เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 77 ขุนพลเทพยาตราจากสวรรค์ นี่ใช่มนุษย์แน่หรือ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 77 ขุนพลเทพยาตราจากสวรรค์ นี่ใช่มนุษย์แน่หรือ
สามวันให้หลัง ยามเที่ยงวันใกล้จะมาเยือน
ย่างเข้าเดือนแปด ดวงตะวันร้อนระอุอยู่กลางศีรษะ ทุ่งร้างสิบลี้ระหว่างทั้งสองกองทัพถูกไอร้อนย่างจนเห็นอากาศลอยบิดเบี้ยว
ตึง! ตึง! ตึง!…
เสียงกลองศึกดังขึ้นในค่ายทัพของอาณาจักรโจวเหนือ เสียงกลองศึกเร่งเร้ารัวเร็ว กองทหารนับพันหมื่นลุกขึ้นพร้อมเพรียงจนดูเหมือนเกลียวคลื่นไล่ก่อตัวเป็นระลอกยาวจรดร้อยลี้ ช่างเป็นภาพที่ยิ่งใหญ่อลังการอย่างที่สุด
เมิ่งเซวียนแห่งหุบเขาชำนาญยุทธ์ยืนอยู่บนรถศึกคันใหญ่โตที่ทำจากไม้ เขาไพล่สองมืออยู่หลังบั้นเอว หรี่ตามองสถานที่ไกลๆ
เขาทอดสายตามองรถศึกจำนวนมากที่กระจายตัวอยู่ในกองทัพของเก้าราชวงศ์ อาวุธสำหรับทำศึกสารพัดชนิดล้วนปรากฏให้เห็น เพียงกองทัพทหารจำนวนนับสิบล้านคนที่กำลังเตรียมพร้อมทำศึกก็ยาวจรดหลายสิบลี้ ด้านหลังยังมีกองทัพขนเสบียงไล่ยาวไปจรดสุดปลายทุ่งหญ้า ยากจะคำนวนว่ามีผู้คนจำนวนเท่าไรกันแน่
กองทหารม้าจำนวนนับไม่ถ้วนตั้งแถวรอคอยอยู่เบื้องหน้ากองทัพใหญ่ ด้านหลังมีพลทหารเกราะหนักอีกไม่รู้เท่าไรเตรียมพร้อมก้าวสู่สนามรบ
เวลาเดียวกับที่เสียงกลองศึกของกองทัพเก้าราชวงศ์ดังขึ้น กองทัพของต้าจิ่งก็กำลังรอคอยอยู่ก่อนแล้ว
เจียงอวี้ยืนอยู่บนรถศึกเช่นกัน เพราะนั่นจะทำให้มองเห็นสนามรบทั้งหมดได้สะดวก เขากำลังสั่งการแม่ทัพและนายทหารให้พวกเขาตั้งแถวเป็นกระบวนทัพ เพื่อไม่ให้ถูกกองทัพใหญ่ของศัตรูบุกทะลวงจนทัพแตกกระจาย แต่ไม่ว่าเขาจะจัดทัพอย่างไร เมื่อเทียบกับกำลังของกองทัพฝ่ายศัตรูแล้ว ก็เห็นชัดว่าฝั่งพวกเขาอ่อนแอเสียเหลือเกิน
ฮวงชวน หลิงเซียวกับลูกศิษย์ทั้งหลายของอารามมังกรผงาดลุกขึ้นยืน พวกเขาเคร่งเครียดอย่างยิ่ง เผชิญหน้ากับกองทัพใหญ่ที่มีทหารนับสิบล้านคน ผู้ใดจะไม่หวาดหวั่นบ้างเล่า
“ท่านนักพรตจะมาจริงหรือ”
“น่าจะนะ ไม่นานมานี้มีข่าวลือว่าท่านนักพรตจะมาไม่ใช่หรือ”
“ข้ากังวลว่านั่นจะเป็นเพียงคำพูดที่เอาไว้ปลอบขวัญของกองทัพ”
“ไม่ว่าอย่างไร พวกเราก็ไร้ทางถอยแล้ว!”
“มารดามันสิ ศัตรูมากมายถึงเพียงนี้ ฝั่งตรงข้ามบุกมาหนเดียว พวกเรามิตายกันเกลี้ยงแล้วหรือ”
พวกเขากระซิบกระซาบถกเถียงกันเสียงเบา แต่ไม่ใช่แค่พวกเขาเท่านั้น ไม่ว่ากองกำลังส่วนใดของกองทัพก็ล้วนเป็นเช่นนี้
หลิงเซียวสูดหายใจลึกเฮือกหนึ่ง มือขวากำด้ามกระบี่ข้างเอวแน่น แม้เขาจะเคยตะลุยท่องยุทธภพมาแล้ว แต่เพิ่งเคยก้าวเข้าสู่สนามรบเป็นหนแรก
ฮวงชวนสังเกตเห็นความเคร่งเครียดของเขาแต่ไม่คิดจะทำอะไรเพื่อปลอบใจอีกฝ่าย เพราะตัวเขาเองก็เคร่งเครียดเช่นเดียวกัน เรื่องราวบนสนามรบรัฐสู่ถูกเล่าต่อจนเกินจริงอย่างมาก เรื่องนั้นสร้างแรงกดดันให้เขาอย่างที่ไม่อาจหาถ้อยคำมาบรรยาย
ไกลออกไป หลี่หมิ่นกำลังปลอบบรรดาลูกน้องของตนเอง เขาได้รับคำสั่งจากเจียงฉางเซิงให้พาคนจำนวนหนึ่งพันคนที่ส่วนใหญ่เป็นจอมยุทธ์จากยุทธภพมาที่นี่
หนนี้หลี่หมิ่นจักทำให้วิชาดาบมารสังหารเทพลือเลื่องไปทั่วแผ่นดิน เจียงฉางเซิงบอกเขาแล้วว่าให้เขาแสดงฝีมือให้ดี หลังจากได้ชัยเหนือกองทัพข้าศึก เจียงฉางเซิงจะช่วยขอตำแหน่งขุนนางให้เขา ให้เขาไม่ต้องร่อนเร่ไปตามเมืองอีก
จางเทียนเหริ่นเองก็ยืนอยู่เบื้องหน้ากองทัพของตน เขากำลังพยายามสงบจิตใจของตนเองอยู่ แม้จะทำศึกมาทั้งชีวิต แต่นี่เป็นหนแรกที่เผชิญหน้ากับสงครามขนาดใหญ่ถึงเพียงนี้ นอกจากแรงกดดัน สิ่งที่มีมากกว่าก็คือเลือดนักสู้อันร้อนระอุที่กำลังแล่นพล่านอยู่ในกาย
แม้นพ่ายศึกแคว้นล่มสลาย ชีวิตนี้ก็ไม่เสียดาย!
ทันใดนั้นเองเงาร่างหนึ่งก็เหินออกมาจากค่ายทัพของต้าจิ่ง แล้วเหยียบยืนบนทุ่งร้างห่างจากด้านหน้ากองทัพราวร้อยจั้ง เขาประจันหน้ากับกองทัพใหญ่จำนวนสิบล้านคนด้วยตัวคนเดียว
เขาก็คือผิงอันนั่นเอง เขาวางค้อนคู่ขนาดมหึมาตั้งไว้บนพื้น จากนั้นก็นั่งจุ้มปุ๊กอยู่บนค้อนมหึมาอันหนึ่ง รอคอยสงครามใหญ่ที่กำลังจะมาถึง สองมือของเขาวางอยู่บนหัวเข่าสองข้าง เอียงศีรษะมองกองทัพใหญ่ของเก้าอาณาจักร สายตาของเขาดุร้ายประหนึ่งสัตว์ป่า ลมหายใจของเขาถี่กระชั้น กล้ามเนื้อทั้งร่างกำลังเต้นระริก
เขาอยากจะเริ่มสงครามจนแทบทนไม่ไหวแล้ว!
การปรากฏตัวของผิงอันทำให้ทหารมากมายใจชื้น พวกเขาส่วนใหญ่เคยเห็นความดุร้ายของผิงอันมาแล้ว คนผู้นี้คือแม่ทัพที่แข็งแกร่งที่สุดของต้าจิ่ง เขาเคยบุกตะลุยกองทัพจำนวนนับแสนด้วยตัวคนเดียวโดยไม่มีผู้ใดขวางเขาได้
พวกชาวยุทธภพต่างถามว่าคนผู้นั้นคือผู้ใด หลังจากได้ยินนามผิงอัน พวกเขาก็กระจ่างใจทันที ดวงตาเต็มไปด้วยแววตายำเกรง
แม้ผิงอันจะสมองทึบ แต่ชีวิตของเขารุ่งโรจน์เหลือเกิน ไม่มีผู้ใดที่เกิดมาเป็นคนต้าจิ่งแล้วไม่เคารพเขา
ว่ากันว่าฮ่องเต้รัชสมัยนี้ขึ้นครองราชย์ได้สำเร็จ หนึ่งเพราะพึ่งท่านเซียนฉางเซิง สองเพราะพึ่งแม่ทัพผิงอันผู้กร้าวแกร่ง ทุกความสำเร็จบนสนามรบของเจียงจื่ออวี้ ล้วนมีผิงอันเป็นยอดขุนพลไร้พ่ายบุกตะลุยอยู่ด้านหน้าสุด!
เวลาเคลื่อนผ่านไปทีละเล็กทีละน้อย
เมื่อถึงยามเที่ยงตรง!
กลองศึกของกองทัพเก้าอาณาจักรก็เงียบเสียง ฟ้าดินเงียบสงัด
เมิ่งเซวียนผู้อยู่บนรถศึกถลึงตา ชูดาบใหญ่ในมือขึ้นสูง แล้วตวาดเสียงดุดัน “ทั้งกองทัพจงฟัง เหยียบต้าจิ่งให้ราบ ตีรัฐซือมาให้ได้ บุก!”
เสียงนี้ดังสนั่นประหนึ่งอสนีบาตฟาดลงกลางทุ่งราบ พลังของมันสะเทือนไปทั่วทั้งสนามรบ
“ฆ่า”
พลทหารจำนวนสิบล้านคนตะโกนออกมาพร้อมกัน แผ่นดินไหวสะเทือนอย่างรุนแรง กองทัพของเก้าอาณาจักรถาโถมมาหากองทัพของต้าจิ่งประหนึ่งน้ำหลากอันน่าหวาดกลัว น้ำหลากลูกนี้แม้นเชื่องช้านักแต่กลับทำให้ผู้คนสิ้นหวัง
เหล่าแม่ทัพและทหารที่อยู่แถวหน้าสุดของทัพต้าจิ่งไม่มีผู้ใดไม่หน้าเสีย คนจำนวนสิบล้านคนยืนปักหลักอยู่กับที่ก็ข่มขวัญผู้คนมากอยู่แล้ว ยามพวกเขาโห่ร้องพร้อมเพรียงแล้วดาหน้าเข้ามายิ่งทำให้คนขวัญกระเจิง
อาชาศึกของเหล่าทหารม้าต้าจิ่งตื่นตระหนก พวกมันยกกีบเท้าขึ้นมาตะกุยพร้อมกับส่งเสียงกรีดร้อง ร่างกายกระสับกระส่ายอยู่ไม่นิ่ง โชคดีที่ถูกปลอบได้ทันเวลา
ทหารม้าของเก้าอาณาจักรนำอยู่ด้านหน้า พวกเขามีจำนวนมากถึงหลายแสนนาย ด้านหลังตามมาด้วยพลเดินเท้าและรถศึก แม้ความเร็วจะไม่นับว่าเร็วนัก แต่จังหวะการเดินทัพเต็มไปด้วยแรงกดดัน
เหล่าทหารของต้าจิ่งเหงื่อโชกศีรษะ พวกเขาต่างกลืนน้ำลาย
มือที่กำลังกำอาวุธของคนจำนวนไม่น้อยสั่นระริก
แม้แต่เจียงอวี้เห็นแล้วก็ยังขนหัวลุก ในใจเขาภาวนาอยู่เงียบๆ ‘พี่ฉางเซิง ท่านต้องมานะ…’
เวลาหนึ่งก้านธูปผ่านไป กองทัพของเก้าอาณาจักรเคลื่อนเข้ามาใกล้กองทัพต้าจิ่งจนเหลือระยะห่างอีกไม่ถึงสามลี้ ทหารต้าจิ่งทุกนายเหงื่อหลั่งเปียกโชกแผ่นหลัง
ในตอนนี้เอง ทหารม้าหลายแสนนายของเก้าอาณาจักรจู่ๆ ก็เร่งความเร็วขึ้น
“ฆ่า”
แม่ทัพใหญ่คนหนึ่งจากอาณาจักรเทียนกังชูทวนวงเดือนสลักลายในมือขึ้นฟ้าพร้อมกับตะเบ็งเสียงคำราม ทหารม้าหลายแสนนายร้องคำรามอย่างเกี้ยวกราดตาม
“ฆ่า”
ทหารม้าหลายแสนนายพุ่งเข้าประจัญบานเต็มกำลัง ดูทรงพลังน่าสะพรึงนัก แผ่นดินไหวสะเทือนรุนแรงขึ้น ข่มขวัญทหารต้าจิ่งทั้งหลายจนสองขาสั่นเทา
ทหารม้า ฝันร้ายบนสนามรบ!
อาณาจักรแห่งหนึ่งงัดทหารม้าออกมาได้สองแสนนายก็เป็นจ้าวผู้ครองพิภพได้แล้ว นายทหารต้าจิ่งทั้งหลายไม่เคยเห็นทหารม้ามากมายเช่นนี้มาก่อน ทหารม้าของฝั่งศัตรูอย่างน้อยก็มีห้าแสน หรืออาจมากกว่านั้น ก่อนหน้านี้พวกเขาไม่เคยกล้าคิด แต่วันนี้กลับมาได้เห็น ทั้งยังได้เห็นในกองทัพของฝ่ายศัตรู
ทหารม้าพุ่งมาเป็นแนวหน้า พวกเขาทรงพลังราวจักกลืนกินแผ่นดิน ไม่มีสิ่งใดต้านได้!
ระยะห่างหดเหลือน้อยลงทุกที
เมื่อทั้งสองฝ่ายอยู่ห่างกันไม่ถึงสองลี้ ผิงอันก็ลุกขึ้นยืน มือแต่ละข้างของเขายกค้อนยักษ์ จากนั้นเขาก็ชูค้อนคู่ขึ้นสูง คำรามอย่างดุร้าย
“โฮกกก!”
เสียงคำรามนี้กลบทับเสียงตะโกนคำว่าฆ่าของทหารม้าหลายแสนนาย นี่ก็คือวิชาพญาวานรคำรน!
หนึ่งคนประจันหน้ากับกองทัพศัตรูจำนวนสิบล้านคนอย่างไร้ความกลัว หัวใจปรารถนาเพียงการต่อสู้!
ดุจดั่งราชันแห่งโลกหล้า!
เวลานี้ในสายตาทหารทุกนายของต้าจิ่ง ผิงอันเสมือนหนึ่งเทพสงคราม เขาขับไล่ความหวาดกลัวในใจทหารของต้าจิ่งจนหมดสิ้น
ใบหน้าดุร้ายของผิงอันคลี่ยิ้มเหี้ยมเกรียม เขาเคาะค้อนคู่ชนกันแล้วคำรามอย่างตื่นเต้น รอคอยให้ศัตรูเข้ามาใกล้
ทัพทหารม้าที่บุกมาด้านหน้าล้วนถูกความห้าวหาญของเขาทำให้หวั่นกลัว แต่พวกเขากลับไม่ลดความเร็ว พวกเขาเองก็มั่นใจเต็มเปี่ยมเช่นเดียวกัน เพราะว่าด้านหลังมีสหายร่วมกองทัพนับสิบล้านคน
ระยะห่างระหว่างทั้งสองฝ่ายหดสั้นลงอย่างรวดเร็ว!
ห้าสิบจั้ง!
สามสิบจั้ง!
แต่แล้วทันใดนั้นเองท้องนภาพลันมืดหม่น ทุกคนเงยหน้ามองแล้วต้องอ้าปากกว้าง ใบหน้าแสดงสีหน้าไม่อยากเชื่อ
“เป็นไปได้อย่างไร…”
แม่ทัพใหญ่จากอาณาจักรเทียนกังผู้ถือทวนวงเดือนสลักลายมีสีหน้าประหนึ่งเห็นผีกลางวันแสกๆ ลูกตาของเขาสั่นระริกเผยแววตาสิ้นหวัง
เงาฝ่ามือสีม่วงขนาดยักษ์ข้างหนึ่งแหวกทะเลเมฆออกมา มันร่วงลงมาประหนึ่งเขาไท่ซานถล่มลงมาเหนือศีรษะ เงาฝ่ามือสีม่วงใหญ่โตจนยากจะกะประมาณขนาด ทหารม้าหลายแสนนายต่างรู้สึกว่าผืนฟ้าพสุธามืดทะมึน
เมิ่งเซวียนที่อยู่บนรถศึกก้าวไปข้างหน้าสองก้าว เขาเบิกตาโตพูดคำใดไม่ออก
“นั่น…นั่น….เขามาแล้ว!”
เมิ่งเซวียนเสียงสั่นเทา มือกำดาบใหญ่แน่น
ครืน!
เงาฝ่ามือสีม่วงตบลงมาจนฝุ่นดินฟุ้งตลบกลบทหารม้าหลายแสนนายจนมิด กองทัพจำนวนสิบล้านคนที่ตามหลังมาหยุดชะงัก สายลมแรงพาฝุ่นทรายพัดดังหวีดหวิวไปรอบทิศ ไม่ว่ากองทัพเก้าอาณาจักรหรือทหารฝั่งต้าจิ่งต่างพากันยกมือขึ้นมาบังตา
ผิงอันเองก็ถูกฝุ่นดินกลบหายไปเหมือนกัน มองจากที่ไกลๆ ดูเหมือนเกิดพายุฝุ่นพัดสูงร้อยจั้งกวาดกลบแผ่นดินรอบทิศในบัดดล
เสียงสายลมคลั่งพัดดังหวีดหวิว เจียงอวี้ที่ยืนอยู่บนรถศึกคล้ายได้ปลดภาระหนักอึ้งลงจากบ่า สี่ทิศแปดด้านล้วนมีแต่ฝุ่นดินทำให้เขาไม่อาจมองเห็นสิ่งใด แต่เขารู้ว่าผู้ใดมา
พวกสวีเทียนจี ฮวงชวน จงเทียนอู่ หลิงเซียวกับจางเทียนเหริ่น คนมากมายที่รู้ว่าท่านเซียนฉางเซิงจะมาต่างมีสีหน้าตื่นเตินยินดี
“เมื่อครู่นั่นมันอะไรกัน”
“ช่างเป็นเงาฝ่ามือที่น่ากลัวนัก พลังปราณมหาศาลระดับใดกันจึงครอบครองพลังอันแข็งแกร่งเช่นนี้!”
“ผู้ใดมา ศัตรูหรือว่าพันธมิตร”
“ต้องเป็นพันธมิตรสิ ฝ่ามือนั่นตบไปที่กองทัพศัตรูชัดๆ สวรรค์ เมื่อครู่ข้ารู้สึกเหมือนฟ้าถล่มลงมา!”
“ใช่แล้วๆ ฟ้าถล่มลงมาจริงๆ ฝ่ามือนั่นใหญ่ตั้งขนาดไหน ความรู้สึกเหมือนภูเขาลูกหนึ่งเลยเชียว!”
ทหารทั้งหลายของต้าจิ่งพูดคุยกันอย่างตื่นเต้นยินดี แม่ทัพทั้งหลายต่างพากันตะโกนสั่งให้พวกเขารักษากระบวนทัพ ห้ามหย่อนยาน
เงาร่างหนึ่งเหินลงมาจากท้องนภา เขาฝ่าฝุ่นดินฟุ้งตลบมาอยู่ตรงหน้าผิงอัน
ผิงอันสัมผัสได้ว่ามีเงาคนมาอยู่ใกล้ตัวก็ยกค้อนยักษ์เหวี่ยงไปตามสัญชาตญาณ
ปัง!
ผิงอันหน้าเสีย ค้อนยักษ์ของเขาถูกอีกฝ่ายหยุดไว้ด้วยมือข้างเดียว สีหน้าของเขาเหี้ยมเกรียมขึ้นมาในทันใด
“อย่าก่อเรื่องสิ”
เสียงอันคุ้นเคยลอยมา เขาชะงักกึก สีหน้าเหี้ยมเกรียมกลายเป็นรอยยิ้มโง่เง่าในพริบตา
“อา…อาจารย์…”
ผิงอันเอ่ยเรียกอย่างยินดีปรีดา สายลมหอบใหญ่พัดกวาดผืนดินพาฝุ่นรอบทิศให้กระจายหาย เงาร่างของเจียงฉางเซิงจึงเผยออกมาให้เห็น
เจียงฉางเซิงสวมเสื้อคลุมขนนกเทพกิเลน ตรงเอวห้อยกระบี่เคลื่อนตะวัน มือถือแส้ขนกิเลนปัดเรียกสายลมอ่อนระลอกแล้วระลอกเล่ามาขับไล่ฝุ่นบนสนามรบ
ไม่นานนักสนามรบก็ปรากฏโฉม ไม่ว่าผู้ใดที่มองไปยังที่แห่งนั้นล้วนมีสีหน้าหวาดหวั่นพรั่นพรึง
เบื้องหน้าเจียงฉางเซิงกับผิงอันคือกองเลือดเนื้อที่กระจัดกระจายทั่วพื้น ทั้งศพอาชาและศพมนุษย์ถูกบดขยี้จนกลายเป็นเนื้อบดกับเศษซากร่างขาดกระจายกินบริเวณหลายลี้
รอยฝ่ามือมหึมาปรากฏอยู่ตรงนั้น มันกว้างถึงสองร้อยจั้ง ยาวเกือบสามร้อยจั้ง แต่ว่าไม่ลึกนัก ตรงขอบของรอยฝ่ามือก็มีศพอยู่มากมายเช่นกัน ภาพที่เกิดขึ้นตรงนี้ประหนึ่งนรกบนดิน
ภาพนี้เขย่าแววตาและจิตวิญญาณของผู้คนทั้งสองฟากฝั่งให้สั่นระริก
หนึ่งฝ่ามือสังหารทหารม้าอย่างน้อยหนึ่งแสนหลายหมื่นนาย!
ทหารม้าที่เหลือรอดจากการถูกบดขยี้ตายยืนตะลึงงันอยู่กับที่ พวกเขาเหม่อลอยมองภูเขาซากศพและทะเลเลือดเบื้องหน้า
“อาจารย์!”
ฮวงชวนตะโกนเรียกอย่างตื่นเต้นดีใจ ลูกศิษย์ทั้งหลายของอารามมังกรผงาดพากันโห่ร้องด้วยความยินดี ค่ายทัพของต้าจิ่งพลันส่งเสียงอึกทึกประหนึ่งหม้อระเบิด
“นั่นคือท่านเซียนฉางเซิงแห่งอารามมังกรผงาดหรือ”
“ซี้ด…นี่มันวิชาฝ่ามืออันใดกัน!”
“น่ากลัวเกินไปแล้ว นี่น่ะหรือสุดยอดเคล็ดวิชาของอารามมังกรผงาด มิเสียทีที่เป็นแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งยุทธภพของต้าจิ่ง!”
“เทพแห่งยุทธ์มาแล้ว! นั่นเทพแห่งยุทธ์ ตำนานแห่งยุทธภพ!”
“ฮ่าๆ พวกเรารอดแล้ว!”
“ผู้ฝึกยุทธ์บรรลุพลังระดับนี้ได้ด้วยหรือ ขั้นเทวชนที่ข้าเคยเห็นในสนามรบยังไม่แข็งแกร่งเท่านี้เลย!”
พลทหารนับล้านของต้าจิ่งส่งเสียงดังโหวกเหวก คลื่นเสียงราวกับจะพลิกท้องนภาให้หงายท้อง
พวกเขาตื่นเต้นจนเกือบสลบ พวกเขาเตรียมพร้อมก้าวสู่ห้วงมรณาแล้ว แต่คิดไม่ถึงว่าท่านเซียนฉางเซิงจะประดุจขุนพลเทพยาตราจากสวรรค์ ฝ่ามือเดียวหยุดสนามรบ!
พลังอันยิ่งใหญ่นี้ นับจากวันนี้ตราบจนชั่วชีวิตพวกเขาก็ยากจะลืม!
เรื่องนี้คงสลักลึกในใจฝังลึกถึงในกระดูก!
ไม่ว่าจะเป็นพลทหารของกองทัพเก้าอาณาจักรคนใดก็ล้วนหน้าซีดเผือด ร่างกายสั่นเทา บางคนถึงขั้นทิ้งอาวุธลงบนพื้น
พวกเขากำลังเห็นสิ่งใดอยู่
นี่ใช่มนุษย์แน่หรือ
เจียงฉางเซิงทอดสายตามองไปด้านหน้า ด้านหลังกองทัพใหญ่ของเก้าอาณาจักรมีเงาร่างโผล่ออกมาทีละร่าง ทุกคนล้วนเป็นขั้นเทวชน
แปดเทวชน!
ไม่ใช่เทวชนจอมปลอมที่ถือกำเนิดจากการเผาผลาญอายุขัยอย่างของหอมังกรมหายาน แต่เป็นขั้นเทวชนตัวจริงเสียงจริง คลื่นลมปราณของแต่ละคนแข็งแกร่งจนเกิดเป็นสายลมแรงกล้าน่าหวาดกลัวรอบกาย
เมิ่งเซวียนก็อยู่ในกลุ่มคนเหล่านั้นด้วย เขาสีหน้าถมึงทึง จับจ้องเจียงฉางเซิงเขม็ง
แม้พวกเขาจะรู้จักขั้นกายาทองคำ แต่ก็ไม่เคยเห็นขั้นกายาทองคำลงมือมาก่อน การลงมือของเจียงฉางเซิงในวันนี้สร้างความตกตะลึงให้พวกเขา
ต้องมีพลังปราณระดับใดกันจึงใช้วิชายุทธ์เช่นนี้ออกมาได้!
เมิ่งเซวียนตะโกนเสียงดัง “ผู้อาวุโสตงฟางโปรดลงมือด้วย!”
เสียงของเขาดังก้องไปบนท้องนภา เขารู้ดีว่าหากไม่รั้งเจียงฉางเซิงไว้ ปล่อยให้เขาได้เข่นฆ่าบนสนามรบตามใจ ศึกนี้ต้องจบเห่อย่างแน่นอน
……………………………………………..