เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 75 อายุขัยต้าจิ่งจวนสิ้นหรือไม่ ข้าเป็นคนตัดสิน
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 75 อายุขัยต้าจิ่งจวนสิ้นหรือไม่ ข้าเป็นคนตัดสิน
เดือนหก อากาศอุ่นขึ้นเรื่อยๆ
ณ ตำหนักระฆังทอง บรรยากาศกดดันถึงขีดสุด เหล่าขุนนางนิ่งเงียบไม่มีคนส่งเสียง สีหน้าของทั้งเฉินหลี่และหยางเช่อก็ไม่น่าดูเป็นที่สุดเช่นกัน
เจียงจื่ออวี้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรไม่ส่งเสียงใดเช่นกัน สีหน้าเขาราบเรียบไม่รู้ว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่
เวลานั้นเอง ขุนนางบุ๋นผู้หนึ่งลุกขึ้นยืน กลั้นใจพูดออกไปว่า “ฝ่าบาท มิเช่นนั้นพวกเราก็…ยอมพะ…”
คำสุดท้ายเขาเอ่ยออกจากปากไม่ได้จริงๆ
ตามรายงานล่าสุดที่องครักษ์ชุดขาวสืบมาได้นั้น มีทัพใหญ่ของอีกสี่อาณาจักรรุกข้ามเขตแดนรัฐทางเหนือเข้ามาและมาตั้งทัพที่ชานแดนแล้ว มีกำลังทหารมากกว่าสามล้านนายและยังคงมีมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ไม่ใช่แค่ห้าราชวงศ์รุมโจมตีต้าจิ่ง แต่เป็นเก้าราชวงศ์!
เมื่อหักราชวงศ์เฉินที่ยอมแพ้ไปแล้ว ก็ยังมีอยู่อีกแปดราชวงศ์!
ในระยะเวลาสองปีนี้มีการต่อสู้ไม่หยุดหย่อน แม้ว่าต้าจิ่งยังไม่ได้พ่ายแพ้ยับเยินแต่เหล่าทหารก็บาดเจ็บล้มตายสาหัสสากรรจ์นัก ทั้งสูญเสบียงอาหาร ยุทโธปกรณ์และม้าศึกไปมหาศาลด้วยเช่นกัน มีเสียงโอดครวญจากชาวบ้านออกมาแล้ว นับแต่นี้ไปยุทธภพจะไม่มั่นคงอีกต่อไปแล้ว
เจียงจื่ออวี้ปรายตามองขุนนางบุ๋นผู้นั้นหนหนึ่ง ทำเอาอีกฝ่ายตกใจจนหุบปากไปและรีบร้อนก้มหน้าลง สะท้านเหมือนอยู่ในถ้ำหนาวเย็น
หานเทียนจีก็สีหน้าอึมครึมและไม่ได้เอ่ยคำเช่นกัน ในสภาพการณ์เช่นนี้ เขาไม่มีแผนที่จะแก้ไขได้ พละกำลังของสองฝ่ายห่างกันเกินไป
“เรียกคนมาคุมตัวไปโบยแปดสิบไม้!”
เจียงจื่ออวี้สีหน้าราบเรียบ เมื่อเอ่ยจบก็มีทหารองครักษ์สองนายวิ่งเข้ามาและจับตัวขุนนางบุ๋นผู้นั้นไป
ไม่มีใครร้องขอความเมตตาให้เขา ทั้งขุนนางบุ๋นผู้นั้นก็ไม่กล้าคร่ำครวญด้วย เพราะอย่างน้อยก็ไม่ใช่โทษตาย
เจียงจื่ออวี้กวาดตามองทุกคน เอ่ยเสียงเย็นว่า “เราจะพูดอีกครั้ง ห้ามบอกว่าให้ถอย หากมีใครกล้าขอยอมแพ้อีก โทษสถานเบาคือให้จำคุกหลวง โทษสถานหนักคือประหารเก้าชั่วโคตร”
เขาลุกขึ้นยืน ก้มมองเหล่าขุนนาง กล่าวว่า “แปดราชวงศ์รุมโจมตี พวกเจ้านึกจริงๆ หรือว่าพอยอมแพ้แล้วก็จะสงบสุขปลอดภัย ต้าจิ่งไม่มีทางให้ถอยอีกแล้ว หากไม่ทุ่มสุดกำลังสังหารทัพศัตรูให้สิ้นซาก หลั่งเลือดรบถึงที่สุด เช่นนั้นราชวงศ์จะต้องล่มสลายและสิ้นเผ่าพันธุ์อย่างน่าอัปยศ!
ประกาศคำสั่งของเราออกไป ให้เกณฑ์กำลังพลหนึ่งล้านนาย บุรุษที่อายุถึงสิบหกปีล้วนสามารถเข้ากองทัพได้ทั้งสิ้น!
ให้กองทัพที่กำลังเชิญหน้ากับแนวรบของโจวเหนือถอยออกมาให้หมด และไปเป็นกองหนุนให้สนามรบอื่น! ให้ทหารของแต่ละราชวงศ์ที่ร่วมมือกันมุ่งตรงเข้ามาเมืองหลวง เราจะรออยู่ที่เมืองหลวง!”
ทันทีที่เอ่ยออกไปทุกคนต่างก็ตื่นตระหนก เหล่าขุนนางรุ่มร้อนใจและต่างเอ่ยทัดทาน
เมื่อใดที่ยอมอ่อนข้อให้ทัพศัตรูจะต้องบุกตรงเข้ามา กระบี่ชี้ไปยังรัฐซือ หากรัฐซือถูกตีแตก ต้าจิ่งก็จะต้องสิ้นราชวงศ์!
หานเทียนจี เฉินหลี่และหยางเช่อต่างเข้าใจเจตนาของเจียงจื่ออวี้ จึงยังคงอยู่ในอาการนิ่งเงียบไม่ได้คัดค้าน
เรื่องมาจนถึงวันนี้ทำได้เพียงต้องพนันสักตั้ง!
เจียงจื่ออวี้แค่นเสียงกล่าวว่า “เราตัดสินใจแล้ว เลิกประชุม เสนาบดีทั้งเจ็ดกรมตามเราเข้าไปในห้องอักษร!”
เขาสะบัดแขนเสื้อแล้วจากไป เหล่าขุนนางพากันคุกเข่าลงคำนับเพื่อส่งเขาออกจากท้องพระโรง
….
ใต้ต้นไม้วิญญาณปฐพี เจียงฉางเซิงนั่งอยู่ตรงหน้าเตาหลอม หลี่หมิ่นยืนค้อมเอวอยู่ข้างๆ
“เวลานี้กองทัพศัตรูทางชายแดนเหนือมีกำลังพลมหาศาล คนของข้ามองจากไกลๆ ยังไม่มีทางนับได้ชัดเจนว่ามีทหารศัตรูอยู่กี่มากน้อย แต่สิ่งที่แน่ใจได้ก็คือธงทัพไม่ได้มีแค่สี่ราชวงศ์ แต่กองทัพต้าจิ่งที่ประชิดกับโจวเหนือกำลังถอยทัพ สถานการณ์นี้ไม่ดีเลย หากวันใดถอนแนวป้องกันทัพ ศัตรูจะต้องเข้ามารุกรานรัฐซือเป็นแน่ขอรับ”
หลี่หมิ่นกล่าวอย่างกังวล สถานการณ์ของต้าจิ่งไม่ดีอย่างยิ่ง แม้แต่ชาวบ้านทั่วไปที่อยู่ระดับล่างสุดก็ยังสัมผัสได้ โดยเฉพาะชาวบ้านที่อยู่ในเมืองหลวงยิ่งสัมผัสได้มากกว่า
เจียงฉางเซิงจ้องเตาหลอมโอสถ กล่าวว่า “ไม่เท่าไรกระมัง มิใช่ว่าทัพศัตรูยังมิได้ล้ำแดนเข้ามาหรอกหรือ เมื่อเทียบกับเมื่อสามสิบปีก่อน ก็นับไม่ได้ว่าเป็นสิ่งใด เวลานั้นทั้งกู่ฮั่นและราชวงศ์จิ้นรุกเข้ามาภายในอาณาเขตของต้าจิ่งแล้วด้วยซ้ำ”
หลี่หมิ่นเอ่ยอย่างจนใจว่า “แต่ศัตรูมีจำนวนมากกว่าเดิมแล้ว ท่านนักพรตจะเตรียมตัวอพยพออกจากเมืองหลวงแต่เนิ่นๆ หรือไม่ขอรับ”
หลี่กงกงไม่ได้บอกความสัมพันธ์ที่แท้จริงระหว่างเจียงฉางเซิงกับเจียงจื่ออวี้ให้เขารู้ ในสายตาของเขาแล้วจึงคิดว่าเจียงฉางเซิงไม่มีความจำเป็นที่ต้องอยู่ในเมืองหลวงต่อไป
เจียงฉางเซิงตอบว่า “ไม่ต้องหรอก หากเจ้ากลัวก็สามารถอพยพออกไปก่อนได้”
หลี่หมิ่นได้ยินเช่นนั้นก็ร้อนรนขึ้นมา “ท่านนักพรต ข้าจะตัดใจไปจากท่านได้อย่างไร ชั่วชีวิตนี้ข้าจะต้องติดตามท่าน เป็นตายร่วมกัน ในเมื่อท่านนักพรตไม่ยอมไปข้าก็จะไม่ไปด้วยเช่นกันขอรับ”
เจียงฉางเซิงเหลือบตามองเขาพร้อมเผยรอยยิ้มออกมา
จากนั้นหลี่หมิ่นก็จากไปอย่างรีบร้อน เขาเตรียมจะหาไปกำลังคนจำนวนมากเอาไว้ แม้จะไม่จากไปแต่ก็ไม่อาจเอาแต่นั่งรอความตายได้
ไป๋ฉีจิ๊ปากด้วยความสงสัย กล่าวว่า “ฮ่องเต้คงไม่ได้จงใจปล่อยให้ทัพศัตรูมาที่รัฐซือและรอให้ท่านไปสังหารหรอกกระมัง”
เวลานี้ มันเลื่อมใสศรัทธาเจียงฉางเซิงจนถึงขั้นหลับหูหลับตาเชื่อเลยทีเดียว ทัพใหญ่หลายล้านนายฟังดูแล้วน่ากลัว แต่มันก็คิดว่าเจียงฉางเซิงจะไม่พ่ายแพ้
“อาจจะกระมัง”
เจียงฉางเซิงเอ่ยไปอย่างผ่อนคลาย เขาหาได้ใส่ใจกับทัพใหญ่ของแปดราชวงศ์ กระทั่งหวังว่าให้มามากๆ อีกสักหน่อยเสียอีก
คนยิ่งมากรางวัลรอดชีวิตก็จะยิ่งอุ่นหนาฝาคั่ง!
เขากำลังรอให้ศัตรูรวมตัวกันให้เสร็จสรรพ เมื่อนั้นรางวัลรอดชีวิตก็จะพุ่งขึ้นสูงสุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ดวงตาของไป๋ฉีกลอกไปหนหนึ่ง กล่าวว่า“ ท่านนักพรตต้องการให้บ่าวไปเป็นกำลังหนุนให้กองทัพของต้าจิ่งหรือไม่”
“ไม่ต้องหรอก เจ้าอยู่เฝ้าภูเขาเถิด ยิ่งไปกว่านั้นหากปีศาจหมาป่าเช่นเจ้าไปที่แนวหน้า ไม่แน่ว่ายังจะทำให้เกิดความหวาดกลัวขึ้นมาด้วย”
เจียงฉางเซิงตอบไป ระยะนี้ชาวยุทธ์ในเมืองหลวงมีจำนวนเพิ่มขึ้นมาก จนถึงขั้นมีคนจำนวนไม่น้อยที่ขึ้นมาบนเขาหลายครั้ง เห็นชัดว่ามาเพื่อสืบความ ขอเพียงไม่ทำร้ายศิษย์ของอารามมังกรผงาด เขาก็จะลืมตาข้างหนึ่งหลับตาข้างหนึ่ง ปล่อยให้ศัตรูเข้ามาสืบข่าวได้ตามใจชอบ
เพราะต่อให้สืบดูจนตาย พวกเขาก็ไม่มีทางคิดไปถึงว่าเจียงฉางเซิงไม่ได้อยู่ในขั้นกายาทองคำ
ไป๋ฉีค่อนข้างเสียดาย หาใช่ว่ามันมีน้ำอกน้ำใจล้นปรี่ มันเพียงแค่อยากอาศัยโอกาสนี้สร้างความดีความชอบ จากนั้นจะได้ขอเรียนวิชากับเจียงฉางเซิงและได้เรียนรู้วิชานอกรีตเหล่านั้น
เสียงนกร้องดังมาจากบนฟ้า ไป๋หลงตกใจจนแลบลิ้นขึ้นไปบนฟ้า เห็นเหยี่ยวนกเขาตัวหนึ่งกำลังบินวนอยู่เหนืออารามมังกรผงาด
เหยี่ยวนกเขาคลายกรงเล็บ กระดาษม้วนหนึ่งตกลงมาจากท้องฟ้าและร่วงหล่นในเรือนพักของเจียงฉางเซิงอย่างแม่นยำ
ไป๋ฉีพุ่งตัวไปทันใด ใช้ปากคาบเอามาตรงหน้าเจียงฉางเซิง
เจียงฉางเซิงรับมาและใช้พลังวิญญาณกวาดไปรอบม้วนกระดาษก่อนเพื่อป้องกันอันตราย แม้ว่าเขาจะแข็งแกร่งเพียงพอ แต่หากระวังสักหน่อยอย่างไรก็ดีกว่า
ไป๋ฉีจิ๊ปากเอ่ยอย่างสงสัยว่า “เหยี่ยวตัวนี้มีพลังพิเศษมากเอาการ เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจะเป็นเหยี่ยวยุทธ์แห่งหุบเขาชำนาญยุทธ์ หุบเขาชำนาญยุทธ์ชมชอบที่จะเป็นฝ่ายประกาศสงครามกับศัตรูก่อน ตอนพวกเขาจะเข้ายึดเหล่าสำนักยุทธ์ก็ส่งเหยี่ยวยุทธ์มาประกาศสงครามเสมอ”
เมื่อเจียงฉางเซิงแน่ใจแล้วว่าม้วนกระดาษไม่มีอันตรายจึงได้เปิดออกอ่าน
“ท่านเซียนฉางเซิง ข้าคือเว่ยฮั่ว ประมุขหุบเขาชำนาญยุทธ์ หุบเขาชำนาญยุทธ์และหอชุมดารารวมเก้าราชวงศ์เข้าโจมตีต้าจิ่งพร้อมกันและยังเชิญผู้แข็งแกร่งในขั้นกายาทองคำมาได้ผู้หนึ่ง ต้นเดือนแปด ทัพใหญ่จะรวมกันพร้อมสรรพ สำนักหลังบัลลังก์ทั้งสองจะมาเปิดศึกกับผู้แข็งแกร่งกายาทองคำด้วย เราจะไล่โจมตีไปตลอดทางจนถึงรัฐซือ ทำให้ทั้งสิบสามรัฐกลายเป็นภูเขาซากศพทะเลโลหิตให้จงได้ หากไม่ต้องการให้แผ่นดินต้าจิ่งแตกสลาย ท่านเซียนจะต้องมาขวาง หากท่านเซียนหวาดกลัวก็จงจากไปเสียแต่เนิ่นๆ หุบเขาชำนาญยุทธ์จะไม่จดจำความแค้นต่อท่านเซียน หวังว่าท่านเซียนจะไตร่ตรองให้ถ้วนถี่!”
เมื่ออ่านจบท่อนนี้เจียงฉางเซิงก็ยิ้มออกมา
ไป๋ฉีขยับเข้ามาดู มันทอดอาลัยว่า “มิน่าเล่าพวกมันจึงกล้าร่วมมือกัน ที่แท้ก็ดึงตัวผู้แข็งแกร่งขั้นกายาทองคำมาได้ ไม่กลัวว่าจะถูกท่านหว่านแห่สังหารจนหมดในคราวเดียวเสียบ้าง ท่านนักพรต สงครามสาหัสกำลังมาเยือนแล้ว”
เจียงฉางเซิงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ดีจริงๆ ข้าก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น”
เขาโยนม้วนกระดาษเข้าไปในกองเพลิง
ไป๋ฉีมองรอยยิ้มของเขาแล้วอดสั่นสะท้านไปทั้งตัวไม่ได้
ตกลงเขาอยู่ในระดับขั้นใดกันแน่
เมื่อได้ยินว่าเก้าราชวงศ์ร่วมมือกันและยังมีคนในขั้นกายาทองคำอีกด้วย แต่เขากลับไม่ได้หวาดกลัวหรือตื่นเต้นแต่อย่างใด ซ้ำยังดีอกดีใจอยากลองฝีมือเสียอีก
หรือเขาจะบรรลุไปถึงระดับขั้นที่เหนือกว่าขั้นกายาทองคำแล้ว
ไป๋ฉีไม่มีวันลืมสิ่งที่เจียงฉางเซิงถามอวี้เหยียนอี้ มันสนใจนักว่าสำนักหลังบัลลังก์มีชาวยุทธ์ที่อยู่เหนือขั้นกายาทองคำหรือไม่
มันเริ่มไว้อาลัยแก่หุบเขาชำนาญยุทธ์และหอชุมดาราแล้ว
ยั่วโมโหใครไม่ยั่ว จำต้องมาหาเรื่องนักพรตปีศาจ
แต่เมื่อยืนอยู่ในมุมของสำนักหลังบัลลังก์ทั้งสองก็สามารถเข้าใจได้ เพราะจะมีคนเช่นนี้อยู่ได้อย่างไร
ไป๋ฉีมองใบหน้าด้านข้างของเจียงฉางเซิงพลางแอบสาบานกับตนเองว่าจะต้องกอดขาใหญ่นี้เอาไว้ให้ดีๆ นี่เป็นโชควาสนาใหญ่โตเทียมฟ้าทีเดียว
…
ทัพใหญ่แห่งแปดราชวงศ์มาร่วมกันเป็นกำลังทหารสิบล้านนายจากสองสำนักหลังบัลลังก์!
นอกจากสนามรบของโจวเหนือแล้ว กองทัพศัตรูในสนามรบอื่นๆ ก็เริ่มถอยทัพ เหลือไว้เพียงทหารประจำท้องถิ่นส่วนหนึ่ง กองทัพอื่นๆ ล้วนเร่งเดินทางไปที่โจวเหนือ
ข่าวคราวระลอกแล้วระลอกเล่าแพร่สะพัดอย่างบ้าคลั่งภายในแผ่นดินต้าจิ่ง ทำให้ชาวบ้านหวาดผวา ทหารกระวนกระวายใจ ยุทธภพสั่นสะเทือน
เกิดเสียงโอดครวญปะทุขึ้นในแต่ละท้องที่บอกว่าฮ่องเต้ไร้มนุษยธรรมจึงได้ชักนำภัยพิบัติเช่นนี้มาสู่ต้าจิ่ง เจียงจื่ออวี้จำเป็นต้องตัดกำลังทหารให้ควบคุมดูแลภายในเขตแดนก่อนเพื่อไม่ให้เกิดการจลาจลครั้งใหญ่
ณ ตำหนักระฆังทอง
เพิ่งเปิดท้องพระโรงองครักษ์ชุดขาวนายหนึ่งก็ส่งจดหมายลับมาให้ เจียงจื่ออวี้อ่านจบแล้วสีหน้าย่ำแย่ขึ้นมาทันใด และแทบจะพ่นไฟออกมาจากดวงตาทีเดียว
ขุนนางบุ๋นบู๊ทั้งหลายต่างมีหูตาของตนเอง ไม่ต้องอ่านจดหมายก็รู้ได้ว่าเป็นสถานการณ์จากแนวหน้า ทำให้บรรยากาศตึงเครียดถึงขีดสุด
เจียงซิ่วก็ยังได้รับอนุญาตให้เข้ามาในท้องพระโรงด้วยเป็นกรณีพิเศษ เขายืนอยู่มุมขวาล่างของบันไดบัลลังก์พลางมองเสด็จพ่อของตนอย่างเป็นกังวล
ไม่นานนักก็มีองครักษ์ชุดขาวอีกนายหนึ่งเข้ามาส่งจดหมายอีก เจียงจื่ออวี้เหลือบตามองเพียงครั้งเดียวก็วางจดหมายลง
เจียงจื่ออวี้กวาดตาไปยังเหล่าขุนนาง กล่าวว่า “ทุกท่านกลัวแล้วใช่หรือไม่”
ขุนนางบุ๋นบู๊ต่างก้มหน้าไม่กล้าสบตากับเขา
เฉินหลี่ในวัยชราก้าวออกมากล่าวว่า “สำนักหลังบัลลังก์ร่วมมือกับราชวงศ์ต่างๆ แต่กลับจงใจปล่อยข่าว เห็นชัดว่าพวกเขาต้องการมีชัยโดยไม่ทำศึก แสดงว่าพวกเขาหวาดกลัวต้าจิ่ง กลัวว่าจะเกิดการบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก เวลานี้พวกเขารวบรวมกำลังทหารมาแล้ว ซึ่งพวกเราก็รวบรวมได้เช่นกัน อย่างมากก็แค่ปลาตายแหทะลุกันหมดทุกฝ่าย เมื่อพบกันในตรอกแคบ มีแต่ต้องเอาชนะให้ได้เท่านั้น”
ขุนนางใหญ่ผู้หนึ่งอดพูดค่อนแคะไม่ได้ว่า “จะเป็นการพบกันในตรอกแคบได้อย่างไร คนเขามีทัพใหญ่นับสิบล้านคน ซ้ำยังมียอดฝีมือจำนวนมากที่สำนักหลังบัลลังก์ส่งมาอีก แข็งชนแข็งมิเท่ากับว่ารีบส่งไปตายหรอกหรือ”
คำพูดของเขาได้รับความเห็นพ้องจากคนจำนวนมากและพากันเอ่ยปากวิพากษ์วิจารณ์ ส่วนมากแล้วตำหนิศัตรู ตำหนิแม่ทัพจนเกือบทำให้เฉินหลี่โมโหตาย
เจียงจื่ออวี้เอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “เก่าก่อนแผ่นดินราชวงศ์จิ้นก็เริ่มกบฏ เหล่าราชนิกุลแห่งราชวงศ์เฉินก็หลบหลีกทั้งวันทั้งคืนและไปรวบรวมกำลังทหารอยู่ทางภาคเหนือของแคว้น ซึ่งก็หมายความว่าสิ่งที่ต้าจิ่งเผชิญอยู่นี้คือกำลังของเก้าราชวงศ์และยังมีการก่อกบฏของแต่ละท้องถิ่นด้วย”
เขาบอกสถานการณ์คับขันในเวลานี้ไปตรงๆ ทำให้บรรยากาศในท้องพระโรงตึงเครียดถึงขีดสุด
เจียงจื่ออวี้ลุกขึ้นยืน เคลื่อนสายตาไปยังเหล่าขุนนางแล้วเอ่ยเสียงเย็นว่า “พวกเจ้าคิดจริงๆ หรือว่าเราอับจนหนทาง อายุขัยของต้าจิ่งจะสิ้นแล้วน่ะ”
เหล่าขุนนางไม่กล้าส่งเสียง แต่ท่าทีของพวกเขาแสดงอย่างแจ่มชัดแล้ว
ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่ภักดี แต่สถานการณ์ตรงหน้าเรียกได้ว่ายากพลิกวิกฤตได้จริงๆ
หานเทียนจีทำลายบรรยากาศที่เคร่งเครียดลงด้วยการเอ่ยว่า “ฝ่าบาทยังมีลูกไม้ที่ยังไม่ได้ใช้ มิใช่ว่าจะพลิกฟ้าพลิกดินไม่ได้”
ขุนนางบุ๋นหนุ่มผู้หนึ่งค่อนแคะว่า “จะพลิกฟ้าพลิกดินเช่นใด อาศัยกรมโชคชะตาของพวกท่านหรือ”
ทันทีที่เอ่ยออกไปขุนนางบุ๋นกรมอื่นๆ ก็พากันเอ่ยเหน็บแนมขึ้นมา
กรมโชคชะตาบอกว่าจะผนึกรวมโชคชะตาได้ แต่หลายปีผ่านไปก็ยังไม่เห็นผล และเบี้ยหวัดของกรมนี้ก็สูงลิ่ว ทำขุนนางอีกหกกรมไม่พอใจมากจึงระเบิดออกมาทั้งหมดในวันนี้
“บังอาจ!”
เจียงจื่ออวี้ตวาดด้วยโทสะในทันใด อานุภาพน่าเกรงขามของผู้ที่อยู่ในขั้นบรรลุฟ้าทำขุนนางหูอื้อไปหมด ต่างเอามือปิดหูด้วยความตกใจ
พญาวานรคำรน!
เจียงจื่ออวี้มองเหล่าขุนนางด้วยสายตาแห่งโทสะ จิตสังหารทะลักล้นจากนัยน์ตา เอ่ยเสียงแข็งว่า “พวกเจ้าคิดกบฏหรือไร”
เหล่าขุนนางคุกเข่าลง กล่าวพร้อมเพรียงกันว่ามิกล้า พวกเขาเองก็คับข้องใจและหวาดกลัวจึงได้แสดงกิริยาไม่งามออกไป
“ผู้ใดบอกว่าฝ่าบาทไม่อาจพลิกฟ้าพลิกดินกัน”
เสียงนิ่งๆ เป็นเมฆบางลมเบาเสียงหนึ่งดังมา ทุกคนตกใจจนต้องหันไปมอง เห็นร่างหนึ่งขี่เมฆมาและเหินเข้ามาในตำหนักระฆังทอง เมื่อเมฆจางหายไปจึงได้ลงมาบนพื้น
ทุกคนเบิกตากว้างมองภาพนี้
เป็นเจียงฉางเซิงนั่นเอง!
เสื้อคลุมขนนกเทพกิเลนส่องประกายจางๆ ออกมา ทำให้เจียงฉางเซิงราวกับเป็นเซียนในแดนมนุษย์ เหล่าขุนนางเห็นแล้วตื่นตกใจนัก
นี่พวกเขามองเห็นสิ่งใดกัน
ขี่เมฆเหาะเหิน?
จะเป็นไปได้อย่างไร!
เป็นวิชาตัวเบาชนิดใดกัน
เจียงฉางเซิงที่มีรอยยิ้มบนใบหน้ากล่าวว่า “อายุขัยของต้าจิ่งจวนสิ้นแล้วหรือไม่ ข้าเป็นคนตัดสิน อารามมังกรผงาดยังไม่ได้ย้ายไปที่ใด เหตุใดพวกเจ้าจึงกล่าวว่าจะพ่ายแพ้เล่า”
เหล่าขุนนางตกตะลึง เจียงจื่ออวี้ยิ้มออกมา ส่วนหานเทียนจีก็โค้งมุมปากขึ้น
………………………………………