เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 781 มหันตภัย
หลังจากที่เจียงอี้รวมกายเนื้อขึ้นมา บริเวณหน้าผากของเขาก็เป็นรูเลือด โลหิตไหลลงมาไม่ขาดสาย ทำให้ใบหน้าเต็มไปด้วยเลือดอันน่าพรั่นพรึง เขาจ้องประมุขแห่งนับอนันต์ด้วยแววตาราวกับสัตว์ร้าย
ข่งเชวียพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “พวกเจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่”
เขาไม่เคยเชื่อเลยว่าอาจารย์จะถูกมหามรรคาเนรเทศ แต่ประมุขแห่งนับอนันต์ชิงดวงเนตรมหามรรคาไป ก็มีความเป็นไปได้สูงมากที่คิดจะใช้พลังแห่งสายเลือดตามหาอาจารย์ ทำให้ภายในใจเขาเกิดความหวาดกลัวขึ้นมาอย่างพบเห็นได้ยาก
วิถีเซียนถูกกดดันถึงขนาดนี้เชียวหรือ
ประมุขแห่งนับอนันต์ไม่ได้ตอบกลับข่งเชวีย เขาหายไปในอากาศ เจียงอี้จะไล่ตามกลับหากลิ่นอายพลังของอีกฝ่ายไม่พบ ราวกับว่าเขาไม่เคยปรากฏตัวขึ้นมาก่อนเลย
“เขาคือประมุขแห่งนับอนันต์ ผู้แข็งแกร่งที่สุดในพันมหาโลกา เขาออกจากพันมหาโลกาไปตามหามรรคาจารย์ที่ถูกมหามรรคาเนรเทศแล้ว ในเมื่อเขาพูดเช่นนี้แล้ว ข้าก็จะให้วิถีเซียนได้เห็นว่ามรรคาจารย์ถูกสังหารลงอย่างไร!”
ประมุขวิถีบ่วงพันธนาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม เขายกมือขึ้น หมอกสีเทารอบตัวแปรเปลี่ยนเป็นพลังที่ยากจะต่อต้านถาโถมใส่วิถีเซียน พวกเจียงอี้สองคนเข้าขัดขวางในทันที ทว่าพลังอาคมของพวกเขากลับทะลุผ่านพายุหมอกสีเทาไป เหมือนเผชิญกับภาพมายาที่สัมผัสไม่ได้
ทั้งสองคนหน้าเปลี่ยนสี มีสีหน้าตื่นกลัวขึ้นมา
นี่มันพลังอะไรกัน
ทุกครั้งที่ต่อสู้กับประมุขวิถีบ่วงพันธนา พวกเขารู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายแข็งแกร่งขึ้น เมื่อก่อนก็ใช้คำว่าน่าเหลือเชื่อได้แล้ว ตอนนี้พลังของอีกฝ่ายยิ่งกว่าเหนือจินตนาการเสียอีก
ท่ามกลางหมอกสีเทา ประมุขวิถีบ่วงพันธนาท่ามกลางไอดำก้าวเดินไปข้างหน้า ทุกย่างก้าวจะสร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับเจียงอี้และข่งเชวีย
ขณะเดียวกัน
ทั่วทั้งวิถีเซียนถูกหมอกสีเทาปกคลุม ฟ้ามืดครึ้ม น่าอึดอัดเป็นอย่างยิ่ง ผู้ยิ่งใหญ่แห่งวิถีเซียนนับไม่ถ้วนคิดจะไล่หมอกสีเทาที่บดบังฟ้า แต่พลังอาคมของพวกเขากลับทะลุผ่านหมอกสีเทา สัมผัสไม่ได้แม้แต่น้อย ทุกอย่างดูราวกับภาพมายา
ในขณะที่ทุกคนกำลังตกใจระคนงุนงงอยู่นั้นก็มีแสงสว่างส่องลงมาจากกลางหมอกสีเทา กลางแสงสว่างสะท้อนออกมาเป็นภาพ ทุกคนเห็นแผ่นหลังของประมุขแห่งนับอนันต์ ประมุขแห่งนับอนันต์กำลังข้ามมิติเวลา ห้วงเวลารอบตัวย้อนกลับจนชวนให้ตาลาย
เจียงอี้กับข่งเชวียแหงนหน้าขึ้นมองก็เห็นภาพนี้เช่นกัน หมอกสีเทาไร้พรมแดนปกคลุมเหนือห้วงสุญญตา แสงที่ส่องลงมาสะท้อนภาพของประมุขแห่งนับอนันต์ออกมา
หรือว่า…
เจียงอี้กับข่งเชวียฉุกคิดอะไรขึ้นได้ก็เคร่งเครียดยิ่งกว่าเดิม
“ชาววิถีเซียนทั้งหลาย พวกเจ้าอยากรู้กันไม่ใช่หรือว่ามรรคาจารย์อยู่ที่ใด จงดูให้ดี ท่านนี้คือประมุขแห่งนับอนันต์ ผู้แข็งแกร่งที่สุดในพันมหาโลกา เขาผ่านการล่มสลายของวิถีเซียนมาสองยุคแล้ว เขาผู้ครอบครองสามพันมหามรรคากำลังเดินทางไปท้าสู้กับมรรคาจารย์ เมื่ออยู่ต่อหน้าพันมหาโลกาแล้ว วิถีเซียนที่พวกเจ้าเทิดทูนนั้นก็อ่อนแอเสียยิ่งกว่าอะไร!”
เสียงของประมุขวิถีบ่วงพันธนาดังกึกก้องไปทั่วทั้งวิถีเซียน นอกจากแดนเซียนพรหมเอกเทวะที่อยู่ที่ห้วงอนันต์สุญญตาแล้ว สิ่งมีชีวิตแห่งวิถีเซียนทั้งหมดในพันมหาโลกาล้วนได้ยินเสียงของเขา ต่อให้ภาษาแตกต่างกัน แต่ภายใต้จิตมรรคาของประมุขวิถีบ่วงพันธนาก็สามารถเปลี่ยนเป็นความหมายที่เหล่าสิ่งมีชีวิตฟังเข้าใจได้
มรรคาจารย์ไม่ได้ปรากฏตัวมานานมากแล้ว อีกทั้งมหันตภัยของวิถีเซียนก็ดำเนินมาแสนกว่าปี สำหรับสิ่งมีชีวิตเก้าส่วน ตั้งแต่จำความได้วิถีเซียนก็อยู่ท่ามกลางวิกฤติแล้ว ต่อให้พวกเขาจะเลื่อมใสในตัวมรรคาจารย์ แต่พอนึกขึ้นได้ว่าผู้แข็งแกร่งที่สุดของพันมหาโลกากำลังจะไปท้าสู้กับมรรคาจารย์แล้วนั้น พวกเขาก็เกิดความกังวลใจขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
หน้าตำหนักเมฆาม่วง
มู่หลิงลั่ว ไป๋ฉีและไป๋หลงยืนอยู่หน้าประตูใหญ่ แหงนหน้ามองม่านแสงนอกพิภพ มองเงาแผ่นหลังของประมุขแห่งนับอนันต์ พวกนางก็มีความกังวลใจอยู่เช่นกัน ถึงอย่างไรสถานการณ์ครั้งนี้ก็ต่างกับทุกครั้ง เจียงฉางเซิงกลับมาไม่ได้จริงๆ นั่นแสดงว่าเขารู้ตัวว่าตนเองสู้มหามรรคาไม่ได้
ประมุขแห่งนับอนันต์ผู้ครอบครองสามพันมหามรรคาจะแข็งแกร่งเพียงใดกัน
บริเวณชายแดนวิถีเซียนอันไกลโพ้น เจียงอี้กัดฟันคิดจะสู้กับประมุขวิถีบ่วงพันธนา แต่ถูกข่งเชวียขวางเอาไว้
“ใจเย็นก่อน ต่อให้พวกเราฆ่าเขาก็หยุดประมุขแห่งนับอนันต์ไม่ได้อยู่ดี!”
ข่งเชวียพูดผ่านกระแสจิต เจียงอี้ได้ฟังเช่นนั้นก็ได้แต่หยุด
เหตุผลหลักเป็นเพราะการลงมือเมื่อครู่นี้ของประมุขวิถีบ่วงพันธนาน่าเหลือเชื่อจริงๆ พวกเขาต้องใช้เวลาคิดว่าจะรับมือกับประมุขวิถีบ่วงพันธนาอย่างไร
เวลานี้ ประมุขแห่งนับอนันต์กลางแสงสว่างนั้นไปถึงสุดเขตของเวลาแล้ว เขาเดินหนึ่งก้าวเข้าไปในความมืดมิด ความมืดปรากฏแค่ช่วงสั้นๆ แต่เมื่อความมืดหายไป ชาววิถีเซียนก็ได้เห็นภาพสวยงามที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน
นั่นคือผืนดาราสีม่วง หมอกสีม่วงกระจายอยู่ทั่ว ดวงดาราจำนวนมากขยับแสงวูบไหวอยู่ภายในหมอกสีม่วงไร้ขอบเขต ราวกับเป็นจุดสิ้นสุดของพันมหาโลกา คือต้นกำเนิดของทุกสรรพสิ่ง เงียบสงบและสวยงาม
สิ่งมีชีวิตที่มีตบะสูงหาร่างของเจียงฉางเซิงเจอได้อย่างรวดเร็ว
บัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคาลอยอยู่กลางความว่างเปล่า คนผู้หนึ่งนั่งอยู่บนบัลลังก์ เสื้อคลุมมรรคาของเขาพลิ้วไหว ดูราวกับเทพเซียน เบื้องหน้าของเขามีดวงอาทิตย์ดวงเล็กลอยอยู่ดวงหนึ่ง บดบังใบหน้าของเขาไว้
นั่นไม่ใช่มรรคาจารย์แล้วจะเป็นใครไปได้อีก
ประมุขแห่งนับอนันต์พบมรรคาจารย์แล้วก็ยิ้มออก เขายกขาก้าวไปข้างหน้า เดินอยู่บนห้วงสุญญตา
เขาเหมือนกำลังเดินทอดน่อง แต่ความจริงหนึ่งก้าวไปไกลสุดขอบฟ้า ไม่นานนักชาววิถีเซียนก็เห็นมรรคาจารย์นั่งอยู่บนบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา ภาพนี้ทำให้ทั้งวิถีเซียนส่งเสียงดังเกรียวกราว
“เป็นมรรคาจารย์จริงๆ!”
“ไม่นึกเลยว่ามรรคาจารย์จะถูกมหามรรคาเนรเทศจริงๆ…”
“หรือว่าวิถีเซียนจะต้องจบสิ้นจริงๆ หรือ”
“สมควรตาย มหามรรคาถึงกับต้องฆ่าล้างบางพวกเราเชียวหรือ วิถีบำเพ็ญอื่นทำได้ดีกว่าพวกเราอย่างนั้นหรือ”
“ไม่มีทาง! มรรคาจารย์เป็นผู้ไร้พ่าย ประมุขแห่งนับอนันต์อะไรนั่น เมื่อก่อนก็เคยมีเผ่านิรันดร์กาล เคยมีพลังมหามรรคาไม่ใช่หรือ สุดท้ายก็พ่ายแพ้อยู่ใต้เท้าของมรรคาจารย์กันทั้งนั้น”
“นี่จะต้องเป็นภาพลวงตาที่มหามรรคาสร้างขึ้นแน่ๆ เพื่อล่อลวงพวกเรา!”
ชาววิถีเซียนมีปฏิกิริยาที่แตกต่างกัน ผู้ที่มีปฏิกิริยารุนแรงที่สุดก็คือเหล่าผู้ศรัทธา ต่อให้พวกเขาจะอยู่ในกลียุคก็ยังคงเชื่อมั่นว่ามรรคาจารย์จะพาพวกเขารอดพ้นจากวิกฤติไปได้ มรรคาจารย์ก็คือผืนฟ้าภายในใจพวกเขา ผืนฟ้าที่ไม่มีวันถล่มลงมา!
ประมุขวิถีบ่วงพันธนาก็แหงนหน้ามองภาพนี้เช่นกัน เขาพูดพลางหัวเราะเบาๆ “ประมุขแห่งนับอนันต์เป็นผู้ไร้พ่ายตลอดกาล เขาตามหามหันตภัยของตัวเองมาตลอด มรรคาจารย์ในตอนนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ทำลายกรอบมหามรรคาได้ ทว่าต่อให้วิถีเซียนจะแข็งแกร่งเพียงใดก็ต้องถูกพันธนาการอยู่ในพันมหาโลกา คิดหรือว่าจะต่อต้านประมุขแห่งนับอนันต์ผู้ครอบครองสามพันมหามรรคาได้”
เจียงอี้กับข่งเชวียไม่ได้ตอบกลับ พวกเขาจ้องแผ่นหลังของประมุขแห่งนับอนันต์ นัยน์ตาเต็มไปด้วยความแน่วแน่
หากนี่ไม่ใช่ภาพลวงตา มรรคาจารย์ก็ไม่มีทางพ่ายแพ้โดยเด็ดขาด!
มองจากข้างหลังของประมุขแห่งนับอนันต์ มรรคาจารย์ที่อยู่ไกลออกไปดูราวกับเทพเจ้าเก่าแก่ที่นั่งอยู่ในวิหาร ทำให้จิตใจของชาววิถีเซียนเริ่มที่จะสงบลง
หลังจากที่ได้เห็นท่วงท่าของมรรคาจารย์กับตา ความตื่นตระหนกในตอนแรกก็ค่อยๆ เลือนหายไป
ประมุขวิถีบ่วงพันธนาไม่เคยเข้าใจความศรัทธาที่ชาววิถีเซียนมีต่อมรรคาจารย์เลย นี่เป็นสิ่งที่วิถีบำเพ็ญอื่นไม่มีทางเข้าใจ
วิถีบำเพ็ญในพันมหาโลกาเป็นเหมือนระบบชนชั้นหรือสังคมอำนาจมากกว่า ประมุขวิถีบำเพ็ญของพวกเขายืนอยู่จุดสูงสุดตลอดกาล ห่างจากชนชั้นล่างราวฟ้ากับเหว
ผู้บำเพ็ญในวิถีเซียนมีหลายคนที่ฟันฝ่าขึ้นมาจากชนชั้นล่าง พวกเขารับมรดกของมรรคาจารย์และก้าวสู่วิถีเซียน มรรคาจารย์ไม่ได้ต้องการสิ่งใดตอบแทนจากพวกเขา นี่ก็เป็นบุญคุณที่สั่งสมมานานนับเก้าสิบล้านกว่าปี
ต่อให้ศัตรูจะแข็งแกร่งมากจนทุกคนต้องสิ้นหวัง แต่เมื่อพวกเขาได้พบเงาร่างของมรรคาจารย์ ตรงส่วนลึกของกระดูกและจิตวิญญาณก็จะมีความรู้สึกปลอดภัยหลั่งทะลักออกมา บางทีนี่ก็อาจจะเป็นความเชื่อมั่นที่สั่งสมมาจากสังสารวัฏนับครั้งไม่ถ้วน
“ยุคที่ข้าเกิดคือยุคที่วิถีเซียนเป็นเจ้าปกครอง มรรคาจารย์ลี้ลับในตอนนั้นคือตำนานที่ผู้คนศรัทธา แม้ข้าจะไม่ใช่คนของวิถีเซียน แต่หลังจากที่ได้เห็นความเจริญรุ่งเรืองของวิถีเซียนแล้ว ข้าก็มีความเสียดายเก็บอยู่ในใจมาโดยตลอด นั่นก็คือการที่ไม่ได้ต่อสู้กับมรรคาจารย์ลี้ลับในสภาพสมบูรณ์ที่สุด”
ประมุขแห่งนับอนันต์เดินไปหาเจียงฉางเซิงพลางพูดขึ้น
น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่งมาก ภายใต้พลังแห่งมหามรรคาของประมุขวิถีบ่วงพันธนา คำพูดของเขาดังขึ้นในหูของชาววิถีเซียนทุกคนอย่างชัดเจน
ชาววิถีเซียนล้วนสัมผัสได้ถึงความเงียบเหงา นี่คือความเงียบเหงาที่จะมีเฉพาะผู้แข็งแกร่งไร้พ่ายเท่านั้น
“ตั้งแต่ที่มรรคาจารย์ลี้ลับตายไป ข้าก็รู้แจ้งมรรคาอยู่ในกลียุค เดินบนเส้นทางบำเพ็ญของสามพันมหามรรคา ข้าผ่านมาไม่รู้กี่ยุคสมัย เคยพลาดโอกาสดีๆ ไปมากมาย เมื่อข้าครอบครองมหามรรคามากขึ้น ข้าก็เริ่มพยากรณ์ได้ถึงมหันตภัย
มรรคาจารย์คนปัจจุบัน เจ้าคือมหันตภัยของข้า มีแต่ต้องเอาชนะเจ้าเท่านั้นข้าถึงจะก้าวข้ามสามพันมหามรรคาไปถึงระดับที่สูงกว่า ส่วนเจ้ากับวิถีเซียนก็อยากหลุดพ้นจากชะตากรรมมหามรรคา และมีแต่ต้องเอาชนะข้าเท่านั้นถึงจะมีคุณสมบัติท้าสู้กับมหามรรคาได้”
น้ำเสียงของประมุขแห่งนับอนันต์ไร้คลื่นอารมณ์ ผมยาวสีดำของเขาพลิ้วไหวไปมา สามพันมหามรรคารวมกันเหนือเส้นผม ทำให้เส้นผมของเขาแผ่จิตวิญญาณที่ต่างกันออกมา
สิ่งมีชีวิตที่ได้เห็นภาพนี้กับตาล้วนรู้สึกได้ถึงความศักดิ์สิทธิ์และน่าเกรงขามของสามพันมหามรรคา
มดปลวดมองมังกรฟ้า นั่นคือความตกตะลึงที่เกิดขึ้นจากจิตวิญญาณ
นี่เป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก
ประมุขแห่งนับอนันต์หยุดเดิน เขายกมือขวาขึ้น รวมสามพันมหามรรคาไว้ในมือ รัศมีเทพเจ็ดสีรวมกันเป็นกระบี่ยาวเล่มหนึ่ง
กระบี่แห่งมหามรรคา!
แผ่นหลังของประมุขแห่งนับอนันต์ผู้ถือกระบี่แห่งมรรคาดูน่าเกรงขามยิ่งนัก มีจิตวิญญาณของนักสู้ผู้กล้า แม้จะมองมรรคาจารย์ผู้อยู่สูงส่งจากมุมมองข้างหลังเขา ชาววิถีเซียนก็ยังรู้สึกว่าประมุขแห่งนับอนันต์มีพลังอันน่าสะพรึงที่ไม่แพ้ให้กับมรรคาจารย์เลย
ทันทีที่ความคิดนี้ผุดขึ้นมาก็ทำให้ชาววิถีเซียนเริ่มวิตก
เหตุใดส่วนลึกภายในใจพวกเขาถึงคิดว่ามรรคาจารย์จะแพ้กัน
ประมุขแห่งนับอนันต์ชูกระบี่ขึ้น สามพันมหามรรคารายล้อมรอบตัว พลังอันยิ่งใหญ่ทำให้ปราณสีม่วงอนธการของโลกประสานมรรคาหยุดนิ่ง
“ข้าผู้ครอบครองสามพันมหามรรคาได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของพันมหาโลกาไปแล้ว”
เขาชี้กระบี่ไปที่มรรคาจารย์บนบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นเฉยชา “มาเถิด พวกเราควรจะจบมหันตภัยของตัวเองได้แล้ว คนของเจ้ากำลังมองดูเจ้าอยู่!”
น้ำเสียงของเขาแฝงไว้ด้วยจิตสังหารที่เย็นเยียบถึงจิตวิญญาณ เมื่อเผชิญกับมหันตภัย เขาไม่ได้คิดแค่จะประลองฝีมือกันเท่านั้น
เขาจะสังหารมหันตภัยของตัวเอง!
เหยียบย่ำมหันตภัยเพื่อบรรลุมรรคา!
หัวใจของชาววิถีเซียนถูกบีบขึ้นมาถึงลำคอ แม้แต่ไอดำรอบตัวประมุขวิถีบ่วงพันธนาก็ยังหยุดนิ่ง
ท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมาย ในที่สุดมรรคาจารย์ที่นั่งบนบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคาก็เคลื่อนไหว
มรรคาจารย์ลุกขึ้นและมองประมุขแห่งนับอนันต์จากเบื้องบน แสงเทพสุดขอบตะวันบดบังใบหน้าของเขา ทำให้เขาดูน่าเกรงขามมากยิ่งขึ้น
นี่คือศึกตัดสินของผู้แข็งแกร่งที่สุดทั้งสองคน!
“มหันตภัยหรือ”
เสียงของเจียงฉางเซิงดังขึ้น เฉยชาเป็นอย่างยิ่ง เพิ่งจะสิ้นเสียง เขาก็ฟาดแส้ขนหางกิเลนออกไป
นั่นคือแส้ขนหางกิเลนที่แปลงขึ้นจากแก่นกำเนิดโลกรังสรรค์
ยอดสมบัติวิเศษกำเนิดมรรคา!
การฟาดครั้งนี้ดูเหมือนไม่ได้ออกแรง แต่กลับทำให้ทุกอย่างพังพินาศลง
ประมุขแห่งนับอนันต์หรี่ม่านตาแคบลง เขายกกระบี่ขึ้นมาปัดป้องตามจิตใต้สำนึก แต่ก็ต้องพบเรื่องที่น่าหวาดกลัว นั่นคือความเร็วของเขาช้าลงมาก
ไม่ใช่ว่าเขาช้า แต่พลังของมรรคาจารย์เหนือกว่าประสาทสัมผัสที่เขามีต่อมิติเวลา พลังแห่งสามพันมหามรรคากลายเป็นเรื่องน่าขันในยามนี้
กลางดวงตาของเขาสะท้อนลำแสงออกมา เริ่มบดบังเงาร่างของมรรคาจารย์ที่อยู่ไกลออกไปทีละนิด
ตู้ม!
เจียงฉางเซิงแค่ฟาดเบาๆ ก็เกิดแสงสีขาวทะลุโลกประสานมรรคา สังหารประมุขแห่งนับอนันต์ลง ทั้งยังทำลายเงาสะท้อนหมอกสีเทาที่ฉายภาพให้กับทั่วทั้งวิถีเซียน
ผู้ชมทุกคนรู้สึกเหมือนถูกปลุกตื่น ตัวสั่นไปทั้งตัว หน้าเปลี่ยนสีกันไปหมด ยิ่งเป็นปุถุชนก็ยิ่งอ้าปากค้างทำตาโต
……………………