เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 777 แบ่งแยกวิถีเซียน
ผานกู่เบิกฟ้าสร้างปฐพี หงจวินมองรู้แจ้งมรรคาอยู่ไกลๆ เจียงฉางเซิงก็ได้ประโยชน์ตรงนี้เช่นกัน
ไม่รู้กี่ปีต่อมา ผานกู่ได้สร้างโลกอันกว้างใหญ่ขึ้นมา แต่โลกแห่งนี้ไม่อาจรับพลังต้นกำเนิดของปฐมบรรพกาลได้จึงเริ่มพังทลายลง ด้วยความจำใจ ผานกู่จึงใช้กายเนื้อค้ำโลกไว้ ยกสองมือแบกฟ้าขายันพิภพ ร่างที่ค้ำฟ้านั้นได้สร้างแรงปะทะทางสายตาที่น่าสะพรึงเป็นอย่างยิ่ง ทำให้ตาเนื้อรู้สึกได้ถึงพลังทำลายล้างโลกของเขา
มหามรรคาแห่งพละกำลัง!
และยังแฝงไว้ด้วยมหามรรคาสรรค์สร้าง!
เจียงฉางเซิงก็ได้ประโยชน์ไปพร้อมกับหงจวินด้วย
ร่างของผานกู่สูงใหญ่ยิ่งขึ้น ตั้งใจจะค้ำโลกใบนี้ของตัวเอง แต่เขาก็พบว่าไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่อาจหลีกหนีความจริงที่โลกต้องถูกพลังต้นกำเนิดกลืนกิน
ตอนนี้ เขาสิ้นหวังแล้ว
เขาแผดเสียงคำรามไม่หยุด ทั้งโกรธและเจ็บปวด สภาพนี้ดูคล้ายกับช่วงสื่อก่อนอัตวินิบาตตนเองมาก
เจียงฉางเซิงอดถอนหายใจมิได้ สำหรับผู้ไร้พ่ายแล้ว ความเจ็บปวดที่สุดก็คือหาความหมายในการมีชีวิตไม่พบ ถึงอย่างไรพวกเขาก็รู้สึกว่าไม่ว่าเรื่องอะไรก็น่าเบื่อจืดชืดไปหมด
เขาอดนึกไปถึงตัวเองมิได้ หากเขาไร้พ่ายแล้วจะเป็นเช่นนี้หรือไม่
ยื้ออยู่นาน ผานกู่ก็เหมือนจะฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้ เขาเริ่มทำลายตัวเอง พูดให้ถูกก็คือแยกกายเนื้อออก หลอมรวมเข้าไปในโลก ให้โลกใบนี้รับต้นกำเนิดได้
หงจวินตกใจกับการตัดสินใจของเขามาก ในชั่วขณะที่ผานกู่กำลังจะสลายหายไปนั้น หงจวินได้เก็บดวงวิญญาณของผานกู่ไว้ เขารีบซ่อนตัวในความมืดมิดทันที จากนั้นเขาก็เห็นเงาร่างหนึ่งตรงเข้ามาเก็บเลือดเนื้อของผานกู่ไปส่วนหนึ่ง
เจียงฉางเซิงจำเงาร่างนั้นได้
มรรคาผู้สร้างพันมหาโลกา!
หงจวินไม่ได้ไล่ตามไป มุมมองความทรงจำเปลี่ยนเป็นภาพที่เขาฝึกบำเพ็ญต่อ
การที่ได้เห็นผานกู่เบิกฟ้าสร้างปฐพีและร่างแปลงเป็นทุกสรรพสิ่งกับตานั้น ได้จุดประกายให้กับหงจวินอย่างมาก เขาเริ่มศึกษามหามรรคาสรรค์สร้าง
ไม่รู้กี่ปีต่อมา มหามรรคาสรรค์สร้างของหงจวินก็สำเร็จ ถึงขั้นสร้างหลักมรรคาของตนเองขึ้นมา เขามายังโลกที่ผานกู่สร้าง โลกใบนี้ให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตขึ้นมาแล้ว เขาจึงตั้งใจที่จะชี้แนะให้สิ่งมีชีวิตฝึกบำเพ็ญ
เป็นเช่นนี้เรื่อยไป หงจวินได้สร้างวิถีเซียนขึ้นภายในโลกที่ผานกู่สร้าง ถ้าบอกว่าชวงสื่อคือจุดเริ่มต้นของวิถีเซียน เช่นนั้นหงจวินก็คือผู้สถาปนาวิถีเซียนอย่างแท้จริง
การผจญภัยในช่วงเวลาต่อมาก็เหมือนกับวิถีเซียนเป็นส่วนใหญ่ ในระหว่างขยับขยายวิถีเซียนก็ได้รับกรรมมาไม่น้อย ลูกศิษย์มีมากขึ้นเรื่อยๆ ความขัดแย้งก็เริ่มเกิดขึ้น หงจวินสอดมือน้อยครั้งมาก ก็เหมือนกับเจียงฉางเซิง เขาอาศัยโอกาสนี้ศึกษามรรคาแห่งกรรมและโชคชะตา
…
เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้นช้าๆ ก่อนจะพ่นลมหายใจยาว
มรดกความทรงจำของหงจวินยาวนานกว่าที่เขาคิดเอาไว้มาก ช่วงสื่อกับฤทธาจารย์รวมกันแล้วยังไม่นานเท่าหงจวินเลย บางทีช่วงสื่ออาจจะมีชีวิตอยู่นานกว่า แต่เวลาในการฝึกบำเพ็ญไม่เท่าหงจวิน ฤทธาจารย์ก็ยิ่งเทียบกับหงจวินไม่ได้เลยสักด้าน
การรับมรดกครั้งนี้ทำให้เจียงฉางเซิงรู้สึกอ่อนเพลียเป็นครั้งแรก เห็นได้ชัดว่าระยะเวลาในการฝึกบำเพ็ญของหงจวินยาวนานเพียงใด
วิถีเซียนของหงจวินผ่านภัยพิบัติสิ้นกัลป์มาสิบกว่าครั้ง มีลัทธิและระบบอำนาจจำนวนมาก เทพเซียนในตำนานจีนของชาติก่อนก็เกิดขึ้นในวิถีเซียนที่เขาสร้าง เพียงแต่ว่าสุดท้ายแล้ววิถีเซียนของเขาก็หนีชะตากรรมไม่พ้น
ภาพสุดท้ายในมรดกความทรงจำ เจียงฉางเซิงได้เห็นเงาร่างของมรรคา
ดูท่าเบื้องหลังการล่มสลายของวิถีเซียนของหงจวินก็คงจะมีเงาของมรรคาอยู่
เจียงฉางเซิงไม่ได้รับสืบทอดมรดกความทรงจำของมรรคาจารย์ต่อ เขาอยากให้ผ่านไปช้าๆ แล้วถือโอกาสทำการตระหนักรู้ครั้งก่อนหน้าให้ดีก่อน
เขาพลันมองไปที่วิถีเซียนของตนเอง ผ่านไปอีกหนึ่งล้านปีแล้ว วิถีบำเพ็ญที่รุกรานวิถีเซียนมีมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มเผชิญกับมหันตภัย การฝึกตนเพื่อปกป้องวิถีเซียนกลายเป็นเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของทุกคน กระทั่งจุดนี้ยังเหนือกว่าการไล่ตามเจียงฉางเซิง
นี่คือการป่าวประกาศของแดนสวรรค์และทุกลัทธิใหญ่ มีเต้าคุนหลุนกับนักบุญมรรคาสวรรค์สองคนอยู่ แม้วิถีเซียนจะเผชิญกับความยากลำบาก แต่ก็ไม่ถึงขั้นล่มสลาย
กุยหลีพลันมาอยู่ตรงหน้าเจียงฉางเซิงก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “ท่านพ่อ หากวิถีเซียนเจอเรื่องลำบาก ข้าขอช่วยด้วยได้หรือไม่”
เจียงฉางเซิงมองนางก่อนจะพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “ได้สิ เจ้าเองก็เป็นเทพเจ้ามรรคาสวรรค์ มีภาระและหน้าที่ต้องปกป้องชาววิถีเซียน เจ้ารู้แจ้งร่างแยกได้แล้วหรือยัง”
กุยหลีพยักหน้า “ข้าใช้การรังสรรค์รวมกายเนื้อขึ้นมาแล้ว แต่ไม่รู้ว่าจะปลดปล่อยพลังทั้งหมดได้หรือไม่”
เจียงฉางเซิงมีความรู้ความเข้าใจเรื่องการรังสรรค์ในระดับที่ลึกซึ้งกว่าพอดี ดังนั้นจึงเริ่มบรรยายให้กุยหลีฟัง
ทัณฑ์ริษยาที่อยู่ไกลออกไปยังอดเงี่ยหูฟังมิได้ ไม่ทันไรเขาก็ดำดิ่งลงสู่ห้วงตระหนักรู้เช่นกัน
อีกด้านหนึ่ง
ภายในห้วงสุญญตามืดมิดแห่งหนึ่งของพันมหาโลกา ที่นี่มีเมฆดาราที่ดูคล้ายกับพฤกษาเทพสร้างโลกอยู่ต้นหนึ่ง และเป็นแสงสว่างเดียวในความมืดมิด ประมุขแห่งนับอนันต์ซ่อนตัวอยู่กลางเมฆดาราแห่งนี้
ห้วงสมุทรแห่งมหามรรคารายล้อมรอบตัวเขา ภายในนั้นเป็นแสงดาราจำนวนมากขยับแสงวูบไหวอย่างสวยงาม
เส้นผมสีขาวของเขาปลิวไสวเล็กน้อย ดูคล้ายกับบุปผาแห่งมหามรรคาที่ผลิบาน กลิ่นอายทั่วทั้งตัวของเขายกระดับขึ้นทีละนิด หลอมรวมเข้ากับปราณวิญญาณมหามรรคา
“ประมุขวิถีบ่วงพันธนา เจ้ามาด้วยเหตุใดกัน”
ประมุขแห่งนับอนันต์เอ่ยขึ้นช้าๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
ก่อนจะเห็นเงาร่างลึกลับกลางหมอกสีเทาก้าวออกมาจากความมืดมิด เดินตรงมาทางเมฆดารามหึมา
“ประมุขแห่งนับอนันต์ เจ้าได้ห้วงสมุทรแห่งมหามรรคามาอีกครั้งแล้ว แต่ผ่านมาตั้งหลายปี เจ้าก็เหมือนยังไม่อาจก้าวข้ามตัวของมหามรรคาไปได้เลย”
ประมุขวิถีบ่วงพันธนากล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ ชวนให้คนรู้สึกหนาวสั่น
ประมุขแห่งนับอนันต์ลืมตาขึ้น ดวงตาเฉยชาจ้องมองประมุขวิถีบ่วงพันธนา ผมขาวที่พลิ้วไหวหยุดนิ่ง จิตสังหารที่รุนแรงถึงขีดสุดอัดแน่นไปทั้งห้วงสุญญตาแห่งนี้
ประมุขวิถีบ่วงพันธนาพูดต่อ “เจตจำนงมหามรรคาตื่นขึ้นแล้ว จำเป็นต้องให้พวกเราทำงานให้เขา เจ้าเคยทำมาแล้ว แต่ต่อมาก็ปฏิเสธมาโดยตลอด ครั้งนี้ เขาไม่อยากให้เจ้าปฏิเสธอีกแล้ว เพราะพันมหาโลกากำลังเผชิญหน้ากับมหันตภัยที่ไม่เคยมีมาก่อน เป็นมหันตภัยที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนตั้งแต่สร้างพันมหาโลกาขึ้นมา”
ประมุขแห่งนับอนันต์จ้องมองเขาพลางพูดมาคำหนึ่ง “ใคร?”
“มรรคาจารย์แห่งวิถีเซียน”
เมื่อได้ยินนามนี้ ประมุขแห่งนับอนันต์ก็หรี่ตาแคบลง
ก่อนหน้านี้เขาก็เคยได้ยินชื่อของมรรคาจารย์แห่งวิถีเซียนมาก่อน แต่เมื่อมาจากปากของประมุขวิถีบ่วงพันธนา เขากลับเหม่อไปชั่วขณะ
มหันตภัย!
มหันตภัยของเขาก็คือมรรคาจารย์!
ประมุขแห่งนับอนันต์เงียบอยู่ครู่หนึ่ง “มรรคาจารย์ไม่อยู่ในพันมหาโลกา”
เขาก็เข้าใจมรรคาแห่งกรรมเช่นกัน แต่เขาพยากรณ์หามรรคาจารย์ไม่ได้ ราวกับว่าไม่มีมรรคาจารย์อยู่ในพันมหาโลกา
จุดนี้แสดงว่ามรรคาจารย์อยู่นอกพันมหาโลกา เขามีชีวิตอยู่มาไม่รู้กี่ปีแล้ว เป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่เก่าแก่ที่สุดในพันมหาโลกา เขารู้ว่านอกพันมหาโลกายังมีมิติที่กว้างใหญ่ยิ่งกว่าอยู่ นั่นก็คือที่ที่สิ่งมีชีวิตไม่สามารถอยู่อาศัยได้
“ไม่อยู่ที่พันมหาโลกาหรือ หมายความว่าอย่างไรกัน” ประมุขวิถีบ่วงพันธนาถามด้วยความประหลาดใจ เขาเพียงแค่ได้รับการชี้นำจากเจตจำนงมหามรรคาให้มาหาประมุขแห่งนับอนันต์ ในความรู้ความเข้าใจของเขา พันมหาโลกาคือทั้งหมดแล้ว
ประมุขแห่งนับอนันต์ก็เคยไปที่ห้วงสมุทรกำเนิดฟ้า เคยปฏิเสธรางวัลจากทัณฑ์ริษยา และเพราะการผจญภัยครั้งนั้นทำให้เขาได้เข้าใจว่านอกพันมหาโลกายังมีโลกที่ไม่รู้จักที่กว้างใหญ่กว่าอยู่อีก
ประมุขแห่งนับอนันต์หลับตาลงก่อนจะพูดขึ้น “ข้าจะไปจัดการมรรคาจารย์เอง ส่วนวิถีเซียน ข้าไม่สนใจ หากเจ้าอยากให้เจตจำนงมหามรรคามาเยือน เช่นนั้นก็ปล่อยให้วิถีเซียนปกครองพันมหาโลกาเสีย พวกเจ้าในตอนนี้ทำลายล้างวิถีเซียนไม่ได้แล้ว เต้าคุนหลุนนั่นเหนือกว่าพวกเจ้าแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หมอกสีเทารอบตัวของประมุขวิถีบ่วงพันธนาก็หยุดนิ่ง เห็นได้ชัดว่าภายในใจเขาไม่สงบนิ่ง
ประมุขวิถีบ่วงพันธนาไม่ได้ซักถามต่อ หมอกสีเทารอบตัวแผ่ขยายกว้างขึ้น บดบังรูปร่างเขา จนเมื่อหมอกสีเทาหายไปจนหมด เขาก็ไม่อยู่ที่ห้วงสุญญตาแห่งนี้แล้ว
ประมุขแห่งนับอนันต์ดูดซับห้วงสมุทรแห่งมหามรรคาต่อ เพื่อรู้แจ้งสามพันมหามรรคา
…
แดนเซียนพรหม โลกสวรรค์ ภายในตำหนักเหนือเมฆา
จักรพรรดิสวรรค์นั่งอยู่บนบัลลังก์จักรพรรดิสูงสุด หน้าตาน่าเกรงขาม ตั้งแต่ที่แต่งตั้งแดนสวรรค์สี่ทิศกับจักรพรรดิสวรรค์สี่ทิศ เขาก็ไม่ได้แสดงสีหน้าเช่นนี้มานานมากแล้ว
เทพเซียนทั้งตำหนักก็เป็นเช่นเดียวกัน ทุกคนต่างมีสีหน้ากังวลใจ
ปกตินอกจากพวกเขาจะดูแลแดนเซียนพรหมแล้วก็ต้องดูแลแดนสวรรค์สี่ทิศ ถือว่าค่อนข้างว่าง โดยเฉพาะเมื่อวิถีเซียนแข็งแกร่งขึ้น ปัญหาที่พวกเขาต้องเผชิญก็ไม่เท่ากับสมัยก่อน
สวีเทียนจีเอ่ยขึ้น “ฝ่าบาท เรื่องนี้ต้องตรวจสอบนะพ่ะย่ะค่ะ ตอนนี้วิถีเซียนถูกวิถีบำเพ็ญที่แข็งแกร่งนับร้อยปิดล้อม ทั้งยังมีพวกนอกรีตคิดที่จะแบ่งแยกวิถีเซียน ไม่ว่าจะเป็นจริงหรือไม่ก็ต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง”
คำพูดของเขาได้รับการยอมรับจากเทพเซียนคนอื่น ทุกคนพากันพูดคล้อยตาม
“ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท นี่คือข้อมูลที่พวกเราขุดมาจากจิตวิญญาณสิ่งมีชีวิตในวิถีบ่วงพันธนา น่าจะเป็นเรื่องจริง”
“เผ่ามารมหามรรคาก็เคยเผยเรื่องนี้กับข้าเหมือนกัน”
“แบ่งแยกวิถีเซียน ผู้ที่ทำเช่นนี้ได้ก็มีเพียงลัทธิมรรคา ลัทธิพุทธ เผ่ามนุษย์ เผ่าราชาวิถีเซียนและเผ่าอริยะเท่านั้น”
“ยมโลกก็จะดูถูกไม่ได้เช่นกัน ตำหนักยมโลกคือผู้ชนะในภัยพิบัติสิ้นกัลป์ครั้งก่อน มหาจักรพรรดิสังสารวัฏแข็งแกร่งเพียงใดก็ไม่มีใครรู้”
“ลัทธิมรรคาของข้าไม่มีทางมีพวกนอกรีตเด็ดขาด ลัทธิมรรคามีหน้าที่ปกป้องวิถีเซียน นี่เป็นสิ่งที่ศิษย์ลัทธิมรรคาทุกคนจดจำขึ้นใจ!”
“อมิตตาภพุทธ พระพุทธมีเมตตา ยิ่งไม่มีทางทำร้ายทุกสรรพชีวิตโดยเด็ดขาด”
เทพเซียนในตำหนักเอ่ยไปเอ่ยมาก็เริ่มถกเถียงกัน แม้จะเป็นขุนนางเซียนเหมือนกัน แต่พวกเขามาจากลัทธิที่แตกต่างกัน ในขณะที่เทพเซียนคนอื่นสงสัยพี่น้องของตนเองนั้น พวกเขาก็ย่อมต้องพยายามปกป้องอย่างถึงที่สุด
จักรพรรดิสวรรค์ไม่ได้กล่าวอะไร เขากำลังคิดถึงปัญหานี้อยู่
เป็นขุมอำนาจใดกันที่คิดจะแบ่งแยกวิถีเซียน
เซียนเฒ่าคนหนึ่งก้าวออกมาก่อนจะพูดช้าๆ “ในมุมมองของข้า ไม่ว่าลัทธิใดก็ไม่มีคุณสมบัติแบ่งแยกวิถีเซียนทั้งนั้น ผู้ที่จะแบ่งแยกได้มีเพียงสองขุมอำนาจ หนึ่งคือแดนสวรรค์ พวกเราหารือกันอีกครั้งจะต้องไม่มีใจคิดกบฏอย่างแน่นอน สองคือเผ่าเจียง ดวงเนตรแห่งมหามรรคาได้แสดงพรสวรรค์ของมรรคานับพันชนิด อย่าลืมเจ้าอธรรมบรรพกาลสิ เผ่าเจียงมีคนสุดโต่งเช่นนี้เกิดขึ้นมาได้ง่ายมาก”
เมื่อสิ้นคำพูดนี้ เหล่าแม่ทัพสวรรค์ในตำหนักก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นไม่สู้ดี โดยเฉพาะแม่ทัพสวรรค์จากเผ่าเจียงบางส่วน
เจียงเทียนมิ่งโกรธจนควันออกหู เขาก้าวออกมา กำลังคิดจะด่าทอ แต่กลับถูกจักรพรรดิสวรรค์ชำเลืองตามอง จึงต้องถอยกลับไป
เรื่องของเจ้าอธรรมบรรพกาลทำให้เผ่าเจียงต้องอับอาย ทำให้เผ่าเจียงไม่อาจเชิดหน้าชูตาได้ โดยเฉพาะคนเผ่าเจียงในแดนสวรรค์
“ในเมื่อจะตรวจสอบก็ต้องตรวจสอบเผ่าเจียงก่อน และถือเป็นตัวอย่างด้วย”
จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น การถูกเทพเซียนสงสัยเผ่าเจียงนั้น เขาเองก็ย่อมไม่พอใจอยู่เช่นกัน แต่เผ่าเจียงเคยกระทำความผิดจริงๆ ดังนั้นเขาจึงได้แต่อดทนอดกลั้นเอาไว้
เป็นเช่นนี้ แดนเซียนพรหมจึงเริ่มเกิดความวุ่นวายขึ้นมา
…
โลกห้วงสมุทรกำเนิดฟ้า หลังจากที่เจียงฉางเซิงส่งกุยหลีกลับไปแล้วก็เริ่มพยากรณ์อนาคตของวิถีเซียน ในสายตาของเขา พลังมหามรรคารุนแรงมากยิ่งขึ้น กระทั่งแทรกซึมเข้าไปในวิถีเซียน เขาจะต้องพยากรณ์ถึงจะวางใจได้
เขามองเห็นอนาคตของวิถีเซียนได้ แต่เมื่อพลังมหามรรคาแทรกซึมเข้ามา ตัวแปรก็ปรากฏขึ้น
เจียงฉางเซิงพยากรณ์อยู่ครู่หนึ่งก็ขมวดคิ้ว นัยน์ตาฉายประกายเย็นเยียบ
………………..