เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 765 อันดับหนึ่งมรรคาสวรรค์
เจียงฉางเซิงมองทะลุน้ำทะเลไปเห็นราชันเซียนกาลเวลา เขาถูกแสงสีแดงห่อหุ้มเอาไว้ กำลังลอยขึ้นไปบนผิวทะเล เบื้องหน้าเขามีเข็มสีดำยาวเท่าปลายแขนเล่มหนึ่งลอยอยู่ แผ่กลิ่นอายไม่เป็นมงคลอันไร้ที่สิ้นสุดออกมา
เขาไม่ได้ขวางให้ราชันเซียนกาลเวลาหลอมรวมกับเข็มเทพกำเนิดฟ้า เพราะคราแรกเขาก็ตั้งใจไว้เช่นนี้อยู่แล้ว ต่อให้พบทัณฑ์ริษยา เขาก็ยังไม่เปลี่ยนใจ
แม้เขาจะอ่านพลังของทัณฑ์ริษยาไม่ออก แต่ทัณฑ์ริษยาก็ทำอะไรเขาไม่ได้เช่นกัน ประสาทสัมผัสของขั้นพรหมเซียนทองกำเนิดจักรวาลเป็นสิ่งที่สิ่งมีชีวิตทั่วไปไม่อาจจินตนาการได้ อีกทั้งถ้าทัณฑ์ริษยาเก่งกล้าสามารถขนาดนั้นจริงๆ ก็คงจะไม่มัวปากเก่งอยู่ที่นี่เป็นแน่
ทัณฑ์ริษยายังพูดถึงวิถีบำเพ็ญที่แข็งแกร่งอื่นๆ ในพันมหาโลกา แม้วิถีบำเพ็ญเหล่านั้นจะไม่ได้มาจากนอกพันมหาโลกาเหมือนกับวิถีเซียน แต่ในพวกเขาก็มีตัวตนที่คุกคามเจตจำนงมหามรรคาได้
“เจ้าว่าตัวตนของพันมหาโลกามีความหมายอย่างไรกัน ให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตขึ้นมาตลอด มีสิ่งมีชีวิตคิดที่จะท้าทายมหามรรคาอยู่เสมอ มรรคาที่สร้างทุกสิ่งทำไปเพื่ออะไรกันแน่” ทัณฑ์ริษยาพลันถามขึ้นมา ดูเหมือนกำลังถามเจียงฉางเซิง แต่ความจริงแล้วกำลังถามตนเอง
เจียงฉางเซิงให้คำตอบไม่ได้ เขาจึงได้แต่พูดว่า “ข้าจะรับเข็มเทพกำเนิดฟ้าไว้ก่อนก็ได้”
ทัณฑ์ริษยาได้ยินเช่นนั้นก็ดีใจ ก่อนจะหัวเราะเสียงดัง “ดีๆๆ ในที่สุดก็มีคนยอมรับสักที เจ้าโง่พวกนั้นเอาแต่ปฏิเสธข้า แล้วสุดท้ายเป็นอย่างไรล่ะ ต้องตายกันอย่างน่าเวทนาทุกคน ถ้าข้าควบคุมเจตจำนงมหามรรคาได้ วิถีเซียนก็จะเป็นวิถีบำเพ็ญอันดับหนึ่ง ช่วยข้าปกครองพันมหาโลกา แล้วข้าจะไม่ยุ่งกับเจ้า เทียบกับพันมหาโลกาแล้ว ข้าก็แค่อยากมีชีวิตรอดเท่านั้น”
เจียงฉางเซิงพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะถามต่อ “ห้วงสมุทรกำเนิดฟ้าตั้งอยู่นอกพันมหาโลกาหรือไม่”
นี่ต่างหากเป็นสิ่งที่เขาให้ความสำคัญมากที่สุด ในระหว่างการข้ามมิติมานั้น เขารู้สึกได้ชัดเจนว่าตัวเองทะลุปราการบางอย่างที่อธิบายไม่ถูก ก่อนหน้านี้คิดว่าเป็นเพราะข้ามเวลามาไกลเกินไป แต่ตอนนี้เขาพลันรู้สึกว่าที่นี่ไม่ใช่พันมหาโลกา
หากที่นี่คือพันมหาโลกา ทัณฑ์ริษยาจะหนีรอดจากการตามล่าของเจตจำนงมหามรรคาได้อย่างไร
บางทีเมื่อก่อนพันมหาโลกาก็อาจจะเป็นห้วงสมุทรกำเนิดฟ้าจริงๆ แต่ก่อนที่พันมหาโลกาจะให้กำเนิดฟ้าดินขึ้นมาจริงๆ นั้น ทัณฑ์ริษยาก็น่าจะหนีออกไปจากห้วงสมุทรกำเนิดฟ้าแล้ว ย้ายไปในที่ที่มหามรรคาหาตัวไม่พบ
“ถูกต้อง ที่นี่อยู่นอกพันมหาโลกาจริงๆ แต่เจ้าอย่าได้คิดเพ้อฝันเชียวว่าเจ้าจะหนีออกมานอกพันมหาโลกาได้ ไม่มีทางเสียหรอก นอกพันมหาโลกาไม่มีอะไรเลย ที่ไม่มีก็คือไม่อนุญาตให้มี ไม่ว่าใครมาที่นี่ก็จะสลายหายไป ข้าได้แต่อาศัยห้วงสมุทรกำเนิดฟ้าในการซ่อนตัวอยู่ที่นี่ แต่จากการบั่นทอนมาไม่รู้กี่ปีก็ทำให้พลังของข้าลดลงกว่าแต่ก่อนมาก”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ทัณฑ์ริษยาก็หัวเราะแห้งๆ รูปปั้นหินไม่ได้แสดงสีหน้าใดๆ ออกมา แต่เสียงของเขากลับแฝงไว้ด้วยความเศร้า
เจียงฉางเซิงเอ่ยเชิงครุ่นคิด “เช่นนั้นข้าฝึกบำเพ็ญที่นี่ได้หรือไม่”
“ได้อยู่แล้ว เจ้าอยากมาก็มาได้ ขอแค่เจ้ายอมรับพลังของเข็มเทพกำเนิดฟ้าก็พอ” ทัณฑ์ริษยาตอบกลับ
เขาพอจะมองออกว่าเจียงฉางเซิงไม่อยากพูดอะไรมาก ดังนั้นจึงลอยขึ้นฟ้าหายลับไปกลางหมู่เมฆ ราวกับว่าไม่เคยปรากฏตัวมาก่อน
เจียงฉางเซิงมองลงไปข้างล่าง ราชันเซียนกาลเวลาลอยขึ้นมาเหนือผิวทะเล เขาหลับตาปิดสนิท มือขวาของเขาถือเข็มเทพกำเนิดฟ้าโดยไม่รู้ตัว
‘กำเนิดทัณฑ์ ทัณฑ์ริษยา และยังมีตัวตนผู้เป็นเสาหลักของเจตจำนงมรรคาอีกตน…’
เจียงฉางเซิงคิดอยู่ในใจ เมื่อก่อนเขาไม่เคยคิดเลยว่าตัวตนผู้แข็งแกร่งที่สุดทั้งสามอันเป็นร่างจำแลงของมหามรรคาจะมีความขัดแย้งต่อกันด้วย มาคิดเช่นนี้แล้วก็ถูก หากพวกเขาไม่มีความขัดแย้งกัน พันมหาโลกาจะเกิดเรื่องโกลาหลมากมายขนาดนี้ขึ้นมาได้หรือ บางทีเบื้องหลังความแข็งแกร่งของวิถีบำเพ็ญก็อาจจะมีกำเนิดทัณฑ์และทัณฑ์ริษยาคอยผลักดันอยู่ ซึ่งพวกเขาต่างก็หวาดกลัวร่างแยกมหามรรคาที่แข็งแกร่งที่สุด กลัวว่าจะถูกทำลายทิ้ง
เขาเก็บทวนปฐมนิพพานก่อนจะนั่งลงรู้แจ้งห้วงสมุทรกำเนิดฟ้าต่อ
แม้ที่นี่จะว่างเปล่า แต่ตัวห้วงสมุทรกำเนิดฟ้าก็แฝงไว้ด้วยมหาโชคลิขิต เขารู้แจ้งห้วงสมุทรกำเนิดฟ้าเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับมหามรรคาอนธการ
…
ห้วงสมุทรกำเนิดฟ้าไม่มีการกำหนดเวลา
หลังจากผ่านไปไม่รู้กี่ปี
ราชันเซียนกาลเวลาก็ควบคุมเข็มเทพกำเนิดฟ้าได้ เจียงฉางเซิงถึงได้ลุกขึ้นเตรียมจะพาเขากลับ
“มรรคาจารย์ เข็มนี่…” ราชันเซียนกาลเวลามองยอดของวิเศษในมือพลางถามด้วยความลังเล
เข็มเทพกำเนิดฟ้าแข็งแกร่งมากเกินไป แข็งแกร่งมากจนราชันเซียนกาลเวลายังกลัว
เจียงฉางเซิงไม่ได้ปิดบังอะไร เขาเล่าเรื่องของทัณฑ์ริษยาให้ฟังทั้งหมด กระทั่งยังเล่าถึงอดีตของวิถีเซียน ราชันเซียนกาลเวลาฟังด้วยความตกตะลึง รู้สึกเหมือนถูกล้มล้างความรู้ความเข้าใจใหม่
“หึ!”
เสียงหึดังขึ้นเหนือหมู่เมฆ นั่นก็คือทัณฑ์ริษยา
เขาไม่นึกเลยว่าเจียงฉางเซิงจะเล่าบทสนทนาของพวกเขากับคนอื่น ถึงจะไม่พอใจอยู่เล็กน้อย แต่นี่ก็ทำให้เขาคิดว่าเจียงฉางเซิงแตกต่างจากผู้แข็งแกร่งเหล่านั้นในอดีต
เสียงหึของเขาก็ยังเป็นการยืนยันคำพูดของเจียงฉางเซิงด้วย ทำให้ราชันเซียนกาลเวลารู้สึกตื้นตันใจมาก ไม่นึกเลยว่ามรรคาจารย์จะจริงใจกับเขาขนาดนี้ เขาซาบซึ้งใจเป็นที่สุด ก่อนจะคุกเข่าลงข้างหนึ่ง ป้องมือคารวะพลางพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “มรรคาจารย์ ข้าต้องขอบคุณท่านอีกครั้งด้วย ข้าไม่รู้จะตอบแทนอย่างไรเลย…”
“จงทำหน้าที่ปกปักรักษาวิถีเซียนให้ดีเถิด”
เจียงฉางเซิงพูดขัด ยิ่งทำให้ราชันเซียนกาลเวลาซาบซึ้งใจยิ่งขึ้นไปอีก
วิถีเซียนมีมรรคาจารย์เช่นนี้ จะไม่น่ายินดีได้อย่างไร
เจียงฉางเซิงสะบัดแขนเสื้อพาเขาออกจากห้วงสมุทรกำเนิดฟ้า เดินทางผ่านเส้นแห่งมิติเวลาไปยังพันมหาโลกา มุ่งหน้าไปยังอนาคตที่พวกเขาอยู่
ระหว่างทางนั้นราชันเซียนกาลเวลาพยายามสงบจิตใจลง แต่เขาก็ยังอดมองไปที่มรรคาจารย์ไม่ได้ เงาแผ่นหลังของมรรคาจารย์ดูยิ่งใหญ่ในสายตาเขา เขาจึงกล่าวคำสาบานอยู่ในใจ
เขาจะต้องเป็นอย่างมรรคาจารย์ให้ได้เลย!
ไม่นานนักพวกเขาก็กลับมาถึงตำหนักเมฆาม่วง ราชันเซียนกาลเวลาค้อมตัวแสดงความเคารพก่อนจะหันตัวกลับออกไป
“จากนี้จงเรียกข้าว่าอาจารย์เถอะ”
เสียงของมรรคาจารย์ดังไล่หลังมา ราชันเซียนกาลเวลาสั่นไปทั้งตัว รีบหันกลับมาคารวะเจียงฉางเซิง
เจียงฉางเซิงโบกแขนเสื้อประคองเขาขึ้นมา ก่อนจะสื่อให้เขาถอยออกไป
ราชันเซียนกาลเวลาจึงนำเข็มเทพกำเนิดฟ้ากลับไปเช่นนี้เอง
เข็มเทพกำเนิดฟ้าเรียกห้วงสมุทรกำเนิดฟ้าออกมาได้นับว่าเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง แต่เจียงฉางเซิงไม่กังวลเลยว่านั่นจะเป็นเหตุที่ทำลายล้างวิถีเซียน วิถีเซียนไม่ได้จะถูกทำลายโดยพลังที่แข็งแกร่งซึ่งปะทุขึ้นจากภายในได้ ต่อให้ถูกทำลายไปมากกว่าครึ่ง เขาก็มีวิธีฟื้นฟูกลับมาได้
การทำลายวิถีเซียนมีเพียงหนทางเดียวนั่นก็คือสังหารเขา!
ทัณฑ์ริษยาก็ยังทำไม่ได้เลย!
เหตุการณ์ภายในตำหนักเมฆาม่วงกลับมาดังเดิม มู่หลิงลั่วเดินมาด้านข้าง ถามด้วยความแปลกใจว่าเขาพาราชันเซียนกาลเวลาไปที่ใด แม้ทั้งสองคนจะหายตัวไปเพียงชั่วพริบตา แต่นางก็มองออกว่าพลังของราชันเซียนกาลเวลาเปลี่ยนไปมาก แสดงว่าพวกเขาไปอยู่ในช่วงเวลาหนึ่งมาเป็นระยะเวลานานมาก
เจียงฉางเซิงก็ไม่ได้ปิดบังอีกเช่นเคย เขาเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้มู่หลิงลั่วฟัง
ถ้าจะรอให้วันหนึ่งต้องตกใจกับร่างแยกมหามรรคาทั้งสาม สู้บอกกับชาววิถีเซียนไปเลยจะดีกว่า ให้พวกเขาได้เตรียมตัวกันก่อนล่วงหน้า
มู่หลิงลั่วได้ฟังเช่นนั้นกลับไม่ได้ตกใจอะไรมากนัก นางพูดพลางถอนหายใจ “ตอนนั้นที่จุดสูงสุดแห่งมหามรรคามาหาข้า เสียงนั้นทำให้ข้ารู้สึกว่ามหามรรคามีชีวิตจิตใจ แล้วก็เป็นอย่างที่คิดจริงๆ แค่ไม่รู้ว่าตัวตนของจุดสูงสุดแห่งมหามรรคาคือใครกันแน่”
เจียงฉางเซิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เจ้าตั้งใจรู้แจ้งมหามรรคาอนธการเถิด ไม่ช้าก็เร็วจะมองมหามรรคาออกเอง”
ทั้งสองคนพูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง มู่หลิงลั่วถึงได้กลับไปที่เดิม
เจียงฉางเซิงนั่งลงก่อนจะมองไปที่พันมหาโลกา
พันมหาโลกาที่เจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดในตอนนี้เป็นดั่งจันทร์วารีกลางกระจก ราวกับจะหายไปได้ทุกเมื่อ
…
ตั้งแต่ที่ได้เข็มเทพกำเนิดฟ้ามา ราชันเซียนกาลเวลาก็ไม่ได้ปิดด่านอีกเลย เขาปิดด่านอยู่ที่ห้วงสมุทรกำเนิดฟ้ามานานมากแล้ว จึงไม่ต้องปิดด่านอีก มือถือเข็มเทพกำเนิดฟ้า คอยรักษาระเบียบมิติเวลาของวิถีเซียนต่อ
ผู้ยิ่งใหญ่จากทุกลัทธิพบว่าเขาเข้าถึงตัวยากขึ้น ถึงขั้นมีความหยาบคายเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย จนกระทั่งพวกเขาเอ่ยถึงมรรคาจารย์ ราชันเซียนกาลเวลาเรียกมรรคาจารย์ว่าอาจารย์ พวกเขาถึงได้เข้าใจว่าราชันเซียนกาลเวลาไปเอาความมั่นใจนั้นมาจากที่ใด เมื่อเรื่องนี้แพร่ออกไป ไม่ทันไรก็กลายเป็นว่ามรรคาจารย์ไม่พอใจความโกลาหลที่เกิดขึ้นในมิติเวลา จึงให้ราชันเซียนกาลเวลาดูแลรักษาแทน ในช่วงเวลานี้ ทุกลัทธิบุญบารมีและประมุขของเผ่าพันธุ์ทั้งหลายต่างก็เริ่มควบคุมดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจัง
ความโกลาหลที่เกิดขึ้นนานหลายแสนปีจึงได้จบลง
อัจฉริยะบางส่วนเริ่มท้าทายราชันเซียนกาลเวลา ซึ่งราชันเซียนกาลเวลาเองก็ไม่ปฏิเสธ ไม่ว่าจะมีศักดิ์ต่างกันเท่าไร ขอแค่กล้าท้าสู้เขา เขาก็ยินดีรับคำท้า ปรากฏว่าเขาก็ไม่เคยพ่ายแพ้เลยสักครั้ง
กาลเวลาผันผ่านไป
ผ่านไปอีกล้านปี ในพันมหาโลกาไม่พบเห็นภูตมรรคาแล้ว บางทีก็อาจจะมีแค่ในวิถีเซียนมหาฤทธิ์ที่ฤทธาจารย์สร้างขึ้นเท่านั้นที่จะยังมีภูตมรรคาอยู่
ในปีนี้ ข่งเชวียที่ฝึกฝนที่ตำหนักเมฆาม่วงมาตั้งแต่เล็กได้ท้าสู้กับราชันเซียนกาลเวลา ทั้งสองคนนัดสู้กันที่หน้าต้นสรวงสวรรค์มหามรรคา อีกทั้งยังประกาศเวลาเชิญชวนให้ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายมาชมการต่อสู้
หากเป็นคนอื่นก็คงจะไม่เป็นที่สนใจเช่นนี้ ทว่าตั้งแต่ที่ข่งเชวียประกาศศักดาก็ไม่เคยพ่ายแพ้เลยสักครั้งเช่นกัน
ทั้งสองคนล้วนเป็นผู้แข็งแกร่งไร้พ่าย เป็นขั้นพรหมเซียนทองเหมือนกัน กระทั่งได้รับการสั่งสอนจากมรรคาจารย์เหมือนกัน ศึกตัดสินระหว่างพวกเขาย่อมเป็นที่สนใจขึ้นมา
ศึกนี้ถึงขั้นถูกประกาศว่าเป็นศึกตัดสินการชิงตำแหน่งอันดับหนึ่งของมรรคาสวรรค์!
ตั้งแต่ที่ขั้นพรหมเซียนทองเก่าแก่อย่างเต้าคุนหลุนและปฐมาจารย์หมื่นพุทธเก็บตัวเงียบหายไป ทุกคนก็เริ่มที่จะลืมเลือนพวกเขา อย่างน้อยปกติก็แทบจะไม่นึกถึงพวกเขาเลย แน่นอนว่าข่งเชวียและราชันเซียนกาลเวลาที่ยังกระโดดโลดเต้นอยู่ในสายตาของผู้คนก็ย่อมเป็นตัวแทนผู้แข็งแกร่งที่สุดของวิถีเซียน
ศึกนี้สร้างความตื่นตกใจไปทั่วหล้า แม้แต่ภูตผีที่ยมโลกก็ยังรู้สึกได้ มรรคาสวรรค์ส่งเสียงขานรับกัน
สุดท้ายทั้งสองคนก็ตัดสินแพ้ชนะกันไม่ได้ จึงท้าสู้กันอีกครั้งในอีกล้านปีให้หลัง
ศึกนี้เป็นการเรียกสติให้กับราชันเซียนกาลเวลา เขาดูเหมือนจะไร้พ่ายในขั้นพรหม แต่ความจริงแล้วอัจฉริยะของวิถีเซียนมีปรากฏขึ้นมาไม่ขาดสาย สุดท้ายก็ต้องมีคนที่แข็งแกร่งกว่าเขา เขาจะประมาทไม่ได้
หลังจบศึกตัดสิน ข่งเชวียไปขอพบไป๋ฉี ก่อนที่ไป๋ฉีจะพาไปยังตำหนักเมฆาม่วง
“ฮ่าๆๆ นายท่าน ข่งเชวียสุดยอดไปเลย นั่นคือราชันเซียนกาลเวลาเชียวนะ มิหนำซ้ำเขายังมีสมบัติที่ไม่น้อยหน้าไปกว่ายอดสมบัติมรรคาสวรรค์อีกด้วย” ไป๋ฉีเอ่ยหัวเราะด้วยความลำพองใจ ราวกับว่าตัวเองต่อสู้เสมอกับราชันเซียนกาลเวลาเอง
นางสงสัยว่าเจียงฉางเซิงเป็นคนมอบสมบัติชิ้นนั้นให้กับราชันเซียนกาลเวลา และเพราะแบบนี้เองนางถึงได้ภูมิใจในผลงานของข่งเชวีย
ข่งเชวียอ้าปากพะงาบๆ รู้สึกละอายใจเล็กน้อย แต่ก็กลัวว่าจะทำให้ไป๋ฉีเสียหน้า
ถึงเขาจะได้รับการสั่งสอนจากมรรคาจารย์ แต่เขาก็รู้ดีว่าถ้าตอนนั้นไป๋ฉีไม่ดึงดันที่จะรับเขาไว้ เขาก็คงจะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับตำหนักเมฆาม่วง บางทีด้วยพรสวรรค์ของเขาก็อาจจะยิ่งใหญ่ขึ้นได้ แต่ไม่มีทางมาถึงวันนี้ได้เด็ดขาด
เจียงฉางเซิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “แล้วข่งเชวียไม่มีหรือ”
ข่งเชวียรีบป้องมือคารวะ รู้สึกละอายใจยิ่งนัก
ไป๋ฉีเม้มปาก ขณะจะพูดต่อนั้นก็เห็นว่าเจียงฉางเซิงยกมือขึ้น จึงได้แต่เงียบ
เจียงฉางเซิงมองข่งเชวียพลางถาม “เจ้าก็เคยไปที่โลกอนธการมาแล้ว มรรคาของเจ้าในตอนนี้คืออะไร”
คนอื่นไม่รู้ แต่เขารู้ดีที่สุด ที่ข่งเชวียแข็งแกร่งเช่นนี้ได้ นอกจากมรดกตกทอดของตนเองแล้ว เขายังรู้แจ้งมหามรรคาอนธการสูงสุด กระทั่งเรียกได้ว่าทิ้งห่างทุกคนจนไม่เห็นฝุ่น นอกจากกุยหลีแล้ว ในวิถีเซียนไม่มีใครเทียบได้ รวมถึงตัวของเต้าคุนหลุน ปฐมาจารย์หมื่นพุทธ หวงจิงเจวี๋ย เจียงอี้และอัครจักรพรรดิเซียนอู่จี้ด้วย
……………………