ยังหลงเหลืออยู่เป็นคนทำ แสดงว่าจะต้องมีทางเข้าใต้ดินที่ทะลุผ่านไปได้ ซึ่งก็พอจะลองพยากรณ์ดูได้ แต่หากไม่ได้เป็นเช่นนั้นก็อาจเป็นไปได้ว่ามารร้ายอาจเกิดขึ้นมาจากข้างใต้ดินเองอยู่แล้ว
เหตุที่ส่งร่างแยกออกไปเสาะหาก็เพราะไม่วุ่นวาย เขาไม่จำเป็นต้องควบคุมร่างแยกเพราะความนึกคิดของร่างแยกก็เหมือนกับเขา
เขาจะต้องไม่ให้ตนเองอาศัยแต้มเซ่นไหว้จนกลายเป็นความเคยชิน เจ้าของเล่นนี้ต้องเก็บไว้ใช้ยามเผชิญเคราะห์ภัย เขาไม่อยากให้วันหน้าต้องมาตายจากภัยธรรมาชาตินานาและต้องเสียใจที่แต้มเซ่นไหว้ขาดเหลือไปแค่น้อยนิดเท่านั้น
แผ่นดินไหวครั้งนี้ห่างจากครั้งที่แล้วหลายสิบปี เมื่อใดที่เขาบรรลุขั้นที่เจ็ดก็ค่อยหาวิธีถอนรากถอนโคน เมื่อบรรลุขั้นที่เจ็ดแล้วอาจจะลงไปใต้ดินลึกนับพันลี้ได้ นอกจากนี้ก่อนชีพจรมังกรจะสิ้นสลาย ต้องเกิดภัยธรรมชาติขึ้นอย่างต่อเนื่องกันและจะต้องมีเค้าลางจากฟ้าดินมาก่อน
อวี้เหยียนอี้ตอบว่า “ไม่รู้เจ้าค่ะ ข้ารู้เพียงว่าชีพจรมังกรซ่อนอยู่ลึกลงไปใต้ดินนับหมื่นลี้ มนุษย์ทั่วไปยากจะลงไปถึง ทำได้เพียงใช้วิชาแห่งโชคชะตาหยั่งถึงเท่านั้น”
เจียงฉางเซิงค่อนข้างผิดหวัง จึงเอ่ยต่อว่า “สำนักหลังบัลลังก์ทั้งสิบ มีผู้ที่อยู่เหนือกว่าขั้นกายาทองคำหรือไม่”
ไป๋ฉีได้ยินคำพูดนี้ก็ใจเต้นตูมตาม
หมายความว่าอย่างไร
เหนือกว่าขั้นกายาทองคำยังมีระดับขั้นอื่นอยู่อีกหรือ
อวี้เหยียนอี้ตอบไปด้วยสีหน้าเหม่อลอยว่า “ไม่รู้เจ้าค่ะ ขั้นกายาทองคำเป็นระดับขั้นสูงสุดที่ข้าเคยได้ยินมาแล้ว ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชอาจมีระดับขั้นที่สูงกว่านี้ซ่อนอยู่ แต่ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชลึกลับยิ่งนัก แม้จะเป็นสิบสำนักหลังบัลลังก์ก็ยังไม่อาจรู้เรื่องนี้ได้”
เจียงฉางเซิงจึงวางใจลงได้ เขาเริ่มอ่านความทรงจำของอวี้เหยียนอี้พร้อมกับพูดว่า “จงคิดดูว่าหุบเขาชำนาญยุทธ์และหอชุมดาราอยู่ที่ใด”
เนตรเทวะลวงตาสามารถเปลี่ยนความทรงจำของผู้อื่นได้โดยทำให้ความทรงจำแทรกซึมเข้าไปในสมอง ดังนั้นก็ย่อมอ่านความทรงจำในสมองของอีกฝ่ายได้ด้วยเช่นกัน
ทว่าเจียงฉางเซิงกลับมองเห็นสถานที่หลายแห่ง แต่สำนักหลังบัลลังก์ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งตายตัว หรือพูดให้ชัดเจนก็คือกระจายอยู่ในหลายแห่งมาก เขาจึงทำได้เพียงจดไว้ทีละแห่ง
หลังจากรู้แจ่มแจ้งแล้วเจียงฉางเซิงก็หยุดใช้เนตรเทวะลวงตา
อวี้เหยียนอี้ได้สติขึ้นมา แต่นางก็สัมผัสไม่ได้ว่าเมื่อครู่นี้เกิดเรื่องใดขึ้น
“ผู้เยาว์ยินดีรออยู่ในเมืองหลวงสองสามปี หากผู้อาวุโสเปลี่ยนใจ ผู้เยาว์ก็จะรอท่านอยู่ทุกเวลา”
อวี้เหยียนอี้ประสานมือคำนับแล้วจากไป
นางอยากอยู่รอจนต้าจิ่งพ่ายสงคราม ยามนั้นเจียงฉางเซิงอาจตกปากรับคำนาง
ภายในบริเวณเรือน เหลือแค่คนหนึ่งคนและหมาป่าหนึ่งตัว
ไป๋ฉีลืมตาขึ้นอย่างระมัดระวัง แม้เมื่อครู่มันจะไม่รู้ว่าเกิดเรื่องใดขึ้น แต่สิ่งที่อวี้เหยียนอี้ทำระหว่างนั้นก็แปลกประหลาดจริงๆ
เจียงฉางเซิงหลับตาลงฝึกสมาธิต่อ ปล่อยให้ไป๋ฉีจินตนาการไปเอง มันยิ่งคิดก็ยิ่งกลัว
นักพรตควบคุมจิตใจคน แม่หนูนั่นไม่ได้รู้สึกตัวสักนิด
แล้วเขาจะอ่านความคิดข้าตอนที่ข้าไม่ระวังตัวหรือไม่กัน
ไป๋ฉีตัวสั่นสะท้าน หวาดกลัวเป็นที่สุด
…
นับแต่หกราชวงศ์ประกาศสงคราม สงครามก็เข้าสู่ภาวะยืดเยื้อ พละกำลังที่ต้าจิ่งเผยออกมานั้นทำให้ห้าราชวงศ์ต้องตื่นตกใจ นี่เพิ่งผ่านไปกี่ปีเท่านั้น ด้วยความสามารถที่ต้าจิ่งมีในอตีด ทำให้ต้าจิ่งตกอยู่ในภาวะที่ถูกกู่ฮั่นคุกคาม แต่เวลานี้กลับสามารถควบคุมการรบพุ่งกับห้าราชวงศ์ด้วยตนเองเพียงลำพังได้แล้ว?
ห้าราชวงศ์ทั้งตกใจและหวาดกลัวว่าต้าจิ่งจะลงมือหนักหน่วง ส่วนฮ่องเต้ทั้งห้าราชวงศ์ก็เริ่มส่งกำลังทหารเข้ามาเพิ่มอีกและสาบานว่าจะตีต้าจิ่งให้ตายให้จงได้
ต้าจิ่งไม่เพียงแข็งแกร่งเท่านั้น เป้าหมายที่ต้องการรุกรานก็น่าหวาดกลัวไม่ธรรมดา ฮ่องเต้ต้าจิ่งพระชันษายังไม่ถึงสี่สิบ หลังจากยึดราชวงศ์จิ้นได้แล้ว ต้าจิ่งก็ยังมีท่าทีว่าจะขยายอาณาจักรออกไปอีก
เดือนสิบ
ในศึกของทั้งห้าราชวงศ์ล้วนมีเทวชนปรากฏตัวขึ้น นอกจากสนามรบที่ผิงอันอยู่แล้ว ผู้นำทัพในสนามรบอื่นๆ ต่างถูกตัดหัวไปอย่างต่อเนื่อง ทหารแตกพ่ายเช่นภูผาถล่ม
กำลังของเทวชนแข็งแกร่งเหลือเกิน แม้มีเหล่าปรมาจารย์ในขั้นเทวจิตร่วมมือกับปรมาจารย์สิบคนก็ยังยากจะต้านทานเทวชนได้คนหนึ่ง!
เทวชนที่ต้าจิ่งสามารถส่งออกไปได้ในเวลานี้มีเพียงสองคนเท่านั้น
แต่แน่นอนว่าเทวชนก็ไม่ใช่ว่าจะไร้คู่ต่อสู้โดยสิ้นเชิง เพราะเมื่อถูกทัพใหญ่หลายแสนนายล้อมเอาไว้และใช้ลมปราณไปจนหมดก็ยังนับว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะไม่ใช่ว่าใครก็จะเป็นเหมือนผิงอัน ที่แม้ว่าจะใช้ลมปราณจนหมดแล้วก็ยังอาศัยพละกำลังจากร่างกายสยบศัตรูได้
หลังจากพัฒนามาหลายสิบปี ยุทธภพต้าจิ่งมีการเปลี่ยนแปลงชนิดพลิกฟ้าพลิกดินทีเดียว หลังจากพ่ายศึกมาหลายครั้ง เหล่ายอดฝีมือจากยุทธภพจึงเริ่มร่วมมือกัน ยามอยู่ในสนามรบยอดฝีมือขั้นบรรลุฟ้าและเทวจิตทั้งหลายร่วมมือกันต่อสู้กับเทวชน จึงปรากฏภาพของคนหลายสิบคน คนหลายร้อยคนรุมโจมตีคนหนึ่งคนออกมา
ทว่าถึงจะเป็นเช่นนี้ ทุกคราที่ต้องต่อสู้กับเทวชน ล้วนต้องมีคนล้มตายเป็นจำนวนมาก
สถานการณ์สู้รบไม่ใคร่สู้ดี
เดือนสิบเอ็ด
ผิงอันใช้ค้อนครุฑทองคู่ตีเทวชนผู้หนึ่งตาย ส่งผลให้ชื่อเสียงสะท้านใต้หล้า ขวัญทหารต้าจิ่งพุ่งทะยานขึ้นมาก ทัพใหญ่ของห้าราชวงศ์ต่างตื่นตกใจ รวมทั้งเทวชนที่เหลืออีกสี่คนด้วย
หลังจากทุบเทวชนจนตาย ผิงอันก็ไปยังสนามรบอื่นๆ โดยมีองครักษ์ชุดขาวนำไปส่ง
ทว่าอาณาจักรต้าจิ่งกว้างใหญ่ ผิงอันไม่อาจไปยังสนามรบอื่นๆ ได้ในทันที โดยรวมแล้วสนามรบอื่นๆ ก็ยังคงล่าถอยไปอย่างต่อเนื่อง
รายงานการรบหลากหลายรูปแบบแพร่สะพัดในต้าจิ่งอย่างบ้าคลั่ง ทำให้ชาวบ้านทั่วไปและผู้คนในยุทธภพสัมผัสถึงความเลือดร้อนพลุ่งพล่านและปณิธานการต่อสู้ นานวันเข้ายิ่งมีคนเข้าร่วมกองทัพมากขึ้น พรรคต่างๆ พากันมายังสนามรบมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นสภาพการณ์ที่ราวกับว่าประชาชนทั้งหมดร่วมใจกันมาเป็นทหาร
เหตุที่ปวงประชามีจิตใจเช่นนี้นับเป็นความชอบของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ผนวกกับขุนนางในแต่ละท้องถิ่นมีการป่าวประกาศมานานปี คนจำนวนมากต่างเฝ้ารอยุคแห่งความรุ่งโรจน์ที่ไม่เคยมีมาก่อน
ในวันนี้
ฮวงชวนมาหาเจียงฉางเซิง “ท่านอาจารย์ขอรับ อารามมังกรผงาดก็อยากเข้าร่วมทำศึกด้วย ข้าอยากพาศิษย์จำนวนหนึ่งไปที่สนามรบ ซึ่งจะพาแต่คนที่สมัครใจไปเท่านั้น ในเมื่ออาณาจักรมีภัยและอารามมังกรผงาดก็ได้รับเบี้ยหวัดดูแล พวกเราจึงไม่อาจเอาแต่รออยู่ที่นี่ได้ขอรับ”
เจียงฉางเซิงหลับตาอยู่พลันยกมือขึ้นสะบัด หน้าต่างภายในห้องเปิดออกทันใด เมื่อนั้นถุงผ้าปักหลายถุงก็ลอยออกมาและตกลงบนโต๊ะหินที่อยู่ในลาน
ฮวงชวนสงสัยนักไม่รู้ว่าเป็นสิ่งใด
เจียงฉางเซิงกล่าวว่า “ให้ศิษย์ทุกคนพกถุงผ้าปักไว้คนละถุง ส่วนที่เหลือนั้นให้เจ้านำไปด้วย เมื่อเข้าไปในสนามรบให้โปรยเมล็ดถั่วที่อยู่ข้างในลงบนดินพลางคิดถึงศัตรูที่เจ้าต้องการสังหารอยู่ในใจ จดจำข้อนี้ไว้ให้ดี จะต้องคิดอย่างชัดเจน ห้ามสังหารผิดคนเป็นอันขาด”
ฮวงชวนพยักหน้ารับอย่างตื่นเต้นดีใจ รีบคารวะขอบคุณ จากนั้นก็เดินออกไปพลางเก็บถุงผ้าปักเอาไว้ในอกเสื้อ น่าเสียดายที่ยัดเข้าไปไม่หมด จนเขาต้องกลับไปหาหีบมาใส่ มีถุงผ้าปักทั้งหมดหนึ่งร้อยถุง ทุกถุงใส่เมล็ดถั่วพลังวิญญาณเอาไว้ห้าร้อยเมล็ด ซึ่งเจียงฉางเซิงจงใจย่อขนาดมันลงแล้ว จึงมีขนาดเล็กลงกว่าเดิมมาก
ไป๋ฉีก็มองไปยังถุงผ้าปักที่อยู่บนโต๊ะหินด้วยความสงสัย
เจียงฉางเซิงหันหน้าไปมองท้องฟ้าคราม ก่อนพึมพำว่า “พายุใหญ่เริ่มขึ้นแล้ว หวังว่าพวกเจ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง”
ลมวสันต์พัดโบก กิ่งก้านต้นไม้วิญญาณปฐพีแกว่งไกวเบาๆ ใบไม้ใบแล้วใบเล่าหลุดร่วงสู่พื้น
………………………………………