เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 780 มรรคาจารย์ถูกขับไล่
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 780 มรรคาจารย์ถูกขับไล่
“มรรคาจารย์ลี้ลับอย่างนั้นรึ”
ไป๋ฉีขมวดคิ้ว นางรู้เรื่องราวของวิถีเซียนสองยุคก่อนมามากพอสมควร ในวิถีเซียนยุคปัจจุบัน เรื่องนี้ไม่ใช่ความลับอะไร นางรู้ว่าวิถีเซียนของมรรคาจารย์ลี้ลับเคยเป็นถึงวิถีบำเพ็ญปกครอง เป็นวิถีบำเพ็ญที่อยู่เหนือใต้หล้าในยุคสมัยหนึ่ง
ผู้ที่สร้างวิถีเซียนระดับนี้ออกมาได้ย่อมน่ากลัวมาก เขาอาจแข็งแกร่งเสียยิ่งกว่าฤทธาจารย์
พลังของฤทธาจารย์ไม่มีสิ่งใดให้คลางแคลง พลังนั่นแข็งแกร่งยิ่งว่าขั้นองค์เจตจำนงมรรคา แม้แต่เต้าคุนหลุนก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของฤทธาจารย์ โชคยังดีที่ฤทธาจารย์มิได้นำวิถีบำเพ็ญเข้ามาโจมตีวิถีเซียนด้วย เขาเพียงลงมือเป็นบางครั้ง คล้ายทำเพราะไร้ทางเลือก
ตั้วเต้าผงกศีรษะอย่างสุดแรงแล้วเอ่ยว่า “ตบะของนายท่านข้าน่ากลัวมากจริงๆ ในยุคของเขามีอัครจักรพรรรดิเซียนแล้วเหมือนกัน หนำซ้ำยังมีจำนวนมากกว่าสมัยนี้อีก ถึงอย่างนั้นตำแหน่งของนายท่านข้าก็ไม่เคยมีผู้ใดสั่นคลอนได้ ลองคิดดูก็รู้ว่าเขาแข็งแกร่งมากเพียงใด…”
หากนายท่านของมันยังมีชีวิตอยู่ มันย่อมดีใจ แต่มันเคยเห็นศพของนายท่านกับตามาแล้ว สิ่งนั้นเป็นเพียงสิ่งชั่วร้าย เป็นมารร้ายที่จะนำหายนะที่คาดคิดไม่ถึงมาให้วิถีเซียน ตอนนี้มันหวังเพียงมรรคาจารย์จะรีบลงมือทันที เพราะในความคิดของมัน วิถีเซียนในวันนี้มีเพียงมรรคาจารย์เท่านั้นที่จัดการนายท่านของมันได้
ไป๋ฉีตอบเสียงเบา “ได้ ข้าเข้าใจแล้ว เจ้ากลับไปเถิด”
ตั้วเต้าราวกับปลดภาระหนักอึ้งลงจากบ่าได้แล้ว มันลุกขึ้นแล้วเดินออกไป แต่เดินได้สามก้าวก็หันกลับมามองเสียหนึ่งหน
ไป๋ฉีหมุนตัวหันหลังแล้วถอนหายใจเบาๆ นางก้าวเข้าไปในตำหนักเมฆาม่วงแล้วปิดประตูใหญ่ จากนั้นไป๋ฉีก็เดินมาหามู่หลิงลั่ว แจ้งข่าวที่ตั้วเต้านำมาบอกให้ฟัง
มู่หลิงลั่วฟังจบ สีหน้ากลับไม่เปลี่ยนสักนิด นางเอ่ยเสียงนุ่มนวล “ข้าจะไปจัดการมรรคาจารย์ลี้ลับเอง”
ไป๋ฉีได้ยินก็หน้าถอดสีทันที นางรีบค้าน “ไม่ได้นะ เจ้าจะเป็นอะไรไปไม่ได้ แล้วอีกอย่างวิถีเซียนก็ยังไม่ถึงขั้นไม่มีคนให้เรียกใช้งานเสียหน่อย พวกเจียงอี้ ปฐมาจารย์หมื่นพุทธใช่ว่าจะเอาชนะมรรคาจารย์ลี้ลับไม่ได้ หากไม่ไหวจริงๆ ก็ยังมีเชวียเอ๋อร์ อีกไม่นานเขาก็จะบรรลุผลมรรคากำเนิดจักรวาลแล้ว!”
แม้นายท่านเมตตาสรรพชีวิตอย่างเท่าเทียม แต่ไป๋ฉีรู้น้ำหนักของมู่หลิงลั่วในใจนายท่านดี นางไม่ต้องการให้เกิดอะไรขึ้นกับมู่หลิงลั่วทั้งนั้น
“แล้วเจ้าคิดว่าข้ายังไม่บรรลุขั้นกำเนิดจักรวาลหรือไร” มู่หลิงลั่วส่ายหัวพลางหลุดหัวเราะ
ไป๋ฉีอึ้งงัน ดวงเนตรงามเบิกกว้าง
มู่หลิงลั่วเอ่ยต่อด้วยสีหน้าจริงจัง “เขายังกลับมาไม่ได้ พวกเราก็ต้องปกป้องวิถีเซียนให้ดี ต่อให้พวกเราต้องสละชีวิตก็ตาม เข้าใจหรือไม่ โชคชะตาของมรรคาสวรรค์เชื่อมโยงอยู่กับเขา หากมรรคาสวรรค์ดับสูญ เขาต้องได้รับผลกระทบแน่ นี่ก็คือสาเหตุที่มหามรรคาบงการวิถีบำเพ็ญมากมายมารุมโจมตีพวกเรา”
ไป๋ฉีได้ยินดังนั้น ก็ถอนหายใจยาวเฮือกหนึ่ง
นั่นสินะ ต่อให้พวกนางตายไปก็ไม่เป็นไร พลังอภินิหารของนายท่านย่อมฟื้นคืนชีพให้พวกนางได้ แต่หากนายท่านดับสูญ เช่นนั้นทุกสิ่งที่พวกนางทำอยู่ในตอนนี้ก็ไร้ความหมาย
ความคิดของไป๋ฉีเริ่มเปลี่ยน พวกนางไม่ใช่สรรพชีวิตในวิถีเซียน พวกนางรู้ว่าเจียงฉางเซิงยังกลับมาไม่ได้ ดังนั้นแรงกดดันที่พวกนางแบกอยู่จึงหนักหนายิ่งกว่าผู้ใดทั้งนั้น
…
ธารเวลาอันทอดยาวพัดผ่านวิถีเซียนอันกว้างใหญ่
การโจมตีของมรรคาจารย์ลี้ลับทำให้วิถีเซียนสูญเสียอย่างแสนสาหัส หายนะหนนี้ดำเนินต่อเนื่องอยู่เกือบแสนปี สรรพชีวิตที่ฝังร่างในหายนะหนนี้มีนับล้านล้านชีวิต จนในที่สุดลัทธิบุญบารมีขนาดใหญ่สิบแห่งก็ร่วมมือกันจัดตั้งกองทัพร่วมกัน มู่หลิงลั่ว เจียงอี้ เต้าคุนหลุน ปฐมาจารย์หมื่นพุทธกับอัครจักรพรรดิเซียนอู่จี้ร่วมมือกันสังหารมรรคาจารย์ลี้ลับ หลังจากกายเนื้อของเขาแหลกสลาย ก็เหลือดวงตาทิ้งไว้ข้างหนึ่ง ไม่มีวิธีใดทำลายมันได้ จักรพรรดิสวรรค์จึงผนึกมันไว้ในสถานที่อันเป็นปริศนา
มรรคาจารย์ลี้ลับบีบให้อัครจักรพรรดิเซียนกับนักบุญมรรคาสวรรค์ต้องร่วมแรงกันกว่าจะสังหารเขาได้อย่างหวุดหวิด เรื่องนี้ทำให้ทั้งวิถีเซียนเหมือนมีเงาทะมึนแผ่ปกคลุม เพราะหายนะหนนี้ยังไม่จบ ก็มียอดฝีมือปริศนาบุกมาโจมตีวิถีเซียนจากทั่วทุกสารทิศต่ออีก
หนึ่งแสนปีที่มรรคาจารย์ลี้ลับก่อความวุ่นวายทำให้อาณาเขตพลังโชคชะตาของวิถีเซียนหดลงมาเหลือหนึ่งในสิบ นี่เท่ากับพวกเขาสูญเสียอาณาเขตมิติไปหลายสิบแห่ง เรื่องนี้ทำร้ายวิถีเซียนอย่างใหญ่หลวง
แต่หายนะหนนี้เพิ่งผ่านพ้นไปแท้ๆ วิถีบ่วงพันธนากลับบุกมาโจมตีต่อ พอวิถีบ่วงพันธนาเปิดฉากเป็นแกนนำโจมตี วิถีบำเพ็ญอื่นที่นิ่งรออยู่ก็โถมโจมตีตามดุจเกลียวคลื่น สรรพชีวิตในวิถีเซียนยังไม่ทันหายกลัวมรรคาจารย์ลี้ลับก็ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งรายอื่นต่อ
ระหว่างที่วิถีเซียนเผชิญหายนะ เจียงฉางเซิงยังสืบทอดมรดกมรรคาจารย์ต่อไป
วิถีบ่วงพันธนามีผู้แข็งแกร่งมากมายดุจหมู่เมฆ ประมุขของวิถีบ่วงพันธนายิ่งแข็งแกร่งจนยากจะจินตนาการ พลังของเขาดูเหมือนก้าวข้ามขั้นองค์เจตจำนงมรรคาไปแล้วด้วยซ้ำ
เจียงอี้ดวลเดี่ยวกับประมุขแห่งวิถีบ่วงพันธนา ทั้งสองคนเปิดศึกใหญ่กันนับหมื่นปีก็ยังตัดสินแพ้ชนะกันไม่ได้
แต่ในวิถีบ่วงพันธนามิได้มีขั้นองค์เจตจำนงมรรคาเพียงคนเดียว
ยามกวาดสายตามองหมู่มวลศัตรู ก็พบว่าวิถีเซียนถูกขั้นองค์เจตจำนงมรรคาอย่างน้อยสามคนบุกโจมตีพร้อมกันอยู่เกือบตลอดเวลา ใช่ว่าวิถีเซียนจะคอยตั้งรับอยู่เสมอ บางครั้งพวกเขาก็ตีฝ่าออกไป แต่ทุกครั้งพวกเขาล้วนต้านศัตรูหมู่มากไม่ได้ มักมียอดฝีมือจากหลายสังกัดโผล่มารุมสังหารพวกเขาเสมอ ขั้นพรหมเซียนทองที่ตายไปก่อนหน้านี้ก็ตายเพราะสถานการณ์แบบนี้นี่เอง
ชีวิตของผู้บำเพ็ญเซียนในยุคนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ยาก
แม้ทุกข์มาก แต่พลังของผู้คนในวิถีเซียนกลับเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน จนแม้แต่เรื่องราวน่าตะลึงอย่างการที่ขั้นพรหมเซียนทองสังหารขั้นองค์เจตจำนงมรรคาก็เคยมีให้เห็น
หมื่นปีดุจหนึ่งวัน พันมหาโลกามีวิถีบำเพ็ญดับสูญ มีวิถีบำเพ็ญกำเนิดใหม่วนเวียนไม่หยุด
…
ณ โลกประสานมรรคา
เจียงฉางเซิงลืมตาอีกครั้ง เรือนผมสีดำของเขาค่อยๆ กลายเป็นสีขาว แววตาเฉยชาขึ้นทุกวัน ยิ่งผ่านวันเวลาแห่งการฝึกบำเพ็ญของมรรคาจารย์มากเท่าใด ความชั่วร้ายและความเป็นไปนับไม่ถ้วนที่เขาพานพบก็ยิ่งทำให้จิตใจเขาบิดเบี้ยว แต่เขาจะปล่อยให้จิตใจเปลี่ยนไปไม่ได้ จิตใจอันมุ่งมั่นของเขาต้องไม่สั่นไหว ตอนนี้เขามีเป้าหมายเดียวเท่านั้น
สืบทอดประสบการณ์ฝึกบำเพ็ญของมรรคาจารย์ทั้งหมดให้จบ แล้วสังหารมรรคา!
เขาเหลือบมองวิถีเซียนแวบหนึ่ง เสียงคร่ำครวญโหยไห้ของผู้ศรัทธานับไม่ถ้วนดังขึ้นในหัวใจของเขา เขาแจกจ่ายแต้มเซ่นไหว้ทั้งหมดที่ได้ระหว่างช่วงเวลาที่ผ่านมาให้ผู้ศรัทธาทุกคนที่กำลังต่อสู้อยู่ ใช้ฟังก์ชั่นเซ่นไหว้มอบหมายเทพ!
การเสริมดวงชะตาให้ผู้ศรัทธาทั้งหลาย ช่วยให้พวกเขาเพิ่มความแข็งแกร่งได้ง่ายขึ้น นับว่าเป็นความช่วยเหลือที่เขาทำได้ในตอนนี้ เมื่อทำทุกสิ่งนี้เสร็จ เจียงฉางเซิงก็ไม่แม้แต่จะพยากรณ์ดูอนาคตของวิถีเซียน เขาเริ่มสืบทอดความทรงจำของมรรคาจารย์คนต่อไปทันที
ยิ่งสืบทอดความทรงจำของมรรคาจารย์มามากเท่าไร ใจเขากลับยิ่งสงบ ความร้อนรนอันตรธานหายไป
ไม่มีสิ่งใดที่พลังแห่งการสรรค์สร้างทำไม่ได้ ขอเพียงเขาทำสำเร็จ มิว่าเสียสละสิ่งใดไป เขาล้วนทวงคืนกลับมาได้ทั้งนั้น เขาจะต้องเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่จักรวาลนี้รู้จัก ตัวตนที่ไม่มีสิ่งใดทำไม่ได้!
พันมหาโลกาจะไม่อาจพันธนาการเขา!
ปฐมบรรพกาลจะกลายเป็นสิ่งที่อยู่บนฝ่ามือของเขา!
มรรคาจารย์คนต่อไป มรรคาจารย์หยินหยาง!
วิถีเซียนเพิ่งผ่านกาลเวลามาไม่กี่หมื่นปี เจียงฉางเซิงก็รับความทรงจำการฝึกบำเพ็ญของมรรคจารย์หยินหยางมาจบแล้ว
สั้นมาก แต่พลังของฝ่ายนั้นมิอาจดูแคลนได้เลย
เวลาฝึกบำเพ็ญยิ่งสั้น บางครั้งก็ยิ่งพิสูจน์ให้เห็นพรสวรรค์ของมรรคาจารย์ผู้นั้น แม้แต่ในหมู่มรรคาจารย์ด้วยกัน พรสวรรค์ก็ยังมีความแตกตาง พรสวรรค์ของมรรคาจารย์หยินหยางอยู่ระดับเดียวกับไท่สื่อเลยทีเดียว
เจียงฉางเซิงสืบทอดความทรงจำอันถัดไป
กาลเวลาล่วงเลย ห้าล้านปีผ่านพ้น
อาณาเขตพลังโชคชะตาของวิถีเซียนเหลืออยู่ไม่ถึงหนึ่งในห้าส่วนของยุครุ่งเรือง ทั่วทั้งวิถีเซียนดูหดหู่ ไม่เห็นความรุ่งเรืองและความมีชีวิตชีวาอย่างในวันวาน
บริเวณชายแดนของวิถีเซียน ลัทธิและเผ่าพันธุ์ต่างๆ ตั้งฐานที่มั่นอยู่บนโลกใบเล็กแห่งหนึ่งเพื่อป้องกัน ผู้บำเพ็ญเซียนทั้งหลายทอดสายตามองออกไป ศัตรูเหล่านั้นอยู่อีกฝั่งของห้วงสุญญตา แม้แต่ตาเปล่าก็มองเห็นเงาร่างของพวกเขาได้ เห็นชัดว่าสองฝั่งอยู่ใกล้กันเพียงใด
ผ่านมาเนิ่นนานเพียงนี้ มรรคาจารย์ก็ยังไม่ปรากฏกาย วิถีบำเพ็ญอื่นกับผู้แข็งแกร่งทั้งหลายในพันมหาโลกาจึงเหิมเกริมขึ้นทุกวัน สาเหตุก็เพราะมีข่าวลือหนึ่งแพร่สะพัดไปทั่วพันมหาโลกา ข่าวลือนั่นบอกว่ามรรคาจารย์ถูกเจตจำนงแห่งมหามรรคาขับไล่ไปแล้ว เขาไม่อาจกลับมาได้อีกแล้ว
วิถีเซียนแข็งแกร่งมากก็จริง แต่หากไม่มีมรรคาจารย์ ซ้ำยังถูกวิถีบำเพ็ญทั้งหมดของพันมหาโลกาผลัดกันโจมตี ยังจะมิดับสูญได้อีกหรือ
วิถีเซียนพัฒนามาเก้าสิบล้านกว่าปี ขุมทรัพย์ที่วิถีเซียนสั่งสมมาทำให้วิถีบำเพ็ญทุกแห่งตาลุกวาว
ในตำหนักหลังใหญ่อันเงียบสงัด เปลวเทียนพัดวูบไหว
ข่งเชวียนั่งสมาธิอยู่ในตำหนัก เกาทัณฑ์ยักษ์วางตั้งอยู่ข้างกาย เงามายาของนกยูงตัวหนึ่งโอบล้อมรอบเกาทัณฑ์
เจียงอี้นั่งสมาธิอยู่ไม่ไกลนัก หอกเทพตั้งตระหง่านอยู่ข้างกายเช่นเดียวกัน
ทันใดนั้น!
ทั้งสองคนก็ลืมตาขึ้นพร้อมกัน จิตสังหารอันน่าพรั่นพรึงฉายวาบออกมาจากดวงตา
“มาอีกแล้ว!” เจียงอี้เอ่ยเสียงเบา ร่างน่ากลัวที่มีไอสีดำรายล้อมของประมุขแห่งวิถีบ่วงพันธนาสะท้อนอยู่ในดวงตา
ข่งเชวียเอ่ยเสียงเย็นยะเยือก “ทุกครั้งที่เขาโผล่มา มีพลังแห่งมหามรรคาชนิดหนึ่งเพิ่มขึ้นมาเสมอ ต้องรีบสังหารเขาให้เร็วที่สุด มิเช่นนั้นคงมีเภทภัยตามมามิจบสิ้น”
ระหว่างกลียุค ข่งเชวียก้าวสู่ขั้นพรหมเซียนทองกำเนิดจักรวาลแล้ว เขาก้าวข้ามผู้อาวุโสจำนวนนับไม่ถ้วน กลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในใต้หล้าที่สรรพชีวิตเคารพเลื่อมใส ชื่อเสียงของเขาในวันนี้เทียบเคียงได้กับเจียงอี้และเต้าคุนหลุน
“อาศัยเพียงพลังของเจ้ากับข้าสองคนคงไม่พอ เต้าคุนหลุนกับหวงจิงเจวี๋ยก็ปกป้องทิศอื่นอยู่ คงเร่งเดินทางมาไม่ทัน” เจียงอี้เอ่ยสียงเคร่งขรึม เขาไม่เคยรู้สึกไร้กำลังเช่นนี้มาก่อน
เขาก้าวข้ามขีดจำกัดได้แล้ว ตอนนี้เขาแข็งแกร่งยิ่งกว่าขั้นองค์เจตจำนงมรรคา ทว่าศัตรูที่โผล่มาไม่หมดไม่สิ้น ดูเหมือนจะสังหารอย่างไรก็สังหารไม่หมด เทวศาสตรามหามรรคาที่ก่อนหน้านี้ยากจะพบสักชิ้น ตอนนี้กลับโผล่มาให้เห็นได้ทุกสนามรบ
เขา สัมผัสเจตนาร้ายของเจตจำนงแห่งมหามรรคาได้แล้ว
ไม่ใช่แค่เขา ไม่ว่าผู้บำเพ็ญเซียนคนใดที่ออกมาสู้ล้วนสัมผัสได้ทั้งสิ้น
ในเงามืดที่จับต้องไม่ได้ มีพลังอันยากจะจินตนาการสายหนึ่งกำลังกดดันพวกเขาอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข่าวมรรคาจารย์ถูกมหามรรคาเนรเทศนั่นยิ่งทำให้ทั่วทั้งวิถีเซียนกระวนกระวาย
“เจียงอี้ ข่งเชวียออกมาเถิด ระหว่างพวกเราสมควรตัดสินกันให้จบได้แล้ว พวกเจ้าตายไปก็ไม่เดียวดาย เพราะมรรคาจารย์จะได้เดินทางไปกับพวกเจ้าด้วย!”
เสียงเย็นชาของประมุขแห่งวิถีบ่วงพันธนาลอยมา มันดังไปทั่วทุกโลกที่อยู่บริเวณใกล้ๆ นี้ ผู้บำเพ็ญเซียนจำนวนนับไม่ถ้วนเหาะออกมาจากโลกของตนเอง พวกเขาลอยตัวอยู่บนห้วงสุญญตา พลางมองไปยังทิศทางที่เสียงลอยมา
หมอกสีดำมหาศาลเคลื่อนตัวมาถึง หน้าตาประหนึ่งหมอกวงกตแห่งมหามรรคา ร่างของประมุขวิถีบ่วงพันธนาที่ยืนตระหง่านอยู่ในหมอกหนาทึบดูยิ่งใหญ่เหลือคณา แรงกดดันที่เขาแผ่ออกมาทำให้ผู้บำเพ็ญเซียนระดับล่างหายใจไม่ออก
เจียงอี้กับข่งเชวียปรากฏตัวนอกชายแดนของวิถีเซียน พลังของนักบุญมรรคาสวรรค์กับอัครจักรพรรดิเซียนช่วยต้านพลังของประมุขวิถีบ่วงพันธนาให้สรรพชีวิตของวิถีเซียนด้านหลัง
“โอหัง แม้แต่พวกข้า เจ้ายังสังหารไม่ได้ ยังกล้าคุยโม้วางโตอีกรึ”
เจียงอี้กำหอกเทพแน่น แล้วสวนกลับไปด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“เขาอย่างนั้นรึ”
เสียงเย็นชาเสียงหนึ่งดังออกมาจากด้านหลังประมุขแห่งวิถีบ่วงพันธนา ประมุขวิถีบ่วงพันธนาขานรับ “เขานั่นแหละ ดวงเนตรมหามรรคาของเขาคือเครื่องยืนยันที่ดีที่สุด”
เจียงอี้ขมวดคิ้ว ทันใดนั้นความพรั่นพรึงอันเหนือจินตนาการก็แล่นปราดเข้ามาในหัวใจ จิตใต้สำนึกสั่งให้เขาหลบ แต่ร่างหนึ่งโผล่มาเบื้องหน้าเขาเสียก่อน มือของฝ่ายนั้นเอื้อมมาควักดวงเนตรมหามรรคาของเขาไป
โลหิตสาดกระเซ็น!
เจียงอี้ไม่ยอมกรีดร้อง จิตใต้สำนึกสั่งให้เขาโต้กลับ แต่ไม่ทันไรหน้าอกก็ถูกพลังล่องหนโจมตีซ้ำจนกายเนื้อแหลกสลาย ดวงวิญญาณลอยกระเด็นออกมา โชคดีที่ข่งเชวียเข้ามาปกป้องดวงวิญญาณของเขาไว้ทัน
ทั้งสองมองผู้มาเยือนอย่างตกตะลึงพรึงเพริด ผู้มาเยือนก็คือประมุขแห่งนับอนันต์นั่นเอง
เส้นผมสีขาวของประมุขแห่งนับอนันต์กลายเป็นสีดำขลับที่ยาวอย่างยิ่ง บนเรือนกายสวมเสื้อคลุมสีขาวประดับลวดลายแห่งมรรคา ทั่วร่างเขามีคลื่นพลังประหลาดที่ยากจะอธิบายแผ่ออกมา
มือขวาของประมุขแห่งนับอนันต์กำลังเล่นดวงเนตรมหามรรคาของเจียงอี้ สายตาของเขาเมินผ่านเจียงอี้กับข่งเชวียราวกับมองไม่เห็น
“ข้าจะท้าสู้กับมรรคาจารย์ เจ้าจงให้สรรพชีวิตของวิถีเซียนมองดูเถิด หากมรรคาจารย์ดับสูญ สลายวิถีเซียนเสียก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องเข่นฆ่าให้หมดสิ้น”
ประมุขแห่งนับอนันต์เอ่ย ขณะที่สายตาจดจ้องดวงเนตรมหามรรคา
ประมุขวิถีบ่วงพันธนาหัวเราะ “คิดไม่ถึงว่าประมุขแห่งนับอนันต์จะมีเมตตาเช่นนี้ ก็ได้ ถึงอย่างไรวิถีเซียนก็มียอดอัจฉริยะมากมายดุจหมู่เมฆ สังหารให้หมดก็ออกจะเสียเปล่าเกินไปหน่อย”
………………………………………..