เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 81 ใต้หล้านี้ผู้ใดไม่รู้จักมรรคาจารย์บ้าง
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 81 ใต้หล้านี้ผู้ใดไม่รู้จักมรรคาจารย์บ้าง
ตอนที่ 81 ใต้หล้านี้ผู้ใดไม่รู้จักมรรคาจารย์บ้าง
(ปีเฉียนอู่ที่สิบแปด)
อาณาจักรเฉินกับอาณาจักรโจวเหนือยอมแพ้ แผ่นดินต้าจิ่งขยายกว้างขึ้น ผืนดินของอาณาจักรจิ้นถูกรวบกลับมารวมอีกครั้ง ภายในเวลาไม่กี่เดือน มีศีรษะคนหลุดจากบ่าไปทั่วทุกหนแห่ง ฮ่องเต้เริ่มคิดบัญชีย้อนหลัง ขุนนางที่เคยคิดจะหันไปสวามิภักดิ์กับศัตรูเหล่านั้นล้วนถูกตัดศีรษะไม่ก็ถูกส่งไปชายแดน เบื้องบนตั้งแต่สามสำนักอัครมหาเสนาบดี จรดเบื้องล่างอย่างอำเภอธรรมดาๆ ไม่มีผู้ใดรอดพ้น แม้โหดเหี้ยมเช่นนี้ แต่ไม่มีผู้ใดกล้าต่อต้าน
เพื่อเติมกำลังทหารและสรรหาขุนนาง เจียงจื่ออี้จึงประกาศบอกใต้หล้าเชิญพ่อค้าทั้งหลายมาบริจาคเงิน ผู้ใดบริจาคมากจะได้เข้ามาเป็นขุนนางมียศมีตำแหน่ง คลังของแว่นแคว้นที่เคยขาดแคลนจึงมั่งคั่งขึ้นมาภายในเวลาสั้นๆ ไม่ใช่แค่พ่อค้าในต้าจิ่งเท่านั้น แม้แต่ตระกูลพ่อค้าจากอาณาจักรอื่นก็เดินทางมาสวามิภักดิ์ด้วย
ไม่ว่าจะในหรือนอกต้าจิ่ง ทุกคนต่างรู้ว่าอาณาจักรที่ไม่เคยมีมาก่อนกำลังจะถือกำเนิด อาณาจักรรอบด้านจักต้องถูกกลืนกินอย่างแน่นอน เจียงจื่ออี้ได้รับบทเรียนจากก่อนหน้าแล้ว เขาจึงไม่รีบร้อนทำสงครามอีก แต่เลือกทำให้แผ่นดินมั่นคงก่อน อาณาจักรเทียนกัง อาณาจักรหยวนใต้ กับอาณาจักรเว่ย เป็นฝ่ายมาขอสวามิภักดิ์ด้วยตนเอง ราชวงศ์ถูกลดขั้นเป็นเพียงอ๋อง แต่กลับกันหากพวกเขาไม่ยอมศิโรราบ ช้าเร็วพวกเขาย่อมถูกฆ่าล้างบาง
ชื่อเสียงบารมีของมรรคาจารย์แห่งต้าจิ่ง ทำให้ต้าจิ่งขยายดินแดนได้อย่างรวดเร็ว
นครที่ไม่เคยหลับใหล
ตกกลางคืน เจียงฉางเชิงนั่งอยู่บนต้นไม้ ทอดสายตามองเมืองหลวงที่สว่างไสวด้วยโคมไฟ ผ่านไปครึ่งปีแล้ว เมืองหลวงรุ่งเรืองถึงขีดสุด โคมไฟจุดสว่างไสวตลอดทั้งคืน ให้ความรู้สึกเหมือนนครที่ไม่เคยหลับใหล เขารู้สึกเหมือนตนเองได้มาเยือนราชวงศ์ถังช่วงรุ่งเรืองในโลกโบราณของชาติภพก่อน
แต่ไม่ว่าจะเป็นกำลังพลของแคว้นหรืออาณาเขตดินแดน ต้าจิ่งล้วนแซงหน้าราชวงศ์ถังยุครุ่งเรืองไปไกลแล้ว เพียงแต่ว่าที่นี่คือโลกแห่งวิถียุทธ์ โลกใบนี้กว้างใหญ่กว่าโลกเดิมมากนัก ความแข็งแกร่งของวิถียุทธ์ยิ่งยากจะคาดคะเน
‘นี่ล้วนเป็นความดีความชอบของข้าสินะ!’ เจียงฉางเชิงถอนหายใจอยู่ในอก ค่อนข้างรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเอง แม้ไม่ได้อยู่ในราชสำนักแต่มีความดีความชอบใหญ่หลวงต่อแผ่นดิน ความรู้สึกเช่นนี้ยอดเยี่ยมยิ่งนัก ภายในเวลายี่สิบปีต่อจากนี้ ต้าจิ่งคงไม่มีภัยร้ายแรงแล้วกระมัง เจียงฉางเชิงขบคิดอยู่เงียบๆ คงไม่มีอาณาจักรยี่สิบแห่งมารุมโจมตีต้าจิ่งหรอกกระมัง นั่นออกจะน่าเหลือเชื่อเกินไปหน่อย ขอเพียงต้าจิ่งไม่โอหังเหิมเกริม ก็คงเป็นเช่นนี้ต่อไป
เจียงฉางเชิงเฝ้ามองครู่หนึ่งก็พลิกตัวลงจากต้นไม้ แล้วนั่งทำสมาธิฝึกบำเพ็ญใต้ต้นไม้ต่อ
ความเคลื่อนไหวในถ้ำสวรรค์สำแดงเดช
ซา! ใต้น้ำตกขนาดมหึมาแห่งหนึ่ง ไอหมอกลอยขึ้นมาจากทะเลสาบ ทำให้ที่แห่งนี้ดูคล้ายแดนเซียน เงาร่างหนึ่งนั่งสมาธิอยู่บนโขดหิน ทนรับแรงกระแทกของกระแสน้ำ รอบกายมีลมปราณสีเลือดจางๆ โอบล้อมอยู่ เขาคนนี้เป็นชายหนุ่ม เมื่อพิจมองให้ดีจะพบว่าใบหน้าของเขาเหมือนเจียงซิ่วทุกประการ ทว่าปานแต่กำเนิดกลางหว่างคิ้วเป็นสีแดงดุจโลหิต ทำให้คนแลดูโหดเหี้ยม
ห่างออกไปหลายหลี่ ปราชญ์แห่งสี่สมุทรนอนอาบแดดอยู่บนก้อนหินใหญ่ริมทะเลสาบ เงาร่างหนึ่งเหยี่ยวร่อนลงมาข้างกายปราชญ์แห่งสี่สมุทร คนผู้นี้สวมอาภรณ์นักพรตตัวหลวมใหญ่ ตรงเอวห้อยแส้เหล็กเส้นหนึ่ง เขาคลี่ยิ้มเอ่ยว่า “ชื่อไห่ เหตุไฉนเจ้าเอาแต่เฝ้าลูกศิษย์สุดที่รักของเจ้าอยู่ตลอด กลัวพวกข้าแย่งชิงไปหรือไร”
ปราชญ์แห่งสี่สมุทรลืมตามองเขา แล้วตอบอย่างไม่สบอารมณ์ “ศิษย์พี่เถิงเพิ่ง ท่านมาทำอันใด”
ศิษย์พี่เถิงเพิ่งหัวเราะ “ข้างนอกถ้ำสวรรค์เกิดเรื่องใหญ่ เจ้าเพิ่งกลับมาจากต้าจิ่ง ดังนั้นข้าจึงมาถามเจ้า”
ปราชญ์แห่งสี่สมุทรลุกขึ้นมานั่ง มือข้างหนึ่งเริ่มยกขึ้นมาแคะหูด้วยท่าทีรำคาญ “เรื่องใด”
“หุบเขาชำนาญยุทธ์กับหอชุมดาราช่วยเก้าอาณาจักรล้อมโจมตีต้าจิ่ง หุบเขาชำนาญยุทธ์ถึงขั้นเชิญตาเฒ่าขั้นกายาทองคำคนหนึ่งมา ทว่าพวกเขากับพ่ายแพ้ แล้วยังพ่ายแพ้อย่างยับเยิน ตาเฒ่าขั้นกายาทองคำคนนั้นตายคาสนามรบ ไม่เหลือศพครบร่าง เพียงเพราะคนผู้เดียว นั่นก็คือท่านเซียนฉางเชิงแห่งต้าจิ่ง หรือผู้ที่ฮ่องเต้ต้าจิ่งขนานนามว่ามรรคาจารย์ในปัจจุบัน”
ศิษย์พี่เถิงเพิ่งหัวเราะหึๆ เพิ่งฟังเพียงครึ่งประโยคแรก ปราชญ์แห่งสี่สมุทรก็หน้าถอดสีในบัดดล ทว่าเมื่อฟังต่อไปด้านหลัง สีหน้าของเขากลับกลายเป็นแปลกพิกล ‘นักพรตปีศาจคนนั้นน่ากลัวถึงเพียงนั้นเชียว! แม้แต่ขั้นกายาทองคำเขาก็สังหารได้ คุณพระคุณเจ้าช่วยลูกด้วย…’
ศิษย์พี่เถิงเพิ่งถอนหายใจ “กายเนื้อของขั้นกายาทองคำแข็งแกร่งปานนั้น แม้นตาย ผิวก็มิเปื่อย กระดูกทองคำมิเสื่อมสลาย แต่กายาทองคำที่แข็งแกร่งถึงขนาดนั้นกลับถูกมรรคาจารย์แห่งต้าจิ่งตบจนแหลกกระจุย ร่างกายหายไปครึ่งหนึ่ง ยามนี้ศิษย์มากมายในถ้ำสวรรค์สำแดงเดชกำลังพูดถึงเรื่องนี้กัน แม้แต่ผู้อาวุโสรุ่นก่อนก็กำลังสงสัยใคร่รู้ นี่เรียกว่าหนึ่งศึกสร้างชื่ออย่างแท้จริง ต้าจิ่งเป็นเพียงมุมเล็กๆ มุมหนึ่งทางใต้ของทวีปแห่งนี้ แม้มีชีพจรมังกร แต่ก็ค่อนข้างไกลจากถ้ำสวรรค์สำแดงเดชกับใจกลางทวีป ชื่อเสียงเลื่องลือมาถึงที่นี่ได้นับว่าสุดยอดนัก”
ปราชญ์แห่งสี่สมุทรตอบอย่างไม่สบอารมณ์ “เหลวไหลจริง หากท่านสังหารตาเฒ่าขั้นกายาทองคำได้ ท่านจะไม่ชื่อเสียงเลื่องลือทั่วหล้าหรือไร”
ศิษย์พี่เถิงเพิ่งถอนหายใจ “ข้าก็อยากเป็นเช่นนั้นหรอกนะ แต่ขั้นกายาทองคำบรรลุได้ง่ายดายเช่นนั้นเสียที่ไหน จะว่าไปแล้ว เจ้าเคยพบมรรคาจารย์แห่งต้าจิ่งแล้วใช่หรือไม่”
“ย่อมเคยพบแล้ว ข้ายังเคยประมือกับเขาด้วย” ปราชญ์แห่งสี่สมุทรยกมือขึ้นมาจับหนวดแล้วเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ
ศิษย์พี่เถิงเพิ่งมองสำรวจเขาอย่างถี่ถ้วน แล้วเอ่ยอย่างเคลือบแคลง “กำลังภายในของเจ้าอ่อนแอเช่นนี้ เหตุไฉนรอดมาจากเงื้อมมือของเขาได้”
ปราชญ์แห่งสี่สมุทรตอบกลับอย่างดูแคลน “เรื่องนี้ท่านไม่เข้าใจแล้ว นี่เป็นเรื่องของเสน่ห์ส่วนบุคคล แม้ข้าจะวรยุทธ์ไม่เอาอ่าว แต่ความสง่างามของข้าทำให้มรรคาจารย์แห่งต้าจิ่งยอมรับ เขาถึงกับเลี้ยงสุราข้าด้วย”
“จริงหรือ”
“จริง!”
“รีบเล่าให้ข้าฟังซิว่ามรรคาจารย์แท้จริงเป็นคนเช่นไร”
“มีสุราหรือไม่”
“รู้อยู่แล้วเชียวว่าเจ้าต้องเป็นเช่นนี้ ไปกับข้าสิ”
การกลับชาติมาเกิดของหลีกงกง
หลังจากผ่านต้นวสันต์ เมืองหลวงนับวันก็ยิ่งเจริญรุ่งเรือง ถึงขั้นมีขบวนพ่อค้าจากต่างแดนมาเยือน จำนวนผู้ฝึกยุทธ์เพิ่มขึ้นทุกวัน จนฮ่องเต้ประกาศนโยบายสำคัญ นั่นก็คือการก่อสร้างขยายเมืองหลวง! ประชาชนไม่แย้งอันใด เทียบกับสมัยที่ฮ่องเต้จิ่งอู่สั่งให้ขุดคลอง การขยายเมืองหลวงจะนับเป็นอะไรได้
ในวันนี้ เจียงฉางเชิงกำลังฝึกกำลังภายใน ทันใดนั้นตรงหน้าก็มีข้อความบรรทัดหนึ่งปรากฏขึ้น
(ปีเฉียนอู่ที่สิบแปด)
หลี่ไท่ชุนที่เจ้าทำเครื่องหมายไว้ กลับชาติมาเกิดสำเร็จ ถือกำเนิดที่ดินแดนโจวเหนือ
‘หลี่ไท่ชุนก็คือหลีกงกง’ เจียงฉางเชิงทิ้งรอยประทับสังสารวัฏไว้บนตัวคนคุ้นเคยที่อยู่ข้างกายเขาทุกคน ไม่ใช่ว่าเขาจะตามเก็บพวกเขากลับมาทั้งหมดให้จงได้ แต่นี่นับเป็นเรื่องสนุกนิดๆ หน่อยๆ และถือเป็นโอกาสทำความรู้จักสังสารวัฏด้วย
เพิ่งชิวชวงสิ้นใจได้ปีที่สองก็กลับชาติมาเกิดแล้ว แต่หลีกงกงกลับใช้เวลาตั้งหลายปี ส่วนฮองเฮาตราบจนบัดนี้ก็ยังไม่เกิดใหม่ หลักเกณฑ์ของสังสารวัฏช่างยากจะคาดเดาอย่างแท้จริง เจียงฉางเชิงเหม่อลอยครู่หนึ่งก็ฝึกวิชาต่อ
ของขวัญจากตระกูลขุนนางประคองจันทร์
ในเวลาเดียวกัน ภายในลานเรือนแห่งหนึ่งในเมืองหลวง อวี่เหยียนกำลังนั่งประจันหน้ากับคนผู้หนึ่ง อีกฝ่ายเป็นสตรีเช่นเดียวกัน รูปโฉมดูแล้วอายุมากกว่านาง หน้าตาดูอายุราวสามสิบกว่าปี สวมอาภรณ์สีม่วง ทรงเสน่ห์อย่างยิ่ง
อวี่เหยียนยิ้มขึ้น “ฟังจากที่เจ้ากล่าว นับว่าเขาสร้างชื่อในหนึ่งศึกแล้วสินะ”
สตรีอาภรณ์สีม่วงถอนหายใจ “ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่เขาสังหารพลทหารธรรมดาไปสี่ล้านกว่าคน เพียงสังหารตาเฒ่าขั้นกายาทองคำได้ก็มากพอที่จะทำให้ชื่อเสียงของเขาสั่นสะเทือนใต้หล้าแล้ว แม้แต่สามยอดสำนักหลังบัลลังก์ก็กำลังสืบเรื่องราวของเขา”
ดวงตาของอวี่เหยียนเต็มไปด้วยความหวาดกลัว แต่ก็แฝงไปด้วยความยินดี โชคดีที่หนนั้นยามนางเผชิญหน้ากับเจียงฉางเชิง นางไม่ได้เสียมารยาท มิเช่นนั้นตระกูลขุนนางประคองจันทร์จะไม่เดินตามรอยหุบเขาชำนาญยุทธ์กับหอชุมดาราไปแล้วหรือไร
“แดนสวรรค์ดาบเทวะเริ่มกวาดล้างศิษย์ของหอชุมดาราแล้ว สำนักหลังบัลลังก์ทั้งสองอยู่ติดกัน แดนสวรรค์ดาบเทวะย่อมไม่พลาดโอกาสอันดีเช่นนี้ ต่อให้ไม่มีแดนสวรรค์ดาบเทวะ หอชุมดาราหากไม่มีเวลาสักสองร้อยปี ก็คงจะฟื้นขุมกำลังหลักกลับมาได้ยากยิ่ง” สตรีอาภรณ์สีม่วงถอนหายใจ
อวี่เหยียนถามว่า “แดนสวรรค์ดาบเทวะหมายตาสิบสามรัฐแล้วหรือ”
สตรีอาภรณ์สีม่วงส่ายหน้าแล้วหลุดหัวเราะ “จะเป็นไปได้อย่างไรกัน พวกเขาคงจะยอมปล่อยอาณาจักรในมือ มอบให้ต้าจิ่งเพื่อขอสันติภาพเสียด้วยซ้ำ หากมรรคาจารย์ไม่ตาย คงไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้องต้าจิ่ง แล้วอีกอย่างยังไม่มีผู้ใดรู้ว่ามรรคาจารย์อายุเท่าไรอีกด้วย”
อวี่เหยียนหวนนึกถึงหน้าตาของเจียงฉางเชิง นางเองก็คาดเดาไม่ถูกเช่นกัน แต่ความรู้สึกของนางลวงให้นางคิดว่า เจียงฉางเชิงน่าจะอายุไม่มาก เพราะเมื่อเทียบกับตาแก่หงเหงือกเหล่านั้น บรรยากาศรอบตัวเขาแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
“ประมุขตระกูลให้ข้ามาบอกเจ้าว่าจงหาวิธีผูกมิตรกับอารามมังกรผงาดไว้ เพราะอารามมังกรผงาดมีความเป็นไปได้ว่าจะกลายเป็นสำนักหลังบัลลังก์ ของสิ่งนี้เอาไว้สำหรับเป็นของขวัญแรกพบหน้า” สตรีอาภรณ์สีม่วงล้วงกล่องไม้ใบหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ อวี่เหยียนรับไปเปิดดูก็ตะลึงในบัดดล สีหน้าดูไม่ออกว่ากำลังรู้สึกอย่างไร
โสมอัคคีสามพันปี
เดือนสาม การสอบจอหงวนของต้าจิ่งเปิดฉากขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนปีก่อนๆ ผู้ฝึกยุทธ์ที่มาสมัครมีจำนวนมากมายอย่างยิ่ง มีทั้งผู้ฝึกยุทธ์จากอาณาจักรเฉิน อาณาจักรโจวเหนือ และอาณาจักรหยวนใต้ ทำให้เกิดโรงเตี้ยมชั่วคราวนอกเมืองหลวงมากมายเพื่อให้ผู้ฝึกยุทธ์พักค้างแรม
ในอารามมังกรผงาด ว่านหลี่กำลังรายงานสถานการณ์ระยะนี้ของอารามมังกรผงาดให้เจียงฉางเชิงฟัง เมื่ออารามมังกรผงาดได้รับแต่งตั้งเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ ชนชั้นสูงจำนวนมากก็พากันส่งลูกหลานขึ้นเขา เจียงฉางเชิงเอ่ยว่า “อารามมังกรผงาดกว้างเพียงเท่านี้ ไม่จำเป็นต้องรับศิษย์มากเกินไป หวังศิษย์ยอดเยี่ยม มิหวังศิษย์มากมาย ไม่ต้องกังวลว่าจะล่วงเกินพวกผู้มีอำนาจ ยามนี้อารามมังกรผงาดเป็นที่ที่มีอำนาจมากที่สุดในเมืองหลวงแล้ว”
ว่านหลี่พยักหน้าเพราะรู้สึกว่ามีเหตุผล เขาขบคิดครู่หนึ่งก็เอ่ยว่า “ถ้าเช่นนั้นข้าจะจำกัดจำนวนอยู่ที่หนึ่งพันคน แล้วหลังจากนี้ลูกศิษย์ทั้งหลายก็ไม่ต้องออกเดินทางท่องยุทธภพเก็บเด็กกำพร้าแล้ว” เจียงฉางเชิงพยักหน้าเห็นด้วย
ว่านหลี่ไถ่ถามรายละเอียดอีกเล็กน้อยจึงจากไป เจียงฉางเชิงถอนหายใจ เขาเริ่มคิดถึงศิษย์พี่ใหญ่นิดๆ แล้ว ตอนเพิ่งชิวชวงอยู่ไหนเลยจะต้องคอยมาถามเขาเสียทุกเรื่อง ไป๋จีถามว่า “ลูกศิษย์มากมายไม่ดีหรือไร”
“หนวกหูเกินไป” เจียงฉางเชิงตอบ
เวลานี้เองหวงชวนก็เดินเข้ามาในเรือน แล้วแจ้งว่าอวี่เหยียนลูกศิษย์ของสำนักหลังบัลลังก์ที่เคยมาเยือน เดินทางมาเยี่ยมเยียนอีกหนพร้อมของขวัญล้ำค่า เขาอนุญาตทันที ผ่านไปไม่นานนัก อวี่เหยียนก็เข้ามาในเรือน นางเดินมาตรงหน้าเจียงฉางเชิงแล้วโน้มเอวคำนับอย่างนอบน้อม นางล้วงกล่องไม้ใบหนึ่งออกมาวางบนโต๊ะแล้วกล่าวว่า “ผู้อาวุโส สิ่งนี้คือสิ่งที่ประมุขตระกูลมอบเป็นของกำนัล มันคือโสมอัคคีอายุสามพันปี เหมาะกับผู้ฝึกยุทธ์ที่ฝึกวิชาสายหยาง เพิ่มพูนกำลังภายในร้อยปีก็ไม่ใช่ปัญหา”
ไป๋จีเบิกดวงตาหมาป่าของมันจนแทบถลน น้ำลายเกือบไหลออกมา
เจียงฉางเชิงสัมผัสปราณวิญญาณอันร้อนระอุที่อัดแน่นอยู่ในโสมอัคคีได้ มันไม่ใช่ของธรรมดาจริงๆ เขาเพิ่งเคยเห็นสมบัติล้ำค่าเช่นนี้เป็นหนแรก เขาอ้าปากถามว่า “ขอบคุณประมุขตระกูลของพวกเจ้าอย่างยิ่ง แต่ประมุขตระกูลของพวกเจ้าคงไม่มอบของมาให้เปล่าๆ กระมัง”
อวี่เหยียนหัวเราะ “มอบของขวัญ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องมอบให้เปล่าๆ เจ้าค่ะ ถือเสียว่าเป็นการผูกมิตรระหว่างตระกูลขุนนางประคองจันทร์กับมรรคาจารย์” ในใจนางเสียดายจนแทบจะตัดใจไม่ลง สมบัติที่มีค่าถึงเพียงนี้ ตัวนางเองก็ตาวาวอยากได้ สมบัติล้ำค่าระดับนี้ต่อให้เป็นสำนักหลังบัลลังก์ก็ยังต้องแย่งชิงกัน แต่บิดาของนางกลับมอบสมบัติชิ้นนี้ให้ผู้อื่น นางตกตะลึงยิ่งนัก
เจียงฉางเชิงรับกล่องไว้แล้วคลี่ยิ้ม “หากเพียงผูกมิตร ข้าย่อมไม่ปฏิเสธ กลัวก็แต่ว่าตระกูลขุนนางประคองจันทร์จะอยากเข้ามาดูแลต้าจิ่งแทน”
ได้ยินคำนี้ อวี่เหยียนก็ยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน “ไหนเลยจะกล้า ยามนี้ทั่วหลามีผู้ใดไม่รู้จักนามของมรรคาจารย์บ้าง ชีพจรมังกรได้ผู้อาวุโสคอยดูแล ตระกูลขุนนางประคองจันทร์ย่อมเห็นด้วยอย่างเต็มหัวใจ” เจียงฉางเชิงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ นี่ค่อยพอใช้ได้หน่อย
ทั้งสองสนทนากันครู่หนึ่ง อวี่เหยียนก็ไม่กล้ารบกวนต่อ นางจึงจากไปอย่างรวดเร็ว เจียงฉางเชิงหยิบโสมอัคคีออกมาเล่น เหมือนกำลังขบคิดบางสิ่ง ไป๋จีจับจ้องโสมอัคคีเขม็งแล้วบอกว่า “ท่านนักพรต สมบัติล้ำค่าเช่นนี้หากมอบให้ยอดฝีมือขั้นเทวจิตที่มีลมปราณเข้ากันได้ จะกลายเป็นขั้นเทวชนก็มิใช่เรื่องยาก”
เจียงฉางเชิงพลิกมือเก็บมันเข้าไปในแหวนมหาวิญญาณ ไป๋จีคิดว่าเขาจะซ่อนไว้ในแขนเสื้อเสียอีก มันจึงทำได้แต่รั้งสายตากลับมาอย่างอาลัยอาวรณ์ โสมอัคคีใช้กับตัวเจียงฉางเชิงเองย่อมไม่เกิดประโยชน์มากนัก เพราะตัวเขาเองใกล้เลื่อนขั้นแล้ว มิสู้เพิ่มขั้นเทวชนอีกสักคนให้อารามมังกรผงาดดีกว่าหรือ ในเมื่อเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ จะมีแต่เขาเป็นหน้าเป็นตาของสำนักได้อย่างไร!