เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 774 มูลค่าของขั้นผู้สรรค์สร้างมรรคา
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 774 มูลค่าของขั้นผู้สรรค์สร้างมรรคา
“เจ้า…”
ทัณฑ์ริษยามองเข็มเทพสีม่วงในมือเจียงฉางเซิงพลางพูดด้วยเสียงสั่น ความตกใจและหวาดกลัวภายในใจเขาไม่อาจใช้คำพูดมาบรรยายได้แล้ว
นั่นคือห้วงสมุทรกำเนิดฟ้าเชียวนะ!
ไม่นึกเลยว่ามรรคาจารย์จะรวมไว้ในมือได้!
เดี๋ยวก่อนนะ!
อภินิหารนี้หรือว่าจะเป็น…
ทัณฑ์ริษยารีบถาม “นี่คือมหาวิชาหวนคืนเอกภาพหรือ”
เจียงฉางเซิงเหล่ตามองเขาจากข้างบน “ถูกต้อง อีกเดี๋ยวข้าจะต้องเผชิญหน้ากับเจตจำนงมหามรรคาแล้ว เจ้าคิดจะทำอย่างไร”
เขารู้สึกได้ถึงการสอดส่องของเจตจำนงมหามรรคา เมื่อเขากลับไปถึงพันมหาโลกา การต่อสู้ระหว่างเขากับเจตจำนงมหามรรคาก็จะเริ่มขึ้น มิหนำซ้ำครั้งนี้ยังต่างกับทุกครั้งในอดีต เขาไม่ได้เผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตอีกแล้ว แต่เป็นเจตจำนงทรงภูมิปัญญาที่อยู่เหนือกว่าสามพันมหามรรคา
ทัณฑ์ริษยานึกไปถึงร่างมายาของผานกู่เมื่อครู่นี้ ภายในใจเขาตื่นตระหนกมาก จู่ๆ ก็ไม่รู้ว่าจะเลือกอย่างไรดี แต่ในตอนที่เขาสบตากับเจียงฉางเซิง เขาก็เอ่ยขึ้น “ก็ต้องช่วยเจ้าอยู่แล้ว พวกเราตกลงกันแล้วนี่”
เจียงฉางเซิงได้ฟังเช่นนั้นก็ไม่ได้ตอบอะไร แต่เก็บเข็มเทพสีม่วงที่แปลงจากห้วงสมุทรกำเนิดฟ้าเข้าไปในแขนเสื้อ เขาไม่ได้กลับไปในทันที แต่โคจรพลังต่อ รู้แจ้งความลี้ลับของวิชามรรคาธรรมชาติขั้นที่สิบเก้า
ขั้นผู้สรรค์สร้างมรรคา!
หลังจากที่เขากำหนดชื่อระดับขั้นนี้แล้ว ระดับขั้นนี้ก็ประทับลงกลางมรรคาสวรรค์ กลายเป็นระดับขั้นสูงสุดของมรรคาสวรรค์ในปัจจุบัน
แม้เจียงฉางเซิงจะเป็นผู้สร้างระดับขั้นนี้ แต่เขาก็เพิ่งมาถึงระดับขั้นนี้เป็นครั้งแรก ยังต้องสัมผัสความลี้ลับของขั้นผู้สรรค์สร้างมรรคา!
ก่อนอื่นคือการรังสรรค์ เป็นไปตามใจนึก ต้องการอะไรก็สร้างสิ่งนั้นได้ กระทั่งสร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นมาได้ อีกทั้งยังเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีชีวิตจิตใจเป็นของตนเองอย่างแท้จริง ไม่ใช่หุ่นเชิด แน่นอนว่าเขาก็สร้างหุ่นเชิดที่จงรักภักดีต่อเขาไปตลอดชีวิตได้เหมือนกัน
แค่การรังสรรค์ก็เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นไปได้ทุกอย่างแล้ว
คุณสมบัติร่างกายเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นมหามรรคาอนธการ ไม่ใช่ร่างที่มีเลือดเนื้ออีกต่อไป จิตวิญญาณผสานรวมกับกายเนื้อเป็นหนึ่งเดียว นับตั้งแต่นี้ต่อไป มีเจตจำนงอยู่ เขาก็จะสร้างกายเนื้อและดวงวิญญาณขึ้นมาได้อีกนับไม่ถ้วน
พลังจิตของเขารวมถึงประสาทสัมผัสก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเช่นกัน เขามองเห็นในสิ่งที่สิ่งมีชีวิตมองไม่เห็น รวมถึงกฎเกณฑ์มหามรรคาและกฎเกณฑ์ต้นกำเนิด
ยกตัวอย่างเช่นห้วงสมุทรกำเนิดฟ้า กฎเกณฑ์สามพันมหามรรคามีครบหมด ดังนั้นถึงรวมขึ้นมาเป็นร่างจำแลงของมรรคาได้ นอกจากนี้ ต่ำกว่ากฎเกณฑ์มหามรรคาก็คือกฎเกณฑ์ต้นกำเนิด ก่อนหน้านี้เขาก็เคยหลอมรวมพลังต้นกำเนิดหลายชนิดเข้าไปในมรรคาสวรรค์แล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นโฉมหน้าจริงของต้นกำเนิด
ต้นกำเนิดมีอยู่ทั่วทุกที่ เพียงแค่สิ่งมีชีวิตมองไม่เห็นสัมผัสไม่ได้ก็เท่านั้น รวมถึงขั้นองค์เจตจำนงมรรคาก็สัมผัสถึงพวกมันไม่ได้ด้วย
นอกจากต้นกำเนิดแล้วก็ยังมีสิ่งที่มีระดับขั้นลึกกว่า ไม่เหมือนกับกฎเกณฑ์ แต่เจียงฉางเซิงก็เคยพบมาก่อน ในขณะที่สัมผัสพลังรังสรรค์นั้น เขาก็กำลังสัมผัสสิ่งที่ไม่รู้จักเหล่านี้ด้วย
ทัณฑ์ริษยาเห็นเขาเริ่มนั่งฌานก็ไม่กล้ารบกวน แต่ภายในใจเขากังวลยิ่งนัก
มรรคาจารย์กำลังจะเผชิญหน้ากับเจตจำนงมหามรรคาแล้ว ด้วยพลังรบของทัณฑ์ริษยาในตอนนี้ไม่สามารถร่วมศึกด้วยได้
สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเขาประเมินไม่ได้ว่าใครจะชนะ ในมุมมองของเขา เจตจำนงมหามรรคามีพลังที่แข็งแกร่งมาก แต่หากมีความคิดเช่นนี้ แล้วตอนนี้เขาจะต่อสู้ดิ้นรนไปเพื่ออะไรกัน
ตัวเขาเองก็อ่านมรรคาจารย์ในตอนนี้ไม่ออกเช่นกัน เขาเพียงแค่กลัวเลือกผิดข้าง ถ้าเกิดมรรคาจารย์พ่ายแพ้ขึ้นมา เขาก็อาจจะไม่มีโอกาสครั้งถัดไปแล้ว
เวลานี้ทัณฑ์ริษยาว้าวุ่นใจสับสนไปหมด ตั้งแต่ที่เจียงฉางเซิงเริ่มเลื่อนขั้น นี่คือช่วงเวลาที่เขาทรมานที่สุดตั้งแต่จำความได้
ผ่านไปนานมาก
เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้นช้าๆ เอกลักษณ์ทั่วทั้งตัวเขาพลันเปลี่ยนไป เขาบรรลุเป็นขั้นผู้สรรค์สร้างมรรคาอย่างสมบูรณ์แล้ว
ขั้นผู้สรรค์สร้างมรรคาไม่ใช่แค่ระดับขั้น แต่เป็นตัวตนใหม่ที่อยู่เหนือสิ่งมีชีวิตและเทพเจ้า
เจียงฉางเซิงพยากรณ์ในใจว่าตัวเองแข็งแกร่งเพียงใด
[ต้องใช้หกร้อยเจ็ดสิบล้านล้านเก้าหมื่นล้านแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์ จะดำเนินการต่อหรือไม่]
หกร้อยเจ็ดสิบล้านล้านแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์!
ขีดจำกัดของขั้นองค์เจตจำนงมรรคาก็แค่หนึ่งแสนล้านแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์เอง ก็เท่ากับว่าแต้มของเจียงฉางเซิงเพิ่มขึ้นมาหนึ่งพันเท่า
ซึ่งก็ควรจะเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว!
กระทั่งเจียงฉางเซิงยังรู้สึกว่าไม่แข็งแกร่งพอ ถึงอย่างไรเขาก็ต้องเผชิญหน้ากับเจตจำนงมหามรรคา
เขาลองพยากรณ์ว่าผู้แข็งแกร่งที่สุดในพันมหาโลกามีแต้มเท่าไร
[ต้องใช้สองแสนหนึ่งหมื่นล้านแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์ จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ไม่!
พอๆ กับฤทธาจารย์ หรือก็คือก็ยังคงพยากรณ์ประมุขแห่งนับอนันต์ไม่ได้ พยากรณ์องค์เจตจำนงมรรคาไม่ได้
เจียงฉางเซิงยังไม่อยากไปจากที่นี่ในตอนนี้เลย เขาอาศัยมหามรรคาอนธการค้ำมิติแห่งนี้ไว้ เขาอยากแข็งแกร่งขึ้นอีก ให้เวลาตัวเองได้เติบโตมากกว่านี้อีกหน่อย
เขารับความทรงจำของแก่นกำเนิดโลกรังสรรค์
แก่นกำเนิดโลกรังสรรค์ ยอดของวิเศษกำเนิดมรรคา ของวิเศษลึกลับที่กำเนิดขึ้นที่ปฐมบรรพกาล มีอำนาจสร้างโลกและทำลายล้างโลก โลกต้นกำเนิดที่ว่านี้ก็คล้ายๆ กับโลกอย่างพันมหาโลกา มีรากฐานจากกฎเกณฑ์ต้นกำเนิด ตั้งอยู่บนปฐมบรรพกาล
เมื่อได้ครอบครองสมบัติชิ้นนี้ เจียงฉางเซิงก็จะสร้างโลกต้นกำเนิดที่ปฐมบรรพกาลได้
หลังรับสืบทอดความทรงจำ เจียงฉางเซิงก็นำแก่นกำเนิดโลกรังสรรค์ออกมา ลูกกลมแสงสีฟ้าอมเงินปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา จากความทรงจำที่ได้รับมา เมื่อยอมรับเป็นนายแล้ว เขาจะทำให้แก่นกำเนิดโลกรังสรรค์เปลี่ยนเป็นเทวศาสตราได้ตามที่ใจเขาต้องการ
การหลอมรวมกับแก่นกำเนิดโลกรังสรรค์ต้องใช้วิชาเฉพาะ และยังต้องมีพลังของขั้นผู้สรรค์สร้างมรรคา พูดให้ชัดๆ ก็คือพลังแห่งการรังสรรค์ ถึงอย่างไรขั้นผู้สรรค์สร้างมรรคาก็เป็นเจียงฉางเซิงที่คิดค้นขึ้น บางทีวิถีเซียนก็อาจจะมีระดับขั้นที่ควบคุมพลังแห่งการรังสรรค์ได้ แต่ไม่ใช่ขั้นผู้สรรค์สร้างมรรคาอย่างแน่นอน นี่คือระดับขั้นของเจียงฉางเซิงเท่านั้น
ทัณฑ์ริษยามองแก่นกำเนิดโลกรังสรรค์ด้วยความรู้สึกประหลาดใจ
ไม่รู้เพราะเหตุใด พอได้เห็นสิ่งนี้เขาก็มีความรู้สึกอยากจะยอมศิโรราบขึ้นมา อีกทั้งยังไม่มีความรู้สึกต่อต้านจากก้นบึ้งหัวใจ
แปลกมาก!
ผ่านไปอีกยาวนาน เมื่อเจียงฉางเซิงควบคุมแก่นกำเนิดโลกรังสรรค์ได้แล้ว แก่นกำเนิดโลกรังสรรค์ก็รวมขึ้นมาเป็นแส้ขนหางกิเลน
บนแส้ขนหางกิเลนเป็นเส้นแสงสีฟ้าอมเงินนับหมื่นเส้นไหวไปมา ดูศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก
“ผู้บำเพ็ญมรรคา จะขาดเครื่องแต่งกายเช่นนี้ไปได้อย่างไรกัน”
เจียงฉางเซิงเล่นแก่นกำเนิดโลกรังสรรค์พลางยิ้มมุมปาก
หลังจากที่บรรลุขั้นผู้สรรค์สร้างมรรคา สิ่งที่มองเห็นสัมผัสและได้ยินก็ต่างไปจากเดิม ทำให้จิตใจของเจียงฉางเซิงเปลี่ยนไป แต่เขาก็ยังคงเป็นตัวของตัวเอง ยังคงนิสัยเดิมของมนุษย์เอาไว้
เจียงฉางเซิงกระโดดขึ้นทะลุหมอกสีม่วงอนธการเข้าไปกลางรอยแยกที่เกิดจากการฟันของร่างมายาของผานกู่ เขาลงมากลางปฐมบรรพกาล
แค่ชั่วอึดใจ ความรู้สึกชวนขนหัวลุกที่เกินจะจินตนาการก็พรั่งพรูขึ้นมาจากก้นบึ้งหัวใจ เจียงฉางเซิงเคลื่อนพลังของแก่นกำเนิดโลกรังสรรค์ทันที แต่ถึงอย่างนั้น ความรู้สึกชวนขนหัวลุกก็เพียงแค่ถูกลดทอนลง ไม่ได้หายไปทั้งหมด
เขาคืนสภาพแก่นกำเนิดโลกรังสรรค์ จากนั้นซ่อนตัวเข้าไปในมิติโลกของห้วงสมุทรกำเนิดฟ้า
ในทันทีที่แก่นกำเนิดโลกรังสรรค์ปล่อยแสงสีเงินอมฟ้าออกมาเส้นหนึ่ง ภายในปฐมบรรพกาลอันมืดมิดก็กำเนิดโลกใบเล็กขึ้นมา ดูคล้ายกับแสงดาราที่เล็กมากภายในจักรวาลอันกว้างใหญ่
เจียงฉางเซิงแหงนหน้ามองอยู่ในอนธการด้วยความรู้สึกที่หวาดผวา
แม้แต่ขั้นผู้สรรค์สร้างมรรคายังต้านแรงกดดันของปฐมบรรพกาลไม่ได้เลย แล้วเขาจะต่อสู้กับมรรคาอย่างไร
อย่างน้อยมรรคาที่เคยสร้างพันมหาโลกาก็เกิดที่ปฐมบรรพกาล แสดงว่ามรรคาแข็งแกร่งกว่าเจียงฉางเซิง
เจียงฉางเซิงมองโลกใบเล็กที่เขาสร้าง ไม่รู้เลยว่าโลกใบเล็กนั้นจะดำรงอยู่ต่อไปได้หรือไม่
เดิมทีเขาคิดที่จะฝึกบำเพ็ญที่นี่ แต่เขาก็พบว่าขั้นผู้สรรค์สร้างมรรคาไม่สามารถฝึกบำเพ็ญเพื่อให้แข็งแกร่งขึ้นได้อีกแล้ว ความแข็งแกร่งของเขาขึ้นอยู่กับมหามรรคาอนธการก็เท่านั้น
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจกลับไปที่พันมหาโลกา
เขาไม่ได้กลับไปในทันที แต่สร้างร่างแห่งเจตจำนงขึ้นมา กระโดดขึ้นไปเหนือดินแดนวิถีเซียน ค่อนข้างไกลจากแดนเซียนพรหม
ปรากฏว่าร่างแห่งเจตจำนงเพิ่งปรากฏ กฎเกณฑ์มหามรรคาจากรอบทิศก็เข้ามารวมกันอย่างรวดเร็ว ประกอบขึ้นเป็นร่างจำแลงของมรรคาผู้ครอบครองสามพันมหามรรคาจำนวนมาก ลักษณะเหมือนกับที่เขาเคยพบตอนที่ฝ่าด่านเคราะห์
เมื่อเห็นเช่นนั้นแล้ว เจียงฉางเซิงก็แผ่พลังจิตออกมา ร่างจำแลงของมรรคาจำนวนมากพลันสลายหายไปทั้งหมด แต่เขาก็รู้สึกได้ว่ายังมีร่างจำแลงของมรรคารวมร่างขึ้นมาตลอด ขืนต่อสู้กันที่นี่มีแต่จะกระทบถึงวิถีเซียน เขาจึงต้องไปจากวิถีเซียน
แต่ไม่ว่าจะไปที่ใด ร่างจำแลงของมรรคาก็จะตามไปที่นั่น ระหว่างทางยังเผลอทำลายวิถีบำเพ็ญที่อ่อนแอไปเล็กน้อย
ร่างแห่งเจตจำนงนี้ของเจียงฉางเซิงทำลายร่างจำแลงของมรรคาไปหลายแสนร่าง แต่ก็ยังมีร่างจำแลงของมรรคารวมขึ้นมาใหม่ตลอด เพราะมหามรรคาไร้ที่สิ้นสุด ขอแค่ต้นกำเนิดยังอยู่ก็จะให้กำเนิดมหามรรคาได้ตลอด
ยิ่งรู้สึกได้ว่าร่างจำแลงของมรรคากำลังแข็งแกร่งขึ้น เจียงฉางเซิงจึงต้องออกจากพันมหาโลกา กลับไปอยู่ข้างร่างจริง ทั้งสองคนหลอมรวมกันเป็นร่างเดียว
เจียงฉางเซิงขมวดคิ้วเป็นปม ถ้ามองแบบนี้คือเขากลับไปไม่ได้แล้ว ไม่อย่างนั้นร่างจำแลงของมรรคาก็จะแข็งแกร่งขึ้น ไม่ช้าก็เร็วจะนำพาตัวตนของมรรคามา ถึงตอนนั้น วิถีเซียนก็จะต้องเผชิญกับหายนะล่มสลาย
แม้จะกลับไปไม่ได้ แต่เจียงฉางเซิงก็ใช้มหามรรคาอนธการสร้างสัมพันธ์กับวิถีเซียนได้ เพราะผู้บำเพ็ญเซียนส่วนใหญ่ของวิถีเซียนต่างก็ฝึกมหามรรคาอนธการ
เจียงฉางเซิงได้รู้ผ่านมหามรรคาอนธการว่าวิถีเซียนยังไม่ถูกมหามรรคาจ้องเล่นงานในตอนนี้
เขายกมือกวัก ดูดทัณฑ์ริษยาเข้ามาอยู่ตรงหน้า ทำให้ทัณฑ์ริษยาตกใจสะดุ้ง ถึงกับร้องเสียงดังไม่หยุด
เจียงฉางเซิงเผยแววตาเย็นชา ทำให้ทัณฑ์ริษยาตกใจจนต้องรีบหุบปาก
“ข้าขอถามเจ้า ในเมื่อเจตจำนงมหามรรคาคิดจะกำจัดข้าแล้ว เหตุใดถึงไม่ทำลายวิถีบำเพ็ญของข้าไปเสียเลยล่ะ เจ้าคงไม่ได้ปิดบังอะไรอยู่กระมัง” เจียงฉางเซิงถาม
ทัณฑ์ริษยาพูดด้วยความคับแค้นใจ “ถ้าเจตจำนงมหามรรคาคิดจะทำลายวิถีบำเพ็ญก็ทำได้อยู่แล้ว คิดว่าพวกเจ้าจะมีวันได้ผงาดขึ้นมาหรือ เจ้านั่นคิดจะฆ่าข้า นอกจากป้องกันไม่ให้มรรคาคืนชีพแล้วก็เพื่อกินพลังของข้า ให้ตัวมันสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ถึงพวกข้าจะควบคุมพันมหาโลกา แต่ก็ไปไหนมาไหนในพันมหาโลกาไม่ได้ มีเพียงยามที่กฎเกณฑ์มหามรรคาถูกทำลายอย่างสาหัสเท่านั้นถึงจะปรากฏตัวได้ กฎเกณฑ์ที่มรรคาสร้างขึ้นเหี้ยมโหดมาก ยิ่งแข็งแกร่งมากเท่าไรก็ยิ่งจำกัดมากเท่านั้น”
เจียงฉางเซิงนึกไปถึงกำเนิดทัณฑ์ พวกท่านอัครจักรพรรดิไฮ่เทียนทำลายมหามรรคาจนกำเนิดทัณฑ์ปรากฏกายขึ้น เช่นนี้ก็แสดงว่าทัณฑ์ริษยาไม่ได้โกหก
เจียงฉางเซิงหรี่ตาลงถาม “หรือว่ากว่าที่เจตจำนงมหามรรคาที่แข็งแกร่งที่สุดจะลงมือได้ก็ต้องรอวิถีบำเพ็ญปกครองพันมหาโลกาก่อนอย่างนั้นรึ”
ทัณฑ์ริษยาพยักหน้าก่อนจะพูดต่อ “เจ้านั่นกำลังหลับใหล มีเพียงยามที่วิถีบำเพ็ญคุกคามถึงกฎระเบียบของพันมหาโลกาเท่านั้นถึงจะตื่นขึ้นมา แน่นอน หากเขาตื่นขึ้นมาก่อน ต่อให้ปรากฏกายในพันมหาโลกาไม่ได้ เขาก็มีวิธีทำลายวิถีบำเพ็ญเหมือนกัน วิถีเซียนมหาฤทธิ์ของฤทธาจารย์นั่นยังไม่ได้ปกครองพันมหาโลกา ก็ยังถูกเจ้านั่นทำลายไปก่อนแล้ว”
ทำลายไปก่อนหรือ
เจียงฉางเซิงมั่นใจว่าเจตจำนงมหามรรคาตื่นขึ้นมาแล้ว ถ้าอย่างนั้นวิถีเซียนก็กำลังเผชิญกับหายนะที่เกินกว่าจะจินตนาการได้ แต่ตัวเขาลงมือได้ยากมาก
“จะเรียกเขาว่าอย่างไร” เจียงฉางเซิงถาม
ทัณฑ์ริษยาลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะตอบกลับ “เขาเรียกตัวเองว่าปฐมบรรพจารย์มหามรรคา ชื่อของข้ากับกำเนิดทัณฑ์ก็เป็นเขาที่ตั้งให้”
เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้ เขาก็ดูไม่พอใจเป็นอย่างมาก
“ปฐมบรรพจารย์มหามรรคา…”
เจียงฉางเซิงพูดงึมงำถึงชื่อนี้ เขาไม่ได้รีบร้อน แต่นั่งลงบนบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคาช้าๆ ครุ่นคิดกับตัวเอง
เขาพลันฉุกคิดอะไรขึ้นได้จึงเอ่ยถาม “ถึงปฐมบรรพจารย์มหามรรคาจะไม่เข้ามายังส่วนในพันมหาโลกา แต่ก็ออกไปจากพันมหาโลกาไม่ได้ ถูกหรือไม่”
…………………..