เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 775 มรดกมรรคาจารย์
“พวกข้าก็คือเจตจำนงแห่งพันมหาโลกา จะจากไปได้เช่นไรเล่า พวกข้าแค่เข้าร่างตนเองไม่ได้ จึงไม่อาจควบคุมสิ่งต่างๆ ในร่างได้ก็เท่านั้น” ทัณฑ์ริษยาถอนหายใจ
คำพูดนี้กลับทำให้เจียงฉางเซิงนึกถึงมนุษย์เดินดินทั้งหลาย มนุษย์เดินดินใช้สารพัดวิถีทำให้ตนแข็งแกร่งขึ้นได้ แต่ไม่อาจมองเห็นด้านในกายาของตนเองได้จึงไม่อาจขจัดความเจ็บป่วยในร่างกายได้อย่างสมบูรณ์
ทว่ามนุษย์เดินดินก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียรเพื่อทำลายขีดจำกัดนั้นได้ เช่นนั้นปฐมบรรพจารย์มหามรรคาย่อมทำได้เช่นกัน
บางทีปฐมบรรพจารย์มหามรรคาอาจกำลังยุ่งอยู่กับเรื่องนี้มาตลอด
เจียงฉางเซิงนึกถึงประมุขแห่งนับอนันต์ขึ้นมา ประมุขแห่งนับอนันต์ครอบครองมหามรรคาทั้งสามพันสาย นับว่าเป็นผู้แข็งแกร่งที่ไร้คู่ต่อกรในพันมหาโลกา แต่ตัวตนระดับนี้กลับถูกปล่อยให้เติบโตอย่างเต็มที่ หรือว่านี่จะเป็นแผนของปฐมบรรพจารย์มหามรรคา
ความจริงประมุขแห่งนับอนันต์คือกายเนื้อที่ปฐมบรรพจารย์มหามรรคาเลี้ยงดูเอาไว้เพื่อใช้ท่องพันมหาโลกาอย่างนั้นรึ
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงการคาดเดาของเจียงฉางเซิงจากการมองด้วยนิสัยมนุษย์เท่านั้น
แต่ไม่ว่าจะมนุษย์หรือเทพ การปรารถนาความแข็งแกร่งคือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มันคือสัญชาตญาณของการดำรงชีวิต
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็รั้งอยู่ที่นี่ แล้วรอดูเถิด” เจียงฉางเซิงเอ่ยเสียงเบา
เขานั่งลงบนบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา แล้วเริ่มส่งจิตไปสำรวจสรรพชีวิตของมหามรรคาอนธการ
ทัณฑ์ริษยาถามอย่างระมัดระวังว่า “มรรคาจารย์ โลกแห่งนี้ถูกฟันขาดแล้ว หากรอต่อไป ช้าเร็วพวกเราย่อมถูกปฐมบรรพกาลกำจัด เจ้ามีหนทางใดหรือไม่”
เจียงฉางเซิงเอ่ยตอบ “ไม่มี หากเจ้าอับจนหนทางเช่นกัน ก็จงรออยู่เฉยๆ เถิด”
ตอนนี้เขาไม่มีหนทาง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่มีหนทางตลอดไป
มหามรรคาอนธการขัดขวางการกลืนกินของปฐมบรรพกาลอยู่ แม้โลกใบนี้กำลังจะดับสูญอยู่รอมร่อ แต่มหามรรคาอนธการกำลังแข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากนี้มันอาจขัดขวางพลังของปฐมบรรพกาลได้อย่างสมบูรณ์ก็เป็นได้
เจียงฉางเซิงคิดวิธีรับมือออกแล้ว
เขาจะช่วยให้มหามรรคาอนธการเติบโต เขาส่งจิตเข้าไปในมหาพิภพจิตจร
เป็นอย่างที่คิดจริงๆ!
แม้ไม่อยู่ในพันมหาโลกา เขาก็ยังติดต่อกับผู้ศรัทธาทั้งหลายได้ เขาใช้มหามรรคาอนธการช่วยให้สรรพชีวิตฝึกบำเพ็ญได้ แล้วยังใช้มหาพิภพจิตจรพบผู้ศรัทธาได้โดยตรงอีกด้วย
หากเป็นเช่นนี้ แม้เจียงฉางเซิงไม่อยู่ที่วิถีเซียน เขาก็ยังช่วยให้วิถีเซียนแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็วได้ แล้วนั่นก็จะผลักดันให้มหามรรคาอนธการเติบโตเร็วขึ้น ตบะของเขาก็จะเพิ่มพูนตามไปด้วยกัน
“ปฐมบรรพจารย์มหามรรคา พวกเรามาดูกันเถิดว่าข้าจะก้าวข้ามเจ้าได้ก่อน หรือเจ้าจะทำลายวิถีบำเพ็ญของข้าได้ก่อน”
เจียงฉางเซิงคิดอยู่ในใจ เขาไม่รู้สึกกดดัน เพราะเส้นทางที่เขาเดินมาคือเส้นทางที่หันหลังกลับไปไม่ได้อยู่แล้ว
จู่ๆ เขาก็เกิดปณิธานอันแรงกล้าที่จะต่อสู้
เขาลงมือไม่ได้ ปฐมบรรพจารย์มหามรรคาก็ลงมือไม่ได้เช่นเดียวกัน ในเมื่อเป็นเช่นนี้ สองฝ่ายก็ต้องใช้พันมหาโลกาเป็นกระดานหมาก มาดูกันว่าฝีมือของผู้ใดจะเหนือกว่า
เจียงฉางเซิงเริ่มส่งกระแสจิตหามู่หลิงลั่วกับไป๋ฉี เขายังสื่อสารทางจิตกับผู้ศรัทธาได้อยู่
“ข้าจำต้องมาวิปัสสนาในสถานที่ซึ่งหลุดพ้นจากกาลเวลา ตอนนี้กลับไปไม่ได้ หลังจากนี้หากอยากพบข้า จงไปเยือนมหาพิภพจิตจร”
สตรีทั้งสองเป็นห่วงเขาขึ้นมาทันใด แต่หลังจากเขาปลอบใจ ทั้งสองก็ใจเย็นลง
พวกนางตระหนักได้ทันทีว่าเจียงฉางเซิงฝากฝังวิถีเซียนไว้กับพวกนางแล้ว พวกนางมีชีวิตมาหลายสิบล้านปี ย่อมแกร่งกล้าพอจะแบกรับงานใหญ่ด้วยตัวเอง ดังนั้นพวกนางจึงไม่ตระหนกลนลาน
เมื่อเจียงฉางเซิงทำทุกสิ่งนี้เสร็จก็ลืมตา ทันใดนั้นดวงตาของเขาก็ฉายแววจนปัญญา
นั่นเพราะว่าร่างที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาคือกุยหลีบุตรสาวของเขานั่นเอง
กุยหลีกำลังสำรวจดูเจียงฉางเซิงอย่างสงสัยใคร่รู้ ดวงตาของนางกะพริบปริบๆ แววตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น คล้ายกับมองเห็นสมบัติล้ำค่าหายากบางอย่าง
“เจ้ามาได้อย่างไร” เจียงฉางเซิงเอ่ยถาม
สิ่งที่เขาต้องการถามก็คือเหตุใดนางจึงมาที่นี่ กุยหลีผสานตัวเองเข้ากับมหามรรคาอนธการและมรรคาสวรรค์แล้ว นางย่อมเดินทางไปได้ทุกแห่งในขอบเขตที่พลังโชคชะตาของทั้งสองสิ่งครอบคลุมอยู่ การมาเยือนโลกที่แยกออกมาเป็นเอกเทศใบนี้ย่อมไม่เป็นปัญหา
กุยหลีถามอย่างตื่นเต้น “ท่านพ่อ ท่านเลื่อนขั้นแล้วใช่หรือไม่ มหามรรคาอนธการก็วิวัฒน์แล้วเหมือนกัน พวกท่านแข็งแกร่งนักเชียว ข้าจะเป็นเหมือนพวกท่านได้หรือไม่”
ในฐานะผู้ฝึกบำเพ็ญคนแรกของมหามรรคาอนธการ ทั้งยังมีฐานะเป็นเทพแห่งมรรคาสวรรค์ นางย่อมรับรู้เกี่ยวกับอนธการและเจียงฉางเซิงได้ชัดเจนที่สุด นางรับรู้ได้ว่าท่านพ่อแข็งแกร่งกว่าเดิมตั้งไม่รู้กี่เท่า เทียบกับก่อนหน้านี้ เขาแตกต่างราวกับเป็นคนละคน ความแข็งแกร่งระดับนี้ทำให้นางหลงใหล นางเองก็อยากแข็งแกร่งเช่นนั้นบ้าง
เจียงฉางเซิงหัวเราะแล้วเอ่ยว่า “ถ้าเช่นนั้นก็มาฝึกบำเพ็ญด้วยกันกับข้าเถิด”
มีบุตรสาวอยู่ข้างๆ ก็เป็นเรื่องดีเหมือนกัน อย่างน้อยชีวิตก็ไม่แห้งแล้งเท่าไรนัก
กุยหลีคลี่รอยยิ้ม หลังจากนั้นก็หมุนตัวเหาะไปหาหมอกอนธการสีม่วงตรงขอบฟ้า
จังหวะนั้นเจียงฉางเซิงก็คิดอะไรออกอย่างหนึ่ง โลกใบนี้แยกตัวเป็นเอกเทศจากพันมหาโลกา แต่เวลาไม่ได้เดินไปพร้อมกัน ถ้าเช่นนั้นเวลาของสองสถานที่มีกฎอะไรอยู่หรือไม่
ขั้นผู้สรรค์สร้างมรรคาเร่งความเร็ววิวัฒนาการของสรรพสิ่งได้หรือไม่ ทำให้สรรพสิ่งเสื่อมถอยได้หรือไม่
เขาคิดว่าไม่แน่อาจทำได้!
ขั้นผู้สรรค์สร้างมรรคา สมควรทำได้ทุกสิ่งสิ มิใช่เอาแต่รอคอยให้มหามรรคาอนธการแข็งแกร่งขึ้นอย่างเดียว
มหามรรคาอนธการเป็นของเจียงฉางเซิง แต่เจียงฉางเซิงไม่ได้มีแค่มหามรรคาอนธการสักหน่อย!
ในตอนนั้นเอง เจียงฉางเซิงก็เริ่มเข้าฌานเพื่อวิปัสสนา เขาใคร่ครวญคุณลักษณะของสรรพสิ่งที่อยู่ภายใต้พลังต้นกำเนิด เขาเชื่อว่าเขาจะขบคิดจนค้นพบกฎของพวกมันได้ในที่สุด
…
การเลื่อนขั้นกะทันหันของมรรคาจารย์ไม่ได้ถูกป่าวประกาศออกไป ถึงอย่างนั้นวิถีเซียนก็พัฒนารุดหน้าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สรรพชีวิตในวิถีเซียนต่างขอบคุณวาสนาของมรรคาจารย์ เรื่องนี้ถูกเล่าลือไปทั่วพันมหาโลกา สำหรับวิถีบำเพ็ญแห่งอื่น มรรคาจารย์กำลังแสดงความมุ่งมั่นที่จะเป็นวิถีบำเพ็ญปกครอง
ความจริงแล้ว ตั้งแต่มรรคาจารย์ล้มเผ่านิรันดร์กาลได้ วิถีบำเพ็ญแต่ละแห่งก็คิดไว้แล้วว่าวิถีเซียนอาจได้กลายเป็นวิถีบำเพ็ญปกครอง วิถีบำเพ็ญเมื่อพัฒนามาระดับหนึ่งแล้วย่อมหยุดไม่ได้ วิถีเซียนในตอนนี้ไม่นับว่าเยาว์วัยอีกแล้ว พวกเขาพัฒนามาเจ็ดสิบล้านกว่าปี น่าจะสั่งสมสิ่งต่างๆ มาพรั่งพร้อมแล้ว
มรรคาสวรรค์แข็งแกร่งขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน พลังของนักบุญมรรคาสวรรค์ทั้งสองก็สูงขึ้นตามไปด้วย สิ่งนี้ทำให้พวกเขาแบกรับหน้าที่พิทักษ์วิถีเซียนไหว
วิถีเซียนก้าวหน้าดุจติดปีกอยู่สามล้านปีเต็มๆ เมื่อถึงเวลาที่พลังโชคชะตาของมรรคาสวรรค์เพิ่มขึ้นช้าลง วิถีเซียนก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว
ขั้นพรหมมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว เรื่องสำคัญที่สุดก็คือเต้าคุนหลุน ศิษย์คนโตของมรรคาจารย์ หนึ่งในสามอัครจักรพรรดิแห่งวิถีเซียนได้เหยียบเข้าสู่ขั้นพรหมเซียนทองกำเนิดจักรวาล กลายเป็นอัครจักรพรรดิเซียนคนแรกแล้ว!
ข่าวนี้สร้างความตกตะลึงให้แก่พันมหาโลกา วิถีบำเพ็ญนับไม่ถ้วนเดินทางมาแสดงความยินดีที่ลัทธิมรรคา
กาลเวลาผ่านไปเนิ่นนานถึงเพียงนี้ ผู้ยิ่งใหญ่ที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของวิถีเซียนทั้งหลายต่างออกไปท่องพันมหาโลกาสร้างชื่อเสียงบารมีให้ตนเอง ก่อนเลื่อนขั้น เต้าคุนหลุนเคยออกเดินทางปราบขั้นนิรันดร์กาลจนราบคาบ ยากจะพานพบคู่ต่อกร ส่วนคำถามที่ว่าเขาสู้กับขั้นองค์เจตจำนงมรรคาได้หรือไม่ คำถามนี้ตอบยาก เพราะเขาไม่เคยพบศัตรูขั้นนั้น ขั้นองค์เจตจำนงมรรคาเป็นผู้อยู่บนจุดสูงสุดของพันมหาโลกา สรรพชีวิตไม่มีโอกาสไปข้องแวะด้วย
การบรรลุขั้นพรหมเซียนทองกำเนิดจักรวาลของเต้าคุนหลุน ทำให้ชื่อเสียงของลัทธิมรรคาเพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราด กลายเป็นลัทธิอันดับหนึ่งใต้มรรคาสวรรค์ในก้าวเดียว ครองตำแหน่งลัทธิอันดับหนึ่งอย่างไม่มีผู้ใดคลางแคลง!
ตลอดช่วงเวลานี้ เจียงฉางเซิงยังอยู่ในโลกของห้วงสมุทรกำเนิดฟ้า เขาค้นพบว่าเขารับรู้เรื่องราวของวิถีเซียนผ่านอนธการได้ สิ่งนี้ทำให้เขายังรับรู้เวลาของฝั่งวิถีเซียนได้ ซ้ำยังเร่งความเร็วเวลาที่ตนเองรับรู้ได้อีกด้วย มันไม่ใช่การกระโดดข้ามช่วงเวลาอย่างดื้อๆ หลังจากเร่งความเร็วของเวลา ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเหล่านั้นล้วนจะถูกส่งเข้ามาในสมองของเขา จึงแน่ใจได้ว่าเขาคอยเฝ้าดูวิถีเซียนอยู่เป็นอย่างดี
เขาปล่อยให้ความเร็วการรับรู้เวลาของตนเองเร็วขึ้น หนึ่งล้านปีดุจดั่งหนึ่งลมหายใจ
วิถีเซียนมีผู้ยิ่งใหญ่ผงาดขึ้นมาเพิ่มขึ้นทุกวัน มหามรรคาอนธการก็แข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้มูลค่าแต้มของตัวเขาทะลุเจ็ดร้อยล้านล้านแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์อย่างรวดเร็ว
ในที่สุดเขาก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดตอนเผ่าเจียงเผชิญหน้ากับหายนะในอนาคต เขาจึงไม่ทำอะไร ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังมีข้อสงสัยอยู่บางประการ แต่เขาต้องยังไม่ตายอย่างแน่นอน!
ขอเพียงเขายังอยู่ เขาย่อมเป็นมรรคาจารย์!
ตำแหน่งมรรคาจารย์จะส่งต่อกันโดยพลการได้อย่างไร เขาคงต้องเสริมความศรัทธาในวิถีบำเพ็ญให้แข็งแกร่งขึ้นต่อๆ ไปด้วยสินะ
วันเวลาหลังจากนั้น ลัทธิแต่ละแห่งของวิถีเซียนเริ่มขยับขยายดินแดนให้พลังโชคชะตาของวิถีเซียน แดนสวรรค์ผลักดันเรื่องนี้อยู่เงียบๆ มหามรรคาอนธการเริ่มกระจายไปทั่วพันมหาโลกา ปฐมบรรพจารย์มหามรรคานั่งไม่ติดแล้ว วิถีบำเพ็ญหลายแห่งเริ่มร่วมมือกันต่อต้านวิถีเซียน เบื้องหลังของเรื่องนี้ย่อมเป็นฝีมือของปฐมบรรพจารย์มหามรรคา เพราะหลังจากวิถีบำเพ็ญเหล่านี้ร่วมมือกัน กฎแห่งมหามรรคาที่อยู่รอบๆ พวกเขาก็เข้มข้นขึ้น
เจียงฉางเซิงลืมตา เขามองกุยหลีที่อยู่ไกลๆ ก่อนเป็นอย่างแรก
กุยหลีอยู่ที่นี่จนได้รับพลังที่ทัดเทียมขั้นพรหมเซียนทองกำเนิดจักรวาลแล้ว ถึงอย่างนั้นนางก็ยังไม่จากไป นางยังศึกษามหามรรคาอนธการต่อ
นางมีจิตใจแน่วแน่ถึงเพียงนี้ ในอนาคตเมื่อวิถีเซียนพบความลำบาก กุยหลีอาจช่วยจัดการแทนเขาได้
หรือพูดอีกอย่างก็คือ วิถีเซียนในปัจจุบันมีกำลังรบขั้นพรหมเซียนทองกำเนิดจักรวาลสองคนแล้ว นี่เป็นเรื่องที่น่ากลัวอย่างยิ่ง หากจะพูดว่าไม่มีวิถีบำเพ็ญแห่งใดกลืนกินวิถีเซียนได้ตามลำพังอีกแล้วก็ไม่เกินจริงเลยสักนิด
ขั้นพรหมเซียนทองกำเนิดจักรวาลน่ะ คือขั้นที่เหนือกว่าขั้นองค์เจตจำนงมรรคาได้เชียวนะ!
ต่อให้ปฐมบรรพจารย์มหามรรคามีอุบายอะไรอยู่ เขาก็ทำอันตรายวิถีเซียนได้ยากยิ่ง เว้นแต่วิถีเซียนก้าวไปเป็นวิถีบำเพ็ญปกครองแล้ว แต่ไม่ว่าวิถีบำเพ็ญจะแข็งแกร่งอีกเท่าใด การจะขึ้นปกครองพันมหาโลกาก็ต้องใช้เวลานานแสนนาน
เจียงฉางเซิงย่อมไม่บุ่มบ่ามเหมือนฤทธาจารย์ ในเมื่อยื้อเวลาได้ ย่อมต้องยื้อเวลาเอาไว้ก่อน
เขาเปิดฟังก์ชั่นมรดกมรรคาจารย์ที่เปิดใช้งานเมื่อตอนเลื่อนขั้นมาดู
[มรดกมรรคาจารย์ เลือกประสบการณ์การฝึกบำเพ็ญของมรรคาจารย์ในอดีตได้อย่างอิสระ ไม่จำเป็นต้องเสียแต้มเซ่นไหว้ แต้มโชคชะตาหรือแต้มเผยแผ่หลักคำสอน ฟังก์ชั่นนี้ท้าทายความสามารถในการรองรับของดวงจิตอย่างหนัก กรุณาใช้อย่างรอบคอบ]
เจียงฉางเซิงเลือกเริ่มการใช้งานอย่างเงียบๆ เบื้องหน้าพลันมีร่างแล้วร่างเล่าโผล่ขึ้นมา สายตาของเขากวาดมองร่างเหล่านั้น นามของพวกเขาผุดขึ้นมาในใจโดยอัตโนมัติ
ช่วงสื่อ หงจวิน หลี่เอ่อร์ ไท่สื่อ มรรคาจารย์ปรภพ พุทธแสวงพรต เวหามรรคา หลัวชาง…
มีมรรคาจารย์ทั้งหมดแปดสิบคน นี่คือจำนวนมรรคาจารย์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่นับรวมเจียงฉางเซิง มรรคาจารย์ลี้ลับกับฤทธาจารย์ก็อยู่ในนั้นด้วย
เจียงฉางเซิงเห็นสิ่งนี้แล้วหัวใจพลันเกิดระลอกคลื่นสั่นไหว
มรรคาจารย์มากมายเหล่านี้เป็นหลักฐานว่าในอดีตเคยมีวิถีบำเพ็ญมาแล้วแปดสิบวิถี ตลอดช่วงเวลาของวิถีบำเพ็ญเหล่านั้นมีชีวิตหนึ่งชาติภพของสรรพชีวิตมากมายเท่าไร จำนวนนั้นคือเครื่องหมายของความพยายามแสวงหามรรคาของหลากหลายยุคสมัย
สายตาของเจียงฉางเซิงจับจ้องอยู่บนร่างสามร่างที่อยู่ด้านหน้าสุด
ช่วงสื่อ หงจวิน หลี่เอ่อร์
สองคนหลังเขาเคยได้ยินนามมาก่อน พวกเขาถูกบันทึกอยู่ในตำนานของประเทศจีน แต่ช่วงสื่อเขาไม่เคยได้ยินมาก่อน
ไม่เห็นมีผานกู่ ดูท่าผานกู่คงไม่ใช่ผู้สร้างวิถีเซียน
เจียงฉางเซิงนึกถึงคำพูดของทัณฑ์ริษยา ผานกู่คือมรรคาอย่างนั้นรึ
เจียงฉางเซิงลังเลครู่หนึ่งก็เลือกรับมรดกจากฤทธาจารย์ก่อน จะได้ถือโอกาสทำให้มหาวิชาหวนคืนเอกภาพแข็งแกร่งขึ้นด้วย
หลังเลือกได้แล้ว จิตของเขาก็ดำดิ่งลงในความทรงจำปริมาณมหาศาล
มรดกของมรรคาจารย์น่ากลัวกว่าที่เขาจินตนาการไว้ แม้เป็นเพียงประสบการณ์ในการฝึกบำเพ็ญ มิใช่ทั้งหมดของชีวิตคนผู้หนึ่ง แต่ฤทธาจารย์มีชีวิตอยู่มายาวนานกว่าเขามาก เขารู้สึกเหมือนได้ไปใช้ชีวิตอยู่ในอีกห้วงมิติเวลาเนิ่นนานเท่ากับจำนวนปีเหล่านั้น
เมื่อเจียงฉางเซิงลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เขาก็มีท่าทางเหมือนคนที่ผ่านชีวิตมาแล้วรอบหนึ่ง เขานับนิ้วคำนวณแล้วพบว่าเวลาฝั่งนี้ผ่านไปไม่นานเท่าไรนัก เวลาในวิถีเซียนเพิ่งผ่านไปไม่กี่หมื่นปีเท่านั้น
“ฟู่…”
เจียงฉางเซิงพรูลมหายใจออกมา ความทรงจำการฝึกบำเพ็ญของฤทธาจารย์ทำให้เขาบรรลุมรรคาไปอีกขั้น แล้วมันยังทำให้เขาเห็นด้วยว่าวิถีเซียนยุคก่อนเป็นเช่นไร
สรรพชีวิตรักการเข่นฆ่า คตินิยมคือผู้แข็งแกร่งรอดผู้อ่อนแอตาย วิถีเซียนมหาฤทธิ์ที่ฤทธาจารย์สร้างช่างสมกับคำว่ามหาฤทธิ์คำนี้ น่าเสียดายที่เมื่อเผชิญกับโทสะของมหามรรคา สรรพชีวิตทั้งหลายก็ถูกกำจัดโดยที่ทำอะไรไม่ได้แม้แต่น้อย
…………………………………………….