เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 73 ทหารวิญญาณอันน่าทึ่ง นี่เป็นวิชายุทธ์จริงหรือ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 73 ทหารวิญญาณอันน่าทึ่ง นี่เป็นวิชายุทธ์จริงหรือ
ในห้องทรงพระอักษรของวังหลวง
เจียงจื่ออวี้กำลังพิจารณาฎีกาอยู่ เจียงซิ่วยืนอยู่ด้านข้าง คอยอ่านฎีกาที่เจียงจื่ออวี้พิจารณาเขียนความเห็นและลงตราประทับแล้ว องครักษ์ชุดขาวคนหนึ่งเดินเข้ามาถวายจดหมายลับฉบับหนึ่ง
เจียงซิ่วรับมาก่อนจะส่งให้เจียงจื่ออวี้
เจียงจื่ออวี้ฉีกจดหมายออกอ่าน เขามีสีหน้าดำทะมึนแล้วหันมาสั่งว่า “สืบต่อไป”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
องครักษ์ชุดขาวถอยออกไป
เจียงซิ่วสงสัยนักว่าในจดหมายลับเขียนอะไรไว้ เจียงจื่ออวี้สังเกตเห็นสายตาของเขา ดังนั้นจึงส่งจดหมายลับให้ รอจนเขาอ่านจบ เขาก็หน้าซีดเผือด บนหน้าผากเริ่มมีเม็ดเหงื่อผุดพราย
มือของเขาสั่นระริก หันไปมองเจียงจื่ออวี้แล้วเอ่ยเสียงสั่น “เสด็จพ่อ…เก้าอาณาจักรจะล้อมโจมตีต้าจิ่ง พวกเรามีโอกาสชนะจริงๆ หรือพ่ะย่ะค่ะ”
เจียงจื่ออวี้ตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย “เจ้าคิดว่าไม่มีโอกาสชนะหรือ หากคนที่เป็นฮ่องเต้คือเจ้า ตอนนี้เจ้าควรทำเช่นไรดี”
เจียงซิ่วเงียบไป เขากำลังขบคิดปัญหานี้เช่นกัน
ยามนี้แค่ห้าอาณาจักรล้อมโจมตีต้าจิ่งอยู่ ต้าจิ่งก็ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากแล้ว หากมีอีกสี่อาณาจักรมาสมทบ ต้าจิ่งจะต้านอย่างไร
ยอมแพ้หรือ
ไม่มีทาง นั่นย่อมเท่ากับราชวงศ์ล่มสลาย!
แต่หากสู้ต่อ ดูแล้วคงพ่ายแพ้อย่างไม่ต้องสงสัย!
เจียงจื่ออวี้ลุกขึ้นเดินมาที่กระบะทรายจำลองชัยภูมิ เจียงซิ่วเร่งฝีเท้าก้าวตามมาด้วย
สองพ่อลูกจ้องกระบะทรายแล้วเงียบงันมิพูดจา
จู่ๆ เจียงจื่ออวี้ก็เอ่ยว่า “เราเตรียมจะทุ่มกำลังทั้งหมดบุกโจมตีทางทิศตะวันตก เจ้าคิดว่าอย่างไร”
เจียงซิ่วขมวดคิ้วแล้วเอ่ยว่า “เสด็จพ่อ รัฐซืออยู่ใกล้ชายแดนทางเหนือเกินไป หากทุ่มกำลังทหารบุกโจมตีทิศตะวันตก ละเลยการป้องกันชายแดนเหนือ กองทัพศัตรูจะบุกมาถึงเมืองหลวงได้ง่ายมาก เมืองหลวงในยามนี้มีกำลังทหารเหลืออยู่ไม่เท่าไรแล้ว”
เจียงจื่ออวี้แววตาเป็นประกายระยับ เอ่ยต่อว่า “ก็ข้าอยากให้พวกเขาบุกเข้ามาน่ะสิ”
เจียงซิ่วมิเข้าใจ จึงถามขึ้นมาว่า “หรือว่าเสด็จพ่อหมายจะพึ่งอาจารย์ปู่ อาจารย์ปู่เก่งกาจเป็นถึงตำนานแห่งยุทธภพก็จริง แต่เขาแข็งแกร่งเพียงใด คนผู้เดียวย่อมมิอาจต่อกรกับพันทหารหมื่นอาชาได้นะพ่ะย่ะค่ะ”
เจียงจื่ออวี้ตอบอย่างนิ่งสงบ “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าทำไม่ได้”
เจียงซิ่วเงียบงัน
แม้เขาจะพบหน้าเจียงฉางเซิงบ่อยๆ แต่ยังไม่เคยเห็นเจียงฉางเซิงลงมือ
วันต่อมาฮ่องเต้ประกาศคำสั่งให้ประชาชนทั้งหลายแถวชายแดนเหนืออพยพลงใต้มาทางรัฐซือ ความจริงแม้จะไม่มีประกาศคำสั่งจากเขา ประชาชนแต่ละเมืองที่อยู่ใกล้ชายแดนก็กำลังอพยพหนีภัยกันอยู่ มนุษย์ทุกคนล้วนกลัวตาย
กองทัพที่เก้ารัฐรอบนอกกับชายแดนอาณาจักรจิ้นยังประจำการอยู่ไม่ย้ายไปไหน เจียงจื่ออวี้เพียงเหลือเส้นทางเส้นหนึ่งไว้ให้กองทัพศัตรูบุกตรงเข้ามาสังหารเขาเท่านั้น
…
เดือนสิบสอง วันที่สิบ
ณ สนามรบรัฐสู่ ที่แห่งนี้อยู่ใกล้กับอาณาจักรของราชวงศ์เฉิน ค่ายทัพของต้าจิ่งที่ประกอบไปด้วยกองทหารหลายแสนนายปักหลักอยู่งบนทุ่งราบ ทว่าขวัญกำลังใจของทหารต่ำเตี้ยเรี่ยดินยิ่งนัก
ภายในกระโจมแม่ทัพ แม่ทัพใหญ่จางเทียนเหริ่นจ้องแผนที่เขม็ง หัวคิ้วขมวดจนเป็นปม
พลทหารตำแหน่งน้อยคนหนึ่งวิ่งเข้ามาประสานหมัดรายงานว่า “ท่านแม่ทัพ ศิษย์ของอารามมังกรผงาดเดินทางมาเสริมกำลังขอรับ ผู้ที่นำกำลังเสริมมาคือศิษย์ของเทพแห่งยุทธ์ท่านเซียนฉางเซิง นามว่าฮวงชวนขอรับ”
จางเทียนเหริ่นเงยหน้าขึ้นทันที เขาตอบอย่างยินดีปรีดา “รีบไปเชิญฮวงชวนเข้ามา”
เขาเคารพยำเกรงอารามมังกรผงาดมาเสมอ ในจวนมีกระทั่งรูปสลักสำริดของท่านเซียนฉางเซิงเอาไว้ตั้งบูชา จุดธูปเซ่นไหว้ เขาไม่มีวันลืมเหตุการณ์ราชาอธรรมเนตรภูตแหกคุกหลวงเมื่อสมัยเขาเป็นพลทหารเฝ้าคุกหลวง สุดท้ายมันก็ถูกท่านเซียนฉางเซิงถีบทีเดียวกลิ้งลงจากเขา แม้จะผ่านไปห้าสิบสองปีแล้ว เขาก็ยังลืมความตื่นตะลึงในค่ำคืนนั้นไม่ลง
พลทหารน้อยออกไปเชิญฮวงชวนทันที
จางเทียนเหริ่นลุกขึ้นลูบหนวดเคราแล้วคลี่ยิ้มกว้าง เขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจในบัดดล
เขาเข้าสู่บั้นปลายชีวิตแล้ว ชั่วชีวิตเผชิญกับสงครามมามากมายหลายสิบหน แต่สถานการณ์ที่เผชิญอยู่ตอนนี้ ชวนให้ปวดหัวอย่างแท้จริง
ราชวงศ์เฉินทุ่มกำลังทั้งอาณาจักรบุกโจมตีรัฐสู่ กองทัพของเขาต้านมาหลายเดือนจนใกล้จะต้านไม่ไหวแล้ว แต่เขาเข้าใจดีว่าสงครามที่อื่นก็ตึงเครียดมากเช่นกัน ดังนั้นย่อมไม่มีกำลังเสริมมาสนับสนุนพวกเขา เขาได้แต่กัดฟันยืนหยัดป้องกัน
ผ่านไปไม่นานนัก ฮวงชวนก็เข้ามาในกระโจม จางเทียนเหริ่นมองสำรวจเขาแล้วถอนหายใจชื่นชมว่า “ไม่เสียทีที่เป็นลูกศิษย์ของท่านเซียน เห็นแล้วก็รู้ว่าเป็นยอดคนจริงๆ”
ฮวงชวนประสานหมัดเอ่ยตอบว่า “ผู้เยาว์นามว่าฮวงชวน คารวะแม่ทัพใหญ่จาง ต้าจิ่งพบภัย อารามมังกรผงาดย่อมมิอาจนิ่งดูดาย ข้าก้าวเข้าสู่ระดับขั้นเทวจิตแล้วจึงนำลูกศิษย์หนึ่งร้อยคนมาช่วยเป็นกำลังเสริม ลูกศิษย์เหล่านี้แม้แต่คนที่พลังอ่อนด้อยที่สุดก็ยังมีพลังเทียบเท่ายอดฝีมือขั้นหนึ่ง อีกอย่างพวกเรายังพกของวิเศษจากท่านอาจารย์มาด้วย”
เมื่อได้ยินว่ามีจำนวนเพียงหนึ่งร้อยคน จางเทียนเหริ่นก็ผิดหวังเล็กน้อย แต่เมื่อฟังมาถึงประโยคหลัง ดวงตาของเขาก็วาววับ รีบถามต่อว่าของวิเศษอันใด
ฮวงชวนตอบว่า “ข้าเองก็ไม่ทราบ แต่ท่านอาจารย์ให้ข้าใช้มันบนสนามรบ หนหน้าที่เปิดศึก แม่ทัพใหญ่พาพวกเราไปด้วยได้”
ในตอนนี้เองพลทหารนายหนึ่งก็วิ่งเข้ามาคุกเข่าข้างหนึ่งกับพื้น เอ่ยเสียงเคร่งขรึมว่า “รายงาน...ห่างออกไปสิบลี้มีทหารม้าจำนวนมากกำลังเร่งเดินทางมาทางนี้ จำนวนยากจะประมาณการณ์ แต่อย่างน้อยขั้นต่ำคงมีห้าหมื่นขอรับ”
จางเทียนเหริ่นได้ยิน สีหน้าก็อึมครึม ทหารม้าห้าหมื่นนายต้องเป็นกองทัพชั้นยอดของราชวงศ์เฉินแน่!
บนสนามรบ ทหารม้าคือฝันร้ายของพลทหารธรรมดาเสมอ!
จางเทียนเหริ่นจัดทัพทันที ฮวงชวนถูกเขาพาไปอยู่ข้างตัว เสียงแตรสัญญาณดังขึ้น พลทหารที่พักอยู่ในกระโจมพากันลุกขึ้นจับดาบ เร่งรีบไปยังตำแหน่งที่หัวหน้ากองร้อยของแต่ละคนอยู่
เมื่อกองทัพสองแสนนายของต้าจิ่งมารวมตัวกันอยู่นอกค่ายทหาร ฮวงชวนกับจางเทียนเหริ่นก็ยืนอยู่บนรถศึกแล้ว พวกเขาเงยหน้ามองฝุ่นที่ฟุ้งตลบส่งเสียงดังอึกทึกอยู่ตรงเส้นขอบฟ้า ทหารม้าจำนวนมากห้อตะบึงมาพร้อมกับเสียงร้องของอาชา ผืนแผ่นดินสะเทือนไหวเบาๆ แรงกดดันท่วมท้น
ทหารต้าจิ่งทุกนายหน้าถอดสี เพราะทหารม้าของราชวงศ์เฉินไม่ได้มีเพียงห้าหมื่นนาย!
พวกเขาเคยเผชิญกับการบุกโจมตีครั้งใหญ่เช่นนี้มาหลายครั้ง แต่ละครั้งล้วนสูญเสียอย่างสาหัส เมืองตกอยู่ในกำมือของศัตรูจนแผ่นดินค่อนครึ่งของรัฐสู่ถูกยึดไปแล้ว พวกเขายังถอยได้อีกสักกี่หนกัน
จางเทียนเหริ่นสีหน้าถมึงทึง เขาเตรียมตัวจะส่งสัญญาณออกคำสั่ง แต่แล้วฮวงชวนที่อยู่ด้านข้างก็เหินร่างไปอยู่เบื้องหน้ากองทัพใหญ่ เขาบุกเดี่ยวไปด้านหน้าตามลำพัง
“เจ้าหมอนั่นมันใครกัน”
“ดูเสื้อผ้าแล้วเหมือนคนในยุทธภพ”
“เขาคิดจะทำอันใด รนหาที่ตายหรือ”
“พวกคนในยุทธภพพวกนี้ช่างชอบก่อเรื่องจริงๆ ไม่เคยฟังคำสั่งกองทัพเอาเสียเลย!”
“ข้าเคยเห็นเขา เขาคือฮวงชวนแห่งอารามมังกรผงาด บุคคลระดับปรมาจารย์!”
“ปรมาจารย์หรือ ดีเหลือเกิน พวกเรามีหวังแล้ว!”
พลทหารทั้งหลายต่างกระซิบกระซาบกัน มีแม่ทัพบางคนคิดจะขวางฮวงชวน แต่ถูกจางเทียนเหริ่นห้ามไว้ก่อน จางเทียนเหริ่นเห็นท่าทางของฮวงชวนแล้วคิดว่าฮวงชวนไม่ได้กำลังทำอะไรบุ่มบ่ามอย่างแน่นอน
กองทัพใหญ่ของราชวงศ์เฉินเคลื่อนมาข้างหน้าอย่างรวดเร็วเต็มกำลัง พวกเขาอยู่ห่างจากแนวกองทัพของต้าจิ่งน้อยลงเรื่อยๆ
แม่ทัพผู้มีสมญานามว่าแม่ทัพใหญ่บุกทะลวงนั้นควบอาชาอยู่ด้านหน้าสุด เขาสังเกตเห็นฮวงชวนแล้ว คนผู้นี้บุกเดี่ยวนำมาด้านหน้าย่อมมีพลังไม่ธรรมดา แต่เขาหาขลาดกลัวไม่
แต่เดิมเขาก็มีกำลังภายในขั้นบรรลุฟ้า เป็นหนึ่งในแม่ทัพที่แข็งแกร่งที่สุดของราชวงศ์เฉิน ความมั่นใจของเขาไม่ได้มาจากพลังของตัวเขาเองเท่านั้น แต่ยังมาจากกองทัพใหญ่ด้านหลังตนเองด้วย
“บุรุษทั้งหลาย ฆ่า ตีต้าจิ่งให้แตก แย่งรัฐสู่มาให้ได้ สร้างความดีความชอบบุกเบิกยุครุ่งโรจน์หมื่นปีให้ต้าเฉิน!”
แม่ทัพใหญ่บุกทะลวงชูหอกเหล็กในมือขึ้นสูงแล้วคำรามอย่างเกรี้ยวกราด เสียงคำรามของเขาประหนึ่งเสียงคำรามของราชสีห์ ทหารม้าทั้งหลายที่อยู่ด้านหลังได้ยินก็ร้องคำรามอย่างเกรี้ยวกราดตามด้วย เสียงประสานรวมกันกลายเป็นเสียงดังกึกก้องเขย่าขวัญผู้คน
ลูกศิษย์ของอารามมังกรผงาดคนแล้วคนเล่าวิ่งออกไปจากแนวแถวของกองทัพ พวกเขามาอยู่ข้างกายฮวงชวนอย่างรวดเร็ว พวกเขาเคร่งเครียดอย่างยิ่ง แต่ในเมื่อพวกเขากล้าลงจากเขาย่อมเตรียมใจจะต่อสู้จนตัวตายเอาไว้แล้ว
ฮวงชวนล้วงถุงผ้าปักออกมา ศิษย์คนอื่นก็เลียนแบบตาม
‘ท่านอาจารย์ อย่าหลอกต้มศิษย์เชียวนะขอรับ’
ฮวงชวนคิดอยู่ในใจเงียบๆ เขาฉวยโอกาสที่อีกฝ่ายยังอยู่ห่างไประยะหนึ่ง ล้วงเมล็ดถั่วกำหนึ่งออกมาจากถุงผ้าปักแล้วโยนไปบนพื้นด้านหน้า
หากใช้การไม่ได้ พวกเขาจะได้ถอยหลังทันเวลา ไม่ต้องส่งหัวตัวเองไปสังเวยผู้อื่น
ศิษย์คนอื่นก็เอาอย่างบ้าง เมล็ดถั่วพลังวิญญาณเมล็ดแล้วเมล็ดเล่าร่วงตกพื้น พวกมันขยายใหญ่อย่างรวดเร็วจากนั้นก็กลายเป็นร่างมนุษย์ที่รูปร่างเหมือนเจียงฉางเซิงทุกประการ เพียงแต่ร่างกายเป็นสีเขียวหยกราวกับสลักมาจากหยกและมองเห็นใบหน้าไม่ชัดเท่านั้น เพียงชั่วพริบตาพลทหารวิญญาณเกือบหมื่นนายก็ปรากฏตัวบนสนามรบ ภาพนี้ทำให้ทหารฝั่งต้าจิ่งที่มองเห็นส่งเสียงฮือฮากันเป็นทิวแถว
กองทัพใหญ่ของราชวงศ์เฉินที่กำลังพุ่งเข้ามาตกตะลึง แต่แม่ทัพใหญ่บุกทะลวงไม่กล้ารั้งบังเหียนให้อาชาหยุด เพราะหากเขาหยุด ทหารม้าด้านหลังที่พุ่งตามต่อกันมาย่อมเกิดหายนะ เบียดชนกันหรือเหยียบทับกันได้ง่ายมาก เขาจึงได้แต่ดันทุรังพุ่งไปข้างหน้าต่อเท่านั้น
“สวรรค์! นั่นมันคือสิ่งใด”
“อารามมังกรผงาดเป็นสำนักฝึกวิชายุทธ์จริงหรือ”
“ข้าไม่ได้มองผิดกระมัง พวกเขาโปรยอะไรบางอย่าง จากนั้นพวกมันก็กลายเป็นมนุษย์หยกมากมาย”
“ต้องเป็นวิชาอาคมของท่านเซียนฉางเซิงอย่างแน่นอน ก็บอกตั้งนานแล้วว่าท่านเซียนฉางเซิงไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ์ แต่เป็นเทพเซียนบนโลกมนุษย์ต่างหาก!”
“พวกเรามีหวังแล้วใช่หรือไม่”
ทหารของต้าจิ่งตื่นเต้นยินดี ภาพเมล็ดถั่วกลายเป็นทหารทำให้พวกเขาตกตะลึง จางเทียนเหริ่นตื่นเต้นจนกายสั่นเทิ้ม นี่คือความสามารถของท่านเซียนฉางเซิงหรือ
ศิษย์ทั้งหลายของอารามมังกรผงาดถูกภาพตรงหน้าทำให้ตกตะลึงเช่นเดียวกัน รวมไปถึงฮวงชวนด้วย ระหว่างทางพวกเขาไม่พบศัตรู ดังนั้นจึงไม่กล้าบุ่มบ่ามใช้ แต่เดิมพวกเขาคิดว่ามันจะเป็นของวิเศษคล้ายยันต์ที่ทำให้ใช้สุดยอดเคล็ดวิชาอะไรออกมาได้ คิดไม่ถึงว่ามันกลับเป็นพลทหาร
แม้พวกเขาจะมาจากอารามมังกรผงาด แต่ก็ไม่เข้าใจภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้านี้เหมือนกัน
“จับตาดูศัตรูไว้ อย่าเสียสมาธิ!”
ฮวงชวนตะโกนเสียงดัง ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาตกตะลึง สังหารศัตรูก่อนค่อยว่ากัน
ศิษย์ทั้งหมดได้ยินคำนี้ก็จับจ้องกองทัพทหารม้าของราชวงศ์เฉินเขม็ง พลทหารวิญญาณเกือบหมื่นนายพุ่งไปด้านหน้าอย่างไม่รีรอ พวกเขาดูประหนึ่งกระแสน้ำหลากสีเขียว ยิ่งใหญ่อลังการอย่างยิ่ง พวกเขาพากันชูมือขวา จากนั้นเงากระบี่เล่มหนึ่งก็ก่อตัวออกมา
กองทัพใหญ่ทั้งสองฝั่งปะทะกัน พลทหารวิญญาณทั้งหลายแม้จะมีพลังวิญญาณของเจียงฉางเซิงเพียงเสี้ยวเดียว แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่พลทหารธรรมดาจะสู้ได้แล้ว พวกมันบุกฝ่าเข้าไปในกองทัพศัตรู วิชาท่าร่างดุจนกนางแอ่น สะบัดกระบี่ว่องไวฟาดฟันพลทหารนายแล้วนายเล่าตกจากหลังม้า เพียงเวลาสั้นๆ ทหารม้าจำนวนมากก็ร่วงจากหลังอาชา ย้อมทุ่งราบให้กลายเป็นสีเลือด
แม่ทัพใหญ่บุกทะลวงเสยหอกงัดพลทหารวิญญาณตนหนึ่งขึ้นมา แต่พลทหารวิญญาณไม่กลัวความเจ็บปวด มันขว้างเงากระบี่ในมือใส่เขา เขาตกใจเบี่ยงตัวหลบ ทหารม้าด้านหลังจึงเป็นฝ่ายถูกเงากระบี่เสียบทะลุร่าง ลอยตกจากหลังม้าไปแทน
“บัดซบ!”
แม่ทัพใหญ่บุกทะลวงคำรามอย่างเกรี้ยวกราด ลมปราณไหลไปตามหอกเหล็กแล้วระเบิดออก ฉีกพลทหารวิญญาณจนร่างกระจาย
พลทหารวิญญาณไม่ใช่คู่ต่อสู้ของขั้นบรรลุฟ้า
แต่ใช่ว่าทหารทุกนายในกองทัพทหารม้าของราชวงศ์เฉินจะเป็นขั้นบรรลุฟ้า พลทหารวิญญาณประหนึ่งเสือบุกเข้าไปในฝูงแกะ พวกมันเปิดฉากเข่นฆ่าครั้งใหญ่ ภาพนี้ทำให้พวกฮวงชวนตื่นเต้นยิ่งนัก พลทหารต้าจิ่งทั้งหลายมองจนตาโตอ้าปากค้าง
จางเทียนเหริ่นชูแหลนยาวในมือขึ้นแล้วคำรามอย่างเกรี้ยวกราดว่า “ทั้งกองทัพโจมตี!”
ทหารม้าของต้าจิ่งนำหน้าบุกทะลวงออกไปก่อน!
หนนี้ขวัญกำลังใจทหารของต้าจิ่งเหนือกว่าก่อนหน้ามาก ใจของพวกเขาห้าวหาญดั่งพยัคฆ์บุกตีดินแดนหมื่นลี้!
สงครามใหญ่เปิดฉากแล้ว!
…
ปีเฉียนอู่ที่สิบเจ็ด ต้นเดือนหนึ่ง ม้าเร็วส่งข่าวเรื่องหนึ่งไปทั่วดินแดนเหนือใต้
กองทัพใหญ่ของรัฐสู่ทลายกองทัพใหญ่ของราชวงศ์เฉินจนย่อยยับติดกันหลายครั้ง แล้วพลิกกลับมาเป็นฝ่ายโจมตีโต้กลับ เดิมชัยชนะก็ทำให้คนฮึกเหิมอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นบนสนามรบทำให้ผู้คนทั้งใต้หล้าต้องฮือฮา
ศิษย์ของอารามมังกรผงาดโปรยถั่วเสกทหารจนกอบกู้สถานการณ์ไว้ได้!
ปฏิกิริยาแรกของผู้คนมากมายหลังฟังจบคือไม่เชื่อ แต่เรื่องนี้แพร่กระจายไปเร็วยิ่งนัก เพราะศิษย์อารามมังกรผงาดไม่ได้โปรยถั่วเสกทหารแค่ในศึกเดียว แต่พวกเขาทำเช่นนี้ติดต่อกันหลายศึก แต่ละครั้งหลังจากโปรยถั่วเสกทหาร พวกทหารก็เข่นฆ่ากองทัพศัตรูไปมากกว่าครึ่ง ฝั่งราชวงศ์เฉินเพียงได้ยินเสียงลมก็หวาดผวา หดแนวรบกลับไปไม่หยุด
ในตำหนักระฆังทอง
“ฮ่าๆ! โปรยถั่วเสกทหารเช่นนั้นหรือ ราชวงศ์เฉินต้องกลัวจนขวัญหายแน่!”
เจียงจื่ออวี้เปล่งเสียงหัวเราะดังลั่น เขาไม่มีเวลาสนใจมาดของฮ่องเต้เพราะยามนี้เขาตื่นเต้นยินดีอย่างที่สุด
หมู่ขุนนางเองก็ดีใจอย่างยิ่งเช่นกัน แต่คนส่วนมากรู้สึกไม่ยากจะเชื่อมากกว่า
หานเทียนจียิ่งไม่อาจเข้าใจ
โปรยถั่วเสกทหารหรือ
น่าเหลือเชื่อเกินไปแล้วกระมัง!
คงไม่ใช่ภาพหลอนหรอกนะ!
ไม่ใช่สิ หากเป็นภาพหลอนจนเกิดความวุ่นวายในสนามรบ ศัตรูต้องมองออกแน่
ภาพลักษณ์ของเจียงฉางเซิงในใจหานเทียนจีเริ่มสูงส่งขึ้นจนกลายเป็นบุคคลผู้ลี้ลับพิศวง เขาสงสัยใคร่รู้นักว่าเจียงฉางเซิงเป็นเทพเทวาจากที่ใดกันแน่ หรือเขาจะเป็นยอดคนจากถ้ำสวรรค์สำแดงเดช
แต่สมัยที่เขาอยู่ที่ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชก็ไม่เคยได้ยินเรื่องวิชายุทธ์ที่โปรยถั่วเสกทหารได้มาก่อน
มารดามันเถิด นี่มันคือวิชายุทธ์จริงๆ หรือ
……………………………………………..