เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 773 สร้างวิชามรรคาธรรมชาติขั้นที่สิบเก้า
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 773 สร้างวิชามรรคาธรรมชาติขั้นที่สิบเก้า
โลกที่กำลังบ้าคลั่งขยายตัวอย่างรวดเร็ว ในตอนที่ใกล้จะโดนร่างมายาของผานกู่นั้นก็หยุดลง อาณาบริเวณโดยรอบไม่ได้กว้างมาก แต่ก็มากพอที่จะทำลายร่างจำแลงของมรรคาไปได้เจ็ดส่วน
กลางทะเลสวรรค์ปรากฏดินแดนความมืดขึ้น ไม่อาจฟื้นฟูได้ เจียงฉางเซิงพลันกระโดดขึ้นมา สังหารร่างจำแลงของมรรคาอื่นต่อ อัสนีสวรรค์นับไม่ถ้วนไล่ล่าเขาไม่หยุด
ร่างมายาของผานกู่แผดเสียงคำรามพลางกวัดแกว่งขวานไปเรื่อยๆ การเหวี่ยงขวานเร็วขึ้นทีละนิด เหมือนกำลังเสียสติ น่าสะพรึงกลัวถึงที่สุด ปราณขวานสีดำจำนวนมากแฝงไว้ด้วยพลังอันเป็นที่สุด ทะลุทะลวงท้องนภาอย่างไม่ขาดสาย คิดจะทำลายเคราะห์อัสนีนี้ ทว่าเคราะห์นี้คือเจตจำนงของมรรคา จึงไม่มีที่สิ้นสุด
เจียงฉางเซิงกำลังต่อสู้อย่างดุเดือด ต่อให้พลังของเขาจะเหนือกว่าขั้นองค์เจตจำนงมรรคาไปมาก แต่เมื่อเผชิญหน้ากับร่างจำแลงของมรรคาอันไร้ที่สิ้นสุดก็ยังตึงมืออยู่เล็กน้อย สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือทุกครั้งที่อัสนีสวรรค์สมควรตายนั่นผ่าลงที่ตัวเขาก็จะลบล้างพลังอาคมของเขาไปด้วย
ต่อให้เป็นความเร็วพลังอาคมระดับขั้นพรหมเซียนทองกำเนิดจักรวาลอย่างเขาก็ยังต้านไม่ไหว แต่เขาก็ได้เรียนรู้วิชาขับเคลื่อนมหามรรคาอนธการจากการต่อสู้นี้ด้วย
มหามรรคาอนธการเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว พลังของมันไม่มีที่สิ้นสุด อัสนีสวรรค์ลบล้างพลังของมันไม่ได้แม้แต่น้อย
เมื่อเวลาผ่านไป รอบตัวของเจียงฉางเซิงก็เริ่มถูกประกบไปด้วยเกราะเทพสีม่วง เขาไม่ใช้พลังอาคมอีก แต่ใช้พลังของมหามรรคาอนธการ
ทัณฑ์ริษยามองการต่อสู้ครั้งใหญ่นี้ด้วยหัวใจที่เต้นระรัว ไม่ทันไรเขาก็ถูกดินแดนว่างเปล่าที่เกิดขึ้นมาจากฟ้าดินสิ้นสลายดึงความสนใจไป
เขาเหมือนจะรู้สึกถึงอะไรบางอย่างจึงรีบตะโกนเรียก “มรรคาจารย์! อย่าใช้อภินิหารแบบเมื่อครู่นี้อีก หากที่นี่ถูกทำลาย พวกเราจะติดอยู่ในปฐมบรรพกาล แล้วจะต้องสลายเป็นเถ้าธุลี!”
เจียงฉางเซิงปรายตามองก็พบว่าดินแดนว่างเปล่าที่เกิดขึ้นจากฟ้าดินสิ้นสลายนั้นกำลังแผ่ขยายออกไปจริงๆ ตัวเขาเหมือนเป็นคนเจาะมิติแห่งนี้เป็นรู ทำให้พลังของปฐมบรรพกาลกลืนกินมิติแห่งนี้ไปทีละน้อย
ยังดีที่การแผ่ขยายไม่ได้เร็วมากนัก จากนี้เจียงฉางเซิงก็แค่ไม่ใช้อภินิหารฟ้าดินสิ้นสลายอีก เท่านี้ก็ผ่านด่านเคราะห์ไปได้อย่างราบรื่นแล้ว
ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่ใช้ฟ้าดินสิ้นสลายกับดัชนีมรรคพิฆาตโลกานั้น การจะทำลายร่างจำแลงของมรรคานั้นยากมากจริงๆ แต่ก็ไม่ถึงขนาดที่เจียงฉางเซิงจะหมดหนทางเสียทีเดียว ปัญหาที่แท้จริงก็คือร่างจำแลงของมรรคาไม่มีที่สิ้นสุด ไม่รู้ว่าเมื่อไรคือจุดจบ
เจียงฉางเซิงต่อสู้ไปพลาง หันไปมองร่างมายาของผานกู่ไปพลาง
ร่างมายาของผานกู่เคยทำลายทะเลเมฆเคราะห์อัสนี ครั้งนี้ก็อาจจะทำได้อีก ถึงอย่างไรเขาก็ใช้ร่างแยกผานกู่ห้าพันร่างอัญเชิญร่างมายานี้ขึ้นมา นี่นับได้ว่าเป็นร่างมายาของผานกู่ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เขาเคยอัญเชิญมาแล้ว
ร่างมายาของผานกู่เหมือนรู้สึกได้ถึงความคาดหวังของเจียงฉางเซิง รูปร่างของมันเริ่มสูงขึ้น เหวี่ยงขวานเร็วขึ้น มันเข้าใกล้เมฆอัสนีมากขึ้น ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ศีรษะของมันก็ใกล้จะแตะเมฆอัสนีแล้ว
ผานกู่พลันหยุดนิ่ง สายฟ้าก็หยุดตาม
ทุกอย่างราวกับถูกหยุดนิ่ง
ร่างจำแลงของมรรคาก็หยุดเช่นกัน รวมถึงเจียงฉางเซิงด้วย
เจียงฉางเซิงสูญเสียการควบคุมร่างกายตัวเองไปอย่างลับๆ พูดให้ถูกก็คือจิตของเขาหลุดลอยออกมาเพียงลำพัง เขาเห็นผานกู่หันมามองเขา
ในภวังค์นั้น ร่างมายาของผานกู่ปรากฏให้เห็นเป็นเครื่องหน้าที่น่าเกรงขาม ดวงตาดุจเปลวเพลิง เขาพูดขึ้น “เจ้า เตรียมพร้อมแล้วหรือยัง”
คำพูดนี้ดังกึกก้องกังวาน ทำให้ดวงวิญญาณของเจียงฉางเซิงสั่นสะท้าน
แค่ชั่วพริบตา เขาก็เข้าใจว่าร่างมายาของผานกู่กำลังถามถึงอะไร
ทันทีที่ร่างมายาของผานกู่ทำลายเมฆด่านเคราะห์ เจียงฉางเซิงก็จะตกเป็นเป้าของเจตจำนงมหามรรคา เขาจะต้องเผชิญกับไฟโทสะของเจตจำนงมหามรรคาเหมือนกับฤทธาจารย์ในอดีต
แต่มาถึงขั้นนี้แล้ว ไม่สู้ก็ตาย เขาไม่มีทางเลือก!
ทุกอย่างในสายตาเจียงฉางเซิงแตกกระจายราวกับกระจก จิตของเขากลับเข้าร่าง เจตจำนงปะทุขึ้นดุจน้ำป่าไหลหลากที่ไม่อาจขวางกั้น ส่งไปให้กับร่างแยกผานกู่ทุกร่าง
ร่างแยกผานกู่ห้าพันร่างประนมมือ ทำให้ร่างมายาของผานกู่ที่รวมร่างขึ้นมาเกิดเปลวไฟลุกโชน พลังพุ่งพรวดขึ้น
“แหลก”
ผานกู่พูดมาเป็นคำแรก เสียงดังก้องดุจฟ้าผ่า เมื่ออัสนีสวรรค์ผ่าลงมา เขาก็ยกขวานยักษ์ในมือขึ้นก่อนจะฟันลงด้วยโทสะ
ขวานนี้ดุจดั่งเบิกฟ้าผ่าปฐพี ผ่าท้องนภาท่ามกลางสายตาของเจียงฉางเซิง อัสนีไร้ที่สิ้นสุดสลายหายไปจนสิ้น ทะเลเมฆไหลเชี่ยวกราก ท้องฟ้าเหนือห้วงสมุทรกำเนิดฟ้าปรากฏรอยแยกมืดมิดอันน่าพรั่นพรึงขึ้น ราวกับว่าฟ้ากำลังจะฉีกออก
แค่การโจมตีนี้ก็ต้องใช้พลังอาคมของร่างแยกผานกู่ห้าพันร่างไปมากกว่าครึ่ง!
ร่างจำแลงของมรรคาที่ฉุดรั้งเจียงฉางเซิงเหล่านั้นทยอยกันสลายหายไป
ทัณฑ์ริษยามองพลังทำลายล้างของร่างมายาของผานกู่ด้วยความตกตะลึงจนพูดไม่ออก แค่ขวานเดียวก็ทำลายโลกที่ตั้งของห้วงสมุทรกำเนิดฟ้าได้ มิหนำซ้ำแม้แต่เคราะห์แห่งมรรคาก็ยังถูกทำลายลงด้วย
นี่เป็นพลังที่ยิ่งใหญ่อะไรเพียงนี้
ที่สำคัญที่สุดก็คือเขาคิดว่าร่างมายาของผานกู่คือมรรคา แต่เหตุใดมรรคาถึงต่อสู้กับพลังของตัวเองเล่า
ทัณฑ์ริษยาเกิดความว้าวุ่นใจขึ้นมา พลันรู้สึกว่าตัวเองมองอะไรไม่ออกเลย ความรู้ความเข้าใจในอดีตก็อาจจะเป็นสิ่งที่มรรคาอยากให้เขารู้ก็เท่านั้น
หากมรรคาไม่ต้องใช้สามเจตจำนงรวมร่างเพื่อคืนชีพล่ะก็ เช่นนั้น…
ทัณฑ์ริษยาไม่กล้าคิดต่อเลย ยิ่งคิดก็ยิ่งหวาดกลัว
เมื่อสิ้นสุดการโจมตีครั้งนี้ของร่างมายาของผานกู่ เจียงฉางเซิงก็ยังไม่โล่งอก แรงกดดันที่ยากจะอธิบายได้ปกคลุมลงมาที่จิตใจเขา นี่คือระดับความน่ากลัวที่เคราะห์สวรรค์ไม่เคยไปถึงเลย ทำให้เขารู้สึกเย็นสันหลังวาบขึ้นมา
โชคดีที่แรงกดดันนี้หายไปอย่างรวดเร็ว
เจียงฉางเซิงแอบรู้สึกถึงเจตจำนงมหามรรคา ราวกับมีดวงตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมองเขาอยู่
ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้เขารู้สึกไม่สบายตัว แต่อีกฝ่ายก็ได้แต่จ้องมองเขา อาจจะเป็นเพราะที่นี่ตั้งอยู่นอกพันมหาโลกา มรรคาไม่อาจย่างกรายเข้ามา ก่อนหน้านี้ก็แค่เหนี่ยวนำกฎเกณฑ์มหามรรคาของที่นี่มาขวางเขาไว้ก็เท่านั้น
เจียงฉางเซิงไม่คิดอะไรมากอีก เขากลับมานั่งที่บัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา เริ่มโคจรพลัง
การฝ่าด่านเคราะห์จบลง จากนี้จะเป็นการต้อนรับมหามรรคาอนธการที่เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา!
เมื่อเขาหลับตาลง ดวงเนตรแห่งมหามรรคาของเขาก็ลืมตาขึ้น หมอกสีม่วงอนธการแผ่ออกมาก่อนจะกระจายไปอย่างรวดเร็ว เร็วกว่าก่อนหน้านี้มาก
ความเร็วในการแผ่ขยายของหมอกม่วงอนธการไม่อาจสกัดกั้นได้แล้ว ทัณฑ์ริษยาแค่เหม่อไปแวบเดียว ท้องฟ้าครึ่งหนึ่งก็ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกสีม่วงอนธการ รอยแยกน่าสะพรึงที่เกิดจากการฟันของร่างมายาของผานกู่นั้นก็ถูกปกคลุมไว้เช่นกัน
ร่างมายาของผานกู่กลับมาสูงหมื่นจั้ง พลังเทียบไม่ได้กับเมื่อครู่นี้แล้ว
เขามองเจียงฉางเซิงลึกลงไปทีหนึ่งจากนั้นดับสลายหายไปในอากาศ สภาพของร่างแยกผานกู่ห้าพันร่างก็อ่อนลงโดยพลัน
ตบะของเจียงฉางเซิงเริ่มพุ่งพรวดขึ้น ก็เหมือนกับหมอกสีม่วงอนธการที่แผ่ขยายอย่างรวดเร็ว ความเร็วในการเพิ่มขึ้นนั้นเรียกได้ว่าน่ากลัวยิ่งนัก
ตอนนี้ ในความคิดเขามีเพียงระดับขั้นใหม่
ระดับขั้นที่เหนือกว่าขั้นพรหมเซียนทองกำเนิดจักรวาล!
ขณะเดียวกัน
ชาววิถีเซียนที่อยู่ไกลถึงพันมหาโลกาต่างรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของโชคชะตามรรคาสวรรค์ ผู้บำเพ็ญเซียนที่รู้แจ้งมหามรรคาอนธการเหล่านั้นต่างก็ได้รับประโยชน์ ยิ่งตบะสูงเท่าไรก็ยิ่งได้รับผลมากเท่านั้น พวกเขาเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ก็เข้าใจได้อย่างหนึ่ง นั่นก็คือจะเปลี่ยนไปตามมรรคาสวรรค์ กระทั่งเปลี่ยนไปชัดเจนขึ้นกว่าตอนที่ผ่านภัยพิบัติสิ้นกัลป์ครั้งก่อนเสียอีก
ต่อให้เป็นผู้ยิ่งใหญ่เก่าแก่ที่บำเพ็ญเซียนมาเจ็ดสิบล้านกว่าปีก็ยังรู้สึกเหลือเชื่อ เพราะวิถีเซียนไม่เคยเปลี่ยนแปลงเช่นนี้มาก่อนเลย
พวกเขาไม่ตื่นตระหนก เพราะพวกเขารู้สึกได้ว่าการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้เป็นเรื่องดี นี่แสดงว่าเป็นฝีมือของมรรคาจารย์
มรรคาจารย์ไม่มีทางทำร้ายพวกเขาอย่างแน่นอน!
ที่ชาววิถีเซียนรู้สึกชัดเจนเช่นนี้ หลักๆ ก็เป็นเพราะช่วงเวลาของห้วงสมุทรกำเนิดฟ้าอันเป็นที่ตั้งของมหามรรคาอนธการกับพันมหาโลกาไม่ตรงกัน
ชั่วพริบตาของพันมหาโลกาก็อาจจะเป็นหมื่นปีของห้วงสมุทรกำเนิดฟ้า
เจียงฉางเซิงที่กำลังดำดิ่งอยู่ในการเลื่อนขั้นหลงลืมทุกสิ่งรอบตัว กระทั่งลืมตนเอง จิตมรรคาของเขาหลงใหลอยู่ในการสรรค์สร้าง เขาสร้างโลกขึ้นมานับไม่ถ้วน สร้างจักรวาล สร้างสิ่งมีชีวิต สร้างกฎเกณฑ์อันยิ่งใหญ่ เป็นต้น
ในขั้นตอนนี้ เจียงฉางเซิงกำลังสร้างวิชามรรคาธรรมชาติในขั้นที่สูงขึ้น
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร อาจจะหลายร้อยปีหรือหลายร้อยล้านปี จนเมื่อผลมรรคาของเขาแปรเปลี่ยน ก็ปรากฏข้อความแจ้งเตือนขึ้นมาตรงหน้าเขา
[อายุเซียน 75,747,890 ปี ตบะของเจ้าเพิ่มขึ้นมาก สร้างวิชามรรคาธรรมชาติขั้นที่สิบเก้า ผ่านด่านเคราะห์สิ้นสุดมหามรรคา ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นยอดสมบัติวิเศษกำเนิดมรรคา นามว่า ‘แก่นกำเนิดโลกรังสรรค์’]
[ตรวจพบว่าเจ้าผ่านด่านเคราะห์สำเร็จเป็นครั้งที่สิบสี่ เพราะวิชาที่เจ้าฝึกบำเพ็ญไม่อยู่ในมหามรรคาปัจจุบัน อีกทั้งยังเหนือกว่าระดับขั้นทั้งหมดของพันมหาโลกา เจ้าจึงไม่ต้องเลือกอีกต่อไป]
[เปิดฟังก์ชั่นมรดกมรรคาจารย์]
เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้น ดวงตาของเขาสะท้อนแสงสีม่วงออกมา ดาราจำนวนมากประดับอยู่ภายในหมอกสีม่วงอนธการ ดูคล้ายกับจักรวาล ห้วงสมุทรกำเนิดฟ้าเบื้องล่างก็สะท้อนออกมาเป็นทิวทัศน์ที่โอ่อ่าและสวยงามเช่นกัน
ร่างแยกของเจียงฉางเซิงยืนอยู่ข้างบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา แต่สายตากลับมองไปที่ทัณฑ์ริษยาไกลๆ
ทัณฑ์ริษยาดูราวกับรูปปั้นหิน อ่านความคิดผ่านทางสีหน้าเขาไม่ได้เลย แต่ยิ่งเขากำลังเงียบ ก็ยิ่งเห็นได้ชัดว่าภายในใจเขากำลังว้าวุ่นที่สุด
วิชามรรคาธรรมชาติขั้นที่สิบเก้า!
นี่คือขั้นที่เจียงฉางเซิงสร้างขึ้นมาเอง พลังอาคมภายในตัวเขาคนละเรื่องกับก่อนเลื่อนขั้น ครั้งนี้เขาไม่ได้ตื่นเต้นแม้แต่น้อย จิตมรรคาอยู่ในความสงบนิ่ง
มหามรรคาอนธการปรากฏขึ้นบนห้วงสมุทรกำเนิดฟ้า ดูคล้ายกับจักรวาลสีม่วง มีดวงดารามากมาย ดาราทุกดวงล้วนเป็นการรวมกันของกฎเกณฑ์อนธการ ไม่ได้มีแค่สามพันดวง
กว้างใหญ่ไพศาล!
ไร้ขอบเขต!
หรืออาจจะเรียกได้ว่าไร้ขีดจำกัด!
เจียงฉางเซิงยกมือขวาขึ้น พลิกมือลง ห้วงสมุทรกำเนิดฟ้าอันไร้พรมแดนหดตัวกลับมาด้วยความเร็วที่ตาเนื้อมองทัน
ทัณฑ์ริษยามองไปด้วยความตื่นกลัว ไม่รู้เลยว่าจะไปหลบที่ใด
“มรรคาจารย์! ข้า…เจ้าอย่าฆ่าข้าเลย! เราเป็นพวกเดียวกันนะ!”
ทัณฑ์ริษยารีบตะโกนเรียกก่อนจะพบว่าห้วงสมุทรกำเนิดฟ้าหายไปแล้ว เขาจึงถอนหายใจโล่งอก ดูท่ามรรคาจารย์คงไม่ได้ลงมือกับเขา
เดี๋ยวนะ!
ทัณฑ์ริษยาแหงนหน้ามองเจียงฉางเซิง ร่างที่เป็นดั่งรูปปั้นหินสั่นไหวขึ้นมา
ก่อนจะพบว่ามีเข็มเงินเล่มหนึ่งลอยอยู่บนฝ่ามือขวาของเจียงฉางเซิง เข็มสีม่วงนี้ดูคล้ายกับเข็มเทพกำเนิดฟ้ามาก
มหาวิชาหวนคืนเอกภาพ!
หลังจากที่มหามรรคาเสร็จสิ้น ทุกอภินิหารและวิชาเทพของเจียงฉางเซิงก็ได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด เขารวมห้วงสมุทรกำเนิดฟ้าไว้ในเข็มเล่มเดียว อีกทั้งยังไม่ได้เสียพลังอาคมไปมากเท่าไร กระทั่งพูดได้ว่าง่ายราวกับดื่มน้ำเท่านั้น
หลังเจียงฉางเซิงสัมผัสได้ว่าห้วงสมุทรกำเนิดฟ้าหายไปแล้ว ก็มีพลังอันน่าสะพรึงที่ไม่รู้จักบดขยี้มาทางมิติแห่งนี้ ต่อให้เป็นพลังแห่งมหามรรคาอนธการก็ต้านไว้ได้ยาก
พลังลึกลับแห่งปฐมบรรพกาล!
เจียงฉางเซิงไม่หนี แต่เริ่มใช้ใจสรรค์สร้าง เขาจะสร้างมิติแห่งนี้ให้เป็นโลกอิสระที่ดำรงชีวิตอยู่ได้!
“เหนือกว่ากำเนิดจักรวาลคือสรรค์สร้าง เช่นนั้นก็เรียกว่าขั้นผู้สรรค์สร้างมรรคาแล้วกัน!”
เจียงฉางเซิงพูดพึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่ดูเหมือนได้กำหนดกฎเกณฑ์บางอย่าง ดาราจำนวนมากภายในหมอกสีม่วงอนธการขยับประกายแสงแวววาว
…………………