เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 76 ศึกเป็นตายครั้งใหญ่ที่ไม่เคยมีมาก่อน
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 76 ศึกเป็นตายครั้งใหญ่ที่ไม่เคยมีมาก่อน
การปรากฏตัวอย่างปัจจุบันทันด่วนของเจียงฉางเซิงทำให้ทุกคนคาดไม่ถึง วิชาขี่เมฆาทะยานหมอกยิ่งทำให้เหล่าขุนนางตื่นตกใจ
จนเมื่อพวกเขาตั้งสติได้ เฉินหลี่ก็ถามอย่างตื่นเต้นว่า “ฉางเซิง เจ้าจะมาโปรยถั่วเสกทหารหรือ”
ทันทีที่เอ่ยออกไป ทุกคนก็มองไปทางเจียงฉางเซิงพร้อมกับแววแห่งการตั้งตาคอยอยู่ในดวงตา
พวกเขาเดินมาจนสุดทางแล้ว ศัตรูและฝ่ายเราต่างกันเกินไป ทำได้เพียงฝากความหวังไว้ที่เจียงฉางเซิง
พวกเขาย่อมเคยได้ยินเรื่องอานุภาพของวิชาโปรยถั่วเสกทหารมาก่อนว่าสามารถทำลายราชวงศ์เฉินไปได้ในทันใด
เพียงแต่เวลานี้ต้องเผชิญหน้ากับเก้าราชวงศ์ร่วมมือกัน ทั้งยังมีผู้มีวรยุทธ์จำนวนมากจากสองสำนักหลังบัลลังก์ ยอดเคล็ดวิชาโปรยถั่วเสกทหารของท่านเซียนฉางเซิงจะพอใช้หรือไม่
เจียงฉางเซิงส่ายหน้าบอกว่า “ย่อมไม่ใช่ กำลังทหารของทัพศัตรูมีนับสิบล้าน ไหนเลยจะมีถั่วให้โปรยตั้งมากมายเพียงนั้น”
ได้ยินเช่นนั้น เหล่าขุนนางก็ผิดหวัง
“ข้าจะลงสนามรบด้วยตนเอง”
คำพูดประโยคนี้ทำให้ท้องพระโรงไฟลุกขึ้นมาทันใด เหล่าขุนนางยินดีปรีดาจนถึงกับมีขุนนางคุกเข่าลงกราบไหว้ ซึ่งโดยมากแล้วเป็นขุนนางสูงวัยเพราะพวกเขารู้ซึ้งถึงความอัศจรรย์ของเจียงฉางเซิงดีที่สุด
เจียงจื่ออวี้เอ่ยว่า “ทุกท่านจงควบคุมดูแลแต่ละกรมให้ดี ดูแลความสงบของแต่ละรัฐ ศึกเป็นตายกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว ต้าจิ่งจะไม่มีวันล่มสลาย มีแต่จะแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น!
เลิกประชุม!”
เหล่าขุนนางคุกเข่าลง ส่งเจียงจื่ออวี้ออกจากท้องพระโรง
เวลาหนึ่งก้านธูปหลังจากนั้น
ณ ห้องทรงพระอักษร
เจียงฉางเซิงกับเจียงจื่ออวี้จิบชาหันหน้าเข้าหากัน เจียงซิ่วยืนอยู่คอยรินน้ำชาให้พวกเขา สายตาที่เขามองไปยังเจียงฉางเซิงเปี่ยมล้นไปด้วยความเลื่อมใส
ในท้องพระโรงวันนี้ เขานึกว่าการประชุมขุนนางจะพังยับเยินเสียแล้ว นึกไม่ถึงว่าพอเจียงฉางเซิงออกโรงก็ทำให้เหล่าขุนนางตกใจกลัว และไม่มีใครกล้าแสดงท่าทีเสียขวัญอีกเลย ตัวเขาก็เพิ่งได้พบเจอสภาพการณ์เช่นนี้เป็นครั้งแรก
เจียงฉางเซิงถามว่า “ผู้ใดอยู่ใกล้กับแนวรบตรงหน้ามากที่สุด”
เจียงจื่ออวี้เข้าใจว่าหมายถึงสิ่งใด เขากำลังถามถึงศิษย์ของอารามมังกรผงาดจึงตอบไปว่า “ผิงอันและสวีเทียนจีเร่งเดินทางออกไปแล้ว เดิมทีคิดว่าจะปล่อยให้กองทัพของศัตรูเข้ามา แต่จนใจที่ประชาชนหวาดกลัว เราจึงจำเป็นต้องส่งคนไปคอยเฝ้าที่สนามรบกับโจวเหนือ”
เจียงฉางเซิงพยักหน้า บนตัวของผิงอันและสวีเทียนจีมีรอยประทับสังสารวัฏของเขาอยู่จึงทำให้เขาแยกแยะทิศทางได้อย่างสะดวก
เจียงจื่ออวี้มองบิดาของตน เวลานี้ความคับข้องใจที่สั่งสมอยู่ภายในใจเขาถูกขจัดไปจนหมดสิ้น แทนที่ด้วยปณิธานแห่งการต่อสู้และความมุ่งหวัง
บิดาก็คือผู้หนุนหลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา เขาเพียงแต่ไม่ต้องการรบกวนบิดาร่ำไป เพราะตัวเขาเองก็มีเกียรติภูมิในตน แต่เวลานี้ถึงขั้นที่หมดสิ้นหนทางเดินแล้ว และบิดาก็ก้าวออกมาทันท่วงที ทำให้เขารู้สึกว่าตนเองมิได้หัวเดียวกระเทียมลีบ
ใบหน้าของเจียงจื่ออวี้เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ถามไปว่า “ท่านอาจารย์จะสู้อย่างไรขอรับ”
เจียงฉางเซิงเหลือบตามองเขา กล่าวว่า “เจ้าเป็นฮ่องเต้ เจ้าอยากสู้เช่นใดก็สู้เช่นนั้น อาจารย์หนุนหลังเจ้าเป็นพอ”
ได้ยินเช่นนี้ เจียงจื่ออวี้ก็ยิ่งยิ้มกว้างมากกว่าเดิม เขาวางถ้วยชาลง แค่นเสียงกล่าวว่า “เช่นนั้นก็บุกเข้าไปประจันหน้า เปิดศึกเป็นตายที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ ถึงยามนั้นขอให้ท่านอาจารย์มายังสนามรบเป็นกำลังเสริมให้ทัพต้าจิ่งขอรับ!”
เขากลายเป็นฮ่องเต้ที่เด็ดเดี่ยวฮึกเหิมและไม่แยแสต่อใต้หล้าอีกคราแล้ว!
เจียงฉางเซิงพยักหน้ายิ้ม จากนั้นก็เริ่มลิ้มรสน้ำชา
ต้องพูดทีเดียวว่าไม่ว่าอย่างไรน้ำชาในวังก็เลิศรสนัก
เจ้าหนุ่มนี่เห็นแก่ตัวแท้ๆ ชาชั้นดีเช่นนี้กลับไม่ส่งไปให้พ่อมากสักหน่อย
เจียงฉางเซิงมองเจียงซิ่วแล้วเอ่ยถามว่า “ซิ่วเอ๋อร์ ระยะนี้ติดตามเสด็จพ่อเรียนรู้เรื่องราชกิจ รู้สึกว่ายากเย็นหรือไม่”
เจียงซิ่วรีบต่อไปว่า “ท่านอาจารย์ปู่ ศิษย์หลานรู้สึกว่าค่อนข้างยากจริงๆ แต่ศิษย์หลานจะพยายามเต็มกำลังขอรับ”
เจียงฉางเซิงพยักหน้าแต่ในใจกลับค่อนข้างเสียดาย เพราะครั้งวั่งเฉินอยู่ในวัยเดียวกับเจียงซิ่วก็แสดงความสามารถในการจัดการราชกิจได้ไม่เลวแล้ว
ปู่พ่อลูกสามคนเริ่มสนทนาสัพเพเหระกัน ยากนักจะมีโอกาสที่คนทั้งสามรุ่นจะอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน เจียงฉางเซิงอารมณ์ดีทีเดียว เจียงจื่ออวี้เปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้งใจ เขาน่าจะเป็นฮ่องเต้ที่มีความสุขที่สุด ในวัยที่ต้องต่อสู้ก็ยังมีบิดาคอยปกป้อง ถัดลงไปยังมีโอรสธิดาครบครัน เขายังคงสร้างผลงานความชอบที่ไม่เคยมีมาก่อนต่อไป
เจียงจื่ออวี้เหลือบตามองเจียงซิ่วและแอบตัดสินใจเรื่องหนึ่งอยู่ในใจ
จะต้องหาโอกาสบอกฐานะที่แท้จริงของเจียงฉางเซิงให้เจียงซิ่วรู้
ไม่สิ!
กษัตริย์ในภายภาคหน้าจะต้องรู้เรื่องนี้ทั้งหมด สืบทอดต่อไปหลายชั่วอายุ ให้เป็นความลับของราชสกุลเจียง
…
เดือนเจ็ด ฮ่องเต้มีราชโองการให้ทัพต่างๆ ในแต่ละรัฐมารวมตัวกันที่สนามรบในโจวเหนือ ประชาชนต้าจิ่งต่างพากันหวาดกลัว ทุกคนล้วนสัมผัสได้ว่าศึกที่จะทำให้ราชวงศ์คงอยู่หรือล่มสลายจวนมาถึงแล้ว
หลังจากเจียงฉางเซิงช่วยเจียงจื่ออวี้ทำให้จิตใจเหล่าขุนนางมั่นคงแล้วก็กลับไปฝึกตนต่อ รอเดือนแปดมาถึง
เขาเชื่อว่าเมื่อสองสำนักหลังบัลลังก์บอกว่าเดือนแปดก็ต้องเป็นเดือนแปด หรือต่อให้เข้ามาตีต้าจิ่งก่อนกำหนด พวกเขาก็จะต้องเผชิญหน้ากับเจียงฉางเซิงอยู่ดี พวกเขาจะต้องมาทำศึกตามนัดและใช้แสนยานุภาพขั้นสุดยอดถล่มต้าจิ่งให้พังยับเยินและยึดเอาสิบสามรัฐไป!
เจียงฉางเซิงก็ยินดีที่จะรอ ให้เวลาทั้งสองสำนักหลังบัลลังก์มากสักหน่อย ให้พวกเขารวบรวมกำลังคนให้มากขึ้น เพื่อให้รางวัลรอดชีวิตของเขามากยิ่งขึ้นตามไปด้วย
แต่ละวันผ่านไป ผู้มาทำบุญที่อารามมังกรผงาดก็น้อยลงเรื่อยๆ ทั้งเมืองตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน ท้องถนนก็ไม่ได้คึกคักเช่นแต่ก่อน และถึงกับมีคนจำนวนไม่น้อยอพยพไปทางใต้ด้วย
บิดาของเมิ่งชิวซวงในชาตินี้กลับไม่ได้ไปจากเมืองหลวง ยังคงให้เมิ่งชิวซวงขึ้นเขามาฝึกยุทธ์ทุกวัน เพราะนางเป็นคนที่เจียงฉางเซิงเจาะจงเลือกให้เข้ามาโดยเฉพาะ และคอยดูแลนางอยู่ข้างนอกวิหารจิตกระจ่างด้วยกลัวว่านางจะถูกคนรังแก
และเพราะเหตุนี้ ศิษย์อาวุโสอย่างชิงขู่หรือวั่นหลี่จึงคอยหมุนเวียนกันมาสอนชิงเอ๋อร์ด้วย
หากชิงขู่รู้ว่าชิงเอ๋อร์ก็คือเมิ่งชิวซวง เขาจะคิดเห็นเช่นใด จะไม่เชื่อหรือว่าตกใจกัน
เจียงฉางเซิงแอบเฝ้าคอยอยู่ในใจ แต่เรื่องนี้ก็ไม่อาจพูดออกไปได้ เพื่อไม่ให้เกิดความยุ่งยากที่เกินขอบเขตความสามารถของเขา
…
ใกล้เดือนแปดเข้ามาทุกที สนามรบโจวเหนือก็รวบรวมกองทัพที่มีกำลังพลมหาศาลได้แล้ว ทั้งสองทัพอยู่ห่างกันสิบลี้ เนื่องจากอยู่บนที่ราบที่เวิ้งวางไร้ขอบเขต พวกเขาจึงสามารถมองเห็นกันและกันได้
ภายในค่ายใหญ่ของโจวเหนือ แม่ทัพใหญ่แห่งเก้าราชวงศ์มารวมตัวกันที่นี่ ส่วนผู้นำนั้นมิใช่แม่ทัพแห่งเก้าราชวงศ์แต่เป็นผู้มีวรยุทธ์ที่มาจากหุบเขาชำนาญยุทธ์นามว่าเมิ่งเซวียน และเขายังเป็นเทวชนของแท้อีกด้วย เขาสวมเสื้อเกราะบนตัวนั่งอยู่ที่นั่นราวกับหมีร้ายตัวหนึ่ง เห็นชัดว่าราศีของเขาเหนือกว่าแม่ทัพใหญ่คนอื่นๆ
เมิ่งเซวียนยังคงหลับตาฝึกพลังยุทธ์ขณะเอ่ยปากว่า “ต้าจิ่งรวบรวมทหารได้เท่าไรแล้ว”
แม่ทัพใหญ่ผู้หนึ่งเอ่ยทั้งหัวเราะว่า “ตอนนี้ได้ถึงแปดแสนนายแล้ว ไม่มีค่าให้เอ่ยถึงแต่อย่างใด”
แม่ทัพใหญ่คนอื่นๆ หัวเราะลั่นตาม กำลังทหารของพวกเขามากถึงสิบล้านนาย นั่นนับว่ายิ่งใหญ่เพียงใด เมื่อทัพใหญ่แปดแสนนายของต้าจิ่งอยู่ตรงหน้าพวกเขา มิเท่ากับเอาแขนมาขวางรถศึกหรอกหรือ
“จะอย่างไรพวกเขาก็มาแล้ว หรือว่าท่านเซียนฉางเซิงทอดทิ้งพวกเขาเสียแล้ว”
“เป็นไปได้อย่างยิ่ง ฮ่องเต้ต้าจิ่งยังอยากให้พวกเราบุกไปถึงรัฐซือ แต่เวลานี้เปลี่ยนแผนแล้ว ต้องเป็นเพราะนักพรตปีศาจพึ่งพาไม่ได้ และพวกเขาก็กลัวตายจึงได้แต่สู้สุดชีวิต”
“ไม่ใช่แค่พวกเราเก้าอาณาจักรใหญ่เท่านั้น เหล่าใต้เท้าจากสองสำนักหลังบัลลังก์ก็มาด้วย ต่อให้นักพรตปีศาจฉางเซิงแข็งแกร่งอีกเท่าใดก็ไม่กล้ามาต่อกรหรอก”
“น่าเสียดาย ข้ายังอยากเห็นวิชานอกรีตโปรยถั่วเสกทหารที่ว่าของเขาสักหน่อย”
“ฮ่าๆๆ ดูท่าจะเป็นแค่ปาหี่แหกตา ที่แท้อาจเป็นแค่วิชายุทธ์ชนิดหนึ่งเท่านั้น ทหารถั่วพวกนั้นกลายร่างมาจากลมปราณทั้งสิ้น”
แม่ทัพทุกคนหัวเราะอย่างเบิกบาน ก่อนเก้าราชวงศ์จะร่วมมือกัน พวกเขาขัดแย้งกันอย่างยิ่ง ต่างก็ไม่อยากจะเป็นวัวเป็นม้าให้กัน แต่เมื่อเวลานี้มาร่วมมือกัน ยามมองกำลังทหารที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้พวกเขาก็สาแก่ใจนัก
ได้เกิดมาเป็นแม่ทัพและได้เห็นทัพใหญ่ถึงเพียงนี้ ชีวิตนี้ก็ไม่มีเรื่องให้เสียใจแล้ว!
เมิ่งเซวียนไม่ได้พูดสิ่งใดอีก หากแต่จดจ่ออยู่กับการฝึกวิชา
ในเวลาเดียวกัน
ณ ค่ายของต้าจิ่ง เหล่าทหารชั้นประทวนที่อยู่ข้างหน้าแต่ละกระโจมก็กำลังวิพากษ์วิจารณ์กันถึงศึกเป็นตายครั้งใหญ่แสนสะท้านภพที่กำลังจะมาถึงนี้ นับเป็นสงครามครั้งใหญ่ของสิบสามรัฐที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์
ลำพังแค่พวกเขามองไปยังค่ายทหารของโจวเหนือที่อยู่ทางทิศเหนือก็หนังศีรษะชาไปหมดแล้ว นอกจากกองทหารที่เข้าทำสงครามแล้วก็ยังมีกำลังเสริมที่มีจำนวนมหาศาลอีก ฉะนั้นเมื่ออยู่รวมกับทัพใหญ่ของเก้าราชวงศ์จึงทอดตัวยาวออกไปไม่ใช่แค่หลายร้อยลี้ ดูไปแล้วน่าตกใจยิ่งว่าจำนวนทหารสิบล้านนายเสียอีก
ผิงอันนั่งตรงหน้ากองไฟกำลังถือขาวัวย่างชิ้นใหญ่กัดกินอยู่ เขาเป็นคนที่ไม่รู้สึกรู้สาอะไรที่สุดจึงไม่ได้เป็นกังวลแม้แต่น้อย
สวีเทียนจี จงเทียนอู่และฮวงชวนสามคนนั่งอยู่ข้างกัน ตาเหม่อมองไปไกล ต่างหนักใจเหลือกำลัง
จงเทียนอู่ถามว่า “ฝ่าบาททรงให้กำลังทหารมารวมตัวกันเช่นนี้ หรือว่าท่านเซียนฉางเซิงจะออกโรงเอง”
ฮวงชวนกล่าวว่า “น่าจะต้องมากระมัง คราที่หอมังกรมหายานต้องการฟื้นฟูราชวงศ์ฉู่ ท่านอาจารย์ของข้าก็ยังออกโรงเอง เวลานี้แผ่นดินต้าจิ่งกำลังจะย่อยยับ เขาจะดูดายไม่สนใจได้อย่างไร”
สวีเทียนจีทอดถอนใจว่า “เวลานี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน สำนักหลังบัลลังก์ทั้งสองนั้นกำลังรอให้อาจารย์ของเจ้าปรากฏตัว”
หลังจากเจียงจื่ออวี้ขึ้นครองราชย์ สำนักหลังบัลลังก์ก็ไม่ได้มีความลึกลับใดอีกแล้ว พวกเขาต่างรู้ถึงความแข็งแกร่งของสำนักหลังบัลลังก์ รวมทั้งความน่าหวาดกลัวของผู้มีวรยุทธ์ในระดับสูงอีกด้วย ศัตรูตัวฉกาจที่ขวางหน้าทั้งสองสำนักหลังบัลลังก์อยู่ในเวลานี้มิใช่ทหารของต้าจิ่ง แต่เป็นท่านเซียนฉางเซิง
ในเวลานี้เอง
มีร่างหนึ่งเดินออกมาจากฝูงชน ฮวงชวนเหลือบตามองและต้องชะงักไปทันใด เขากะพริบตาปริบๆ เพื่อให้แน่ใจว่าตนเองไม่ได้มองผิดไป จากนั้นก็วิ่งไปหาด้วยความตื่นเต้นดีใจ
“ไอ้เจ้าบ้า เจ้ามาได้อย่างไร”
ฮวงชวนถามด้วยความตื่นเต้นเมื่อมาถึงตรงหน้าหลิงเซียว
แต่แรกนั้นหลิงเซียวเป็นผู้มีความสามารถที่เมิ่งชิวซวงคัดเลือกมาจากอารามมังกรผงาด และเป็นศิษย์น้องคนเล็กของเจียงฉางเซิง หลังจากบรรลุขั้นบรรลุฟ้าแล้วก็ลงเขาไปแก้แค้น จากนั้นก็ไม่มีข่าวคราวอีกเลย
หลิงเซียวในเวลานี้สวมอาภรณ์สีดำทั้งตัว พกกระบี่งดงามที่เอว ผมดำมัดไว้หลวมๆ ข้างหลังหัว เผยให้เห็นใบหน้าที่มีร่องรอยของความโชกโชน ราศีของเขาเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ได้เป็นเด็กหนุ่มที่เขินอายเช่นแต่ก่อน ความทระนงองอาจที่เขามีไม่อาจซ่อนเอาไว้ได้แต่อย่างใด
หลิงเซียวเผยรอยยิ้มออกมากล่าวว่า “บ้านเมืองมีภัย ข้าผู้เป็นศิษย์ของอารามมังกรผงาดจะไม่มาได้เยี่ยงไร”
ฮวงชวนสังเกตดูเขาแล้วเอ่ยว่า “ศิษย์น้อง เหตุใดจึงรู้สึกว่าเจ้าเก่งกาจขึ้นล่ะ”
สวีเทียนจีและจงเทียนอู่ที่อยู่ไม่ไกลออกไปก็สังเกตเห็นหลิงเซียวเช่นกัน สวีเทียนจีขมวดคิ้วพึมพำว่า “เจ้าเด็กนี่…”
แข็งแกร่งนัก!
จงเทียนอู่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่อันตรายอย่างหนึ่ง ต้องรู้ว่าตัวเขาอยู่ในขั้นเทวจิตด้วยซ้ำ
หลิงเซียวเอ่ยยิ้มๆ ว่า “สองปีมานี้ได้พบเจอกับเรื่องอัศจรรย์ ได้ฝึกเพลงกระบี่ชนิดหนึ่ง ไว้กลับไปอารามมังกรผงาดข้าจะสอนท่าน”
ฮวงชวนยิ่งสงสัยเข้าไปอีกจึงดึงตัวหลิงเซียวมานั่งลงตรงหน้าพวกสวีเทียนจีทั้งสองคน เพื่อให้เขาสาธยายสิ่งที่ได้พานพบมาในสองปีนี้
ไม่ใช่แค่หลิงเซียวเท่านั้น ทางด้านหลังของค่ายก็มีชาวยุทธ์ทยอยกันมาอย่างต่อเนื่อง ต้าจิ่งก่อตั้งแคว้นมาหกสิบเจ็ดปีแล้ว ชาวยุทธ์ในยุทธภพต้าจิ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นชาวต้าจิ่ง ใต้หล้าจะรุ่งเรืองหรือล่มสลาย ปวงประชามีภาระรับผิดชอบ
เมื่อเทียบกับความครึกครื้นในค่ายทหารของโจวเหนือ ค่ายทหารต้าจิ่งเงียบสงัดกว่าอย่างเห็นได้ชัด มีการสอดแนมไปมาระหว่างสองทัพอยู่ตลอดเวลา เพื่อประเมินกำลังทหารของทัพศัตรู
ผ่านไปวันแล้ววันเล่า
ในที่สุดเดือนแปดก็มาถึง
เสียงแทรกผ่านอากาศเสียงหนึ่งแล่นผ่านแผ่นฟ้า ผ่านเหนือหัวเหล่าทหารของต้าจิ่ง พุ่งตรงเข้าไปภายในกระโจมและไปปักอยู่บนกระบะทราย ทำเอาฉินอ๋องเจียงอวี้ที่อยู่ข้างๆ กระบะทรายต้องสะดุ้ง เหล่าทหารภายในกระโจมต่างชักกระบี่ออกมาด้วยนึกว่ามีศัตรูเข้าจู่โจม
เจียงอวี้ผมขาวทั้งศีรษะ ไม่ใช่องค์ชายแสนองอาจเฉกเช่นในอดีตอีกแล้ว เวลานี้เขาเป็นจอมทัพของต้าจิ่งและเป็นผู้ดูแลหลักของศึกเป็นตายครานี้
เจียงอวี้ขยับไปข้างหน้า ดึงลูกธนูออกมาเปิดกระดาษข้อความบนนั้นออก หลังจากอ่านแล้วสีหน้าเขาก็เคร่งขรึมลงทันตา แค่นเสียงเอ่ยว่า “บังอาจ! พวกมันถึงกับมาเตือนข้าว่าจะเปิดศึกในเวลาเที่ยงของอีกสามวันให้หลัง ให้ข้าเตรียมตัวรับความตาย!”
ทันทีที่เอ่ยออกไป เหล่าทหารก็โมโหยกใหญ่และต่างก่นด่าโจวเหนือ
นี่เป็นแผนทำลายขวัญ แต่พวกเขาก็จำเป็นต้องทนรับ ไร้หนทางอื่น
ข้างนอก
สวีเทียนจีมีสีหน้าเคร่งเครียดพลางมองไปที่คนข้างๆ ถามว่า “ลูกธนูเมื่อครู่นี้แม้แต่เจ้าก็ยังขวางไว้ไม่ได้รึ”
ผู้ที่ยืนอยู่ข้างเขาเป็นบุรุษในชุดเกราะดำผู้หนึ่งที่สูงวัยมากแล้ว แต่ตัวเขาเหยียดตรงและมีสีหน้าน่าเกรงขาม เขาก็คือจักรพรรดิตะวันจรัสที่เคยมีชื่อเสียงสนั่นยุทธภพนั่นเอง
จักรพรรดิตะวันจรัสมีสีหน้านิ่งแข็ง กล่าวว่า “ขวางไม่ได้ เร็วเกินไป”
เขาเป็นถึงขั้นเทวชนแต่กลับขวางลูกธนูนี้ไว้ไม่ได้ ลูกธนูนี้ถูกยิงออกมาจากค่ายทหารของศัตรูที่อยู่ห่างออกไปกว่าสิบลี้ทีเดียว
หัวใจของสวีเทียนจีหล่นไปถึงตาตุ่ม
รวดเร็วจากนั้น เจียงอวี้ก็เรียกแม่ทัพทุกคนมารวมตัวกัน เพื่อแจ้งให้รู้ว่าอีกสามวันให้หลังจะเปิดศึกแล้ว
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับทัพใหญ่สิบล้านนาย พวกเขาไม่มีแม้แต่ความกล้าหาญที่จะเข้าบุกล่วงหน้า เพราะต่อให้บุกเข้าไปก็เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจะถูกล้อมเอาไว้และถูกรุมสังหารจนตายกันหมด
เจียงอวี้ปรายตาไปยังทหารทั้งหมด เอ่ยเสียงเคร่งขรึมว่า “สามวันให้หลัง หากไม่มีคำสั่งจากข้า ไม่ว่าทัพใดก็ตามห้ามบุกเข้าโจมตีก่อน แม้ว่าเกือกม้าของทัพศัตรูจะเหยียบอยู่บนหน้าของพวกเจ้าก็ตามที เข้าใจแล้วหรือไม่”
“เข้าใจพ่ะย่ะค่ะ!”
ทหารทุกคนเอ่ยเป็นเสียงเดียวกัน พวกเขาไม่มีความหวาดกลัว แววตาเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว
พลีชีพเพื่อแคว้น อาสัญฤๅพรั่นพรึง
………………………………………