เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 776 ช่วงสื่อ เบิกฟ้าสร้างปฐพี
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 776 ช่วงสื่อ เบิกฟ้าสร้างปฐพี
ฤทธาจารย์มองข้ามประโยชน์ของวิถีบำเพ็ญและประเมินพลังของตนเองสูงเกินไป สิ่งนี้ย้ำเตือนเจียงฉางเซิงให้ระวังมากขึ้น เขาต้องทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นมากเท่าที่จะเป็นไปได้ และต้องพยายามทำให้วิถีเซียนแข็งแกร่งขึ้นมากเท่าที่จะเป็นไปได้ ก่อนที่ปฐมบรรพจารย์มหามรรคาจะปรากฏตัวด้วยตนเอง เขาจะยึดการพัฒนาและการเพิ่มความแข็งแกร่งเป็นจุดมุ่งหมายสำคัญ
ดูจากความทรงจำที่ได้รับมา วิถีเซียนมหาฤทธิ์สู้วิถีเซียนในปัจจุบันของเขาไม่ได้ ความทรงจำก้อนนี้ไม่ทำให้เจียงฉางเซิงเหนื่อยล้าสักนิด จิตขั้นผู้สรรค์สร้างมรรคาของเขารองรับความทรงจำระดับเดียวกับความทรงจำของฤทธาจารย์รวดเดียวซ้ำกันร้อยครั้งก็ยังไหว
เขาหันไปสอดส่องวิถีเซียนอีกสักหน่อยก่อน หลังจากนั้นก็รับสืบทอดความทรงจำเกี่ยวกับวิถีเซียนต่อ หนนี้เขาเลือกรับความทรงจำของช่วงสื่อผู้เป็นคนแรกสุด ฤทธาจารย์เคยบอกว่าพันมหาโลกาแข็งแกร่งขึ้นทุกวัน ถ้าเช่นนั้นก็หมายความว่า ไม่ใช่ยิ่งเก่าแก่แล้วจะยิ่งแข็งแกร่ง
ไม่นานนัก จิตของเขาก็เข้าไปในความทรงจำของช่วงสื่อที่ส่งต่อมา เขาปรากฏตัวในความมืดมิดแห่งหนึ่ง สี่ด้านแปดทิศไม่มีอะไรทั้งสิ้น
“นี่มัน…ปฐมบรรพกาล!”
เจียงฉางเซิงกวาดสายตามอง เขารู้สึกตกตะลึงอยู่ในใจ ก่อนหน้านี้เขาเคยไปเยือนปฐมบรรพกาลมาแล้ว แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่มันกลับประทับอยู่ในใจ มรรคาจารย์คนแรกของวิถีเซียนมาจากปฐมบรรพกาลอย่างนั้นรึ!
เจียงฉางเซิงหมุนตัวหันไปมอง เขาเห็นร่างมนุษย์ที่เปล่งแสงสีขาวทั่วตัวอยู่ร่างหนึ่ง ร่างนั้นไม่มีเอกลักษณ์ของบุรุษหรือสตรี ไม่สวมผ้าผ่อนอาภรณ์ เครื่องหน้าทั้งห้าก็มองเห็นไม่ชัด แลดูลึกลับอย่างที่สุด
เจียงฉางเซิงนึกถึงมรรคาที่เขาเคยเห็นในทวนปฐมนิพพานขึ้นมาทันใด มรรคาก็หน้าตาเช่นนี้เหมือนกัน แต่เขามีเพียงครึ่งร่างท่อนบน
หรือว่าช่วงสื่อกับมรรคาจะมีความเกี่ยวพันบางอย่าง
เจียงฉางเซิงมองการฝึกบำเพ็ญของช่วงสื่อต่อไป มรดกมรรคาจารย์มิใช่การพาไปชมจากมุมมองของมรรคาจารย์ในอดีต แต่เป็นการมองจากมุมมองของผู้ชมด้านข้าง ทำเช่นนี้จึงจะไม่สูญเสียตัวเอง ในขณะเดียวกันก็สังเกตได้ถนัดขึ้นด้วยว่ามรรคาจารย์เหล่านี้ฝึกบำเพ็ญอย่างไร
ช่วงสื่อนั่งสมาธิพลางเปลี่ยนท่ามือเป็นบางครั้ง คลื่นพลังรอบกายเขาลึกล้ำหยั่งไม่ถึงมากขึ้นทุกที
นี่คือการฝึกปราณหรือ
แต่เขาดูดซับพลังชนิดใดเข้าไปกันเล่า
ไม่ว่าวิถีบำเพ็ญใดล้วนต้องดูดซับปราณวิญญาณมาแปรเปลี่ยนเป็นพลังของตนเอง ปราณวิญญาณก็แค่มีมากมายหลายชนิดเท่านั้นเอง
เจียงฉางเซิงเฝ้ามองอยู่เนิ่นนานกว่าจะเข้าใจ ช่วงสื่อกำลังดูดซับพลังแห่งต้นกำเนิดอยู่ แล้วอีกอย่างเขาไม่ได้กำลังฝึก แต่เขากำลังสร้างอยู่ต่างหาก
จิตของเจียงฉางเซิงตื่นตะลึง หรือว่านี่คือกระบวนการถือกำเนิดวิถีเซียน?
กาลเวลาหมุนไปอย่างรวดเร็ว เป็นดังที่เจียงฉางเซิงคาดเดาไว้ ช่วงสื่อกำลังสร้างวิถีเซียนอยู่จริงๆ หลังจากผ่านกาลเวลามายาวนาน ในที่สุดเขาก็สร้างพลังอาคมออกมาได้ พลังอาคมของเขาบริสุทธิ์ยิ่งนัก อำนาจอันแข็งกร้าวดุดันอัดแน่นอยู่ในนั้น
สิ่งนี้ก็คือความมหัศจรรย์ของมรดกมรรคาจารย์ มิใช่เพียงมองเห็น แต่ยังสัมผัสความเปลี่ยนแปลงของอีกฝ่ายได้ด้วย
หลังสร้างวิถีเซียน ช่วงสื่อก็ยังสร้างสิ่งต่างๆ ต่อไป เขาสร้างพลังต้นกำเนิดหลากหลายธาตุ แรกเริ่มพลังแห่งต้นกำเนิดล้วนเหมือนกันหมด พลังแห่งต้นกำเนิดเป็นแค่พลังแห่งต้นกำเนิด แต่หลังจากเขาจัดการกับมัน พลังแห่งต้นกำเนิดก็เริ่มเปลี่ยนแปลง มันค่อยๆ มีคุณลักษณะต่างๆ เช่นลม ไฟ สายฟ้า น้ำ ไม้ เป็นต้น พลังต้นกำเนิดสามพันชนิดวนเวียนอยู่รอบตัวเขา จากนั้นเขาก็เริ่มสร้างพลังอภินิหาร
เดิมทีเจียงฉางเซิงคิดว่าปฐมบรรพกาลมีช่วงสื่อดำรงอยู่เพียงผู้เดียว จนกระทั่งช่วงสื่อพบเจอกับร่างแสงสีขาวร่างอื่น แล้วต่อสู้กับฝ่ายนั้น
ผานกู่ มรรคา พวกเขาอยู่กันทั้งหมด!
ช่วงสื่ออาศัยวิถีเซียนสยบร่างแสงสีขาวโง่เขลามากมายด้วยพลังอันเหนือกว่า ร่างแสงสีขาวเหล่านั้นต่อสู้อย่างไร้หลักการ พวกเขาไม่เข้าใจว่าต้องใช้พลังของตนเองอย่างไร จึงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของช่วงสื่อแม้แต่น้อย
จากร่างแสงสีขาวทั้งสิ้นสิบหกร่าง มีเพียงสามเท่านั้นที่รอดมาได้ ช่วงสื่อจึงเริ่มชี้แนะให้พวกเขาฝึกบำเพ็ญ
ที่แท้ผานกู่กับมรรคาก็เริ่มผงาดขึ้นมาเช่นนี้เอง หลังจากได้รับการสั่งสอนจากช่วงสื่อ พวกเขาก็ค่อยๆ มีความคิดเป็นของตนเองแล้วเริ่มสื่อสารกัน บทสนทนาระหว่างพวกเขากับช่วงสื่อ ก่อเกิดเป็นรูปแบบของการถกวิชา
กาลเวลาหลังจากนั้น ช่วงสื่อพาลูกศิษย์ทั้งสามไปกับตนเองตลอด พวกเขาท่องไปในปฐมบรรพกาล บางครั้งก็บังเอิญพบร่างแสงสีขาวร่างอื่น บางครั้งก็สร้างสิ่งที่คล้ายกับสิ่งมีชีวิตขึ้นมา
ปฐมบรรพกาลเองก็เคยมีสิ่งต่างๆ มากมาย
เจียงฉางเซิงจมอยู่กับเรื่องราวเหล่านั้น เขารับรู้ความคิดในใจของช่วงสื่อ
ปฐมบรรพกาลไม่มีเวลา มันไม่มีการข้ามมิติ ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต มีเพียงปัจจุบันเท่านั้น
ต่อมาเจียงฉางเซิงก็เห็นช่วงสื่อสร้างวิถีเซียน ในช่วงเวลานั้นยังไม่มีคำว่าวิถีบำเพ็ญ ช่วงสื่อเพียงสั่งสอนผู้ที่อยู่ในปฐมบรรพกาลทั้งหลายให้บำเพ็ญเซียน ก่อเกิดเป็นพลังโชคชะตาของวิถีเซียน
ทว่าปฐมบรรพกาลรกร้างวังเวง เมื่อช่วงสื่อทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นไม่ได้อีกต่อไปแล้ว นิสัยของเขาก็เริ่มเปลี่ยน เขากลายเป็นคนขี้โมโห กลายเป็นคนใจร้อน ศิษย์ที่อยู่ข้างกายเขาทยอยจากไปทีละคน จนสุดท้ายก็เหลือแต่ตัวเขาเอง
ช่วงสื่อนั่งอยู่อย่างเดียวดาย เขาปรารถนาจะสร้างวิชาที่ดีกว่านี้ ช่วยแต่งแต้มทิวทัศน์ที่แตกต่างให้ปฐมบรรพกาล แต่ไม่ว่าทำอย่างไรเขาก็คิดไม่ออก เมื่อไม่เคยประสบพบเจอย่อมมิอาจจินตนาการได้ สิ่งที่เขาจินตนาการออกมาได้ล้วนอิงมาจากสิ่งที่เขาสำรวจพบ
เขาคิดไม่ออกแล้วว่าการดำรงอยู่ของตนมีความหมายอะไร แล้วการสร้างวิถีเซียนมีประโยชน์อันใด
เจียงฉางเซิงเฝ้าดู เส้นผมของช่วงสื่อค่อยๆ กลายเป็นผมหงอกขาว ทิ้งตัวยุ่งเหยิงลงมาปรกกายา สภาพน่ากลัวนัก เวลาผ่านไปก็มีเงาร่างหนึ่งแยกออกมาจากร่างของช่วงสื่อ พูดให้ชัดก็คือเงานั้นถือกำเนิดมาจากอารมณ์ด้านลบในจิตใจของเขา เจ้าเงานี่เอาแต่ยืนอยู่ด้านหลังเขา ดูประหลาดอย่างยิ่ง
ไม่รู้กาลเวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใด จู่ๆ ช่วงสื่อก็เงยหน้าขึ้น สายตาของเขาสบกับเจียงฉางเซิง จากนั้นเขาก็เอ่ยคำพูดที่ทำให้เจียงฉางเซิงขนลุกซู่ “ดำรงอยู่มีความหมายใด พวกเราดำรงอยู่เพื่อสิ่งใด”
สิ้นคำนั้น เงาด้านหลังช่วงสื่อก็เงื้อฝ่ามือตบลงมาใส่เขา
เจียงฉางเซิงเข้าใจดีว่านี่คือเจตนาของตัวช่วงสื่อเอง
ช่วงสื่อผู้ติดอยู่ในช่วงคอขวด จู่ๆ ก็นึกอยากแสวงหาความตาย เขาอยากรู้ว่าตัวตนที่ถูกเขาทำลายเหล่านั้นจะเดินทางไปที่ใด
เปรี้ยง!
ช่วงสื่อสลายเป็นธุลี พลังงานอันน่ากลัวสร้างแรงสั่นสะเทือนไปถึงพลังต้นกำเนิดทั้งหลายในปฐมบรรพกาล ทุกสิ่งที่ดำรงอยู่ในปฐมบรรพกาลต่างรับรู้
จังหวะที่มรดกมรรคาจารย์สิ้นสุด เจียงฉางเซิงมองเห็นเลือนรางว่ามีแสงสว่างเสี้ยวหนึ่งโผล่มาหลังจากช่วงสื่อสลายเป็นธุลี มันลอยหายลับไปยังสุดขอบห้วงมิติ แม้แต่เงาของช่วงสื่อก็ไม่ทันสังเกตเห็น
เจียงฉางเซิงลืมตา มรดกความทรงจำรอบนี้ดูเหมือนเร็ว แต่ความจริงเขาได้เข้าไปสัมผัสทุกนาที ทุกวินาทีในนั้นมาแล้ว ความทรงจำนี้ยาวนานกว่าประสบการณ์ฝึกบำเพ็ญของฤทธาจารย์มาก แล้วยังแห้งแล้งกว่าด้วย แต่ความทรงจำอันแห้งแล้งนี้กลับทำให้เจียงฉางเซิงเข้าใจจุดเริ่มต้นของวิถีเซียน และเข้าใจพลังแห่งต้นกำเนิดลึกซึ้งกว่าเดิม
ความสนใจของเจียงฉางเซิงถูกจุดขึ้นมาแล้ว เขาตัดสินใจว่าจะสืบทอดความทรงจำต่อ แต่ก่อนหน้านั้น เขาก็หันไปดูพัฒนาการของวิถีเซียนสักหน่อยเช่นเดิม
วิถีเซียนยังคงก้าวหน้าอย่างมั่นคง แต่เวลาผ่านไปล้านปีแล้ว ปัจจุบันมีลัทธิมากมายเริ่มรุมโจมตีวิถีเซียน โชคดีที่มีลัทธิของขั้นพรหมแต่ละแห่งคอยเฝ้าพิทักษ์คนละทิศ ผลปรากฏว่าวิถีเซียนไม่เพียงไม่ถูกกดดัน แต่กลับเป็นฝ่ายขยายอาณาเขตอยู่ตลอด แดนสวรรค์ทั้งสี่ทิศปกครองลัทธิทั้งหลายได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
มรรคาจารย์เป็นตัวตนที่เลือนรางสำหรับสรรพชีวิตทั้งหลายมาตลอดอยู่แล้ว ดังนั้นต่อให้มรรคาจารย์ไม่ปรากฏตัวก็ไม่มีผลกระทบต่อวิถีเซียน
สิ่งที่ควรเล่าเสียหน่อยก็คือ ตั้งแต่เจียงฉางเซิงจากมาก็ไม่มีผู้ใดมาหาเขาอีก กลับกันมีผู้ไปเยี่ยมเยียนเต้าคุนหลุนกับอัครจักรพรรดิเซียนอู่จี้มากขึ้นทุกวัน สาเหตุเป็นเพราะการมีอยู่ของขั้นพรหมเซียนทองกำเนิดจักรวาลทำให้ฐานะของมรรคาจารย์ขยับสูงขึ้นอีก ขั้นพรหมจึงไม่กล้าก้าวล่วง อีกอย่างเต้าคุนหลุนก็แข็งแกร่งไร้เทียมทาน เขาคลี่คลายปัญหายุ่งยากได้ทั้งหมด หากจัดการไม่ได้เมื่อใด เขาค่อยเดินทางไปด้วยตนเองสักหน!
หลังจากแน่ใจแล้วว่าวิถีเซียนไม่มีปัญหา เจียงฉางเซิงจึงรับสืบทอดประสบการณ์ฝึกบำเพ็ญของหงจวินต่อ
ความทรงจำของมรรคาจารย์แต่ละรุ่นเข้าใจหลักวิชาแตกต่างกันไป ฤทธาจารย์ช่วยให้มหาวิชาหวนคืนเอกภาพของเจียงฉางเซิงแข็งแกร่งขึ้น พร้อมกับเข้าใจมหามรรคามหาฤทธิ์ดีขึ้น ส่วนความทรงจำของช่วงสื่อทำให้เขาเข้าใจพลังแห่งต้นกำเนิด
เจียงฉางเซิงคาดหวังกับความทรงจำของหงจวินที่เป็นคนต่อไปยิ่งนัก เมื่อจิตของเขาเข้าไปด้านใน เขาก็ลืมตาขึ้นแล้วพบว่าตนเองมาเยือนปฐมบรรพกาลอีกแล้ว หงจวินก็ถือกำเนิดในปฐมบรรพกาลด้วย ในความทรงจำที่ได้รับจากหงจวิน เจียงฉางเซิงเห็นช่วงสื่อ หรือพูดอีกอย่างก็คือช่วงสื่อในตอนนั้นยังไม่อัตวินิบาตตนเอง
หงจวินเป็นตัวตนเช่นเดียวกับผานกู่และมรรคา พวกเขามีตัวตนอยู่ในปฐมบรรพกาลและได้รับการถ่ายทอดวิชาจากช่วงสื่อ หงจวินเคยพบช่วงสื่อเพียงหนึ่งหน เจียงฉางเซิงคิดไม่ถึงเลยว่าในหมู่ร่างแสงสีขาวธรรมดาดาษดื่นที่เห็นคราก่อนจะมีมรรคาจารย์รุ่นต่อไปอยู่ในนั้น
หลังได้รับการสั่งสอนวิชาจากช่วงสื่อ หงจวินก็จากไป เขาหาสถานที่แห่งหนึ่งแยกมาอยู่คนเดียว แล้วสงบใจฝึกบำเพ็ญ หลังจากนั้นเขาก็ไม่เคยพบช่วงสื่ออีก
ความแห้งแล้ง ไร้รสชาติคือชีวิตประจำวันของการฝึกบำเพ็ญของหงจวิน หงจวินไม่ศึกษาพลังแห่งต้นกำเนิด แต่เขาคอยพัฒนาวิชาเซียนที่สืบทอดมาจากช่วงสื่อให้สมบูรณ์ขึ้น วิชาเซียนระดับนั้น ในสายตาของเจียงฉางเซิงไม่มีอะไรให้ทึ่ง
มรรคาจารย์รุ่นที่สองช่างดูธรรมดาสามัญยิ่งนัก เขาไม่เปล่งประกายเช่นช่วงสื่อ ไม่เก่งกาจเหนือผู้อื่นเช่นฤทธาจารย์
เจียงฉางเซิงอดทนกับความเบื่อหน่ายและเดียวดาย
หงจวินไม่สื่อสารกับตัวตนในปฐมบรรพกาลตนอื่นสักนิด ทุกครั้งที่พานพบตัวตนอื่นในปฐมบรรพกาล เขาล้วนผ่านเลยไป เจตนาหลบเลี่ยงอยู่ตลอด จนกระทั่งปฐมบรรพกาลเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่ ไม่รู้เพราะเหตุใดตัวตนที่อยู่ในปฐมบรรพกาลเหล่านั้นจึงเริ่มเข่นฆ่ากัน หงจวินจึงลนลานหลบซ่อนตัวไปทั่ว ระหว่างที่หนีตายอยู่นั่นเอง หงจวินก็เริ่มบรรลุบางสิ่ง
กาลเวลาล่วงเลยผ่าน เจียงฉางเซิงค้นพบจุดเด่นของหงจวิน สิ่งนั้นก็คือจิตใจอันเมตตาในตัวเขา ระหว่างที่มองดูตัวตนในปฐมบรรพกาลเข่นฆ่ากัน สิ่งที่อยู่ในใจเขามิใช่ความกลัว แต่คือความเวทนาสงสาร เขาปรารถนาจะจบสิ่งเหล่านี้ สร้างระบบระเบียบขึ้นมาสักระบบไม่ให้พวกเขาเหล่านั้นเข่นฆ่ากันอีก
หงจวินก้าวสู่การฝึกบำเพ็ญเพราะแบบนี้เอง
อยู่มาวันหนึ่ง จู่ๆ หงจวินก็บรรลุวิชาอย่างกะทันหัน เขาได้รับพลังลึกลับอย่างหนึ่งมา มันมาจากเศษหยกชิ้นหนึ่ง เมื่อเห็นของสิ่งนี้ เจียงฉางเซิงก็เข้าใจทันที เจ้านี่ก็คือมรดกแห่งวิถีเซียน หรือก็คือร่างก่อนหน้าของระบบรอดชีวิต มันน่าจะมาจากช่วงสื่อ
หงจวินอาศัยมรดกแห่งวิถีเซียนทำให้ระดับขั้นสูงขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน ขณะเดียวกันการต่อสู้ในปฐมบรรพกาลก็ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ต่อมาหงจวินเฝ้ามองศึกใหญ่หนหนึ่งของปฐมบรรพกาลยู่ห่างๆ เจียงฉางเซิงจึงได้เห็นร่างของผานกู่เพราะเหตุนี้ ผานกู่ถอดรูปลักษณ์ที่เป็นแสงสีขาวทิ้งไปแล้ว เขาสร้างร่างกายมนุษย์ขึ้นมา ทำให้เขาแตกต่างจากผู้อื่นในปฐมบรรพกาลอย่างชัดเจน
เขาถือขวานยักษ์ด้วยมือข้างหนึ่ง ต่อสู้กับตัวตนอื่นในปฐมบรรพกาลตามลำพัง
ศึกนี้สะเทือนฟ้าสะเทือนดิน ผานกู่ระเบิดพลังที่เหนือกว่าขั้นองค์เจตจำนงมรรคาออกมา ตัวตนอื่นในปฐมบรรพกาลต่อให้มารวมกันทั้งหมดก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา เทียบกับช่วงสื่อในอดีต เขาแข็งแกร่งกว่าเสียอีก
กาลเวลาผันผ่านไปนานแสนนาน ผานกู่สังหารตัวตนในปฐมบรรพกาลไปมากมาย ปฐมบรรพกาลจึงจมลงสู่ความเงียบสงัด หงจวินรอดชีวิตมาได้ สาเหตุหลักก็เพราะหงจวินไม่เข้าร่วมการต่อสู้ที่รุนแรงที่สุดหนนั้น
หลังการต่อสู้จบลง ผานกู่นั่งเดียวดายอยู่ ณ ใจกลางปฐมบรรพกาล
หงจวินไม่รู้ว่าเขากำลังคิดสิ่งใดอยู่ เขาสนใจแค่การศึกษาวิชาของตัวเอง เขาค่อยๆ ก้าวเท้าสู่มรรคาแห่งการสรรค์สร้าง ในที่สุดเจียงฉางเซิงก็เริ่มได้รับประโยชน์ เขาเข้าใจมรรคาแห่งการสรรค์สร้างมากขึ้นจากหงจวิน
ในขณะที่เจียงฉางเซิงกำลังตั้งตารอว่าหงจวินจะมอบโชคอะไรให้เขามากกว่านี้ ปฐมบรรพกาลก็เผชิญกับความเปลี่ยนแปลง!
จู่ๆ ผานกู่ก็ท่าทางเหมือนคลุ้มคลั่ง เขาเหวี่ยงขวานไปมาอยู่ตรงใจกลางปฐมบรรพกาล ทุกขวานที่ฟาดฟันออกมาล้วนมีพลังต้นกำเนิดแห่งการสรรค์สร้างอัดแน่นอยู่
หลังจากนั้น…
ผานกู่ก็ได้เบิกฟ้าสร้างปฐพี!
เจียงฉางเซิงมองอย่างตื่นตะลึง สิ่งที่เขาตะลึงไม่ใช่เรื่องที่ผานกู่เบิกฟ้าสร้างปฐพี เรื่องนี้ตำนานในชาติก่อนมีบันทึกไว้อยู่แล้ว เขากำลังตะลึงที่ก่อนหน้าพันมหาโลกา ยังมีพันมหาโลกาอีกแห่งหนึ่งเคยดำรงอยู่มาก่อน
นี่หมายความว่าชาติก่อนของเขาอาจมาจากก่อนยุคของพันมหาโลกา เขาติดตามมรดกแห่งวิถีเซียนจนมาถึงพันมหาโลกาในปัจจุบัน!
………………………………………………..