เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 82 เหนือกว่าขั้นกายาทองคำยังมีระดับขั้นอื่นอีกหรือไม่
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 82 เหนือกว่าขั้นกายาทองคำยังมีระดับขั้นอื่นอีกหรือไม่
ตอนที่ 82 เหนือกว่าขั้นกายาทองคำยังมีระดับขั้นอื่นอีกหรือไม่
เพียงชั่วพริบตาเดียวเวลาก็ผ่านไปแล้วครึ่งปี เดือนสิบ ศึกตัดสินอันน่าตื่นตะลึงหนนั้นผ่านมาหนึ่งปีแล้ว ต้าจิ่งยังพยายามทำให้ดินแดนและราชสำนักของตนเองมั่นคงอยู่ เจียงซิ่วไม่แวะมาที่อารามมังกรผงาดหลายเดือนแล้ว เขายุ่งอยู่กับการจัดการราชกิจของฮ่องเต้ ยามนี้ดินแดนต้าจิ่งขยายอาณาเขตเป็นเท่าตัว จึงต้องการกำลังขุนนางบู๊และบุ๋นมากกว่าแต่ก่อนมาก
เจียงจื่ออี้ยุ่งจนค่ำมืดทุกวัน ฮวาเจี้ยนซินต้องมาขอโอสถจากเจียงฉางเชิงให้เขาทุกเดือน เพราะกลัวว่าเขาจะเป็นโรคอะไรไป วันนี้เจียงฉางเชิงหลอมโสมอัคคีอายุสามพันปีกลายเป็นโอสถสำเร็จแล้ว การหลอมเป็นโอสถทำให้ฤทธิ์ของตัวสมุนไพรแสดงผลดีขึ้น และยังทำให้ศิษย์ดูดซับได้ดีขึ้นด้วย
เขาเรียกฮวงชวนมาแล้วมอบโอสถนี้ให้อีกฝ่าย นอกจากเขา ศิษย์คนอื่นของอารามมังกรผงาดยังอ่อนแอมาก ไม่มีคุณสมบัติพอจะใช้สิ่งนี้ แม้หลิงเซียวจะพบโชควาสนามาแต่ก็เป็นด้านวิชากระบี่ กำลังภายในของเขาเพิ่งเหยียบเข้าขั้นเทวจิตได้อย่างหวุดหวิดเท่านั้น เทียบกับฮวงชวนไม่ได้อยู่ไกลโข
หลังจากฮวงชวนได้รู้ฤทธิ์ของโอสถเม็ดนี้ก็ดีใจจนเนื้อเต้น เขาโขกศีรษะขอบคุณเจียงฉางเชิงทันที ไป๋จีอิจฉายิ่งนัก แววตาของมันราวกับคมดาบ จดจ้องมองมาจนฮวงชวนอึดอัดยิ่งนัก หลังจากนั้นฮวงชวนก็มิกล้ารั้งอยู่นาน เขาเผ่นออกไปอย่างรวดเร็ว เชื่อว่าใช้เวลาอีกเพียงสองสามเดือน อารามมังกรผงาดก็คงมีขั้นเทวชนคนแรกถือกำเนิด
ส่วนผิงอันไม่นับ เพราะเขาเป็นผลงานที่ราชวงศ์ทุ่มเทสร้างขึ้น ยามนี้ผิงอันเป็นแม่ทัพผู้กร้าวแกร่งอันดับหนึ่งแห่งต้าจิ่ง ไม่นับเป็นศิษย์ของอารามมังกรผงาด
แต้มเซ่นไหว้และบารมีมรรคาจารย์
เจียงฉางเชิงบิดขี้เกียจแล้วเรียกแต้มเซ่นไหว้ออกมาดู
[แต้มเซ่นไหว้ปัจจุบัน 490,743 แต้ม]
สี่แสนเก้าหมื่น! ตัวเลขนี้น่ากลัวนัก เพราะมันหมายความว่าปัจจุบันทั่วหลามีคนสี่แสนเก้าหมื่นคนกำลังจุดธูปเซ่นไหว้บูชาเขาอยู่ ในโลกที่ยังไม่มีอารยธรรมวิทยาศาสตร์ทำให้ข่าวสารส่งต่อกันได้ไม่ชัดเจนแห่งนี้ การมีคนมากมายถึงเพียงนี้นับถือศรัทธาย่อมมากพอจะแสดงให้เห็นฐานะในปัจจุบันของเจียงฉางเชิงในต้าจิ่งแล้ว นี่เทียบเท่ากับปรมาจารย์นักบุญ [1] ได้หรือไม่นะ
‘ไม่สิ เขาจะมาเทียบกับข้าได้อย่างไร’ เจียงฉางเชิงคิดอย่างหยิ่งผยอง ผู้ที่นับถือศรัทธาเขาไม่ได้มีเพียงชาวบ้านชาวเมืองเสียหน่อย แม้แต่ตระกูลชนชั้นสูงมากมายในเมืองหลวงก็ตั้งรูปสลักของเขาไว้บูชาเหมือนกัน หลายร้อยปีหลังจากนี้ เขาจะกลายเป็นบุคคลในเทวตำนานหรือเปล่านะ เจียงฉางเชิงเพียงคิดก็คาดหวังอยู่หน่อยๆ
สิ่งที่แต้มเซ่นไหว้มอบให้เขาไม่ใช่เพียงความรู้สึกประสบความสำเร็จ แต่ที่มากกว่านั้นคือความรู้สึกปลอดภัย แต้มเซ่นไหว้มากมายถึงเพียงนี้นำมาใช้ผ่านด่านเคราะห์ก็คงมั่นใจได้แล้วกระมัง เจียงฉางเชิงไม่อยากโชคดีรอดจากเงื้อมมือศัตรู แล้วมาตายใต้เงื้อมมือของด่านเคราะห์สวรรค์หรอกนะ
เขาหลับตาฝึกพลังต่อ ระยะนี้ฮ่องเต้ส่งสมุนไพรมาให้ไม่น้อย ในจำนวนนั้นมีของที่อาณาจักรอื่นถวายมาให้ด้วย สิ่งเหล่านั้นทำให้เขาหลอมโอสถได้มากมาย ประหยัดเวลาฝึกฝนไปได้ไม่น้อย เขาใกล้จะเลื่อนชั้นมากแล้ว!
การอพยพของเชียวปู่ขู่
คลื่นทะเลสาดกระทบชายฝั่ง ณ โรงเตี้ยมแห่งหนึ่งตรงจุดเชื่อมต่อระหว่างหาดทรายกับผืนป่า มีโต๊ะอยู่ห้าตัว โต๊ะสองตัวในนั้นมีชาวประมงกำลังพักผ่อนอยู่ ส่วนอีกโต๊ะหนึ่งมีชาวยุทธ์กำลังนั่งร่ำสุรากันอยู่สองคน พวกเขาก็คือเพิ่งชิวเหอกับเชียวปู่ขู่ บุตรชายของเชียวเต้าเทียนประมุขหอมังกรมหายานนั่นเอง
“ตัดสินใจดีแล้วหรือ” เพิ่งชิวเหอวางจอกสุราลงแล้วถาม
เชียวปู่ขู่ก้มหน้าก้มตาดื่มสุรา เขาดื่มติดกันไปสามจอกถึงยอมเปิดปากเอ่ยว่า “ไม่จำเป็นต้องลังเลอีกต่อไปแล้ว ข้าไม่มีทางเลือก”
เพิ่งชิวเหอเงียบไป เชียวปู่ขู่กวักมือให้เสี่ยวเออร์ยกสุรามาอีกสามไห เพิ่งชิวเหอถอนหายใจ “ผู้คนต่างคิดว่ามรรคาจารย์เป็นตาเฒ่าหงเหงือก แต่ไม่รู้ว่าแท้จริงเขาเพิ่งจะอายุเจ็ดสิบปี ระดับขั้นเท่าเขาย่อมคอยพิทักษ์ต้าจิ่งได้อีกนับร้อยปี อยู่ที่นี่ต่อไปไร้ความหมายจริงๆ ได้ยินมาว่าฮ่องเต้รัชสมัยนี้กำลังขยายกองกำลังองครักษ์ชุดขาวอยู่ บางทีอาจเพื่อจัดการกับหอมังกรมหายาน เจ้าสมควรจากไปจริงๆ แต่เหตุใดต้องมุ่งหน้าไปยังโพ้นทะเลด้วยเล่า”
ทะเลทางใต้ของต้าจิ่งเป็นเขตต้องห้าม ชาวบ้านกล้าจับปลาแต่เฉพาะบริเวณใกล้ชายฝั่งเท่านั้น ไม่กล้าย่างกรายไปยังเขตน้ำลึก ไม่ใช่เพียงต้าจิ่ง แต่ราชวงศ์แต่ละยุคล้วนไม่มีผู้ใดกล้าย่างเท้าไปยังทะเลลึก
เชียวปู่ขู่เอ่ยเหยียดหยัน “ไม่ไปโพ้นทะเลแล้วจะให้ไปที่ใด แผ่นดินในยามนี้ใช่สถานที่ที่ข้าจะอยู่ได้หรือ ยามนี้หอมังกรมหายานกลายเป็นหนูข้างถนนแล้ว สำนักหลังบัลลังก์ที่เคยเป็นมิตรกับพวกเราต่างไล่เข่นฆ่าศิษย์ที่ข้าส่งไปแสดงสัมพันธไมตรีด้วยอย่างไม่เกรงใจ พวกเขากลัวว่าหากมาเกี่ยวข้องกับพวกเราแล้วจะถูกนักพรตปีศาจผู้นั้นคิดแค้น”
รอยยิ้มของเขายิ่งขมขื่น ความเชื่อมั่นในตนเองและความสบายอกสบายใจที่เคยมีอยู่เต็มเปี่ยมไม่เหลืออยู่อีกต่อไป เมื่อรู้ว่าเจียงฉางเชิงสังหารขั้นกายาทองคำได้ เขาก็รู้แล้วว่าหอมังกรมหายานไม่มีทางฟื้นกลับมาได้อีก มีแต่จะกลายเป็นละอองธุลีของอดีตเท่านั้น หากเจียงฉางเชิงเป็นเพียงขั้นกายาทองคำ เขาอาจยังมีความหวังสักเศษเสี้ยว ไม่ว่าอย่างไรในประวัติศาสตร์ของหอมังกรมหายานก็เคยปรากฏขั้นกายาทองคำมาก่อน เพียงแต่ไม่เคยปรากฏมาห้าร้อยปีแล้วเท่านั้น แต่เขาสังหารขั้นกายาทองคำได้อย่างง่ายดาย เขาแข็งแกร่งเพียงใดกันแน่
สาเหตุประการสำคัญที่สุดก็คือเขาเพิ่งได้ทราบอายุที่แท้จริงของนักพรตปีศาจจากปากเพิ่งชิวเหอ แม้เขาจะไม่รู้ว่านักพรตปีศาจฝึกวิชาอย่างไร แต่เขาเข้าใจแจ่มแจ้งอยู่เรื่องหนึ่ง นั่นก็คือชาตินี้เขาไร้ความหวังจะแก้แค้นแล้ว หลบให้รอดจากการสังหารก่อนแล้วค่อยว่ากัน หากทายาทรุ่นหลังมีอัจฉริยะที่พรสวรรค์ล้ำเลิศถือกำเนิดขึ้นมา ค่อยมาพูดเรื่องการฟื้นสำนักหลังบัลลังก์อีกครั้ง
เพิ่งชิวเหอเอ่ยว่า “เช่นนั้นก็ไปเถิด บางทีโพ้นทะเลอาจมีดินแดนที่กว้างใหญ่กว่าอยู่จริงๆ ก็เป็นได้”
เชียวปู่ขู่พยักหน้า หลังจากนั้นจึงร่ำสุราดับความกลัดกลุ้มต่อ ครึ่งชั่วยามหลังจากนั้น เชียวปู่ขู่ก็ลุกขึ้นชักกระบี่ข้างเอวออกมาสังหารทุกคนในโรงเตี้ยม ก่อนจะปล้นเรือประมงลำหนึ่ง แล้วขนอาหารกับน้ำทั้งหมดในโรงเตี้ยมไปไว้บนเรือ เขาจงใจผูกเรือประมงห้าลำไว้ด้วยกันเพื่อขนเสบียงและน้ำให้ได้มากกว่าเดิม
เพิ่งชิวเหอเฝ้ามองเขาอย่างเงียบๆ หลังจากทำทุกอย่างเสร็จสิ้น เชียวปู่ขู่ก็ขึ้นไปยืนบนเรือประมงแล้วใช้ลมปราณผลักเรือประมงออกจากฝั่ง เขาหันมาตะโกนบอกเพิ่งชิวเหอ “ตาเฒ่าเพิ่ง ชาตินี้เกรงว่าคงต้องจากกันแล้ว หากมีชาติหน้า เจ้ากับข้ามาเป็นพี่น้องกัน มิลืมเลือนมิตรภาพในวันวาน”
เขากลับมามีท่าทางอิสระเสรีดั่งวันวานอีกครั้ง เพิ่งชิวเหอเห็นแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้ โบกมือบอกให้เขารีบไป จนกระทั่งมองส่งเชียวปู่ขู่หายลับไปในหมอกหนาเหนือผิวทะเลอันไร้ที่สิ้นสุด เพิ่งชิวเหอจึงลุกขึ้น เขามองทิวเขาเขียวขจีด้านหลังโรงเตี้ยม แล้วจู่ๆ ก็รู้สึกเคว้งคว้าง ท้องนภากว้างใหญ่แผ่นดินแผ่ไพศาล แล้วเขาสมควรไปที่ใด
เขาหวนนึกถึงเพิ่งชิวซวงน้องสาวของตนเอง แววตาพลันหม่นแสง นางคือครอบครัวเพียงหนึ่งเดียวในชาตินี้ของเขา แต่กลับถูกเขาทอดทิ้ง จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าชีวิตนี้ของตนเองช่างล้มเหลว มีวรยุทธ์ยอดเยี่ยมเหนือใต้หล้าแล้วมีประโยชน์อันใด ในเมื่อสุดท้ายยังต้องเดียวดายตัวคนเดียว
ระดับขั้นแห่งวิถียุทธ์
เจียงฉางเชิงไม่รู้ว่าตนเองทำให้ศัตรูทั้งหลายหวาดกลัวจนพากันหลบลี้หนีหายไปจากต้าจิ่ง ต่อให้รู้เขาก็ไม่ใส่ใจ ต้องแข็งแกร่งขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อนเท่านั้นจึงจะปกป้องดินแดนของตนได้ ความผิดพลาดข้อใหญ่ที่สุดของหอมังกรมหายาน หุบเขาชำนาญยุทธ์ และหอชุมดาราก็คือ พวกเขาแข็งแกร่งไม่พอ และไม่รู้ว่าเจียงฉางเชิงแข็งแกร่งแค่ไหน!
เจียงฉางเชิงต้องปกป้องความลับของตนเอาไว้ เขาจะไม่ยอมบอกระดับชั้นของตนเองให้ผู้อื่นล่วงรู้ทั้งสิ้น หลังจากนี้เขาจะปล่อยให้ตนเองถูกเข้าใจว่าเป็นขั้นกายาทองคำ หากคนไม่มีตาคนใดมาหาเรื่อง เขาก็จะเอาพวกมันมาเป็นรางวัลรอดชีวิต
วันนี้เจียงฉางเชิงเรียกลูกศิษย์รุ่นเก่าแก่อย่างชิงขู่ ฮวงชวน หลิงเซียว และว่านหลี่ มารวมตัวกัน ทำให้ในลานเรือนมีคนนั่งอยู่เต็ม เขาสั่งสอนระดับขั้นแห่งวิถียุทธ์ให้แก่ลูกศิษย์ทั้งหลาย
“เหนือยอดฝีมือขั้นหนึ่งคือ ขั้นกำเนิดปราณ ผนึกลมปราณก่อเกิดเป็นแก่นปราณ เหนือขั้นกำเนิดปราณคือ ขั้นเบิกญาณ ปลดปล่อยลมปราณออกมาข้างนอก ประสาทสัมผัสเพิ่มประสิทธิภาพ เหนือขั้นเบิกญาณคือ ขั้นบรรลุฟ้า ใช้งานลมปราณได้ดั่งใจ ระดับขั้นนี้จะเริ่มสั่งสมกำลังภายในไปเรื่อยๆ ได้ นับว่าเป็นจุดเปลี่ยนผ่านของระดับชั้นวิชายุทธ์จุดหนึ่ง”
“เหนือขั้นบรรลุฟ้าคือ ขั้นเทวจิต เทวจิตคือระดับปรมาจารย์แห่งยุทธภพ ผู้ก้าวถึงระดับชั้นนี้จักแตกฉานวิชา เปิดเส้นทางยุทธ์ของตนเองได้ เหนือชั้นเทวจิตคือ ขั้นเทวชน ขั้นเทวชนคือผู้หลุดพ้นจากพันธนาการแห่งผืนดิน เหยียบย่างบนนภาหรือเคลื่อนกายในชั่วพริบตาล้วนไม่ใช่ปัญหา กำลังภายในของพวกเขาจะเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ นับเป็นการสลัดคราบเดิมครั้งใหญ่ครั้งแรกบนวิถียุทธ์”
ลูกศิษย์ทั้งหลายฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ แม้อารามมังกรผงาดจะสั่งสอนวิชายุทธ์ของเจียงฉางเชิง แต่ลูกศิษย์โดยทั่วไปก็บรรลุถึงขั้นกำเนิดปราณกันเท่านั้น มีเพียงลูกศิษย์หนึ่งในสามส่วนที่ไปถึงขั้นเบิกญาณ หากเป็นเมื่อหลายสิบปีก่อนท่านนักพรตชิงชวีคงไม่กล้าคิดถึงสภาพเช่นนี้แน่ แต่ในสายตาของเจียงฉางเชิง พวกเขายังอ่อนแอเกินไป
“เหนือขั้นเทวชนคือ ขั้นกายาทองคำ กายาดุจทองคำ ผิวหนังและเนื้อดุจเหล็กกล้า แข็งแกร่งมิอาจทำลาย จุดตันเถียนของขั้นกายาทองคำจะพัฒนาไปเหนือกว่าขั้นเทวชน มันจะควบแน่นลมปราณจนร้อนระอุประหนึ่งเปลวเพลิงแผดเผา หนึ่งกระบวนท่าทำลายได้แม้แต่ขุนเขาหรือนคร”
ดวงตาของลูกศิษย์ทั้งหลายราวกับมีเปลวเพลิงลุกโหมอยู่ด้านใน ปัจจุบันในต้าจิ่ง ขั้นกายาทองคำมิใช่ความลับอีกต่อไปแล้ว ยามเอ่ยถึงขั้นกายาทองคำ ทุกคนก็จะคิดถึงมรรคาจารย์ ฮวงชวนอดไม่ไหวถามขึ้นมาว่า “เหนือขั้นกายาทองคำยังมีระดับขั้นอื่นอีกหรือไม่ขอรับ”
หลิงเซียวเองก็จ้องเจียงฉางเชิงเขม็ง พวกเขาล้วนอยู่ในศึกตัดสินหนนั้น หลังจากได้ชัยชนะก็ได้รับตำแหน่งขุนนาง เสพสุขกับเบี้ยหวัดของราชสำนัก พวกเขารู้สึกว่าเจียงฉางเชิงต้องก้าวพ้นขั้นกายาทองคำไปแล้วอย่างแน่นอน
เจียงฉางเชิงแสร้งทำสีหน้าเสียดายแล้วบอกว่า “ข้าเองก็อยากรู้ว่าเหนือขั้นกายาทองคำมีระดับขั้นใดอยู่ แต่น่าเสียดายข้าอยู่ที่ต้าจิ่งมาตลอด ไหนเลยจะล่วงรู้เรื่องทั้งหลายในใต้หล้า หวังแต่ว่าลูกศิษย์รุ่นหลังจะมีใครสักคนก้าวข้ามขั้นกายาทองคำ เหยียบเข้าไปสู่ระดับขั้นสูงกว่าที่บัดนี้ข้ายยังไม่รู้จัก”
คำพูดนี้ทำให้เลือดวัยคึกคะนองของลูกศิษย์ทั้งหลายพลุ่งพล่าน ฮวงชวนกับหลิงเซียวตัดสินใจยึดสิ่งนี้เป็นเป้าหมาย ใช้ทั้งชีวิตไล่ตามมัน
ศิษย์รุ่นต่อไปและองค์ชายน้อย
ผ่านไปหนึ่งก้านธูป ลูกศิษย์ก็แยกย้าย เจียงฉางเชิงถอนหายใจ พูดมากขนาดนี้ในหนเดียวก็เหนื่อยอยู่นิดๆ ไป๋จีอดเอ่ยถามไม่ได้ว่า “ท่านนักพรต ท่านไม่รู้จักระดับขั้นที่เหนือกว่าขั้นกายาทองคำจริงหรือ”
วังเฉินหยิบไม้กวาดขึ้นมาแล้วคลี่ยิ้ม “เจ้าปีศาจหมาป่าตัวนี้ ท่านนักพรตบอกว่าไม่รู้ก็คือไม่รู้ หากถามอีก ระวังเขาจะจับเจ้าโยนลงไปในเตาหลอมโอสถ” ได้ยินคำนี้ ไป๋จีก็เหลือบมองเจียงฉางเชิงอย่างหวาดๆ พอเห็นเจียงฉางเชิงเผยสีหน้าร้ายกาจออกมา มันก็หวาดผวาจนตัวสั่นระริกไม่กล้าถามอีกต่อไป
เจียงฉางเชิงเหมือนจะคิดอะไรออกจึงเอ่ยปากว่า “วังเฉิน ให้ว่านหลี่กับหมิงเยวี่ยดูแลชิงเออร์ให้มากหน่อย สั่งสอนให้นางเหมือนกับจะเป็นศิษย์พี่ใหญ่รุ่นต่อไป แน่นอนว่าเรื่องนี้ห้ามบอกนาง”
วังเฉินพยักหน้าแต่ก็ยังงุนงงเล็กน้อย เขาถามว่า “ท่านนักพรต นางยังอายุน้อยถึงเพียงนั้น เหตุใดท่านจึงคิดว่านางจะเป็นศิษย์พี่ใหญ่รุ่นต่อไปเล่า”
อารามมังกรผงาดในวันนี้เทียบกับในวันวานไม่ได้แล้ว ลูกศิษย์มีเกือบพันคน คนที่เกี่ยวพันกับการจ่ายเงินบริจาคให้อารามก็มาก ศิษย์พี่ใหญ่ต้องรับมือกับเหล่าชนชั้นสูงในเมืองหลวง ย่อมต้องพิจารณานิสัยและชาติกำเนิดให้มาก ในเวลาเดียวกันก็ต้องมีพลังที่ทำให้ทุกคนยอมรับด้วย
“ข้ารู้สึกว่านางเหมือนเพิ่งชิวชวงมาก” เจียงฉางเชิงหัวเราะฮาๆ วังเฉินอึ้งงัน หลังจากนั้นก็ส่ายหน้าแล้วหัวเราะออกมาบ้าง เขาถือไม้กวาดเดินจากไป แม้เขาจะรู้สึกว่าเหตุผลนี้ไร้สาระ แต่เจียงฉางเชิงมิใช่คนธรรมดา หรือว่าเด็กหญิงคนนี้จะมีพรสวรรค์เหนือกว่าผู้อื่นจริงๆ
หลายวันให้หลัง ฮวาเจี้ยนซินก็จูงมือเด็กชายคนหนึ่งเข้ามาในลานเรือน เด็กชายคนนี้อายุเพียงสองสามปี แต่ฝีเท้าของเขามั่นคงมาก ไม่เหมือนเด็กวัยเดียวกัน “ไป๋จี เจ้าออกไปก่อน” ฮวาเจี้ยนซินสั่ง ไป๋จีลืมตาขึ้นมา แม้จะงุนงงแต่ก็ออกไปอย่างเชื่อฟัง
ในเรือนเหลือเพียงพวกเขาสามคน ฮวาเจี้ยนซินปล่อยมือเด็กชายแล้วให้เขาไปเล่น เด็กชายไม่รั้งรอ วิ่งไปหน้าเตาหลอมโอสถแล้วแสดงสีหน้าสนใจใคร่รู้ เจียงฉางเชิงลืมตา สายตาหันไปจับจ้องบนตัวเขา
ฮวาเจี้ยนซินยิ้ม “เห็นหรือไม่เจ้าคะ”
เจียงฉางเชิงหรี่ตาลง “ปานแต่กำเนิดของเขาแปลกพิกล”
ฮวาเจี้ยนซินพยักหน้าแล้วเอ่ยเสียงเบาว่า “ถูกต้องแล้วเจ้าค่ะ เด็กคนนี้อายุยังไม่ถึงสามขวบ แต่ร่างกายรวบรวมลมปราณได้เอง ข้าคอยสังเกตดูก็พบว่าลมปราณของเขาเอาแต่เคลื่อนไหวอยู่ในปานกำเนิดของเขา” นางตื่นเต้นยิ่งนัก นางคิดว่าเด็กคนนี้จะต้องเป็นผู้ได้รับมรดกสายเลือดของเจียงฉางเชิงแน่ ปานกำเนิดกลางหว่างคิ้วขององค์ชายองค์อื่นรวมไปถึงเจียงจื่ออี้ดูเหมือนประดับไว้เฉยๆ เท่านั้น มีเพียงเด็กคนนี้ที่ต่างออกไป
[1] ปรมาจารย์นักบุญ (เซียนตี้) ฉายาของ จางเจวี่ย หรือจางเจียว ผู้นำของลัทธิไท่ผิงเต้านิกายหนึ่งของลัทธิเต๋า และผู้นำของกลุ่มกบฏโพกผ้าเหลืองสมัยปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออก