เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 779 ฆ่ากายา สังหารวิญญาณ
หลังจากสืบทอดความทรงจำของไท่สื่อ เจียงฉางเซิงก็สำรวจดูวิถีเซียน เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีปัญหาจึงสืบทอดความทรงจำของมรรคาจารย์ทั้งหลายต่อ
มรดกมรรคาจารย์แต่ละรอบล้วนทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้น เมื่อเขาแข็งแกร่งขึ้น มหามรรคาอนธการก็แข็งแกร่งขึ้นด้วย มหามรรคาอนธการในยามนี้กำลังแตกแขนงสร้างสิ่งที่แตกต่าง ทำให้วิถีเซียนเต็มไปด้วยความหลากหลาย วิชาของวิถีเซียนในสมัยหงจวิน หลี่เอ่อร์ ไท่สื่อ ฤทธาจารย์เริ่มโผล่มาในวิถีเซียนยุคปัจจุบันแล้ว
การสืบทอดมรดกของมรรคาจารย์หนแล้วหนเล่าทำให้ตบะของเจียงฉางเซิงลึกล้ำจนยากหยั่งถึงมากขึ้นทุกที
โลกที่ห้วงสมุทรกำเนิดฟ้าตั้งอยู่ถูกเขาขนานนามว่า โลกประสานมรรคา
มหามรรคาอนธการเริ่มต่อต้านการกลืนกินของปฐมบรรพกาลได้แล้ว หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ช้าเร็วโลกประสานมรรคาคงแยกตัวออกมาเป็นอิสระจากปฐมบรรพกาลได้ เหมือนเช่นพันมหาโลกา
เพียงพริบตาเดียว วิถีเซียนก็ผ่านกาลเวลาไปอีกสิบล้านปี เจียงฉางเซิงสืบทอดความทรงจำการฝึกบำเพ็ญของมรรคาจารย์ได้อีกสิบแปดรุ่น มรดกการฝึกบำเพ็ญของมรรคาจารย์สั้นยาวไม่เท่ากัน ยิ่งไปด้านหลัง ก็ไม่มีวิถีเซียนยุคใดยาวนานได้เท่าระยะเวลาฝึกบำเพ็ญของช่วงสื่อกับหงจวินอีก
กาลเวลาผ่านไปเนิ่นนานเพียงนี้ มูลค่าของตัวเจียงฉางเซิงขยับไปถึงหนึ่งพันเจ็ดร้อยล้านล้านแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์แล้ว เขาก้าวหน้าเร็วอย่างยิ่ง ต้องรู้ก่อนว่าขั้นองค์เจตจำนงมรรคาที่แข็งแกร่งที่สุดของพันมหาโลกามีมูลค่าแค่ไม่เกินหนึ่งแสนล้านแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์เท่านั้น
แต่เจียงฉางเซิงยังรู้สึกว่าไม่พอ คู่ต่อสู้ของเขาคือปฐมบรรพจารย์มหามรรคา แล้วยังมีมรรคาผู้นั้นอีก!
แม้มรรคาจะจำแลงร่างเป็นเจตจำนงแห่งมหามรรคาทั้งสามตนแล้ว แต่สมองบอกเขาว่ามรรคายังคงอยู่มาตลอด เขาเฝ้ามองละครตลกในปฐมบรรพกาลอยู่ที่ใดสักที่
ปฐมบรรพจารย์มหามรรคาเป็นแค่หุ่นเชิดของมรรคาเท่านั้น
เพราะความทรงจำที่เจียงฉางเซิงได้รับมามีเพียงความทรงจำระหว่างฝึกบำเพ็ญของมรรคาจารย์เท่านั้น นอกจากช่วงสื่อที่อัตวินิบาตตนเอง มรรคาจารย์คนอื่นก็มิได้อัตวินิบาตตนเองระหว่างฝึกบำเพ็ญอีก ดังนั้นเขาจึงไม่รู้ว่ามรรคาจารย์เหล่านั้นตายเพราะเหตุใด แต่ลางสังหรณ์บอกเขาว่าจะต้องเกี่ยวข้องกับมรรคาอย่างแน่นอน
วันนี้ระหว่างที่เจียงฉางเซิงกำลังสำรวจดูวิถีเซียนอยู่ กุยหลีก็ปรากฏตัว เขาหยั่งรู้มาก่อนแล้วว่าบุตรสาวจะมาหาดังนั้นเขาจึงรอคอยอยู่
กุยหลีปรากฏตัวเบื้องหน้าเจียงฉางเซิง นางสวมกระโปรงสีขาวที่เรืองแสงเหลือบรุ้ง เรือนร่างอ้อนแอ้นอรชร เรือนผมยาวเกล้าอยู่ใต้กวนหยกหงส์เงิน ดวงหน้างามพิลาศแฝงความเย็นชา สีหน้าคล้ายเจียงฉางเซิง ราวกับโขกออกมาจากพิมพ์เดียวกัน
“ท่านพ่อ หายนะของวิถีเซียนกำลังจะมาเยือนแล้ว นี่เป็นหายนะที่น่ากลัวยิ่งกว่าภัยพิบัติสิ้นกัลป์เสียอีก มันคือเจตนาร้ายที่มหามรรคามีต่อวิถีเซียน”
กุยหลีเอ่ยเสียงเบา แม้น้ำเสียงนิ่งสงบ แต่แววตาของนางกลับทอประกายดุดัน
ระหว่างหลายปีที่ผ่านมา นางตระเวนไปเยือนสนามรบทั่วทุกแห่งของวิถีเซียน ได้พบเจอยอดฝีมือของพันมหาโลกามานับไม่ถ้วน แล้วยังได้เห็นเหล่าทวยเทพแห่งมหามรรคามาแล้ว นางจึงมองเรื่องราวออกทะลุปรุโปร่ง
ในเงามืดที่ไม่มีใครสังเกตมีพลังสายหนึ่งกำลังบงการความเป็นไปในภาพรวมอยู่ มหามรรคาที่ผู้คนเรียกขาน เบื้องหลังมันจะต้องมีเจตจำนงของบางอย่างซ่อนอยู่แน่ สิ่งนั้นมิใช่เจตจำนงอันยุติธรรมเที่ยงแท้ แต่เป็นเจตจำนงที่มีอัตตาคล้ายกับสิ่งมีชีวิต
เจียงฉางเซิงมองกุยหลีแล้วเอ่ยว่า “ข้ากลับไปไม่ได้ อย่างน้อยตอนนี้ก็กลับไม่ได้ ฝากวิถีเซียนให้เจ้าปกป้อง ได้หรือไม่”
กุยหลีได้ยินคำนี้กลับไม่ประหลาดใจ นางกลับถามว่า “มีบางสิ่งพันธนาการท่านไว้หรือ”
สายตาของนางเหลือบมองทัณฑ์ริษยาที่อยู่ไกลๆ อย่างไม่เป็นมิตร
ทัณฑ์ริษยาที่กำลังฝึกบำเพ็ญอยู่สะท้านไปทั้งตัว เขาไม่กล้าสบตานางแม้แต่น้อย ไม่รู้เพราะเหตุใด เขาจึงรู้สึกว่าสตรีนางนี้มีเจตนาร้ายต่อตนอย่างแรงกล้า คล้ายอยากเขมือบตนลงท้อง ความรู้สึกเช่นนี้ เขาเคยรู้สึกจากตัวปฐมบรรพจารย์มหามรรคาเท่านั้น
“ศึกสุดท้ายระหว่างเจตจำนงแห่งมหามรรคากับมรรคาจารย์แห่งวิถีเซียนอย่างข้าใกล้จะมาถึงแล้ว พันมหาโลกาคือกระดานหมากที่พวกเราจะดวลกัน ยามใดที่ข้าหวนคืนวิถีเซียน นั่นคือยามที่ข้ามั่นใจว่าจะจัดการเจตจำนงแห่งมหามรรคาได้”
เวลาอยู่กับบุตรสาวของตนเอง เจียงฉางเซิงจริงใจยิ่งนัก
หลังจากุยหลีฟังจบก็เงียบไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า “ท่านพ่อ ข้าจะปกป้องวิถีเซียนให้ดี พยายามซื้อเวลาให้ท่านมากที่สุด”
กล่าวจบ นางก็หายตัวไป
เจียงฉางเซิงไม่รั้งนางไว้ เขาสังหรณ์ว่าปฐมบรรพจารย์มหามรรคากำลังเข้ามาใกล้ขึ้นทุกที
พันมหาโลกามีวิถีบำเพ็ญมากเท่าใดกันแน่ ก่อนเลื่อนขั้นเขาไม่ล่วงรู้เลยสักนิด เมื่อรวมกับการมีตัวตนอยู่ของประมุขแห่งนับอนันต์ เจียงฉางเซิงเชื่อว่ายามใดปฐมบรรพจารย์มหามรรคาเคลื่อนไหว เท่ากับเขามั่นใจว่าจะทำลายวิถีเซียนได้แล้ว
เจียงฉางเซิงสูดลมหายใจลึกเฮือกหนึ่งแล้วสืบทอดมรดกของมรรคาจารย์ต่อ
หลังจากสืบทอดประสบการณ์การฝึกบำเพ็ญของมรรคาจารย์มามากมาย เขาก็ตระหนักได้เรื่องหนึ่ง
เรื่องนั้นก็คือหลังจากเขาสร้างขั้นผู้สรรค์สร้างมรรคาออกมาได้ ระบบรอดชีวิตหรือวิถีเซียนก็ยอมรับเขาอย่างสมบูรณ์แล้ว มรดกมรรคาจารย์ที่ว่านี้ก็คือความช่วยเหลือที่วิถีเซียนมอบให้เขา หวังว่าเขาจะช่วยให้วิถีเซียนหลุดพ้นอย่างสมบูรณ์!
หลังจากนี้ ไม่ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น เจียงฉางเซิงก็จะสืบทอดประสบการณ์ฝึกบำเพ็ญของมรรคาจารย์ทั้งหมดให้เสร็จสิ้นก่อน ถึงยามนั้นเขาจึงจะเผชิญหน้ากับมรรคาได้อย่างมั่นใจอย่างแท้จริง
ถูกต้องแล้ว
มรรคา!
ไม่ใช่ปฐมบรรพจารย์มหามรรคา!
หนนี้มรรคาจารย์ที่เจียงฉางเซิงเลือกมีนามว่ามรรคาจารย์ผ่านฟ้า เขาเป็นมรรคาจารย์ผู้ไม่ทิ้งตำนานไว้ในพันมหาโลกายุคปัจจุบัน
…
ณ ตำหนักผังแปดทิศ ลัทธิมรรคา แดนเซียนพรหม
เต้าคุนหลุนลืมตา คิ้วขมวดเข้าหากันขณะที่พึมพำแผ่วเบากับตนเองว่า “มาแล้ว”
ดวงตาทั้งสองของเขาสะท้อนภาพเงาร่างอันน่ากลัวร่างแล้วร่างเล่าที่กำลังย่างเท้าออกมาจากเปลวเพลิงร้อนระอุ ด้านหลังของเงาร่างน่ากลัวนับไม่ถ้วนเหล่านั้นคือเงามหึมาที่ใหญ่โตยิ่งกว่าแดนเซียนพรหม เขาดูราวกับเทพมารจากสมัยกำเนิดพันมหาโลกา
เวลานี้ มีวิถีบำเพ็ญที่แข็งแกร่งแห่งหนึ่งกำลังเข้ามาใกล้
“ปลายฟ้าอย่างนั้นรึ…ไม่ มีพวกที่แข็งแกร่งกว่านั้นกำลังตามมาอีก” เต้าคุนหลุนพูดกับตนเองแล้วหันไปมอง พอเขาเห็นรัศมีพุทธะส่องสว่างเหนือแดนสุขาวดีก็หลุดยิ้ม
ศิษย์น้องของเขาคนนี้ ช่างข่มโทสะไม่เก่งเลยจริงๆ
เขาลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า แววตาแปรเปลี่ยนเป็นดุดัน คราวเคราะห์ของวิถีเซียนดำเนินมาสิบล้านกว่าปีแล้ว การต่อสู้น้อยใหญ่เกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน แต่เขากำลังสัมผัสได้ถึงไอสังหารอย่างที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน
มีวิถีบำเพ็ญมากกว่าหมื่นแห่ง ไม่สิ มากกว่าล้านแห่งกำลังบีบเข้ามาหาวิถีเซียนจากทุกทิศทุกทาง!
ทวยเทพแห่งมหามรรคารุ่นโบราณได้ตื่นขึ้นแล้ว ผู้เป็นอมตะที่หลบซ่อนตัวอยู่ในเงามืดต่างถูกล่อลวงจากมหามรรคา พวกเขาอยากใช้วิถีเซียนมาสร้างความชอบลบล้างความผิด วิถีบำเพ็ญที่เห็นวิถีเซียนเป็นแพะอ้วนเหล่านั้นต่างกำลังบ้าคลั่งจากความเพ้อฝันในจิตใจของตน
เต้าคุนหลุนเห็นหายนะ แล้วยังเห็นโศกนาฏกรรมของสรรพชีวิตทั่วพันมหาโลกา แต่ไม่ว่าจะจะเกิดโศกนาฏกรรมใดขึ้น เขาก็มีจุดยืนของตนเอง จุดยืนของเขาคือการปกป้องวิถีเซียน มิว่าผู้ใดรุกรานล้วนสังหารสิ้น!
ในเวลาเดียวกันนี้
ณ ปลายอาณาเขตพลังโชคชะตาของมรรคาสวรรค์ ระหว่างที่แห่งนี้กับแดนเซียนพรหมถูกคั่นด้วยอาณาเขตมิติยี่สิบแห่ง ไอดำก้อนหนึ่งลอยลงมาก่อตัวเป็นร่างของเจียงอี้
เจียงอี้ถือหอกเทพอยู่ในมือ เขามองลึกเข้าไปในความมืดด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“นักบุญมรรคาสวรรค์เจียงอี้ เจ้าของฉายามหาจักรพรรดิทมิฬ ผู้ปกครองภัยพิบัติสิ้นกัลป์ และเล่าลือกันว่าเป็นสมาชิกที่แข็งแกร่งที่สุดของเผ่าเจียง ข้าอยากดวลกับเจ้ามานานแล้ว!”
น้ำเสียงเย็นยะเยือกดังออกมาจากเบื้องลึกของความมืด จิตสังหารอันน่ากลัวมุ่งเป้ามาที่ตัวเจียงอี้
เจียงอี้ยกหอกเทพชี้ความมืดที่อยู่ไกลๆ นั่นแล้วเอ่ยตอบเสียงเย็นชา “ผู้รุกรานวิถีเซียน ฆ่ากายา สังหารวิญญาณ!”
เปรี้ยง!
คลื่นพลังน่ากลัวสายหนึ่งระเบิดออกมาจากร่างของเจียงอี้ ดวงเนตรมหามรรคาบนหน้าผากเขาเปิดออก แสงเย็นยะเยือกน่าสะพรึงส่องความมืดให้สว่างไสว
ร่างมหึมาชวนขนหัวลุกสามร่างปรากฏตัวออกมาจากความมืด พวกมันดูก่ำกึ่งระหว่างมนุษย์กับมาร บนร่างสวมเกราะหนัก มือของแต่ละตนถือเทวศาสตรามหามรรคา ถูกต้องแล้ว เทวศาสตรามหามรรคาเช่นเดียวกับหอกเทพ!
ศึกใหญ่กำลังจะอุบัติ!
…
เมื่อเจียงฉางเซิงลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เขาก็รับรู้ความทุกข์ทรมานของสรรพชีวิต
การจู่โจมของพลังแห่งมหามรรคาทำให้วิถีเซียนเผชิญหายนะอย่างที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน มันร้ายแรงยิ่งกว่าภัยพิบัติสิ้นกัลป์ ผู้บำเพ็ญเซียนนับไม่ถ้วนตายลงในศึกระหว่างวิถีบำเพ็ญ ศิษย์รุ่นแล้วรุ่นเล่าของลัทธิบุญบารมีขนาดใหญ่กระโจนลงสู่สนามรบ
มีวิถีบำเพ็ญถูกวิถีเซียนทำลายไปมากมาย แต่ก็ยังมีวิถีบำเพ็ญมากกว่านั้นบุกมาต่อ เรื่องนี้ทำให้ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายของวิถีเซียนตะลึง พวกเขาคิดไม่ถึงว่าพันมหาโลกาจะซ่อนวิถีบำเพ็ญไว้มากมายเช่นนี้
แต่ละทิศล้วนมีทวยเทพแห่งมหามรรคากับผู้แข็งแกร่งรุ่นเก่าแก่บุกจู่โจม ขั้นจอมเทพนิรันดร์กาลไม่ใช่นามของยอดฝีมือผู้ไร้คู่ต่อกรอีกแล้ว เพราะขั้นเหนือนิรันดร์กาลกับขั้นองค์เจตจำนงมรรคาทยอยตบเท้ามาปรากฏตัว สรรพชีวิตในพันมหาโลกาจึงได้รู้จักนามของสองขั้นนี้
เจียงฉางเซิงถอนหายใจ วิถีเซียนกำลังเผชิญหายนะโดยไร้ความช่วยเหลือจากเขา แต่นี่เป็นเส้นทางที่วิถีบำเพ็ญต้องผ่าน วิถีบำเพ็ญที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริงย่อมไม่พึ่งพาคนเพียงผู้เดียว
ทัณฑ์ริษยาเห็นเขาลืมตาก็ส่งกระแสจิตบอกว่า “เจ้าหมอนั่นกำลังเคลื่อนไหวอยู่ ข้าสัมผัสได้ว่าเขากำลังเข้าใกล้ห้วงสมุทรกำเนิดฟ้า แปลกจริง เมื่อก่อนเขาทำไม่ได้ถึงขนาดนี้…”
เจียงฉางเซิงเอ่ยตอบ “นี่บ่งบอกว่าข้าเป็นภัยคุกคามต่อมหามรรคายิ่งกว่าวิถีเซียนที่แล้วๆ มา”
ทัณฑ์ริษยาไม่สงสัยแม้แต่น้อย เขาเองก็รู้สึกแบบนั้นเช่นกัน ในมุมมองของเขา การสร้างมหามรรคาอนธการออกมาได้เป็นสิ่งที่น่าเหลือเชื่ออย่างแท้จริง มหามรรคาอนธการเป็นร่างที่สมบูรณ์แบบของการรวมสามพันมหามรรคา มันดูมีพลังแห่งการสรรค์สร้างและความลี้ลับมากกว่ามหามรรคาทั้งสามพันสายเสียด้วยซ้ำ
“หากเขาบุกมาถึงโลกใบนี้จริง เจ้ามั่นใจหรือไม่” ทัณฑ์ริษยาถามอย่างใคร่รู้ ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าเขาทำให้จิตใจนิ่งสงบได้แล้ว
เจียงฉางเซิงไม่ตอบ เขาสืบทอดมรดกมรรคาจารย์ต่อไป
ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ต้องแข็งแกร่งขึ้นต่อไป ขอเพียงวิถีเซียนยังมีลมหายใจเหลืออยู่สักเฮือก ไม่ว่าต้องเสียสละสักเท่าไร เขาก็กอบกู้มันกลับมาได้
มรดกมรรคาจารย์รอบต่อๆ มาสั้นไม่ต่างกัน การฝึกบำเพ็ญของมรรคาจารย์เหล่านั้นคล้ายกับฤทธาจารย์เป็นส่วนใหญ่ พวกเขาล้วนฝึกบำเพ็ญจนตนเองไร้เทียมทานในใต้หล้าแล้วจึงก่อตั้งวิถีเซียน เจียงฉางเซิงมองไม่เห็นจุดจบของพวกเขา ถึงอย่างนั้นระหว่างที่รับมรดกมรรคาจารย์ครั้งแล้วครั้งเล่า เขาก็เข้าใจพลังแห่งต้นกำเนิดลึกซึ้งมากขึ้นทุกที
วิถีเซียนกำลังเผชิญยุคมืดอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อน แม้แต่โศกนาฏกรรมอันน่าสลดอย่างการสิ้นใจของขั้นพรหมเซียนทองก็บังเกิดให้เห็น มรรคาสวรรค์กรีดร้องด้วยความโศกเศร้า
ขั้นพรหมเซียนทองเดิมควรเป็นอมตะอยู่ยงคงกระพัน หลุดพ้นจากทุกสิ่ง แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับพลังของมหามรรคา สุดท้ายเขาก็หนีไม่พ้นจุดจบตัวตายมรรคาสิ้นสลาย เรื่องนี้ทำให้วิถีเซียนคลุ้มคลั่งกว่าเก่า
ขั้นพรหมเซียนทองผู้นั้นวายชีวาจากการรุมโจมตีจากขั้นองค์เจตจำนงมรรคาหลายคน เหตุการณ์นี้ทำให้วิถีบำเพ็ญทั้งหลายที่ล้อมโจมตีวิถีเซียนอยู่มองเห็นความหวัง
วิถีเซียนถูกโจมตีจากหลายมิติ ทั้งอดีต ปัจจุบันและอนาคต ขั้นพรหมกำลังต่อสู้อย่างดุเดือดในห้วงมิติเวลานับล้านล้านแห่ง จักรพรรดิเซียนรับมือกับสงครามตรงชายขอบของวิถีเซียน แม้คนบาดเจ็บล้มตายมากมายมหาศาล แต่วิถีเซียนมีขุมกำลังพรั่งพร้อมมาก คนรุ่นใหม่นับไม่ถ้วนยังคงย่างเท้าสู่วิถีเซียน สืบสานเจตจำนงของคนรุ่นก่อน
จนกระทั่งวันหนึ่ง
ศพลึกลับร่างหนึ่งโผล่มาบนสนามรบในอาณาเขตของลัทธิมรรคา ศพร่างนั้นต่อสู้เพียงลำพังกับผู้ฝึกตนนับพันหมื่นของบรรพตที่ห้าแห่งลัทธิมรรคา ขั้นพรหมเซียนทองสามคน ขั้นพรหมร่างเทวะเกือบร้อยคนและขั้นพรหมหลุดพ้นนับพันคนนำทัพทั้งหมดของบรรพตที่ห้าต่อสู้กับมันจนวายชีวาหมดสิ้น
ศึกนี้ สร้างความตกตะลึงไปทั่วทั้งวิถีเซียน วิถีเซียนหวาดหวั่นเป็นครั้งแรก
เต้าคุนหลุนใช้วิชาพยากรณ์แปดทิศ คำนวณหาตำแหน่งของอีกฝ่าย จากนั้นอัครจักรพรรดิเซียนอู่จี้ก็เดินทางไปแก้แค้นด้วยตนเอง ผลปรากฏว่าเขากลับถูกทำลายกายเนื้อ โชคดีที่เขาเป็นนักบุญมรรคาสวรรค์ ตราบใดที่มรรคาสวรรค์มิแตกดับ เขาก็ไม่ตาย
“เขามาแล้ว…เป็นเขา…”
ตั้วเต้าตัวสั่นระริก มันหวาดกลัวจนถึงขีดสุด ยามนี้มันกำลังคุกเข่าอยู่หน้าตำหนักเมฆาม่วง หน้าผากแนบชิดจรดพื้น
ประตูใหญ่ของตำหนักเมฆาม่วงเปิดออก ไป๋ฉีก้าวออกมา นางก้มมองตั้วเต้าแล้วขมวดคิ้วถามว่า “เจ้ากำลังหวาดกลัวผู้ใดกัน”
ตั้วเต้าเงยหน้า ตอบด้วยสีหน้าหวาดกลัวถึงขีดสุด “ศพลึกลับที่สังหารบรรพตที่ห้าแห่งลัทธิมรรคาก็คือศพของมรรคาจารย์ลี้ลับนายท่านของข้า ก่อนหน้านี้ข้าเคยเห็นศพนั่นพร้อมกับมรรคาจารย์แล้ว ท่านไปถามยืนยันกับมรรคาจารย์ก็ได้ ข้าสัมผัสได้ว่าพลังของเขาเข้ามาใกล้แดนเซียนพรหมมากขึ้นทุกที…”
…………………………………………………