เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 74 ไป๋หลงลอกคราบ พานพบในชาติใหม่
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 74 ไป๋หลงลอกคราบ พานพบในชาติใหม่
ณ จวนแห่งหนึ่งในเมืองหลวง
อวี้เหยียนอี้ฟังคำบอกเล่าจากบ่าวรับใช้จบก็โบกมือให้เขาถอยออกไป ส่วนตนเองนั่งเหม่อลอยอยู่ในศาลาหลังน้อย
“โปรยถั่วเสกทหาร…เป็นไปได้อย่างไรกัน…”
อวี้เหยียนอี้พึมพำกับตัวเอง นางมาจากสำนักหลังบัลลังก์ นางจึงรู้ว่าวรยุทธ์อันสูงส่งเป็นเช่นไร
แต่นางไม่เคยได้ยินเรื่องอย่างการโปรยถั่วเสกทหารมาก่อน!
นี่มันมหัศจรรย์พันลึกเกินไปแล้ว!
จู่ๆ นางก็รู้สึกหวาดกลัว
นางเงยหน้ามองเขามังกรผงาด นางไม่เข้าใจว่าเจียงฉางเซิงมาจากแห่งหนใดกันแน่ ยอดคนเช่นนี้ย่อมไม่ได้มาจากต้าจิ่ง แต่สิบสำนักหลังบัลลังก์เองก็ไม่เคยได้ยินข่าวบุคคลเช่นนี้จากที่ใดในแผ่นดิน เบื้องหลังของคนผู้นี้มีกองกำลังใหญ่แห่งใดซ่อนอยู่หรือไม่
หากมีกองกำลังซ่อนอยู่จริง เช่นนั้นกองกำลังแห่งนั้นหมายมาดสิ่งใดอยู่
อวี้เหยียนอี้เริ่มแต่งแต้มจินตนาการในสมอง นางคิดถึงความเป็นไปได้สารพัดอย่าง ถึงขั้นคาดเดาว่าอีกฝ่ายอาจเป็นเทพเซียนลงมาจุติบนโลกมนุษย์จริงๆ หรือไม่
ไม่ใช่แค่นาง ทุกคนที่ได้ยินเรื่องโปรยถั่วเสกทหารล้วนรู้สึกว่ามันช่างน่ามหัศจรรย์นัก
ผ่านด่านเคราะห์อสนีบาต เลี้ยงงูวิเศษ โปรยถั่วเสกทหาร รูปลักษณ์มิแก่ชรา…
ยังมีเรื่องใดอีกบ้างที่ท่านเซียนฉางเซิงทำไม่ได้
ภายในอารามมังกรผงาด
เจียงซิ่วเดินทางมาเยี่ยมเจียงฉางเซิง เขาตื่นเต้นมากขณะถามว่าเรื่องโปรยถั่วเสกทหารเป็นเรื่องจริงหรือไม่
เจียงฉางเซิงขยับยิ้มแล้วยกมือขึ้นมา บนฝ่ามือคือเมล็ดถั่วกำหนึ่ง เขายื่นมันให้เจียงซิ่ว
เจียงซิ่วรับมา เขาทั้งดีใจทั้งตื่นเต้น เขาโยนถั่วเมล็ดหนึ่งลงบนพื้น ทันใดนั้นมันก็กลายเป็นพลทหารวิญญาณอย่างรวดเร็ว เขาเห็นเช่นนี้ ดวงตาพลันเบิกโต ลมหายใจถี่ระรัว
ไป๋ฉีก็ตกตะลึงเหมือนกัน นี่มันคือสิ่งใดกัน
“เป็นเรื่องจริงเสียด้วย…เป็นเรื่องจริง….”
เจียงซิ่วตัวสั่นเทิ้มด้วยความตื่นเต้น
เจียงฉางเซิงเห็นท่าทางของหลานชาย หัวใจก็รู้สึกเบิกบานอย่างยิ่ง
การทำเท่ให้หลานชายดูช่างอิ่มอกอิ่มใจนัก
เจียงฉางเซิงได้ยินลูกศิษย์ในเรือนหลังอื่นไปจนถึงผู้เดินทางมาเซ่นไหว้บนอารามพูดถึงเรื่องนี้ เขาจึงเปิดแต้มเซ่นไหว้ออกมาสำรวจดู แล้วก็พบว่าแต้มเพิ่มพูนอย่างรวดเร็ว
คิดไม่ถึงว่าโปรยถั่วเสกทหารจะได้ผลมากมายเช่นนี้
ก็ถูกนะ ผ่านด่านเคราะห์อสนีบาตอาจเสแสร้งด้วยวิชาบังตาได้ แต่โปรยถั่วเสกทหารช่วยแม่ทัพกับทหารของต้าจิ่งพลิกแพ้กลับมาเป็นชนะได้จริงๆ
ในวันนั้น วั่นหลี่ หมิงเยวี่ย ชิงขู่กับคนอื่นๆ ทยอยมาเยี่ยมเยียนเจียงฉางเซิง พอพวกเขาได้เข้ามาพบ เจียงฉางเซิงก็จะมอบถุงผ้าปักให้พวกเขาคนละใบ แล้วกำชับว่ายามปกติเก็บไว้ให้ดี ถึงยามอันตรายค่อยใช้
แม้แต่ฮวาเจี้ยนซินก็สงสัยใคร่รู้ในวิชาโปรยถั่วเสกทหารของเจียงฉางเซิงด้วย กับผู้หญิงของตนเอง เจียงฉางเซิงย่อมไม่ตระหนี่ถี่เหนียวอยู่แล้ว เขามอบถุงผ้าปักให้นางไปสามใบเต็มๆ
…
ภายในตำหนักที่ประดับด้วยหยกและทองจนเหลืองอร่าม ยอดฝีมือของหุบเขาชำนาญยุทธ์กับหอชุมดารามารวมตัวกันอยู่ที่นี่ พวกเขานั่งกันอยู่คนละฝั่ง
“โปรยถั่วเสกทหารหรือ เหลวไหล ราชวงศ์เฉินพ่ายแพ้แล้วยังกล้ากล่าวข้ออ้างเช่นนี้อีกหรือ”
บุรุษหัวล้านคนหนึ่งเอ่ยเสียงเกรี้ยวกราด เขาสวมอาภรณ์เยี่ยงผู้จาริกแสวงบุญสีดำ ใบหน้ามีหนวดเคราดกเฟิ้ม ดวงตาถลึงขึงขังแลดูดุจพยัคฆ์ น่าสะพรึงอย่างยิ่ง
คนที่คุกเข่าอยู่กลางตำหนักตัวสั่นระริกเอ่ยว่า “ศิษย์มิกล้าโกหก…พวกเขาโปรยถั่วเสกทหารขึ้นมาจริงๆ ศิษย์เห็นมากับตาตนเอง แล้วทหารที่โผล่ออกมาเหล่านั้นก็แข็งแกร่งมาก หากไม่ใช่ขั้นเบิกญาณก็ยากจะจัดการ ขุมกำลังนี้ส่งผลบนสนามรบอย่างยิ่ง ราชวงศ์เฉินเองก็ไม่มียอดคนที่ไหน...”
ประมุขหุบเขาเว่ยแห่งหุบเขาชำนาญยุทธ์หรี่ตาลง “โปรยถั่วเสกทหาร นี่เป็นวิชาลับของนักพรตปีศาจคนนั้นหรือ”
บัณฑิตจากหอชุมดาราถอนหายใจ “โปรยถั่วเสกทหาร ช่างน่าเหลือเชื่อนัก สมกับเป็นนักพรตปีศาจจริงๆ วิชานอกรีตเช่นนี้หากมิกำจัด อาณาจักรของสำนักหลังบัลลังก์ทั้งสองของพวกเราช้าเร็วคงถูกต้าจิ่งกลืนกินเป็นแน่”
หัวใจเขามิอาจนิ่งสงบ เพียงแต่เขาข่มอาการไว้ได้ดียิ่งนัก
“เป็นวิชานอกรีตจริงหรือ”
“เหอะ คงจะเป็นวิชายุทธ์สักอย่างมากกว่า ก็แค่แสร้งทำให้ดูลึกลับวิเศษวิโสเท่านั้น”
“นักพรตปีศาจคนนี้มาจากที่ใดกันแน่ จู่ๆ ข้าก็เพิ่งฉุกคิดได้ว่าพวกเราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลยสักอย่าง เขาไม่มีทางเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่มีพื้นเพเติบโตมาในต้าจิ่งแน่!”
“น่าเสียดายที่หอมังกรเป็นศัตรูของพวกเราเช่นกัน พวกเขาคงไม่ยอมมอบข้อมูลให้พวกเราแน่ ยิ่งไปกว่านั้นนักพรตปีศาจคนนี้ก็หลบอยู่ในอารามตลอดทำให้สืบข่าวไม่ได้ แต่เดิมคิดว่าจะฮุบแผ่นดินต้าจิ่งก่อน ค่อยขับไล่นักพรตปีศาจผู้นั้น แต่ยามนี้ดูท่าคงยากแล้ว”
“วิชาชั่วร้ายอย่างโปรยถั่วเสกทหารนั่นน่าจะมีข้อจำกัดกระมัง มิเช่นนั้นคงไม่โผล่มาแค่บนสนามรบของอาณาจักรเฉินหรอก”
ผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหลายต่างพากันถกเถียง พวกเขาไม่กล้าดูแคลนเจียงฉางเซิง เจียงฉางเซิงสร้างแรงกดดันให้พวกเขามากมายนัก มิเช่นนั้นพวกเขาก็คงไม่กระจายสนามรบไปทั่วเช่นนี้
กี่ปีแล้ว ไม่เคยมีผู้ใดทำให้สำนักหลังบัลลังก์สองแห่งปวดหัวได้เช่นนี้มาก่อน
พวกเขาคิดไม่ตกว่าในเมื่อนักพรตปีศาจมีพลังถึงขั้นกายาทองคำ เหตุใดเขาจึงยึดครองแผ่นดินราชวงศ์จิ่ง แต่กลับไม่บังคับให้ฮ่องเต้รวบรวมทรัพยากรกับพลังแห่งโชคชะตามาให้เขา พวกเขาส่งศิษย์จำนวนมากเดินทางไปยังเมืองหลวงของต้าจิ่ง สืบข่าวมาได้ว่านักพรตปีศาจวันๆ เอาแต่ฝึกบำเพ็ญตนอยู่บนภูเขา มิสนใจคลื่นลมในโลกภายนอก เป็นคนเก็บตัวอย่างยิ่ง
นักพรตปีศาจทำราวกับว่าเขาทำทุกสิ่งเพื่อแผ่นดินต้าจิ่งอย่างไร้ความเห็นแก่ตัว คนผู้นี้ทำเพื่อประโยชน์ของปวงประชาในใต้หล้าจริงๆ น่ะหรือ
ประมุขหุบเขาเว่ยเอ่ยว่า “ผู้อาวุโสตงฟางใกล้จะเดินทางมาถึงแล้ว ถึงยามนั้นให้เขาติดตามกองทัพเดินทางไปต้าจิ่งด้วย”
ได้ยินดังนั้น บัณฑิตก็ถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “เขาคิดจะสู้กับนักพรตปีศาจหรือ”
ประมุขหุบเขาเว่ยตอบอย่างนิ่งสงบ “ถูกต้องแล้ว อยากขับไล่นักพรตปีศาจออกไปก็มีแต่ต้องประมือกับเขาเท่านั้น ผู้อาวุโสตงฟางรับปากข้าแล้วว่าจะติดตามกองทัพไปออกรบด้วย เขาจะถือโอกาสนี้แสดงความแข็งแกร่งของวิถียุทธ์ ถล่มขวัญกำลังใจของเหล่ามนุษย์เดินดินในต้าจิ่ง ไม่ว่าอย่างไรต้าจิ่งก็หลุดพ้นจากการปกครองของหอมังกรมาหลายสิบปีแล้ว”
บัณฑิตจุ๊ปากชื่นชม “ผู้อาวุโสตงฟางมีชีวิตอยู่มาสามร้อยปี เขาน่าจะใกล้สิ้นอายุขัยแล้ว แต่ในเวลาเช่นนี้ยังถูกเจ้าเกลี้ยกล่อมมาได้ ข้าสงสัยนักว่าเจ้าเสนอสิ่งใดให้เขากัน”
ประมุขหุบเขาเว่ยหัวเราะ “เรื่องนี้ย่อมมิอาจบอกให้เจ้ารู้”
ทั้งสองคนฉีกยิ้มให้กัน แต่สีหน้าของผู้ฝึกยุทธ์จากหอชุมดาราดูไม่สบายใจเท่าไรนัก
ในเมื่อหุบเขาชำนาญยุทธ์เป็นผู้เชิญขั้นกายาทองคำมา หากชนะศึกนี้ แผ่นดินต้าจิ่งย่อมต้องถูกพวกหุบเขาชำนาญยุทธ์แบ่งสันปันส่วนไปมากกว่า หากหุบเขาชำนาญยุทธ์ขยายใหญ่ขึ้น หอชุมดาราที่อยู่ใกล้ที่สุดย่อมต้องคอยระวังท่าทีของพวกเขาเวลาจะทำการใด
ดูเหมือนว่าตำหนักอันกลมเกลียวแห่งนี้แท้จริงกลับมีคลื่นใต้น้ำถาโถมอยู่ด้านล่าง
…
วิชาโปรยถั่วเสกทหารทำให้ราชวงศ์เฉินหวาดหวั่นขวัญผวา แล้วยังทำให้สี่อาณาจักรอื่นจิตใจสั่นคลอนด้วย ขณะที่ต้าจิ่งประหนึ่งได้เทพเซียนช่วยเหลือ ขวัญกำลังใจของทหารเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก
เดือนสี่
ภายในลานเรือน เจียงฉางเซิงแหงนมองไป๋หลงที่อยู่บนยอดเขา ร่างกายของไป๋หลงมหึมาอย่างยิ่ง มันดูราวกับกำแพงศิลาที่โอบรัดขุนเขาเอาไว้ เวลานี้มันกำลังขยับยุกยิกๆ ไม่หยุด
มันกำลังลอกคราบ
ไป๋ฉีถอนหายใจ “เจ้าตัวนี้จะเลื่อนขั้นแล้วสินะ”
มันอิจฉายิ่ง
ไป๋หลงเรียกได้ว่าถูกเจียงฉางเซิงป้อนโอสถมาจนโตอย่างแท้จริง
เจียงฉางเซิงอ้าปากบอกว่า “เลื่อนขั้นหรือไม่ก็ไม่เป็นไร ไม่จำเป็นจะต้องให้มันไปสู้ที่ไหนอยู่แล้ว”
จะว่าไปแล้วเขาก็เลี้ยงไป๋หลงมาเหมือนเป็นสัตว์เลี้ยงจริงๆ วันทั้งวันไป๋หลงแทบจะเอาแต่นอน ตอนนี้ด้วยร่างกายอันใหญ่โตมโหฬารของมัน มันไม่จำเป็นต้องเลื้อยไปแสดงอิทธิฤทธิ์ที่ไหนแล้ว
พูดไปแล้วตั้งแต่เล็กจนโตไป๋หลงก็ไม่เคยต่อสู้มาก่อน มันมีนิสัยอ่อนโยน อาจถึงขั้นเรียกว่าซื่อบื้อได้เสียด้วยซ้ำ
ทว่าแค่ขนาดตัวของไป๋หลง ผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่ต่ำกว่าขั้นเบิกญาณก็คงสังหารมันได้ยาก พลังปีศาจในร่างของมันไม่อ่อนแอสักนิด เข้าใกล้ขั้นเทวจิตเข้าไปทุกที
เจียงฉางเซิงถามต่อว่า “บนโลกใบนี้มีมังกรหรือไม่”
ไป๋ฉีส่ายหน้า “ก็แค่ตำนานเท่านั้น แต่มีสัตว์ปีศาจที่หน้าตาคล้ายมังกรอยู่ไม่น้อย ข้ารู้จักราชาปีศาจตนหนึ่ง เขาเรียกตนเองว่าปีศาจมังกร แต่ความจริงแล้วเป็นแค่งูหน้าไม่อายที่มีสายเลือดพิเศษหน่อยๆ ตัวหนึ่งเท่านั้น”
หนึ่งคนหนึ่งหมาป่าเฝ้าสังเกตการลอกคราบของไป๋หลง ศิษย์คนอื่นและผู้มาเซ่นไหว้ในอารามมังกรผงาดต่างก็สังเกตเห็นว่าไป๋หลงกำลังลอกคราบเช่นกัน
การลอกคราบดำเนินต่อกันเป็นเวลาสองวันกว่าไป๋หลงจะลอกคราบสำเร็จ ร่างงูของมันยาวขึ้นกว่าเดิม ยามแสงตะวันฉายส่องเกล็ดงูของมันสะท้อนแสงเป็นประกายระยิบะยับ เหล่าผู้มาเซ่นไหว้ในอารามเห็นมันชูคอแลบลิ้นไปทางท้องฟ้าก็คุกเข่าคำนับราวกับเห็นเทพงู
เจียงฉางเซิงรู้สึกว่าพลังปีศาจของไป๋หลงก้าวเข้าสู่ขั้นเทวจิตแล้วอย่างสมบูรณ์ เรื่องนี้ทำให้เขาพอใจมาก
เมื่อใดไป๋หลงบรรลุขั้นเทวชน มันก็จะเหาะได้ ถึงเวลานั้นถ้าเขาเหยียบยืนอยู่บนงูขาวร่างมหึมาเช่นนี้ มิใช่ว่าจะองอาจสง่างามมากหรือ
ไป๋หลงเพิ่งอายุสี่สิบเก้าปีก็บรรลุขั้นเทวจิตแล้ว เรื่องนี้ทำให้ไป๋ฉีอิจฉาอย่างยิ่ง
การฝึกบำเพ็ญของสัตว์ปีศาจยากเย็นกว่าเผ่ามนุษย์เสมอ แต่หากพวกมันก้าวข้ามธรณีประตูแห่งการฝึกบำเพ็ญมาได้ อายุขัยก็จะเพิ่มพูนเร็วกว่ามนุษย์ สามารถอาศัยวันเวลาค่อยๆ สั่งสมพลังปีศาจของตนเอง
เรื่องราวการลอกคราบของไป๋หลงเริ่มแพร่สะพัดในเมืองหลวง ทำให้อารามมังกรผงาดมีผู้คนแวะเวียนมาเซ่นไหว้มากกว่าเดิม เงินบริจาคก็เพิ่มขึ้นขนานใหญ่ ส่วนแต้มเซ่นไหว้ของเจียงฉางเซิงก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะเรื่องนี้เช่นกัน
…
เดือนสี่
เมืองหลวงของราชวงศ์เฉินถูกตีแตก ฮ่องเต้ราชวงศ์เฉินต้องยอมแพ้อย่างไม่มีทางเลือก เจียงจื่ออวี้ประกาศบอกใต้หล้าว่าทหารบนสนามรบรัฐสู่ที่มีความดีความชอบล้วนจะได้เลื่อนตำแหน่ง ทำให้พลทหารและผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหมดที่สนามรบอื่นฮึกเหิมตาม
อีกอย่างหนึ่งนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น ประชาชนจำนวนมากจากเก้ารัฐรอบนอกและชายแดนต้องอพยพย้ายถิ่น ประชากรของรัฐซือจึงเพิ่มขึ้นจนแออัดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
วันนี้ เจียงฉางเซิงที่อยู่ใต้ต้นวิญญาณปฐพีเหมือนจะสัมผัสถึงอะไรบางอย่าง เขาลืมตาขึ้นมา
“หรือว่านี่จะเป็นโชคชะตา…”
เจียงฉางเซิงพึมพำกับตนเอง ไป๋ฉีที่อยู่ด้านข้างได้ยินก็ลืมตาแล้วหันมามองเขาอย่างสงสัยใคร่รู้
หลังจากนั้นเจียงฉางเซิงก็ลุกขึ้นเดินออกจากลานเรือนไป
หน้าประตูอาราม ผู้เซ่นไหว้ทั้งหลายเรียงแถวซื้อธูปเข้ามาในอาราม หนึ่งในคนเหล่านั้นคือบิดากับบุตรสาวคู่หนึ่ง บิดารูปร่างกำยำล่ำสัน ส่วนบุตรสาวยังเยาว์วัย ดูแล้วอายุน่าจะยังไม่ถึงสิบขวบ ผิวของพวกเขาค่อนข้างดำคล้ำ เห็นชัดว่าตากแดดตากลมมานานปี แต่งตัวเหมือนพวกคนเลี้ยงสัตว์
“ชิงเอ๋อร์ อารามมังกรผงาดมีท่านเซียนอยู่ หลังจากพ่อไปจุดธูปขอพรให้เจ้าแล้ว อาการป่วยของเจ้าต้องดีขึ้นแน่”
บุรุษร่างกำยำจูงมือลูกสาวแล้วยิ้มแย้มบอกอย่างอ่อนโยน
ชิงเอ๋อร์พยักหน้าหงึกๆ นางมองไปทางอารามมังกรผงาดอย่างตื่นเต้น
อารามมังกรผงาดได้ฮ่องเต้พระราชทานเงินบริจาค ห้องหับอาคารทั้งหลายจึงถูกบูรณะเสียใหม่ หอและวิหารแต่ละหลังโอ่อ่าใหญ่โต ลูกศิษย์ที่เดินไปเดินมาก็มากมายนัก เพราะฝึกยุทธ์ พวกเขาแต่ละคนจึงมีท่าทางองอาจไม่ธรรมดา
หลายสิบปีผ่านไป อารามมังกรผงาดเปลี่ยนโฉมไปอย่างสิ้นเชิง ลูกศิษย์มีจำนวนมากกว่าแปดร้อยคน แม้เจียงฉางเซิงจะมายุ่งกับอารามน้อยครั้งนัก แต่วิชายุทธ์ที่เขาถ่ายทอดให้ก็มากพอที่จะทำให้ลูกศิษย์ทั้งหลายได้ประโยชน์นับอนันต์
ไม่ได้มีแต่พ่อลูกคู่นี้ คนที่มาเยือนเมืองหลวงทุกคนต่างมาจุดธูปเซ่นไหว้ที่อารามมังกรผงาด หวังจะชื่นชมบารมีของเทพเซียนบนโลกมนุษย์สักหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่หนีภัยมาเหล่านั้น พวกเขาย่อมหวังว่าหลังจากจุดธูปเซ่นไหว้แล้วโชคชะตาจะดีขึ้น
หลังจากซื้อธูปเทียนเสร็จ พ่อลูกก็เข้ามาในอาราม ระหว่างทางชิงเอ๋อร์ชะเง้อซ้ายชะเง้อขวาอย่างตื่นเต้น บุรุษร่างกำยำเองก็ตกตะลึงเช่นกัน ตรงไหนๆ ก็เห็นลูกศิษย์กำลังฝึกยุทธ์อยู่ บนต้นไม้ บนชายหลังคา หรือหน้ากำแพงล้วนมีพวกเขาอยู่ทุกที่ บางคนเป็นชาย บางคนเป็นหญิง เขาเงยหน้ามองไปก็เห็นงูวิเศษขนาดมหึมาขดตัวอยู่เหนือกำแพงศิลาบนยอดเขาอีกด้วย
บุรุษร่างกำยำเชื่อมาตลอดว่าเรื่องเล่าเกี่ยวกับปีศาจงูเป็นเรื่องลวงโลก เขาคิดไม่ถึงว่ามันจะมีอยู่จริงๆ ช่างสง่างามองอาจโดยแท้ มองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่ปีศาจ ดูมีรัศมีความศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่ง
ระหว่างที่พวกเขาเดินไป เงาร่างหนึ่งก็พลันปรากฏตัวเบื้องหน้าสองพ่อลูก
บุรุษร่างกำยำเกือบชนโครมกับเจียงฉางเซิงแล้ว เขากำลังจะเอ่ยขออภัย แต่สุดท้ายกลับถูกรูปลักษณ์ของอีกฝ่ายสะกดจนตะลึงค้างไปเสียก่อน
ใบหน้าของเจียงฉางเซิงหล่อเหลาสง่างาม บนร่างสวมเสื้อคลุมขนนกเทพกิเลน แม้จะเก็บประกายรัศมีของอาภรณ์ไปแล้ว แต่มันก็ยังดูไม่ธรรมดาอยู่ดี แตกต่างจากนักพรตคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด
เจียงฉางเซิงแย้มรอยยิ้มมองชิงเอ๋อร์แล้วเอ่ยว่า “นี่คือบุตรสาวของเจ้าหรือ ดูเหมือนร่างกายจะไม่ค่อยแข็งแรงนะ”
บุรุษร่างกำยำได้ยินดังนั้นก็รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นยอดคน จึงรีบประสานหมัดคารวะบอกว่า “ท่านนักพรต พวกเราเดินทางมาจากเก้ารัฐรอบนอก ลูกสาวข้าเหน็ดเหนื่อยเพราะการเดินทางมากเกินไปจึงเกิดโรคแฝงเร้นในกาย แต่ไปหาหมอมาจนทั่วแล้วก็ยังไม่อาจหาสาเหตุของโรคได้ มิทราบว่าท่านนักพรตมีวิธีรักษา…”
ชิงเอ๋อร์หลบไปอยู่หลังบิดา นางโผล่ศีรษะมามองเจียงฉางเซิงอย่างเขินอาย
“ท่านนักพรต ท่านออกมาได้อย่างไรกันเจ้าคะ”
ในเวลานี้เอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น หมิงเยวี่ยเดินเข้ามา
บุรุษร่างกำยำได้ยินก็ตะลึงงันอย่างห้ามตนเองไม่ได้ เป็นท่านนักพรตจริงๆ ด้วยสินะ
ประเดี๋ยวก่อน!
ท่านนักพรต...
หรือว่าจะเป็นท่านเซียนฉางเซิงผู้รูปลักษณ์ไม่โรยราตามกาลเวลาในเรื่องเล่าคนนั้น
เจียงฉางเซิงผงกศีรษะให้หมิงเยวี่ยนิดๆ แล้วหันไปมองชิงเอ๋อร์ “แม่หนูน้อย เจ้าก้าวมาข้างหน้าหน่อยสิ”
บุรุษร่างกำยำได้ยินก็ดันชิงเอ๋อร์ที่กำลังเขินอายออกมาทันที เจียงฉางเซิงยื่นนิ้วชี้มือขวาออกมาจิ้มบนหน้าผากของนาง พลังวิญญาณไหลตามเข้าไปในร่างของนางเพื่อรักษา
หมิงเยวี่ยเดินเข้ามาหา พลางมองภาพนี้อย่างประหลาดใจ นางเพิ่งเคยเห็นเจียงฉางเซิงยอมพบหน้าผู้มาเซ่นไหว้เป็นหนแรก นางจึงอดสงสัยใคร่รู้ไม่ได้ว่าพ่อลูกคู่นี้เป็นใครมาจากไหน
หลังจากผ่านไปสองสามลมหายใจ เจียงฉางเซิงก็รั้งมือกลับ เขาคลี่ยิ้ม “เอาล่ะ นางหายดีแล้ว หลังจากนี้ให้นางฝึกฝนร่างกายให้มาก หากพวกเจ้าตั้งใจจะอาศัยอยู่ที่เมืองหลวงเป็นเวลานาน จะส่งลูกสาวของเจ้าขึ้นเขามาฝึกยุทธ์ก็ได้ ข้าอนุญาตให้นางไม่ต้องพักอยู่ในอาราม เดินทางไปกลับบ้านทุกวันได้ หลังจากขบคิดดีแล้วก็มาหาคนที่อยู่ข้างกายข้าคนนี้”
เขาหันไปมองหมิงเยวี่ยแล้วถามว่า “เจ้าได้ยินแล้วใช่หรือไม่”
หมิงเยวี่ยเรียกสติกลับมาแล้วรีบตอบว่า “ได้ยินแล้วเจ้าค่ะ!”
เจียงฉางเซิงส่ายหน้าหัวเราะ จากนั้นจึงหมุนตัวจากไป
บุรุษร่างกำยำยืนตะลึงอยู่ที่เดิม ความตกตะลึงและความยินดีปรีดาอันท่วมท้นทำให้เขาทำสิ่งใดไม่ถูก
หมิงเยวี่ยมองชิงเอ๋อร์แล้วจุ๊ปากอย่างทึ่งๆ “ประสก บุตรสาวของเจ้าช่างโชคดีเสียจริง นับตั้งแต่อารามมังกรผงาดก่อตั้งอารามมา ยังไม่เคยมีศิษย์คนใดได้รับสิทธิพิเศษเช่นนี้ เจ้ายินดีให้บุตรสาวของเจ้าเป็นศิษย์ของอารามมังกรผงาดหรือไม่”
ผู้เซ่นไหว้และเหล่าลูกศิษย์ที่เดินผ่านมาต่างกำลังหันมองมาทางนี้ด้วยสีหน้าตกตะลึง แต่เมื่อพวกเขาหันไปมองเจียงฉางเซิงอีกครั้ง อีกฝ่ายก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยแล้ว
บุรุษร่างกำยำรีบตอบว่า “ยินดีขอรับ! ยินดีขอรับ! นี่เป็นบุญวาสนาของพวกข้า จะไม่ยินดีได้เช่นไร!”
ชิงเอ๋อร์กุมมือบิดาอย่างตื่นเต้น ดวงตาของนางมองไปยังทิศทางที่เจียงฉางเซิงจากไป ไม่รู้ว่าเด็กหญิงอายุน้อยคนนี้กำลังคิดสิ่งใดอยู่
เจียงฉางเซิงกลับมาถึงลานเรือนก็นั่งสมาธิฝึกบำเพ็ญต่อ
ไป๋ฉีถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “เด็กหญิงตัวน้อยคนนั้นเป็นใครมาจากไหนกัน มีค่าถึงกับต้องให้ท่านไปรับด้วยตนเองเชียวหรือ”
เจียงฉางเซิงตอบว่า “รู้สึกว่าชะตาต้องกันก็เท่านั้น”
มุมปากของเขายกโค้ง ข้างในเบิกบานใจอย่างยิ่ง
ศิษย์พี่หญิง ไม่ว่าโลกใบนี้จะเปลี่ยนผันไปมากเพียงใด ไม่ว่าชาติก่อนหรือชาตินี้ ท่านก็ยังต้องกลับมาที่อารามมังกรผงาดอยู่ดี
รอท่านเติบใหญ่แล้ว ก็มาทำงานให้อารามมังกรผงาดต่อเถิดนะ
……………………………………………………………….